บทที่ ๑๒
ความเงียบปกคลุมขณะนี้เหลือเพียงกลิ่นหอมของดอกหมื่นรักและเสียงของสายลมที่พัดผ่าน ส่วนผู้คนตอนนี้ก็ต่างตะลึงงันหากจะมีก็เพียงแค่ลู่กงจิน หยางอี้เฟย และลู่ซื่อเท่านั้นที่เสมือนว่าคาดการณ์ไว้ก่อนแล้ว
“หากเช่นนั้นข้าหวังจวินก็ขอชิงลงมือก่อน” เมื่อไม่มีการบุกจากหานซูป้าหวังจวินจึงเร่งพิชิตชัยในทันที เขาล่องทะลวงโดยพลันพร้อมทั้งทิ่มแทงกระบี่ไปด้วยความเร็ว
หานซูป้าเมื่อตั้งสติได้ก็โคจรพลังะโหลบเฉียดไปอย่างหวุดหวิด หวังจวินเองก็เหมือนจะคาดการณ์ไว้ก่อนจึงพลิกข้อมือหมุนวนเป็เกลียวคลื่นไล่ต้อนต่อไปห่างเพียงคืบ ปู้จงเทียนเองก็มองกระบวนท่าของหวังจวินนิ่งด้วยความตั้งใจ
“ท่านี้ชื่อว่า ‘คลื่นพสุธา’ ต่อไป ‘นางนวลลอยล่อง’ ” ว่าแล้วหวังจวินก็คืบต่อฟาดฟันจากล่างขึ้นบน และด้วยความเร็วของกระบี่หานซูป้าจึงไม่อาจถอยร่นได้โดนปลายกระบี่กลางหน้าอกบางๆ พอจะทำให้เสื้อผ้าขาด แต่ถึงกระนั้นปราณกระบี่ของหวังจวินก็ซึมลึกเข้าสู้เนื้อหนังเล็กน้อย หานซูป้าตอนนี้เจ็บแค้นนัก แต่ก็ไม่อาจมีเวลาชักกระบี่ข้างเอวได้ ทั้งนี้เพราะหวังจวินกวาดต้อนตลอดเวลาหากเขาเสียสมาธิเพียงเสี้ยวเวลาไม่แน่กระบี่ศิลาของหวังจวินคงปลิดชีพเขาในทันใด
“ข้าว่าพี่หานชักกระบี่เถิดอย่าได้ต่อรองให้แก่ผู้น้องเลย” หวังจวินเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบๆ ตอนนี้ปู้จงเทียนเข้าใจทันทีว่าหวังจวินเองเป็ยอดฝีมือแน่ เพราะน้ำเสียงที่พูดออกมาไม่ต่างจากคำพูดปกติทั้งที่ตอนนี้หวังจวินเองกำลังรุกคืบหานซูป้าอยู่ บ่งบอกถึงพลังภายในอันล้ำลึก
สิ้นเสียงหวังจวินเขาก็ผ่อนความเร็วลงไม่ได้ดุดันเหมือนก่อน แต่ก็ไม่มากนัก หากจะสังเกตได้ก็คงจะเป็ยอดฝีมืออย่างซูเหมินและปู้จงเทียนเท่านั้น เมื่อสบโอกาสหานซูป้าก็พลิกตัวมาทางขวาชักกระบี่หมายจะฟันมือหวังจวิน แต่ทว่าหวังจวินก็ปล่อยกระบี่ให้ตกและชักมือกลับก่อนจะดีดกลับขึ้นมาด้วยปลายเท้าพลิกตัวกลับไปสองสามก้าวชี้กระบี่คุมเชิง
“ถ้าท่านกล่าวเช่นนั้นข้าหานซูป้าก็ไม่ออมมือแล้ว” หานซูป้าพูดขึ้นสายตาเหลือบมองไปยังอี้เฟยที่ยังคงมองดูการต่อสู้อยู่ สีหน้าของนางยังคงราบเรียบแต่ก็สนทนากับซีซีเหมือนจะให้อธิบายเพลงยุทธ จากนั้นหานซูป้าก็พุ่งทะยาน มันโคจรพลังปราณโดยเร็วส่วนกระบี่นั้นฟันสุดแรงไปยังบ่าของหวังจวิน หวังจวินเอี้ยวตัวหลบไม่ยากนักพร้อมทั้งแทงกระบี่เบาๆ ไปที่หัวเข่าหานซูป้า มันเองก็พลิกตัวหลบควงกระบี่ปัดป้องก่อนจะแทงไปยังหวังจวินอีกหนหนึ่ง หวังจวินก็สะบัดมือควงกระบี่ดีดปลายกระบี่ที่พุ่งเข้ามาของหานซูป้าพร้อมทั้งสาวเท้าเข้ามาใช้ไหล่กระแทกหานซูป้าให้ถอยร่นกลับไป
“ท่านี้ ‘สายฟ้าย่ำธรณี’ ” สิ้นประโยคหวังจวินก็เหยียบไต่อากาศขึ้นไปดั่งบันไดเมฆจากนั้นก็ม้วนลงมาทิ่มแทงกระบี่ดุจสายฝนดาวตก และนั้นเองทำให้หานซูป้าไม่อาจหลบหลีกตอนนี้ในใจของมันมองเห็นซึ่งความตายแล้ว มันหลับตาแทงกระบี่ขึ้นมาตามสัญชาตญาณ
เพล้ง!
กระบี่ของมันกระทบเข้ากับกระบี่ศิลา หวังจวินเองก็ม้วนตัวกลับร่อนลงเบื้องล่างพลางทิ้งกระบี่ปักลานหินตรงหน้ายกมือคำนับ
“ท่านเยี่ยมยุทธนักขอให้เราจงจบเพียงเท่านี้เถอะ” น้ำเสียงของหวังจวินยังคงราบเรียบเช่นเดิม หานซูป้าได้ยินก็ไม่อาจจะเอ่ยคำใดเพราะหากรั้งต่อไปก็ไม่อาจเอาชนะหวังจวินได้ แต่แทนที่จะเป็หานซูป้าตอบกลับกลายเป็หม่าหยงชิงเจี่ย
“อืมเลิกราเถอะประเดี๋ยวก็จะมืดแล้ว ถือว่าการเปรียบกระบี่ครั้งนี้เสมอกัน แต่ถึงอย่างไรท่านหวังจวินยอมแพ้ก่อนถือว่าแพ้ไปครึ่งท่า” น้ำเสียงมันหนักแน่นแต่ก็ยังแฝงให้หวังจวินนั้นเป็ไก่รองบ่อนอยู่พร้อมทั้งหันไปทางหยางอี้เฟยเหมือนจะให้นางตัดสินใจ
“ไม่ผิดข้าเองก็ถือว่าสุดความสามารถแล้ว หากสู้ต่อก็คงไม่อาจเอาชนะท่านหาน” หวังจวินเสริมขึ้นพร้อมเว้นวรรคจากนั้นก็หันไปสบตาปู้จงเทียนก่อนกล่าวต่อ
“ท่านหานข้าเองก็ไม่อาจเอาชนะได้ หากเป็ท่านปู้คงพ่ายแพ้เพียงไม่กี่กระบวนท่า เช่นนี้แล้วไว้รอให้ข้าหวังจวินฝึกปรือฝีมือใหม่ก็ยังไม่สาย” หวังจวินยังคงน้ำเสียงปกติแต่ผู้ฟังอย่างปู้จงเทียนรู้ดีว่ามันกับหวังจวินแท้จริงแล้วไม่อาจตัดสินแพ้ชนะได้โดยง่าย แต่หากมันพยายามสู้ขั้นแตกหักในวันนี้ต่อให้ชนะหวังจวินได้หวังจวินเองก็สามรถอ้างได้ว่าเพราะสูญเสียพลังบางส่วนแก่หานซูป้าไม่อาจหักหน้าหวังจวิน
“เช่นนั้นไว้งานประลองเ้ายุทธภพครั้งหน้าหวังเป็อย่างยิ่งว่าท่านหวังจะเข้าร่วม ข้าเองคิดว่าเป็ฤกษ์ดีที่ท่านจะสร้างชื่อเสียงหากท่านไป ถ้าไปถึงงานให้บอกพวกมันว่าเป็แขกของข้าจะได้รับการต้อนรับขับสู้ที่ดี” ปู้จงเทียนตอบ
“ข้าแท้จริงแล้วอยากจะขึ้นเหนือแต่เมื่อท่านกล่าวเชิญถึงเพียงนี้ก็ขอรับน้ำใจท่านไว้ก็แล้วกัน” หวังจวินตอบกลับพร้อมทั้งยกมือขอบคุณอีกครั้งหนึ่งส่วนสายตาก็สบกับปู้จงเทียนอย่างไม่หวั่นเกรง ผู้คนที่เฝ้าสังเกตอยู่ก็ััได้ถึงความกดดันที่เพิ่มขึ้น แต่หวังจวินหาได้ยอมงอจึงกล่าวขึ้นต่ออีกประโยค
“แต่ก่อนอื่นใดข้าหวังจวินก็อยากกราบอาจารย์ผู้สั่งสอนเสียก่อน ไม่ทราบว่าวิชาของข้าท่านจอมยุทธคิดว่าเป็สำนักใด” น้ำเสียงของหวังจวินราบเรียบเช่นเคย แต่แน่นอนว่านั้นหมายถึงการตบหน้าฉาดใหญ่ต่อปู้จงเทียน เพราะว่าวิชาที่เขาใช้นั้นล้วนมาจากหวังเจี้ยนทั้งสิ้น
ตอนนี้ผู้คนที่เป็พยานในการต่อสู้ทั้งหมดต่างรอคอยฟังคำตอบ ปู้จงเทียนเองก็ยังไม่ปริปากคำใด มันในตอนนี้ก็ได้แต่กำหมัดแน่นจดจ้องอย่างเคียดแค้น
“ถ้าเช่นนั้นเรากลับไปยังตำหนักเถิด อี้เฟยเองอยากจะขับบททกลอนทำนองพิณเพื่อขอบคุณทุกท่าน” หยางอี้เฟยตัดความเงียบขึ้น ปู้จงเทียนเองก็ไม่ได้คัดค้านคำใดเพียงพลิกตัวเดินกลับไป ส่วนด้านหวังจวินเองก็สะบัดมือควงกระบี่และซัดออกไปตัดขอบทิวทัศน์ และเมื่อกระบี่ศิลาห่างไปเกือบจะลิบตา ก็พลันสลายกลับกลายเป็ฝุ่นผงล่องลอยตามสามลมหายไป จะทิ้งไว้แค่เพียงเศษธุลีที่แสงสุริยันสาดส่องให้สวยงาม จากนั้นเขาก็หันกลับมามองหญิงสาวที่ตอนนี้จ้องมองเขาอยู่
“ขอบคุณท่านหญิง” หวังจวินเอ่ยขึ้น
‘ผ่านไปอีกส่วนหนึ่ง จากนี้คงต้องเพ่งไปที่ลู่ซื่อแล้ว’ หวังจวินนึกต่อพร้อมทั้งมองไปยังลู่ซื่อตัวปลอมที่เดินนำไปไม่ไกลจากเขานัก
และแล้วเย็นนั้นก็ผ่านไปด้วยดี หยางอี้เฟยได้ช่วยขับกล่อมบทกลอนดังที่นางกล่าวไว้ก่อนให้สดับฟัง ซึ่งหวังจวินไม่เคยได้ยินการขับกลอนที่ไพเราะมากมายเท่านี้มาก่อนเลย แน่นอนว่าผู้คนในงานล้วนเคลิบเคลิ้มกับบทกลอนสมัยราชวงศ์ฉินที่นางคัดสรรมา ตลอดเวลาในงานที่เหลือสองชั่วยามไม่มีใครกล่าวถึงการยุทธอีก หากแต่เป็การเมืองวรรณคดีเสียมากกว่า ส่วนผู้ที่สตรีหิมะสนทนาด้วยมากที่สุดก็ยังคงเป็หวังจวินเช่นเดิม แต่หวังจวินรู้ดีว่าที่เป็เช่นนั้นไม่ใช่เพราะความพึงใจอันใด หากเพราะเื่ที่สนทนานับเป็เื่ยุคราชวงศ์ฉินและหวังจวินซึ่งได้รับการถ่ายทอดเื่ราวเหล่านี้จากหวังเจี้ยนที่เป็ยอดคนยุดนั้นจึงไม่แปลกที่จะมีความรู้ที่ดึงดูดนางได้เกินกว่าผู้ใดในห้องนี้
สุดท้ายงานเลี้ยงก็ย่อมมีวันเลิกราผู้คนต่างต้องจำใจจาก หวังจวินเองก็เช่นเดียวกัน ตอนนี้เมื่อรู้ว่าสตรีหิมะจะกลับไปแล้วก็พลันมีความรู้สึกในใจที่ประหลาด เขาเองแม้ฉลาดล้ำเลิศแต่ก็ไม่อาจเข้าใจมันได้เลย
หวังจวินเนื่องด้วยไม่ใช่แขกที่แท้จริงจึงไม่ได้กลับห้องพักดังเช่นคนอื่น ๆ แต่หากเป็เสแสร้งขออนุญาตหม่าหยงชิงเจี่ยเดินเล่นตามหมู่ตึก แท้จริงก็แค่หวังโอกาสที่จะขโมยรายชื่อพร้อมทั้งหาทางหนีทีไล่หากการชิงรายชื่อกับหญิงสาวลึกลับนั้นล้มเหลว
‘ห้องพักของนางโจรอยู่ตึกสี่ใกล้กับห้องของหม่าหยงชิงเจี่ยมากทีเดียว ยามรักษาการคงแ่าเป็แน่ แต่เมื่อค่ำเราเห็นมีสระบัวด้านหลังหากเราซ้อนเร้นไปในมุมมืดอาจจะพอมีทางอยู่บ้าง’ หวังจวินนึกพลางเฝ้ามองจันทราที่กำลังขึ้นมาให้แสงสว่างยามราตรี ทันใดนั้นหวังจวินก็พลันได้ยินเสียงขาน
“ท่านหวัง” จบคำหวังจวินก็หันไปยังต้นเสียงทันที มันเป็ซูเหมินที่กำลังทอดน่องเดินมาเนิบๆ
“จอมยุทธเหมินนี้เอง มีอะไรให้ข้ารับใช้” หวังจวินรับคำพร้อมยิ้มเล็กน้อย
“ข้าเห็นท่านเดินเล่นลำพังหากไม่รังเกียจขอข้าร่วมสนทนา” ซูเหมินกล่าวนอบน้อม
“เชิญ” หวังจวินรับคำพลางปาดมือเป็ทาง
“แล้วเวลานี้ท่านไม่ได้คุ้มภัยแก่คุณหนูหยางกระนั้นหรือ” หวังจวินถามต่อพร้อมทั้งเดินเคียงคู่ซูเหมินไปตามระเบียง
“คุณหนูกำลังสนทนากับท่านหญิงเซี้ยนเซี้ยน (ซีซี) นางจึงไม่อยากให้มีผู้ใดรบกวน” ซูเหมินตอบเรียบๆ
“เช่นนี้นี่เอง แล้วถ้าหากเกิดเหตุร้ายนางมิสู้แย่หรือ”
“ท่านไม่ต้องห่วงท่านหญิงเซี้ยนเซี้ยนเป็สหายรักของคุณหนูมีฝีมือนับว่าเป็ยอดยุทธผู้หนึ่ง เช่นนี้จึงวางใจได้”
“มิน่าข้าเห็นนางแจงเพลงยุทธข้าแก่คุณหนูฟัง ตอนนี้นางคงรู้แน่แล้วว่าข้าอ่อนยุทธเพียงไหน แย่จริงๆ” หวังจวินพูดต่อน้ำเสียงหดหู่เล็กน้อยแต่ซูเหมินเองกลับยิ้มอารมณ์ดี
“ท่านเองก็ถ่อมตัวไป ข้าและท่านหญิงเซี้ยนเซี้ยนรู้ดีว่าแท้จริงแล้วท่านแกล้งยอมหานซูป้า”
“อา...ท่านมองออก” หวังจวินกล่าวขึ้นมือตบหน้าพากตัวเองเบาๆ
“ท่านคงจงใจเย้าปู้จงเทียนกระมัง”
“ท่านเข้าใจถูก ข้าเย้ามันเล่นไม่นึกว่าเื่จะบานปลายไปอย่างนั้นได้” หวังจวินรับคำแต่ก็เสียใจที่ต้องกลับไปเจอหน้ามันวันประลองเ้ายุทธภพอีก
“แต่ข้าถือข้างท่าน ปู้จงเทียนผู้นี้ติดตามข้องเกี่ยวคุณหนูมานานจนสร้างความรำคาญ ทั้งยังโอ้อวดตนเองข่มเหงชาวยุทธที่ด้อยกว่า ข้าเองอยากเจอมันเสียสักตั้ง แต่ทว่าคุณหนูห้ามไว้ วันนี้เห็นท่านทำมันเสียหน้าข้านั้นยินดีมากนัก ป่านนี้มันเองคงแค้นใจยิ่ง”
“แบบนี้เห็นทีจอมยุทธเหมินคงต้องชี้แนะข้าเสียแล้ว ประเดี๋ยวหากถึงงานประลองจะได้ไม่พ่ายแพ้แก่มัน” หวังจวินพูดยิ้มๆ ซูเหมินเองก็เช่นกันจากนั้นทั้งคู่ก็หัวเราะอย่างยินดี
หวังจวินและซูเหมินนั้นพูดคุยกันอย่างถูกคอ ทั้งคู่ต่างสนทนาถึงเื่ราวต่าง ๆ ในเชิงยุทธรวมถึงกลศึกที่ซูเหมินเองก็ชื่นชอบ ตอนนี้หวังจวินยิ่งพูดคุยก็ยิ่งเลื่อมใสซูเหมิน เพราะไม่เพียงแต่เก่งกาจเชิงบู้ยังคงมีความจัดเจนในการศึก และยังมีความซื่อสัตย์ต่อหน้าที่ จากที่พูดคุยกันมาจริงๆ แล้วซูเหมินหาใช่คนตระกูลหยาง มันเองก็ไม่ทราบชาติกำเนิดตน รู้แค่เพียงว่าเป็เด็กวัดที่เ้าอาวาสในหมู่บ้านเล็กๆ ที่ฉางอันเก็บมาเลี้ยงเท่านั้น ครั้นเมื่ออายุสิบสี่ปี โจรปล้นม้ากลุ่มหนึ่งเข้าตีวัดที่มันอาศัยอยู่จนล้มตายกันเกือบหมด แต่ก็มีตระกูลหยางที่ผ่านไปช่วยเหลือ นับั้แ่วันนั้นมันก็ได้เป็ศิษย์หยางต้าหยวนและเป็หัวหน้าทหารของตระกูลในเวลาต่อมา
การสนทนาของพวกเขาผ่านมาราวครึ่งชั่วยามทันใดนั้นซูเหมินก็กลับเปลี่ยนท่าทีพลันหันหน้ามายังหวังจวินพร้อมถามเื่ใหม่ขึ้นโดยเร็ว
“ท่านหวังจวิน ข้านั้นชอบพอท่านนักแต่ถึงอย่างไรท่านเป็ใครกันแน่” สิ้นประโยคหวังจวินก็ััแล้วว่าตอนนี้มีดสั้นใต้ร่มเสื้อของซูเหมินได้จี้คอหอยของเขาซะแล้ว
และตอนนี้เองหวังจวินเข้าใจดีว่าชีวิตแขวนอยู่บนเส้นด้าย แน่นอนเขาเป็คนฉลาดดังนั้นตลอดการสนทนาเขาก็ได้สังเกตซูเหมินอยู่ตลอด และแลเห็นชัดว่าไม่มีคำโกหกใดๆ อยู่เลย แต่ถึงอย่างไรประสบการณ์ของเขาในยุทธจักรก็ยังอ่อนอยู่และนั้นจึงทำให้เขาไม่ได้ทันระวังตัวอย่างที่ควร ตอนนี้จึงโดนความจริงของซูเหมินลวงให้แล้ว
“ข้าก็เป็หวังจวินไงละท่าน” น้ำเสียงหวังจวินยังคงสงบนิ่งและแววตาของเขาก็ยังไม่ได้หันเหไปไหนนอกจากซูเหมิน ซูเหมินเองเมื่อได้ยินคำตอบที่ราบเรียบก็ยังคงนิ่งอยู่อยู่เช่นกันและไม่ได้ลดมีดสั้นลง
“หวังจวินข้ารู้ว่าท่านไม่ใช่แขกของตำหนัก และแม้ข้าพอคาดคะเนได้ว่าท่านมีฝีมือ แต่ถึงอย่างไรกระบวนท่าไหนของท่านก็ไม่อาจเร็วไปกว่าคมมีดของข้า” ซูเหมินพูดขึ้นพร้อมทั้งขยับปลายมีดเข้าทิ่มแทง ตอนนี้คมมีดสั้นได้สร้างรอยแผลเล็กน้อยแก่หวังจวินแล้ว
หวังจวินเงียบอยู่เนิ่นนานจนในที่สุด เขาก็พลันยิ้มและยกมือขึ้นทั้งสองข้างอย่างศิโรราบก่อนจะพูดตอบขึ้นอย่างสบายอารมณ์
“เช่นดังท่านว่าข้าไม่ใช่แขกของตำหนักหยก แต่ข้าก็ยังคงเป็หวังจวินด้วยสัตย์จริงไม่ได้พูดโกหกท่านแม้ครึ่งคำ”
“เช่นนั้นท่านเป็ผู้ใด มีจุดหมายอันใดทำไมถึงแฝงตัวเข้ามาในงานนี้” ซูเหมินถามต่อท่าทีไม่ลดละ
“ก็ไม่ได้มีจุดหมายอันเลวร้ายอันใดหรอก หากเพียงแค่อยากยลโฉมคุณหนูหยางอี้เฟยเ้านายของท่าน ว่าจักเป็สาวงามล่มเมืองดังคำร่ำลือหรือไม่” หวังจวินแหย่แต่เหมือนซูเหมินเองจะไม่เล่นด้วยเขาทิ่มมีดสั้นลึกเข้าไปอีก
“หากท่านกล่าวเท็จอีกเพียงแค่คำเดียว หัวท่านกลิ้งลงดินแน่” ครานี้น้ำเสียงซูเหมินเกรี้ยวกราด หวังจวินเองก็รู้ตัวแล้วว่าหมดเวลาหยอกล้อกันแล้ว
“ติดตามคนคนหนึ่ง” หวังจวินตอบสั้นๆ และเมื่อสิ้นประโยคซูเหมินก็นิ่งก่อนจะลดมีดสั้นลงพร้อมทั้งกล่าวเบาๆ
“คนคนนั้นคือลู่ซื่อ” ได้ยินดังนั้นหวังจวินเองก็มีท่าทีประหลาดใจ ไม่นึกว่าแท้จริงแล้วซูเหมินรู้ดีอยู่แล้ว นั้นหมายความว่าหากเขาพูดเื่อื่นแน่นอนที่สุดว่าซูเหมินจะจับได้ และนั้นหมายถึงหัวของเขาคงหลุดออกจากบ่าดังคำกล่าวของซูเหมินเป็แน่แท้
“ท่านรู้ได้อย่างไร” หวังจวินถามขึ้นบ้างเมื่อเห็นซูเหมินปล่อยวางท่าทีพร้อมทั้งเก็บอาวุธ
“ข้าขออภัยด้วย แต่ทั้งนี้เพื่อให้แน่ใจว่าท่านไม่ได้มีเจตนาประสงค์ร้ายคุณหนู ส่วนเื่ท่านกับลู่ซื่อ ข้าเองไม่ขอยุ่งเกี่ยว”
“ส่วนพิรุธที่ท่านเผยมาแท้จริงแล้วไม่ใช่อื่นใด หากแต่เป็ชุดของท่านที่สวมใส่ ชุดนั้นเป็ชุดของข้าเอง” เมื่อฟังคำตอบหวังจวินก็รู้ได้ทันทีว่าเขาพลาดที่ไปนำชุดของคนที่อยู่ในห้องโถงมาสวมใส่แทนจะเป็ชุดของพวกที่ไม่ได้เข้าร่วมวงสนทนา ทั้งนี้นั้นเพราะรีบเร่งเกรงว่าจะไม่ทันร่วมสังเกตการณ์นั้นเอง
“แต่ท่านก็ไม่ได้เปิดโปงข้า” หวังจวินกล่าวต่อ
“ในครั้งแรกที่ข้าเห็นท่าน ท่านไม่ได้สนใจในตัวของคุณหนูมากเท่าใด แต่หากเป็เหลือบมองลู่ซื่อเป็พักๆ ด้วยเหตุนี้ข้าและคุณหนูจึงตัดสินใจดูท่าทีของท่านไปก่อน” ซูเหมินตอบพร้อมทั้งก้าวนำไปต่อ หวังจวินครานี้ถึงกลับอึ้งไม่นึกว่าจะมีคนมากมายขนาดนี้รู้ว่าเขาเป็แกะดำ ถือว่าตัวเองเป็หอยทากโง่งม ที่หลงตนว่าเป็มัจฉาโดยแท้
“คุณหนูรู้” น้ำเสียงของหวังจวินฉงนเล็กน้อย ซูเหมินจึงคลายสงสัยในทันที
“นั้นเพราะว่าชุดที่ท่านสวมใส่ คุณหนูให้เป็รางวัลแก่ข้าเมื่อไม่นานมานี้” ซูเหมินตอบเรียบๆ ก่อนจะยิ้มอย่างอารมณ์ดีอีกครั้ง
“เช่นนั้นแล้วข้าก็อยากจะคืนให้แก่ท่าน” หวังจวินละอายใจ ซูเหมินจึงตบบ่าหวังจวิน
“ไม่ต้องหรอกชุดนี้เหมาะแก่ท่านแล้ว ข้าเองก็ทำงานตามหน้าที่ไม่ได้หวังสิ่งตอบแทนใด แค่นายท่าน (พ่อของอี้เฟย) ได้รับข้าเป็ศิษย์พร้อมทั้งดูแลเลี้ยงดู บุญคุณนั้นชั่วชีวิตไม่อาจตอบแทนได้ ส่วนคุณหนูเองก็คงยินดีที่มันเป็ของท่าน” น้ำเสียงซูเหมินบ่งบอกชัดเจนว่าล้วนมาจากใจจริง
“เอาล่ะ ข้าเองก็คงจะต้องไปแล้ว” ซูเหมินพูดจบก็ขอตัวกลับไป
บัดนี้หวังจวินคิดตกแล้วว่ายุทธภพหาได้ง่ายอย่างที่เขาคิดไว้ไม่ ถึงอย่างไรก็อดชื่นชมในฝีมือและน้ำใจของซูเหมินและหยางอี้เฟยไม่ได้
หวังจวินตัดสินใจฉวยโอกาสทะยานขึ้นบนหลังคาของตำหนักอีกครั้งพร้อมทั้งกระโจนเป็จังหวะอย่างแ่เบาไปตามหลังคา หมายมุ่งจะไปบนหลังคาลู่ซื่อ (นางโจร) ในหัวตอนนี้คิดไตร่ตรองแผนอีกหน
‘เอาละถือว่ารอดตัวต่อไป จะทำการณ์ใดต้องคิดให้ดีเสียก่อนหวังจวิน ต่อไปเราต้องรอให้นางโจรหลับนอนเสียจะได้ไม่พลาดซ้ำรอย’ คิดได้ดังนั้นหวังจวินก็มาหลับอยู่บนหลังคาห่างจากตัวห้องของโจรสาวไม่ไกลนัก ชายหนุ่มตอนนี้หวังเอาแรงก่อนโดยคิดว่าจะตื่นมาอีกทีสองชั่วยามข้างหน้า
เวลาผ่านมาเนิ่นนานเท่าไรไม่ทราบ ตอนนี้หวังจวินได้ตื่นขึ้นอีกครั้ง แต่แทนที่จะเป็เวลาที่คาดการกลับเร็วกว่า ตอนนี้เสียงการเคลื่อนที่เสียงหนึ่งแว่วเข้าโสตประสาทของชายหนุ่ม เขาลืมตาขึ้นมาอย่างรวดเร็วพร้อมทั้งตั้งใจสดับจับฟังให้แน่ชัด
‘ไม่ผิดแน่มาจากห้องนางโจรนั้น’ หวังจวินนึกพลางค่อยๆ ขยับยันกายสอดส่องสายตาไปดู และแล้วก็เป็จริงนางกลับมาเป็สาวอีกหน ผ้าดำคลุมกายกำลังใช้วิชาตัวเบามุ่งไปยังตำหนักหลักที่พวกเขาใช้สนทนามาตลอดทั้งวัน
‘นางจะไปที่นั้นทำไมกัน’ หวังจวินนึกพร้อมทั้งรอโอกาสให้ระยะห่างพอเหมาะก่อนจะติดตามไป
พวกเขาทั้งสองใช้เวลาไม่นานก็มาใกล้ตำหนักหลัก ที่นี่ยามนั้นแ่าอีกทั้งทางเข้ายังมีทางเดียว หวังจวินเองก็พอจะมองออกว่าหากนางจะเข้าไปไม่อาจเล็ดลอดสายตาไปได้จักต้องหาวิธีอื่น
โจรสาวค่อยๆ นำห่อผ้าบางอย่างออกมาก่อนจะใช้ปลายน้ำสำรวจทิศทางลมก่อนจะแกะห่อผ้านั้นออกพร้อมทั้งเป่าให้ล่องลอยไปยังหมู่ยาม
‘นางวางยาพวกมัน แสดงว่าจะลอบเข้าตำหนักจริงๆ ไม่ได้แอบนัดพบใคร’ หวังจวินนึกต่อพร้อมทั้งหมอบราบลงเมื่อโจรสาวหันขวับมาโดยเร็วเพื่อจะตรวจให้แน่ใจว่าไม่มีใครตามนางมา
‘เกือบไปๆ’
เมื่อตัวยาออกฤทธิ์นางก็ะโลงไปพร้อมทั้งเข้าไปในห้องอย่างเงียบเชียบ หวังจวินเองก็ทิ้งระยะห่างไม่ไกลนัก แต่ก่อนจะเปิดเข้าไปในห้องเขาก็สดับฟังพร้อมทั้งเจาะรูเล็กๆ ดูให้แน่ใจก่อนว่าห่างไปเยอะมากหรือยัง และเมื่อเขาเห็นนางเดินตัดเข้าไปด้านหลังโต๊ะคุณหนูหยางอี้เฟยที่เสมือนจะเป็ห้องหนังสือจึงค่อย ๆ เปิดประตูตามเข้าไป หวังจวินย่างเท้าอย่างระมัดระวังไปยังเหลี่ยมห้องพลางมองโจรสาวเป็ระยะๆ
โจรสาวนั้นเดินรอบๆ ทั้งใช้เท้ากระทืบพื้นเบาๆ บ้างก็ใช้หูแนบผนังและเคาะไปมาเหมือนนางกำลังหาช่องลับอะไรบางอย่าง เวลาผ่านไปนานพอสมควรแต่ก็ดูเหมือนว่านางไม่ประสบความสำเร็จ
“มันควรจะอยู่ห้องนี้สิ” โจรสาวสบถ น้ำเสียงของเ้าตัวบ่งบอกว่าอารมณ์เสียพอสมควร
หวังจวินเองก็ไม่ได้ขยับอะไร ชายหนุ่มเฝ้ามองจับตาดูโจรสาวอย่างมีสมาธิ ตอนนี้เขาสังเกตว่านางเปลี่ยนเป้าหมายไปเป็หนังสือที่อยู่บนชั้น นางค้นหนังสือดูเกือบทุกเล่มจนในที่สุดก็เหมือนความพยายามของเ้าตัวประสบผล ใต้หนังสือเล่มที่เล็กที่สุดไม่สามารถดึงออกได้ง่ายนัก และเมื่อพิจารณาอย่างถี่ถ้วนกลับพบว่า มันมีเส้นเอ็นเส้นเล็กๆ เส้นหนึ่งโยงมัดด้านหลังอยู่ โจรสาวเห็นดังนั้นก็รีบกระตุกโดยเร็ว พลันมีประตูกล้าเปิดออก บันไดที่ซ่อนอยู่ก็ร่วงหล่นลงมาพร้อมกัน
โจรสาวไม่รอทีนางเร่งขึ้นไปยังห้องลับ้า หวังจวินเองก็เช่นกันเมื่อนางลับหายไปหน้าประตูก็เร่งออกติดตาม ในห้องลับมีสภาพเก่าและรกทึบ แน่นอนว่ามันไม่ได้ถูกเปิดมาแล้วเสียหลายปี ตอนนี้หวังจวินหลบขึ้นไปบนจั่ว สายตายังคงแน่นิ่งมองอยู่ที่โจรสาว นางเองก็กำลังยุ่งอยู่กับกองเอกสารกองหนึ่ง
‘นางค้นหาอะไรน่ะ’ หวังจวินนึก แต่ทันใดนั้นเองก็มีพลังปราณอันเกรี้ยวกราดพุ่งเป็ดัชนีมายังโจรสาวในทันใด นางเบี่ยงหลบอย่างฉิวเฉียดแต่ก็สร้างรอยแผลที่ต้นขาซ้ายลึกพอสมควร
“ท่านเป็ใคร” หญิงสาวกล่าว สิ้นเสียงก็มีชายแก่แต่ผมยังดกดำผู้หนึ่งเดินออกมาจากมุมมืดที่ไม่ไกลนัก
“แล้วเ้าละเป็ใครเหตุใดบุกรุกตำหนักหยก” ชายแก่พูดเนิบๆ
“ฮึ ไม่ใช่เื่ที่ท่านจะมาเสวนาด้วย” โจรสาวคำรามพลันปามีดสั้นไปยังชายแก่ ชายแก่เองก็หลบได้อย่างสบายไม่มีท่าทีร้อนรนแต่โจรสาวก็สาวท้าวซัดฝ่ามือตามอีกสองกระบวนท่า
‘นางโจรผู้นี้เหตุใดเร่งรีบนักรู้ทั้งรู้ว่าผู้าุโมีฝีมือยังกล้าสู้’ หวังจวินนึกพลันมองท่าร่างของหญิงสาว
การต่อสู้รุกคืบมามากกว่าหกสิบกระบวนท่าแต่ก็ยังไม่มีการปะทะใดๆ เกิดขึ้น ชายแก่เองก็เพียงหลบหลีกไปเป็ท่าๆ เท่านั้น
“เ้าจะบอกได้หรือยังว่าเ้าเป็ใคร มาที่นี่ทำไมหรือเพราะสิ่งนี้” ชายแก่ตัดขึ้นขณะที่ใช้ท่าร่างหลบฝ่ามือของโจรสาวพร้อมทั้งยกคัมภีร์หนึ่งขึ้นมา เมื่อเห็นหญิงสาวก็ผงะในทันทีพร้อมทั้งะโม้วนตัวไปดูเชิงห่างไปห้าก้าว
“ท่านรู้!!” โจรสาวเอ่ยขึ้น
“นางมารนั่นคงบอกให้เ้ามาที่นี่จริงๆ สินะ” ชายแก่เอ่ยยิ้มแสยะเมื่อรู้ว่าเป็อย่างที่คิดก่อนจะเอ่ยต่อ
“ถ้าเช่นนั้นก็รับไปซะ” พร้อมทั้งโยนคัมภีร์ออกมาให้หญิงสาวพุ่งรับในทันทีแต่ทว่าขณะนั้นเองชายแก่ก็โคจรพลังพุ่งทะยานมาพร้อมเพลงเท้าบทหนึ่งกระแทกที่หน้าอกหญิงสาวโดยแรงคัมภีร์ก็พลันร่วงลงอีกครั้งหนึ่ง
หวังจวินผู้หลบซ่อนอยู่เนิ่นนานบัดนี้ไม่สามารถทนดูอยู่ได้ก็พุ่งทะยานมารับร่างของโจรสาวที่ลอยลิ่วอยู่ ชายหนุ่มมีสองเหตุผล หนึ่งคือ้าสอบสวนหญิงสาวให้กระจ่างชัด สองคือเขาถูกสั่งสอนโดยหวังเจี้ยน แน่นอนว่าการกระทำที่ไร้เกียรติเช่นนี้เป็สิ่งที่ทนดูไม่ได้สำหรับเขา หวังจวินะโสะท้าน
“บัดซบ! เป็ยอดฝีมือกลับเล่นเล่ห์คดโกงเช่นนี้” น้ำเสียงของหวังจวินแฝงพลังปราณชายแก่ต้องถอยร่นไป
‘ดูเหมือนคัมภีร์นั้นจะเป็สิ่งสำคัญ นางถึงหลงกลไม่ทันระวังเช่นนี้ควรชิงมันมาติดตัวไว้’
เมื่อคิดได้ดังนั้นหวังจวินก็หอบร่างทะยานไปยังคัมภีร์ที่ตกอยู่ ชายแก่เองคราวนี้ก็หมายจะจู่โจมหวังจวินเช่นกันจึงโคจรพลังสะบัดข้อเท้ามา แต่ทว่าหวังจวินแม้มือซ้ายอุ้มร่างโจรสาวแต่มือขวาโคจรพลังไว้ซัดออกไปปัดป้อง
ปรื้มมม!!
เสียงพลังทั้งสองปะทะรุนแรง แน่นอนว่าตอนนี้ทหารจากส่วนอื่นพร้อมทั้งแขกและผู้คนในตำหนักต่างรู้สึกตัวเป็แน่แล้ว หวังจวินเองก็ไม่ได้เสียหายซะทีเดียวเขาอาศัยแรงกระแทกเพิ่มพลังส่งตัวเองให้ถึงคัมภีร์ก่อน
เมื่อชิงได้ชายแก่ก็พุ่งมาอีกหนหนึ่งคราวนี้บรรเลงเพลงเตะมาทั้งสองข้างเป็พัลวัน หวังจวินเก็บคัมภีร์เข้าไปภายในอกเสื้อก่อนจะป้องกัน แต่ถึงอย่างไรชายหนุ่มมีมือข้างเดียวก็ได้แต่เม้มริมฝีปากปัดป้องไปเป็ท่าๆ รอคอยหาจังหวะสวนกลับ
“คราวนี้เป็ใครกันอีกล่ะ” ชายแก่พูดขึ้นอีกก่อนจะเปลี่ยนจากท่าร่างที่ชิงเตะถีบเป็กวาดจากล่างขึ้นบนสลับซ้ายขวาอย่างรวดเร็ว ซึ่งตอนนี้สร้างความลำบากต่อหวังจวินนัก
“เพียงชายธรรมดา ที่ไม่อาจทนดูพฤติกรรมท่านได้” หวังจวินตอบพร้อมทั้งกระโดยถอยร่นไปบนกองหนังสือกองหนึ่งก่อนจะใช้เท้ากวาดหนังสือให้พุ่งบินดุจอาวุธใส่ชายแก่ ชายแก่เองก็ไม่ได้มีท่าทีทีหวั่นเกรงพลางหมุนตัวสะบัดเท้าสกัดได้หมด
“ข้าผิด ทั้งที่นางเป็ฝ่ายบุกรุกนะหรือ” ชายแก่ตอบ
ตอนนี้หวังจวินก็ไม่มีเวลาโต้คารมย์กับชายแก่เสียแล้วเมื่อเหล่ายามและผู้คนก็มาถึงจนได้ พวกมันะโมาจากด้านนอกไกลยิ่งเป็เชิงว่าเกิดอะไรขึ้น แน่นอนที่สุดสถานการณ์เช่นนี้หวังจวินไม่ดีแน่ๆ แล้ว
‘เห็นทีเราคงจะต้องเปิดเผยวิชา’ หวังจวินนึกพร้อมทั้งกำชับหญิงสาวที่สลบอย่างแ่าตั้งสมาธิโคจรพลังจากจุดตันเทียนโดยเร็ว บัดนั้นเองชายแก่ก็ััได้ในทันทีว่าปราณของชายหนุ่มได้ผิดแผกแปลกจากธรรมดาแล้ว ไอร้อนเริ่มพวยพุ่งจากทั่วร่างหวังจวินเป็ควันจางๆ ตอนนั้นเองพวกหานซูป้า ซูเหมินและปู้จงเทียนที่มีฝือมากที่สุดก็เข้ามาถึงห้องลับ
“เป็แกจริงๆ” หานซูป้าคำรามก้อง มือชี้หน้าหวังจวินที่กำลังมองมายังพวกมันปู้จงเทียนเองก็แสยะยิ้มอย่างยินดี หากจะมีที่ปกติก็คงเป็ซูเหมิน เมื่อจบคำหานซูป้าหม่าหยงชิงเจี่ยก็มาถึงถัดไปพร้อมร้องขึ้นอย่างใ
“ท่านปู่เกิดอันใดขึ้น และเ้าหวังจวินเ้าเข้ามาที่นี่ทำไม”
‘หม่าหยงชิงเจี่ยมันนี้โง่เสียนี้กระไร’ หวังจวินนึกอย่างสมเพชเมื่อได้ยินคำถาม แต่ไม่ทันจะได้ฟังคำตอบหานซูป้าและปู้จงเทียนก็ทะยานมาพร้อมชักกระบี่ที่อัดแน่นไปด้วยพลังจนััได้ หวังจวินเห็นดังนั้นก็สะบัดมือบีบพลังเป็เพลิงร้อนก้อนหนึ่งผุดขึ้นที่ฝ่ามือขวากล่าวยิ้มๆ
“พี่หาน ท่านปู้ นี้เป็อีกท่าที่ผู้น้อยไม่ได้บอกกล่าว” สิ้นเสียงหวังจวินก็ซัดฝ่ามือนั้นรับกระบี่พวกมันทั้งสองทันที พลังปราณก่อเกิดเป็ัเพลิงพวยพุ่งออกจากของเปลวเพลิงมาล้อมรอบแขนหวังจวินกระแทกกระบี่หานซูป้าและปู้จงเทียนออกไป แรงกระแทกดังสนั่นฟ้าเสมือนฟ้าผ่า ด้วยแรงอัดนั้นหลังคา้าก็ะเิแตกกระจายไปจนแลเห็นซึ่งจันทรา ตอนนี้มันทั้งสองใยิ่งแต่ก็สายไปเสียแล้วปราณร้อนสายหนึ่งซึมเข้าพวกมันทันที ปู้จงเทียนมีพลังแก่กล้าที่เสียทีก็เพราะไม่รู้ถึงพลังหวังจวินซ่อนไว้มาก่อน แต่แม้เสียรู้ฝ่ามือนี้ก็ทำให้มันรู้สึกอึดอัดเท่านั้นมันจึงแก้ด้วยการโคจรพลังต้านทันที แต่หานซูป้ากระอักเืมากองหนึ่งก่อนจะล้มไป แม้ัเพลิงซัดพวกนั้นกระแทกไปแล้วก็ตามปราณัก็ยังไม่ยุติแต่ะเิเกิดเป็เปลวเพลิงขวางกั้นไว้
ชายแก่ในตอนแรกเห็นว่าหวังจวินเปิดช่องว่างเมื่อซัดฝ่ามือก็หมายจะพิชิตชัย แต่พอเห็นเพลิงพลังที่แปลกพิสดารก็ชะงักไว้โดยเร็ว ทว่าหวังจวินไม่ใช่เมื่อชายหนุ่มซัดฝ่ามือแรกไปแล้วก็ชักกลับควงเป็วงพร้อมทั้งสะบัดดวงเพลิงเป็ปราณรูปหอกที่ร้อนระอุพุ่งจู่โจมรวดเร็วดังสายฟ้า แม้ชายแก่โคจรพลังต้านก็ถอยร่นไปไกล ส่วนเปรวเพลิงไฟได้ลามขึ้นหนักแล้ว
“ท่าเมื่อครู่ ข้าพเ้าเรียกว่าัเพลิงห้าวหาญ หวังว่าพี่ปู้จะช่วยตามหาอาจารย์ให้ข้าได้ ลาก่อน!!” หวังจวินตอบจบก็ลอยขึ้นดังเซียนเหินด้วยการเหยียบเศษไม้ทีลอยฟุ้งเพราะเพลิงไฟที่ไหม้ ทุกคนล้วนอึ้งและไม่รู้จักวิชาตัวเบาของเขาเลยสักคน
‘น้องหวังแท้จริงหลบซ่อนฝีมือเอาไว้ แม้ลงมือเพียงสองท่าก็สามรถตีฝ่าออกไปได้ หากได้ประลองกัน เราอาจจะชนะเพียงครึ่งกระบวน’ ซูเหมินนึกสายตามองหวังจวินที่ลอยล่องข้ามกลุ่มทหารยามนับร้อยไปไกล
หวังจวินมุ่งหน้าด้วยความเร็ว เขารู้ดีว่าพวกนั้นไม่ลดละแน่เมื่อตั้งสติได้คงเร่งตามมา แต่ทว่าสีหน้าของหวังจวินบ่งบอกว่าอาการไม่ดีเสียแล้ว ทั้งนี้เพราะเมื่อปะทะกับหานซูป้าและปู้จงเทียนหวังจวินไม่สามารถเร่งพลังร้อนได้ เพราะโจรสาวแนบชิดกายเขาอาจจะได้รับพิษของปราณร้อนจนทำให้อาการแย่ลง ชายหนุ่มจึงได้แต่แข็งใจเกร็งพลังกระแทกด้วยพลังกายซึ่งแน่นอนว่าปราณกระบี่หานซูป้านั้นไม่เท่าไหร่ แต่ปู้จงเทียนนั้นสาหัสพอดู