เส้นทางจักรพรรดินี

    บทที่ 26 มนตราจอมอาคม

    บทที่ 26 มนตราจอมอาคม

     

              “ตอนนี้เจ้ามีระดับเกิน 100 แล้วนี่ เจ้าสามารถรับอาชีพขั้นที่ 2 ได้แล้วเจ้าสนใจอาชีพไหนเป็นพิเศษไหม?” อเล็กซ์แกล้งถามมีนทั้ง ๆ ที่รู้อยู่แล้วว่า หญิงสาวตรงหน้าสนใจในสิ่งใด?เพียงแต่อเล็กซ์ต้องการให้อีกฝ่ายเป็นผู้เอ่ยปากออกมาเอง

              “คือหนูอยากได้อาชีพสายเวทมนตร์เจ้าค่ะ”

              “จอมเวทรึ?” อเล็กซ์แกล้งถาม

              “อาชีพจอมเวทสามารถสร้างกับดักเวทมนตร์และสร้างไอเทมเวทมนตร์ได้ไหมเจ้าคะ?” มีนถามผู้เป็นอาจารย์ในสิ่งที่ตัวเองอยากรู้

              “จอมเวทคือผู้ใช้งานเวทมนตร์ เป็นผู้สามารถเรียกใช้เวทมนตร์ในการโจมตีสร้างความเสียหายแก่ศัตรูได้รุนแรงที่สุดในบรรดานักเวททั้งมวลจอมเวทสามารถเรียกใช้งานกลไกเวทมนตร์ผ่านทางบทร่ายฯ และยังสามารถดัดแปลงแก้ไขบทร่ายที่ตนมีความเข้าใจเพื่อใช้ในจุดประสงค์ที่แตกต่างกันได้อย่างง่ายดาย เพียงแต่...จำกัดอยู่ที่การควบคุมพลังเวทมนตร์ในวงเวทจากบทร่ายฯสำหรับงานได้เท่านั้น แต่มิอาจจะซ่อม/สร้าง/ดัดแปลง หรือแก้ไขคุณสมบัติของกลไกเวทใดๆ ที่อยู่นอกเหนือเงื่อนไข ‘การใช้งาน’ ได้เลย”

              “จอมเวทสามารถร่ายเวทมนตร์ และสามารถดัดแปลง/ผสาน/ตัดทอนคำร่ายฯ ตามคุณสมบัติพื้นฐานของธาตุแต่ละธาตุเพื่อนำมาใช้งานตามวัตถุประสงค์ที่แตกต่างกันได้ แต่มิอาจจะสร้างวงเวท หรือสร้างบทร่ายเวทขึ้นมาใหม่ได้ดังนั้นในโลกเวทมนตร์...จอมเวทจึงเปรียบเสมือนเป็นผู้ใช้งานเวทมนตร์ ซึ่งมีบทร่ายอยู่แล้วให้เกิดประโยชน์ได้สูงสุดเสียมากกว่า...”

              “ในความเป็นจริงบทร่ายเวทฯในโลกแห่งเวทมนตร์ มีจำนวนมากเกินพอที่จอมเวทจะสามารถหยิบเอามาใช้งานในสถานการณ์ที่แตกต่างกันออกไปได้โดยไม่ต้องเป็นกังวลว่า จะไม่มีบทเวทที่เหมาะสมให้ใช้งาน...”

              “จอมเวทที่เก่งๆ มักจะมีบทร่ายฯ อยู่กับตัวจำนวนมากมายมหาศาลอยู่แล้ว แต่จอมเวทที่ผู้คนให้การยอมรับนับถือกลับเป็นจอมเวทผู้มีความสามารถในการเลือกใช้งานบทเวทได้เหมาะสม ตรงกับสถานการณ์ที่เป็นอยู่ในขณะนั้นได้เป็นอย่างดีเสียมากกว่า...”

              “ดังนั้นในเส้นทางจอมเวทจำเป็นต้องศึกษาเรียนรู้ จดจำบทร่ายของเวทมนตร์ให้ได้มากที่สุด และที่จะขาดเสียไม่ได้สำหรับอาชีพจอมเวทและสายอาชีพที่เกี่ยวกับเวทมนตร์อื่น ๆ นั่นก็คือ ความเข้าใจในคุณสมบัติของธาตุ...แต่ละธาตุนั่นเอง”อเล็กซ์กล่าวขยายความเกี่ยวกับอาชีพจอมเวทด้วยท่าทีอันสุขุม

              มีนหลับตาใช้ความคิดนึกตามในสิ่งที่ผู้เป็นอาจารย์เอ่ยออกมาอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะถามอีกฝ่ายถึงจำนวนบทร่ายเวทที่ตัวเองได้รับมาจากอีกฝ่าย “ท่านอาจารย์เจ้าคะแล้วบทร่ายเวทในหนังสือของท่านอาจารย์ มีจำนวนมากพอจะใช้รับมือกับสถานการณ์ต่าง ๆที่เกิดขึ้น ในทุกรูปแบบไหมเจ้าคะ?”

              “มันแน่นอนอยู่แล้ว...ถึงแม้บทร่ายฯที่อยู่ในตำราของข้าฯ จะมีจำนวนเพียงแค่ครึ่งหนึ่งของบทร่ายฯ ทั้งหมดที่มีอยู่ในโลกใบนี้เท่านั้นแต่มันก็เพียงพอจะทำให้ข้าสามารถรับมือและเอาตัวรอดจากสถานการณ์ต่าง ๆได้เป็นอย่างดีแล้ว” อเล็กซ์ตอบคำถามหญิงสาว ก่อนจะขยายความเพิ่มเติมเกี่ยวกับตำราของตนว่า“เนื่องจากในหนังสือของข้านั้น ข้าเน้นการอธิบายเกี่ยวกับหลักการทั่วไปของศาสตร์แห่งเวทมนตร์เทคนิคการใช้เวทฯ รวมไปถึงความรู้พื้นฐานทุกแขนงที่เกี่ยวข้องกับเวทมนตร์เอาไว้เท่านั้นส่วนบทร่ายฯ ที่อยู่ในหนังสือ พวกมันก็เป็นเพียงบทร่ายที่ตัวข้ามีอยู่ทั้งหมด นับตั้งแต่อดีตมาจนถึงตอนที่ข้ามอบ (ขาย) ตำราเล่มนี้ให้เจ้านั่นแหละ...”

              “ถ้าอย่างนั้นก็แสดงว่าท่านอาจารย์สามารถสร้างบทร่ายเวทใหม่ขึ้นมาเองได้ ใช่ไหมเจ้าคะ?” มีนถามเข้าประเด็นในสิ่งที่ตัวเองสงสัยในทันทีเพราะสิ่งที่อีกฝ่ายกล่าวออกมา มันเหมือนกับว่า มีความลับบางอย่างถูกซ่อนไว้ในประโยคอันกำกวมนั้นเพียงแต่...อีกฝ่ายรอให้ตนเปิดปากถามออกมาเท่านั้น

              “ถูกต้อง!! เก่งมากศิษย์ข้า ไม่เสียทีที่ข้ารับเจ้าไว้เป็นศิษย์...นอกจากวิธีการต่อสู้ที่ไม่ได้เรื่องและความมุทะลุของเจ้าแล้ว อื่น ๆ ถือว่าเจ้า...เก่งมากเลยทีเดียว” อเล็กซ์กล่าวชมเชยหญิงสาวแต่ก็ยังไม่วายที่จะค่อนแคะอีกฝ่ายไปทีหนึ่ง

              สิ้นคำกล่าวของผู้เป็นอาจารย์มีนที่ตั้งใจฟังอยู่ก็แสดงสีหน้าออกมาราวกับหมาจ๋อยในทันที

              แต่อเล็กซ์ก็ไม่ได้แยแสสนใจต่อการแสดงออกใดๆ ของอีกฝ่าย ก่อนจะกล่าวต่อในทันที “ในเรื่องการเรียนรู้และความเข้าใจในศาสตร์แห่งเวทมนตร์นั้นเจ้าถือได้ว่า เป็นอัจฉริยะคนหนึ่งเท่าที่ข้าเคยเห็นมาเลยทีเดียว ด้วยเหตุนี้ ข้าจึงรู้สึกถูกชะตากับเจ้าเป็นอย่างยิ่งและนี่...ก็เป็นเหตุผลสำคัญที่ข้ารับเจ้าไว้เป็นศิษย์ฯ เจ้าเข้าใจหรือไม่?”

              “เจ้าค่ะท่านอาจารย์” มีนตอบอีกฝ่ายด้วยน้ำเสียงเนือย ๆ

              เมื่อเห็นอีกฝ่ายมีสีหน้าไม่ค่อยสู้ดีนักอเล็กซ์จึงกล่าวอย่างให้ข้อคิดว่า “ที่ข้าชมเจ้า...ข้าไม่ได้อยากให้เจ้าหลงละเลิงไปกับคำชมนั้นแต่ข้าชมฯ เพื่อให้เจ้ารักษาสิ่งที่เจ้าทำได้ดีแล้วให้คงอยู่ ส่วนที่ข้าตำหนิเจ้า...ก็ไม่ได้ต้องการให้เจ้าท้อแท้หรือหมดกำลังใจ แต่ข้าตำหนิฯ เพื่อให้เจ้าได้นำไปปรับปรุงแก้ไข กลบจุดอ่อนและแก้ไขจุดด้อยที่เจ้าเป็นอยู่ซึ่งทั้งหมดนี้...ก็เพราะข้าอยากให้เจ้าได้เติบโต ได้พัฒนาตัวเองให้อยู่ในจุดที่สามารถปกป้องตัวเองปกป้องคนที่เจ้ารักได้ เข้าใจหรือไม่?”

              หลังจากได้เข้าใจในสิ่งที่อีกฝ่ายต้องการจะสื่อมีนก็กลับมามีสีหน้าเป็นปกติอีกครั้ง ก่อนจะตอบคำอีกฝ่ายด้วยสำนึกขอบคุณ “หนูเข้าใจแล้วเจ้าค่ะท่านอาจารย์ หนูจะจดจำคำสั่งสอนของท่านอาจารย์อยู่เสมอเจ้าค่ะ”

              “ดีมากศิษย์รักของข้า...” อเล็กซ์กล่าวตอบด้วยรอยยิ้ม ก่อนตัดบทและวกกลับมาถามอย่างเข้าประเด็นอีกครั้ง“เอาล่ะ ทีนี้เจ้าต้องการอยากจะรู้อะไรอีกไหม?”

              “เอ่อ...คือถ้าจอมเวทเป็น ‘ผู้ใช้งาน’ เวทมนตร์แล้วมีอาชีพไหนบ้างที่เป็น ‘ผู้สร้าง’ เวทมนตร์ล่ะเจ้าคะ?”มีนถามอย่างตรงประเด็น ในสิ่งที่ตนสนใจทันที

              “จอม...อา...คม”อเล็กซ์กล่าวออกมาอย่างช้า ๆ ชัด ๆ เพียง 3 พยางค์เท่านั้น

              “จอมอาคม?”มีนทวนคำของอีกฝ่าย ก่อนจะถามเพื่อขอคำอธิบาย “คืออะไรหรือเจ้าคะ?”

              “จอมอาคมคือ อาชีพหนึ่งในเส้นทางของเหล่านักเวท จอมอาคม เป็นอาชีพในฝันของนักเวททั้งหลาย เนื่องจากอาชีพจอมอาคมสามารถซ่อม/สร้าง/ดัดแปลง และแก้ไขใด ๆ เกี่ยวกับกลไกเวทฯ รวมทั้งสามารถร่าย/ดัดแปลง/ผสาน/ตัดทอนบทร่ายเวทมนตร์บทต่างๆ ได้ตามใจปรารถนา...” อเล็กซ์ไขความกระจ่างแก่หญิงสาว

              “ถ้าอย่างนั้น...จอมอาคมก็เก่งกว่าจอมเวทสิเจ้าคะ?”มีนเอ่ยถามอย่างใสซื่อ

              “เฮ้อ…” อเล็กซ์ถอนหายใจยาว ก่อนจะกล่าวอย่างปลงตกว่า “ข้าขอถอนคำพูดที่ข้าชมเจ้าไปเมื่อครู่ได้ไหม...”

              อย่างไม่เสียเวลาผู้เป็นอาจารย์เริ่มอธิบายให้อีกฝ่ายได้รู้เกี่ยวกับอาชีพจอมอาคมเพิ่มเติมในทันที “ก็อย่างที่บอกไปอาชีพจอมเวท จะเน้นไปที่การนำบทร่ายเวทมนตร์มาใช้งานเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดดังนั้นค่าสถานะของจอมเวทก็จะเน้นไปที่ค่าปัญญาเป็นหลัก ยิ่งค่าปัญญาสูงเท่าไหร่ บทร่ายเวทฯที่ร่ายออกมาก็จะยิ่งมีพลังทำลายสูง และมีความยืดหยุ่นในการใช้เรียกงานได้อย่างต่อเนื่องมากขึ้นเท่านั้นดังนั้นผู้มีอาชีพจอมเวทส่วนใหญ่ จึงมักจะนำแต้มสถานะที่ได้รับมาเพิ่มลงไปที่ค่าปัญญาเพื่อให้ค่าพลังเวทสูงสุดและค่าพลังโจมตีเวทมนตร์ของตนสูงที่สุดเท่าที่จะทำได้โดยไม่สนใจจะนำแต้มฯ ไปเพิ่มให้แก่ค่าสถานะชนิดอื่นแม้แต่น้อย...”

              “ส่วนจอมอาคมนั้นการต่อสู้ของอาชีพนี้ จะเน้นไปที่เทคนิคการใช้เวทมนตร์ และการสร้าง/การใช้งานกลไกเวทมนตร์สลับกับการร่ายเวทฯ อยู่เป็นระยะ ดังนั้นพลังทำลายและการร่ายเวทอย่างต่อเนื่องจึงไม่มีประสิทธิภาพเท่ากับจอมเวทเพราะในการสร้างกลไกเวทนั้น จำเป็นต้องอาศัยความแข็งแกร่งทางด้านร่างกายควบคู่กันไปด้วยดังนั้นค่าสถานะของจอมอาคมก็จะเน้นไปที่ค่าปัญญา ค่าความแข็งแกร่ง และค่าความอดทนเป็นหลักยังไงล่ะทีนี้...เจ้าพอจะเข้าใจความแตกต่างระหว่างอาชีพทั้งสอง บ้างหรือยัง?”

              หลังจากได้พบข้อแตกต่างระหว่างอาชีพสายเวทมนตร์ทั้งสองหญิงสาวก็เริ่มเข้าใจอะไรขึ้นมาบ้างแล้ว ก่อนจะถามผู้เป็นอาจารย์อีกครั้ง เพื่อยืนยันคำตอบในสิ่งที่ตนคิด“ถ้าอย่างนั้น...ที่ท่านอาจารย์แนะนำให้หนูเพิ่มค่าสถานะไปก่อนหน้านี้ก็แสดงว่าท่านต้องการให้หนูเลือกเส้นทางจอมอาคม ถูกต้องไหมเจ้าคะ?”

              “ฮ่าๆ ๆ ฉลาดมาก ศิษย์รักของข้า...” อเล็กซ์กล่าวด้วยรอยยิ้มอย่างมีความสุข ก่อนจะเปิดเผยความลับของตนแก่ลูกศิษย์สาว“ก็ใช่น่ะสิ! เพราะข้าคือ จอมอาคมอันดับต้น ๆของโลกทั้งในอดีตและปัจจุบันเชียวนะ ส่วนเจ้า คือ...อนาคต”

              “เจ้าทำให้ข้าหวนนึกถึงตัวเองในอดีตบนเส้นทางสายนี้อีกครั้งแต่เจ้าจะไม่มีวันผิดพลาดเหมือนเช่นตัวข้าในอดีตอย่างแน่นอน เพราะข้าจะคอยให้คำแนะนำฯเพื่อไม่ให้เจ้าเดินหลงทาง และเสียเวลาในการลองผิดลองถูกเหมือนกับข้ายังไงล่ะดังนั้นเมื่อมีข้าอยู่...ตัวเจ้าในอนาคต ย่อมจะต้องเก่งกว่าข้าอย่างแน่นอน เชื่อสิ...”

              “ในเส้นทางสายจอมอาคมแม้จะเป็นที่ใฝ่ฝันของเหล่านักเวททั่วหล้า แต่ในขณะเดียวกัน มันก็เป็นเส้นทางที่ยากลำบากและเต็มไปด้วยอุปสรรคขวากหนามด้วยเช่นกัน‘ความใฝ่รู้’ ‘ความอดทน’ และ ‘ความเข้มแข็ง’ เท่านั้น จะเป็นตัวผลักดันให้เจ้าไปสู่ปลายทางของความสำเร็จ...ในเส้นทางสายนี้ได้”

              “มีนักเวทจำนวนไม่น้อยที่เดินอยู่บนเส้นทางสายนี้แต่กลับมีเพียงไม่กี่คนเท่านั้น สามารถไปถึงจุดสูงสุดของจอมอาคมได้ เพราะส่วนใหญ่ก็มักจะถอดใจยอมแพ้ไปเสียก่อนแต่เมื่อเจ้ามีข้าอยู่ และมี 3 สิ่งที่ข้ากล่าวมาในข้างต้น เจ้าก็จะสามารถพบกับความสำเร็จได้โดยที่ลงทุนไปเพียงครึ่งเดียว...” อเล็กซ์กล่าวด้วยท่าทางราวกับนักสร้างแรงบันดาลใจซึ่งจับพลัดจับผลูมาเป็นตัวแทนขายประกันชีวิตที่ต้องใช้ความสามารถในการชักแม่น้ำทั้งห้าและคำกล่าวอย่างคลุมเครือเพื่อสร้างความสนใจพร้อมกับสร้างความสับสนให้แก่ลูกค้าในเวลาเดียวกัน ก่อนจะปิดการขายได้อย่าง“งงงง” ในที่สุด

              “แล้ว...ถ้าหนูต้องการจะเลือกอาชีพ‘จอมอาคม’ หนูต้องทำอย่างไรบ้างคะ?” มีนถามอีกฝ่ายอย่างสนใจ

              “ง่ายมาก...รับนี่ไป”อเล็กซ์ตอบคำในทันที พร้อมกับยกมือขึ้นตรงหน้าหญิงสาวในท่าประทานพร

     

              ติ้ง!!

              “ผู้เล่นมนตราได้รับภารกิจ ‘บททดสอบของจอมอาคม’ กรุณาตรวจสอบรายละเอียดค่ะ”

     

              สิ้นเสียงแจ้งเตือนฯมีนจึงทำการตรวจสอบรายละเอียดของเควสที่ได้รับอย่างรวดเร็ว

     

    ภารกิจ: [บททดสอบของจอมอาคม]ภารกิจเปลี่ยนอาชีพ ระดับ: A

    นักเวทผู้เชี่ยวชาญด้านอักขระเวทมนตร์ผู้สามารถสร้างวงเวทฯ เพื่อใช้งานได้ตามที่ใจปรารถนา ไม่ว่าจะเป็นกลไกเวทฯกับดักเวทมนตร์ การสลักอักขระเวท การเสริมพลังอาวุธ/ชุดเกราะ/และอุปกรณ์สวมใส่ล้วนแต่อยู่ในขอบข่ายความสามารถของจอมอาคมทั้งสิ้น

    แต่กระนั้น...ผู้จะไปถึงยังจุดสูงสุดแห่งจอมอาคมนั้นกลับมีเพียงน้อยนิดจนสามารถนับได้ด้วยมือข้างเดียว

    เงื่อนไข

    -นักเวทฝึกหัด
    - ระดับ 10
    0
    - สังหารสัตว์อสูรระดับราชา
    5 ตัว (18/5)
    -
    [เขียนภาษาเทพ] ขั้นต้น

    รางวัลภารกิจ

    -ได้รับอาชีพ “จอมอาคม”
    - ทักษะ
    [สลักเวทมนตร์]
    - ทักษะ
    [สร้างวงเวท]
    - ทักษะ
    [สร้างเงื่อนไข]

    บทลงโทษ

    -ไม่มี

     

              มีนยังไม่ทันจะอ่านรายละเอียดของภารกิจจนจบเสียงรายงานจากระบบฯ ก็เด้งดังขึ้นมาในหัวของตนในทันที...

     

              ติ้ง!!

            “ขอแสดงความยินดีผู้เล่นมนตรา ได้รับอาชีพ ‘จอมอาคม’ กรุณาตรวจสอบรายละเอียดค่ะ”

            “ผู้เล่นมนตราได้รับทักษะ [สลักเวทมนตร์] กรุณาตรวจสอบรายละเอียดค่ะ”

            “ผู้เล่นมนตราได้รับทักษะ [สร้างวงเวท] กรุณาตรวจสอบรายละเอียดค่ะ”

            “ผู้เล่นมนตราได้รับทักษะ [สร้างเงื่อนไข] กรุณาตรวจสอบรายละเอียดค่ะ”

             

            จากนั้นมีนจึงเรียกรายละเอียดของอาชีพและทักษะอาชีพฯที่ได้รับ ขึ้นมาอ่านอย่างช้า ๆ

             

    อาชีพ: [จอมอาคม]

    นักเวทผู้เชี่ยวชาญด้านอักขระเวทมนตร์ผู้สามารถสร้างวงเวทฯ เพื่อใช้งานได้ตามที่ใจปรารถนา ไม่ว่าจะเป็นกลไกเวทฯกับดักเวทมนตร์ การสลักอักขระเวท การเสริมพลังอาวุธ/ชุดเกราะ/และอุปกรณ์สวมใส่ล้วนแต่อยู่ในขอบข่ายความสามารถของจอมอาคมทั้งสิ้น

    แต่กระนั้น...ผู้จะไปถึงยังจุดสูงสุดแห่งจอมอาคมนั้นกลับมีเพียงน้อยนิด จนสามารถนับได้ด้วยมือข้างเดียว

    -ทักษะอาชีพจอมอาคม [สลักเวทมนตร์]
    - ทักษะอาชีพจอมอาคม
    [สร้างวงเวท]
    - ทักษะอาชีพจอมอาคม
    [สร้างเงื่อนไข]

     

    ทักษะอาชีพจอมอาคม: [สลักเวทมนตร์][ขั้นไร้ระดับ] (ยังไม่สามารถใช้งานได้)

    -สามารถสลักอักขระเวทมนตร์ลงในวัตถุได้
    - สามารถเรียกใช้งานเวทมนตร์โดยไม่อาศัยบทร่ายฯแต่ใช้กลไกวงเวทแทนบทร่าย(ความรุนแรงของการโจมตีด้วยเวทมนตร์ยังแสดงผลเสมือนการร่ายเวท)

    เงื่อนไข

    -จอมอาคม
    -
    [เขียนภาษาเทพ] ขั้นกลาง

     

    ทักษะอาชีพจอมอาคม: [สร้างวงเวท][ขั้นต้น 0/100] (ยังไม่สามารถใช้งานได้)

    -สามารถสร้างรูปแบบวงเวทลงในวัตถุได้
    - จำนวนรูปแบบวงเวทที่สร้างได้ (1/10)

    เงื่อนไข

    -จอมอาคม
    -
    [เขียนภาษาเทพ] ขั้นกลาง

     

    ทักษะอาชีพจอมอาคม: [สร้างเงื่อนไข][ขั้นต้น 0/100] (ยังไม่สามารถใช้งานได้)

    -สามารถกำหนดเงื่อนไขในกลไกเวทด้วยอักขระเวทมนตร์ได้
    - ประสิทธิภาพของวงเวทขึ้นอยู่กับเงื่อนไขที่กำหนดร่วมกับระดับของทักษะสร้างเงื่อนไขฯ
    - เพิ่มประสิทธิภาพของวงเวท 20เปอร์เซ็นต์

    เงื่อนไข

    -จอมอาคม
    -
    [เขียนภาษาเทพ] ขั้นกลาง

     

              หลังจากที่มีนอ่านรายละเอียดทักษะทั้ง3 ของอาชีพจอมอาคมเรียบร้อยแล้ว รอยยิ้มน้อย ๆ ก็ผุดขึ้นมาอย่างไม่รู้ตัวเนื่องจากทักษะทั้ง 3 เป็นทักษะที่มีนให้ความสนใจเป็นอย่างยิ่ง เพราะตัวเองสงสัยมานานแล้วว่ากลไกเวทมนตร์ ซึ่งสลักอยู่ตามสถานที่ต่าง ๆ นั้นทำงานอย่างไร? ใครเป็นผู้สร้าง? ซึ่งในตอนนี้ตนก็ได้รู้แล้วว่า พวกมันเหล่านั้น ล้วนเกิดขึ้นมาจากทักษะทั้ง 3 ของจอมอาคมนี่เอง…

              “อ่าส์...”มีนอุทานออกมาด้วยความพึงพอใจ หลังจากปิดหน้าจอแสดงรายละเอียดข้อมูลทักษะทั้ง 3 ของจอมอาคม

              “เป็นไงล่ะ?สิ่งที่เจ้าสงสัยอยากรู้ แต่ดันไม่ได้ถามข้า...ตอนนี้เจ้าก็ได้รู้แล้วใช่หรือไม่?”อเล็กซ์ถามอย่างมีเลศนัย จนทำให้มีนถึงกับรู้สึกขนลุกเกรียวในคำถามของอีกฝ่ายพร้อมกับนึกสงสัยว่า อาจารย์ตน...ใช่จะอ่านใจคนได้หรือไม่?

              “จะ...เจ้าค่ะท่านอาจารย์”

              “แต่ทักษะทั้ง3 ของจอมอาคมนี่...หนูยังไม่สามารถใช้ได้นี่เจ้าคะ” มีนย้อนถาม

              “ก็ใช่น่ะสิตอนนี้เจ้ายังใช้ไม่ได้ แต่เดี๋ยว...ก็คงจะใช้ได้แล้ว” อเล็กซ์กล่าวอย่างไม่ใส่ใจก่อนจะสั่งให้อีกฝ่ายทำตามในสิ่งที่ตนบอก “เอาล่ะ ตอนนี้เจ้าเปิดตำราฯ ไปที่บทอักขระเวททั้ง108 ดูสิ...”

              “ทีนี้...ให้เจ้าลองผนึกพลังเวทจำนวน1,000 หน่วย ลงไปที่คทาเวทมนตร์ของเจ้า จากนั้นก็ลองวาดอักขระลงไปบนอากาศ ตั้งแต่ตัวแรกไปจนถึงตัวสุดท้ายดู...”

              “เจ้าค่ะ”มีนรับคำอย่างว่าง่าย ก่อนจะใช้คทาเวทมนตร์ของตนลากเส้นอักขระตัวแรกลงบนอากาศที่ว่างเปล่า

            จู่ ๆเส้นสีทองเส้นหนึ่งก็ปรากฏขึ้นมาตามการลากมือของหญิงสาว หลังจากกรีดวาดอักขระถึงปลายทางของเส้นสายได้หยุดลงและเส้นสีทองดังกล่าวกลับกลายเป็นอักขระเวทมนตร์ตัวหนึ่ง

              มีนรู้สึกตื่นเต้นยินดีเป็นอย่างยิ่งเพราะการเขียนอักขระบนขึ้นมาอากาศเช่นนี้ มันช่างดูตื่นตาตื่นใจเสียยิ่งกว่าตอนที่อเล็กซ์สอนให้ตนลองเขียนภาษาเทพด้วยปากกาเวทมนตร์เสียอีก

              “อา...”

              มีนขีดเขียนอักขระไปได้เพียงไม่กี่ตัวเส้นสีทองที่เกิดขึ้นเหล่านั้นก็เกิดการสะดุด ก่อนเส้นสายสีทองจากปลายคทาจะหายไปและไม่ว่าหญิงสาวจะกรีดวาดคทาในมืออย่างไร ก็ดูเหมือนจะไม่มีอะไรเกิดขึ้น

              “เจ้าเห็นอะไรหรือไม่?”อเล็กซ์ถามขึ้นมา

              “ดูเหมือนว่าการเขียนอักขระแต่ละตัว มันจะดูดพลังเวทมนตร์จากตัวคทาไปใช้ด้วยเจ้าค่ะ” มีนตอบคำผู้เป็นอาจารย์

              “เก่งมากทีนี้เจ้าลองผนึกเวทจำนวน 10,000 หน่วย แล้วลองเขียนดูอีกทีสิ...”

              “เจ้าค่ะ”

              มีนทำตามที่อเล็กซ์บอกอย่างว่าง่ายในที่สุดมีนก็เขียนอักขระเวทไปได้เกินครึ่งแล้ว…

              อเล็กซ์คอยให้คำแนะนำในการเขียนอักขระเวทในแต่ละระดับพร้อมกับฝึกให้หญิงสาวเขียนอักขระลงไปเรื่อย ๆ อย่างใจเย็น ไม่นาน...ระดับของทักษะ[เขียนภาษาเทพ] ของมีนก็พัฒนาจนมาอยู่ใน ‘ขั้นกลาง’ จนได้

              อเล็กซ์ยืนดูการยกระดับทักษะการเขียนของลูกศิษย์สาวอย่างใกล้ชิดด้วยสีหน้าที่มีความสุข

              เพียงไม่นานมีนก็สามารถเขียนภาษาเทพได้จนครบทุกตัวอักษรฯ แม้ว่าสภาพร่างกายของหญิงสาวหลังจากเขียนอักขระจนครบจะไม่ค่อยน่าดูมากนักก็ตาม เนื่องจากการเขียนอักขระขั้นสูงนั้น ไม่ได้เพียงแค่ดูดเอาพลังเวทของหญิงสาวอย่างเดียวเท่านั้นยิ่งระดับของอักขระยิ่งสูง มันก็ยิ่งสูบเอาทั้งแรงกายแรงใจของมีนออกมาจนแทบจะหมดสิ้น

              เมื่อเขียนอักขระตัวสุดท้ายเสร็จสิ้นลงมีนถึงกับต้องนอนเหยียดยาวแผ่หลาอยู่บนพื้น เหงื่อไหลโทรมกายและหอบหายใจอย่างหนักหน่วงความรู้สึกในตอนนี้ แทบไม่ต่างอะไรกับตอนที่ตัวเองฝืนใช้พลังเวทจนหมดตัวในครั้งก่อนหน้าแม้แต่น้อย

              “ดีมาก...ทีนี้เจ้าก็พักฟื้นฟูพลังเสียหน่อยเถอะ อีกเดี๋ยว...ข้าจะสอนในขั้นต่อไปให้เอง”

              มีนนอนสงบจิตใจฟื้นฟูพลังอยู่อย่างนั้นและรับสัมผัสพลังธรรมชาติที่อัดแน่นอยู่ภายในวิหารอย่างต่อเนื่อง ผ่านไปไม่นาน...เรี่ยวแรงและพลังเวทของตนก็เริ่มฟื้นตัวกลับมาจนเต็มเปี่ยมอีกครั้ง

              “เอาล่ะในตอนนี้เจ้าสามารถใช้งานทั้ง 3 ทักษะของจอมอาคมได้แล้ว แต่ข้าก็ยังจะไม่สอนเจ้าในตอนนี้จนกว่าทักษะ [เขียนภาษาเทพ]ของเจ้าจะอยู่ในขั้นเชี่ยวชาญ ยังไงก็...เจ้าพยายามเข้าล่ะ”

              “เจ้าค่ะ”มีนได้แต่รับคำแต่โดยดี

              จากนั้นอเล็กซ์จึงแนะนำวิธีการที่ง่ายกว่าให้มีนได้รู้นั่นคือ...การใช้งานทักษะ [ผนึกเวท] ร่วมกับทักษะ [สัมผัสแห่งเวทมนตร์] ในการเขียนอักขระเวทดังกล่าว โดยใช้ร่างกายของตัวเองเป็นตัวกลางในการผ่านของพลังเวทฯซึ่งวิธีการนั้นก็คือ ให้ผนึกพลังเวทเอาไว้ที่ส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกายซึ่งเป็นส่วนที่จะสามารถขยับเขยื้อนเคลื่อนไหวสำหรับใช้ในการเขียนอักขระฯ จากนั้นให้ผู้ใช้งานเรียกใช้ทักษะสัมผัสแห่งเวทมนตร์เพื่อดูดเอาละอองเวทมนตร์ที่อยู่โดยรอบมาเป็นพลังงานในการจ่ายให้แก่อักขระเวทมนตร์ที่สร้างอย่างต่อเนื่องฯโดยวิธีการที่ว่านี้ จะช่วยให้ผู้ใช้งานฯ ลดภาระการใช้พลังเวทของตัวเองไปมากโขเลยทีเดียว

              “ทำไม?ท่านอาจารย์ ถึงไม่สอนวิธีนี้ให้หนูก่อนล่ะเจ้าคะ?” มีนถามอีกฝ่ายแม้ว่าจะทราบคำตอบดีอยู่แล้ว

              “เจ้าจะถามข้าทำไม?ในเมื่อเจ้ารู้คำตอบอยู่แล้ว...” อเล็กซ์กล่าวดักทางหญิงสาว

              “เอ๋...”มีนส่งเสียงพร้อมกับทำหน้างง

              “คิดสิ...”ผู้เป็นอาจารย์กล่าวกระตุ้นอีกฝ่าย

              “เจ้าค่ะพลังเวทที่อัดแน่นในห้องฝึกแห่งนี้ หนาแน่นมากกว่าในดินแดนมนุษย์ถึง 50เท่าใช่ไหมเจ้าคะ? ก็เลย...สามารถใช้วิธีลัดแบบนี้ได้?” มีนถาม เพื่อขอคำยืนยันในสิ่งที่ตนคิด

              “ถูกต้องในดินแดนมนุษย์...เจ้าไม่มีทางที่จะใช้วิธีการนี้ได้อย่างแน่นอน ดังนั้นข้าจึงได้สอนวิธีการปกติให้เจ้าก่อนแล้วจึงค่อยบอกวิธีลัดให้ยังไงล่ะ เจ้ารู้ไหมว่าเพราะอะไร?”อเล็กซ์ยืนยันคำตอบตามที่มีนคิดเอาไว้ พร้อมกับย้อนถามหญิงสาว

              “ท่านอาจารย์ต้องการให้หนูเร่งพัฒนาทักษะเขียนภาษาเทพให้อยู่ในขั้นเชี่ยวชาญในเวลาอันสั้นใช่ไหมเจ้าคะ?”มีนกล่าวออกมาด้วยสำนึกขอบคุณ

              “อืม”อเล็กซ์ส่งเสียงในลำคอพร้อมกับพยักหน้ารับ ก่อนจะกล่าวกับหญิงสาวว่า“รู้เช่นนี้แล้ว ยังไม่รีบไปฝึกอีก...”

              มีนได้ขีดเขียนอักขระเวทมนตร์อีกหลายรอบจนอเล็กซ์พอใจจากนั้นผู้เป็นอาจารย์จึงได้สอนวิธีการใช้งานทักษะของจอมอาคมทั้ง 3 ทักษะให้อย่างตั้งใจอีกทั้งยังยกตัวอย่างการสร้างกลไกเวทฯ การสร้างเงื่อนไขฯ และการดัดแปลงกลไกเวทในลักษณะต่างๆ พร้อมทั้งให้ลูกศิษย์สาวได้ลองทำตามแบบฝึกฯ ที่ตนได้กำหนดไว้

              จนในที่สุดก่อนจะหมดเวลาออนไลน์ในรอบนี้ทักษะทางด้านเวทมนตร์พื้นฐานของมีนอย่าง ทักษะ [เขียนภาษาเทพ][ผนึกเวท] และ [สัมผัสเวทมนตร์] ก็มาถึงในระดับสูงสุดจนได้ ส่วนทักษะใหม่ของจอมอาคมทั้ง 3 นั้น พวกมันก็ได้พัฒนาเลื่อนระดับมาอยู่ในขั้นกลางเรียบร้อยแล้วด้วยเหมือนกัน…

              …………

              เช้าวันจันทร์ณ ห้องประชุมใหญ่ บริษัท WWE

            หลังจากที่ระบบฯสิ้นสุดการเปิดคูณค่าประสบการณ์ไปแล้ว ทีมงานบริหารฯ และผู้พัฒนาเกมฯรวมทั้งหัวหน้าจีเอ็มต่างเข้ามาประชุมกันอย่างพร้อมหน้าเพื่อรายงานผลการดำเนินงานในแต่ละส่วนที่ตนเองรับผิดชอบ...

              วันนี้ดูเหมือนว่าจอห์น ผู้เป็นประธานบริษัทฯ จะอารมณ์ดีเป็นพิเศษ เพราะหลังจากที่ได้รับรายงานข้อมูลจากหน่วยงานที่ดูแลระบบได้แจ้งให้ทราบว่า“การดำเนินเนื้อเรื่องของเกมฯ เร็วขึ้นกว่าในช่วง 6 เดือนก่อนหน้าเป็นอย่างมาก”โดยเฉพาะตอนนี้ การประมวลผลของ “มาร์กี้” กลับยกระดับขึ้นมาอย่างก้าวกระโดดเมื่อเทียบกับช่วงก่อนหน้าที่อยู่ในระดับเพียงแค่ 2 เปอร์เซ็นต์ จนกลายเป็น 8เปอร์เซ็นต์ได้ภายในเดือนเดียว ซึ่งมันก็เป็นผลมาจากการปลดล็อกเงื่อนไขพลังพิเศษรูปแบบใหม่รวมทั้งการค้นพบสถานที่ใหม่ ๆ อย่างต่อเนื่องของบรรดาผู้เล่น

              นอกจากนี้ยังพบว่าจำนวนผู้เข้ามาใช้งานเกมออนไลน์ของบริษัทฯ ได้เพิ่มขึ้นจนแตะระดับ 2,500ล้านไอดีเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วง 3 วันสุดท้าย ซึ่งพวกตนได้เปิดคูณค่าประสบการณ์10 เท่า กลับมีผู้เล่นออนไลน์พร้อมกันสูงสุดถึง 1,900 ล้านไอดีเลยทีเดียว

              การเปิดระบบคูณค่าประสบการณ์และการเปิดใช้งานข้อมูลแพชใหม่ ซึ่งข้ามไปถึง 2 ตัวในรอบนี้ ถือว่า ได้ทำให้ตัวเกมดูมีสีสันขึ้นมาอีกมากโขนอกจากจะช่วยทำให้ระดับเฉลี่ยของผู้เล่นจะขยับเพิ่มสูงขึ้นแล้วระบบเศรษฐกิจภายในเกม...ยังเติบโตขึ้นเป็นอย่างมากอีกด้วย

            เมื่อมีการซื้อขายในเกมฯย่อมมี “การหักค่าหัวคิว” เป็นเรื่องธรรมดา และผู้ที่หักค่าหัวคิว ก็มิใช่ใครที่ไหนย่อมต้องเป็นผู้ให้บริการเกมออนไลน์อย่างบริษัท WWE อยู่แล้ว

            เมื่อการซื้อขายในเกมมีมูลค่ามหาศาลดังนั้นรายได้ของ WWE จึงเพิ่มขึ้นมาอย่างมหาศาลด้วยเช่นกัน

              บรรยากาศในห้องประชุมจึงเต็มไปด้วยความชื่นมื่นใบหน้าของทุกคนต่างมีรอยยิ้มปรากฏขึ้นมาอย่างถ้วนทั่ว เพียงแต่...รอยยิ้มของแต่ละคนก็ย่อมมีเหตุผลที่แตกต่างกันไป

            แต่มีบุคคลหนึ่งกลับไม่ได้ยิ้มแย้มเหมือนเช่นคนอื่นที่อยู่ในห้องประชุมแห่งนี้ ซึ่งคนคนนั้นก็คือ“ไมเคิล โลวบูส” หรือ “ไมค์” ผู้เป็นหัวหน้า GM นั่นเอง

              “บอสครับช่วงนี้มาร์กี้แจ้งเตือนฯ ในระดับความถี่ที่สูงมากเลยครับ ทั้งการเกิดขึ้นของเควสลับอาชีพลับ และความเคลื่อนไหวอันเกิดจากผู้เล่นก็มีมาอย่างต่อเนื่อง ผมเกรงว่า...หากเป็นเช่นนี้ต่อไปสถานการณ์ในเกมอาจเกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันขึ้นมาก็ได้นะครับ” ไมค์ แสดงความกังวลออกมาทางสีหน้าและน้ำเสียง

              หลังจากได้รับรู้ความกังวลของหัวหน้าจีเอ็มจอห์นจึงกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงที่ดูเป็นธรรมชาติคล้ายกับไม่ใส่ใจในสิ่งที่อีกฝ่ายต้องการจะสื่อ “ก็อย่างว่าแหละตอนนี้ระดับของผู้เล่นเริ่มสูงขึ้น การค้นพบสถานที่ใหม่ ๆ ในแผนที่ฯ ก็ย่อมจะมีมากขึ้นเป็นเรื่องธรรมดาอีกอย่างผู้เล่นส่วนใหญ่ในตอนนี้ ก็เริ่มมีความเข้าใจในระบบเกมมากขึ้น ดังนั้นความลับต่างๆ ที่ซ่อนอยู่ในโลกใบนั้น ก็สมควรจะถูกค้นพบมากขึ้นตามไปด้วย...ก็ไม่เห็นมีอะไรที่จะต้องแตกตื่น”

            “แต่ผมกลัวว่า พวกสิ่งมีชีวิตชั้นสูง...จะเริ่มเคลื่อนไหวกันแล้วน่ะสิครับ”ไมค์กล่าวเข้าประเด็นที่ตัวเองต้องการจะสื่อ

            “ยังหรอก...ไมค์เนื้อเรื่องในส่วนนั้นฯ จะยังไม่มาถึง...” จอห์นคลายความกังวลให้อีกฝ่าย ก่อนจะอธิบายเพิ่มเติมเล็กน้อย“ในโลกใบนั้น ‘พลังทั้ง 3’เปรียบเสมือนระบบแห่งความสมดุล ตราบใดที่พลังทั้ง 3 ชนิดยังปรากฏออกมาไม่ครบ ‘กฎเกณฑ์’ ที่เทพีผู้สร้างได้กำหนดเอาไว้สำหรับปกป้องโลกมนุษย์ก็ยังคงแสดงผลอยู่หากสิ่งมีชีวิตชั้นสูงเหล่านั้นข้ามผ่านมายังดินแดนมนุษย์ พวกมันจะถูกจำกัดพลังส่วนใหญ่เอาไว้จนไม่สามารถสร้างหายนะให้แก่ดินแดนมนุษย์อย่างที่นายเป็นกังวลได้หรอก...”

            “อีกอย่างพวกมันทั้ง3 เผ่าพันธุ์ ต่างก็ให้ความสนใจพวกผู้เล่นอยู่แล้ว หลังจากที่พวกมันได้เฝ้ามองมาระยะหนึ่งพวกมันอาจเห็นว่า พัฒนาการของมนุษย์ (ผู้เล่น) มีความเร็วที่สูงขึ้นกว่าเดิมอีกหลายเท่าด้วยเหตุนี้พวกมันทั้ง 3 จึงคิดใช้ประโยชน์จากผู้เล่นเหล่านี้ อย่างแน่นอน...”

            จอห์นเงียบอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะแสดงความเห็นของตัวเองออกมา “แต่อย่างไรก็ตามฉันคิดว่า เมื่อใดที่รูปแบบของพลังทั้ง3 สายปรากฏขึ้นมาในโลกจำลองจนครบถ้วนสมบูรณ์แล้ว พวกสิ่งมีชีวิตชั้นสูงอาจจะเริ่มดำเนินการฯด้วยการดึงเอาพวกผู้เล่น...เข้าร่วมเผ่าพันธุ์ของพวกมันเป็นแน่”

            “และเมื่อถึงเวลานั้นพวกเราค่อยเป็นกังวล...ก็ยังไม่สาย”  

            สิ้นคำกล่าวของประธานหนุ่มฯภายในห้องประชุมก็เกิดความเงียบอยู่ครู่ใหญ่ ก่อนที่การประชุมจะเริ่มดำเนินการต่อไปราวกับว่าทุกสิ่งที่เกิดขึ้นในโลกจำลอง...เป็นเรื่องราวที่อยู่นอกเหนือการความคุมของเหล่าผู้สร้างและพัฒนาเกมนี้ไปเสียอย่างนั้น

            ............