บทที่ 8 พ่อบุญธรรม
เช้าตรู่วันถัดมาเขมจิราตื่นขึ้นมาพร้อมกับอาการปวดเมื่อยไปทั่วร่างกาย เนื่องจากต้องก้มๆ เงยๆ หาแหวนวงนั้นอยู่หลายชั่วโมง เมื่อวานทันทีที่ได้นอนลงบนเตียงเธอก็หลับไปอย่างรวดเร็ว ไม่ทันได้คิดถึงเื่ญาติของต้นน้ำ
ในชีวิตที่สามคนเ่าั้ปรากฏตัวขึ้นว่า แน่นอนว่าสองชีวิตก่อนพวกเขาก็คงจะทำแบบเดียวกันกับเมื่อวาน แล้วเรวัชจัดการกับคนเ่าั้อย่างไร?
คนแบบเขา สันติคงไม่ใช่ทางออกแน่
เขมจิรานั่งคิดได้ไม่นานก็มีเบอร์แปลกโทรเข้ามาและเมื่อกดรับสายก็พบว่าเป็เรวัช
“ตอนนี้ผมอยู่ที่หน้าบ้านคุณแล้ว รีบออกมา ผมให้เวลาแค่สามสิบวินาทีแค่นั้น” เขาพูดแล้วตัดสายไปอย่างไร้เยื่อใย
เขมจิรามองดูที่หน้าประตู เห็นรถยนต์ทั่วไปคันหนึ่งจอดอยู่ ทันทีที่มาถึงก็เห็นว่าบนรถมีแค่เรวัชเท่านั้น
“คนอื่นล่ะไปไหน ทำไมถึงมีแค่คุณคนเดียว” เธอถามขึ้น ลังเลไม่มั่นใจที่จะเปิดประตู
เขากลอกตามองบนแล้วหันมาพูดเหน็บแนม “ทุกคนไม่ได้มีเวลาว่างให้คุณตลอดหรอกนะ รีบขึ้นมาสักที แล้วก็มานั่งข้างหน้าล่ะ เพราะผมไม่ใช่คนขับรถของคุณ”
‘ดูเหมือนเขาจะอารมณ์ไม่ดี’ เขมจิรานึกในใจแต่ไม่ได้กล่าวอะไรออกไป ก่อนจะตัดสินใจขึ้นรถไปกับเขา
“พวกเราจะไปที่ไหน” เธอถามหลังจากที่นั่งมาได้สักพัก
“ทำไม กลัวว่าผมจะพาคุณไปทำมิดีมิร้ายหรือไง”
“อย่ามากวนประสาท” เธอตอกกลับ
มุมปากของเขายกขึ้นช้าๆ เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายเริ่มแสดงความรู้สึกออกมา ถึงแม้จะเป็ด้านลบก็ตาม
“ญาติของต้นน้ำอยู่ต่างจังหวัด หลังจากที่พวกนั้นพาตัวของเด็กนั่นออกมาได้แล้วก็คงจะรีบกลับบ้านทันที”
“ทำไม”
“ถ้าคุณมีทองอยู่ในมือ คุณจะวิ่งวุ่นไปทั่วอย่างนั้นเหรอ” เขาหันกลับมามองเธอ
“ก็เป็เพราะคุณไม่ใช่หรือไงที่ทำให้เด็กคนนั้นกลายเป็ทอง” เธอหันไปสบตาเขา กล่าวอีกนัยหนึ่งว่าเื่ที่เกิดขึ้นทั้งหมดเป็เพราะฝีมือของเขา “คุณเป็นักธุรกิจนี่นะ คงจะถนัดเื่สร้างมูลค่าเป็ทุนเดิม”
ใบหน้าของเรวัชกระตุกหลายต่อหลายครั้งเมื่อได้ยินคำพูดของเธอ แม้อีกฝ่ายจะเป็คนราบเรียบ ไม่ชอบแสดงสีหน้าหรือความรู้สึกออกมา ทว่าเมื่อถึงเวลาก็สามารถพูดเชือดเฉือนใจคนได้เหมือนมีดคมกริบ
เขาหันไปจ้องหน้าเธอ เหยียบคันเร่งเพิ่มความเร็วรถยนต์มากขึ้นเป็เท่าตัว หวังว่าจะทำให้ตื่นฝ่ายตื่นตระหนก
“ก็ดี จะได้ถึงเร็วๆ” เธอกล่าว
เมื่อรู้ว่าแกล้งเธอไม่ได้ผล ทั้งสองคนจึงไม่ได้พูดอะไรกันต่อ มีบางครั้งที่เธอแอบลอบมองอีกฝ่ายด้วยความสงสัย นึกถึงสองชีวิตที่ผ่านมาที่ไม่เคยได้พูดคุยกับเขาเลยสักครั้งเดียว
ไม่ใช่ว่าเขมจิราไม่พยายามเข้าใกล้เขา แต่เพราะพยายามมากเท่าไหร่ก็ไม่สามารถเข้าถึงตัวเขาได้ต่างหาก
เธอปล่อยความคิดของตัวเองให้ล่องลอยไปเรื่อย จนกระทั่งพวกเขามาถึงบ้านหลังหนึ่ง
แม้จะเป็เพียงบ้านเดี่ยวทั่วไปแต่สภาพกลับดูทรุดโทรมคล้ายไม่ได้ผ่านการดูแลมานาน ต้นไม้ใบหญ้าเหี่ยวเฉา ผนังเต็มไปด้วยหยักไย่ เศษขยะบางส่วนถูกทิ้งเกลื่อนกลาดบนพื้น
สิ่งที่เห็นอยู่ตรงหน้าไม่ได้สร้างความแปลกใจให้เขมจิรา เมื่อเดินเข้าไปใกล้มากขึ้นได้ยินเสียงทะเลาะวิวาทดังมาจากด้านในตัวบ้าน เธอไม่รอช้ารีบวิ่งเข้าไปอย่างไม่คิดชีวิต
ทันทีที่เปิดประตู กลิ่นเหม็นอับลอยปะทะหน้าจนต้องรีบปิดจมูก แต่สิ่งที่ทำให้เธอใจนพูดไม่ออกคือภาพของผู้ใหญ่สามคนที่กำลังรุมทำร้ายร่างกายเด็กหกขวบ
มือข้างหนึ่งของคนที่ชายแก่ได้คว้าคอเสื้อขอต้นน้ำเอาไว้ มืออีกข้างง้างขึ้นมาจะตบเต็มแรง ส่วนชายหนุ่มก็คว้าไม้เรียวด้ามหนึ่งอยู่ในมือเช่นกัน ราวกับว่ากำลังรอจังหวะที่เหมาะสมสำหรับการลงโทษ ส่วนหญิงแก่อีกคนแม้จะไม่ได้ทำอะไรต้นน้ำ แต่อีกฝ่ายกลับเพียงแค่ยืนเท้าสะเอวมองเหมือนเป็เื่ธรรมดาที่ทุกคนต้องพบเจอ
เขมจิราไม่รอช้า รีบวิ่งเอาตัวเข้าไปขวางเอาไว้ ฝ่ามือนั้นจึงฟาดไปที่ใบหน้าของเธอเต็งแรงจนเกิดเป็รอยนิ้วมือทั้งห้า
“พี่เขม!” ต้นน้ำะโเสียงดังลั่น ก่อนจะพุ่งตัวเข้าไปผลักชายแก่คนนั้นเต็มแรงจนอีกฝ่ายล้มลงไปกระแทกกับผนัง ร้องโหยหวนด้วยความเ็ป
“แกกล้าทำร้ายร่างกายพ่อฉันเหรอ!” ชายหนุ่มยังยืนงงกับสถานการณ์ตรงหน้าอยู่ เมื่อมีสติก็รีบหวดไม้เรียวนั้นลงบนตัวของต้นน้ำ แต่ยังไม่ทันที่จะได้โดนตัวเด็กก็มีเท้าข้างหนึ่งซัดไปที่ต้นคอของเขาเต็มแรงถึงขั้นสลบทันที ไม่มีโอกาสแม้จะมองหน้าคนทำด้วยซ้ำ
นั่นไม่ใช่ฝีมือของใครที่ไหน แต่เป็เรวัชที่พึ่งเดินเข้ามาอย่างไม่รู้ร้อนรู้หนาว เขาเห็นว่าใบหน้าของเขมจิรามีรอยแดงก็พอจะเดาได้ทันทีว่าอีกฝ่ายคงจะรีบวิ่งไปช่วยต้นน้ำแน่ จึงถอนหายใจด้วยความเบื่อหน่าย และเมื่อมองไปยังสภาพของต้นน้ำกลับแย่กว่าเขมจิราเสียอีก
ภาพของเด็กชายที่ใส่ชุดเดิมซ้ำกับเมื่อวาน แต่ร่างกายกลับมีรอยช้ำและาแ เืบางส่วนยังไหลออกมาจากมุมปากไม่หยุด แม้แต่เส้นผมบางส่วนยังถูกโกนออกไป
นี่เพียงแค่ระยะเวลาหนึ่งวันเท่านั้น
“พะ พวกคุณมาที่นี่ได้อย่างไร ฉัน ฉันจะแจ้งตรวจ!” หญิงแก่ะโร้อนรนด้วยความใ พยายามกดเบอร์โทรหาตำรวจแต่ก็ถูกลูกน้องของเรวัชที่จู่ๆ โผล่มาจากด้านหลังยึดโทรศัพท์เอาไว้เสียก่อน
“หนวกหูชะมัด ทำให้พวกนี้เงียบซะ” เรวัชสั่งลูกน้อง แล้วหันไปมองผู้หญิงที่เดินทางมาพร้อมกับเขา
“ต้นน้ำเจ็บมากหรือเปล่า” เขมจิราถามเสียงนุ่มนวล หยิบผ้าเช็ดหน้าขึ้นมาซับเืให้
“ผมไม่เจ็บ” เขาส่ายหน้าเบาๆ แล้วถามเธอกลับไปด้วยความรู้สึกผิด “พี่เขมเจ็บมากไหม ตอนนี้หน้าของพี่แดงมาก”
“นี่ ผมไม่ได้อยากจะขัดขวางละครคุณธรรมอะไรเทือกนั้นหรอกนะ แต่ทางที่ดีพวกเรากลับกันดีกว่า”
“แล้วคนพวกนี้คุณจะทำอย่างไร” เขมจิราถามกลับไป
“ให้น้องชายของผมจัดการ พวกเราไม่มีธุระอะไรที่นี่แล้ว”
เขมจิรามองไปยังเหล่าลูกน้องของเราวัชและเห็นเขตยืนอยู่ท่ามกลางคนเ่าั้
ไหนเขาบอกว่ามีแค่เธอและเขาเท่านั้นที่มาที่นี่ แล้วคนพวกนี้คืออะไรกัน?
แต่ยังไม่ทันที่จะได้ถามอะไรเด็กชายในอ้อมแขนของเธอก็ถูกเรวัชแย่งไปเสียแล้ว เขาอุ้มต้นน้ำมาวางไว้ที่เบาะด้านหลังของรถยนต์ ส่วนเขมจิราก็รีบเดินตามมาติดๆ และเลือกที่จะนั่งข้างต้นน้ำแทน
เรวัชมองอย่างไม่สบอารมณ์ เขาไม่ใช่คนขับรถของสองคนนี้สักหน่อย
“มองอะไร ขับรถไปสิ” เธอพูด ก่อนจะหยิบยาแก้ฟกช้ำขึ้นมาทาให้ และเริ่มทำความสะอาดแผลของเด็กชายอย่างระมัดระวัง “แสบหน่อยนะต้นน้ำ”
“พี่เขมก็ต้องทายาเหมือนกัน” เขาพูดเสียงเบาด้วยความรู้สึกผิดอีกครั้ง
“ก็ต้องทาอยู่แล้วสิ จู่ๆ วิ่งเข้าไปรับฝ่ามือขนาดนั้น” เรวัชพูดแทรก สบตาเธอผ่านกระจกหลัง “นี่คุณคิดอะไรอยู่ เมื่อวานยังทำตัวฉลาดอยู่แท้ๆ แต่วันนี้กลับ-”
“ไม่ใช่เื่ของคุณ” เธอตัดบท
ทั้งสองคนช่วยกันทำแผลให้อีกฝ่ายจนกระทั่งเสร็จเรียบร้อย ในระหว่างที่เดินทางกลับมีแต่ความเงียบเกิดขึ้น ภายในจิตใจเด็กชายหนักอึ้งเต็มไปด้วยความรู้สึกผิดที่ทำให้ทุกคนต้องมาเดือดร้อนเช่นนี้
“ผมขอโทษที่ทำให้พี่เขมกับคุณ…” ต้นน้ำลังเลเล็กน้อย มองไปที่ฝั่งคนขับ
“ฉันชื่อเรวัช”
“ผมขอโทษพี่เขมกับคุณเรวัชมากที่ทำให้ลำบาก บุญคุณนี้ผมจะตอบแทนแน่นอน”
“ตัวแค่นี้คิดว่าจะช่วยอะไรได้” เขาตอบกลับ
“ถึงตอนนี้จะช่วยอะไรไม่ได้ แต่ในอนาคตช่วยได้แน่นอน!” ต้นน้ำรีบตอบกลับอย่างกล้าๆ กลัวๆ รู้สึกว่าผู้ชายคนนี้น่าเกรงขามเกินไป “ผมจะต้องกลายเป็คนที่แข็งแกร่งให้ได้”
เขมจิราเห็นท่าทีมุ่งมั่นของเด็กน้อยก็นึกหวั่นใจขึ้นมา คล้ายกับสองชีวิตที่แล้วไม่มีผิด “ไม่จำเป็หรอก ขอแค่นายเติบโตมาอย่างมีความสุขก็พอแล้ว”
“แต่ผมอยากปกป้องทุกคน ไม่อยากให้ทุกคนต้องมาเดือดร้อนแบบนี้เพราะผม” ต้นน้ำแย้ง
เด็กชายรับรู้ได้ถึงความหวังดีของเขมจิราแต่ก็ละอายใจเกินกว่าที่จะยอมรับ เพราะใน่ดึกของเมื่อวานต้นน้ำได้ยินสามคนนั้นพูดคุยกันถึงเื่ค่าเลี้ยงดูและค่าชดเชยที่บริษัทจะมอบให้ หากพวกเขาได้เป็ผู้ปกครองของต้นน้ำ นั่นแปลว่าเงินทั้งหมดก็จะตกมาอยู่กับพวกเขาแทน
แต่ยังมีอีกวิธีหนึ่งที่ทั้งสามคนจะทำเงินได้มากกว่านี้ นั่นก็คือการยกต้นน้ำให้กับเขมจิรา หากอีกฝ่ายยอมมอบเงินตามที่พวกเขา้า แน่นอนว่าคงต้องมากกว่าเงินชดเชยของบริษัทและคงมากพอที่จะทำให้พวกเขาสบายไปทั้งชีวิต
ต้นน้ำได้ยินแบบนั้นยิ่งรู้สึกโกรธเข้าไปใหญ่ เขาจึงพยายามจะหนีออกมาแต่ก็ถูกจับได้เสียก่อน จึงเกิดเป็เหตุการณ์เมื่อครู่ขึ้นมา
“แล้วจากนี้นายจะทำอย่างไรกับชีวิต” เรวัชถาม
“ผะ ผมจะกลับไปทำงานที่เดิมก่อน”
“นายหมายถึงที่ห้องพักงั้นเหรอ” เขมจิราถาม
“ใช่ ผม-”
“เก่งนี่ เด็กหกขวบอาศัยอยู่ห้องพักคนเดียว แล้วมีความรู้เหรอ? เงินล่ะ? คิดจะทำงานอะไร? คงจะเป็พวกเด็กวิ่งยาหรือถ้าสุจริตหน่อยก็คงเป็พวกทำงานในร้านอาหารที่ถูกเอาเปรียบแบบนั้นใช่ไหม” เขาเอ่ยเสียงเย็นะเืแต่กลับเต็มไปด้วยคำเหน็บแนม แม้จะไม่มีท่าทีโกรธเคือง ทว่ากลับสร้างความอึดอัดเป็อย่างมาก
“คะ คุณรู้ได้อย่างไร” ต้นน้ำถามเสียงตะกุกตะกัก เพราะนั่นคือสิ่งที่เขาทำมาตลอด
“ไม่สำคัญหรอก ที่ฉันจะบอกก็คือถ้า้ากลายเป็คนที่แข็งแกร่งก็จงออกมาจากสภาพแวดล้อมนั้นซะ เพราะที่ที่นายจะกลับไปทำให้นายเป็ได้แค่กุ๊ยข้างถนน”
คำพูดเสียดสีแทงใจดำไร้ปรานีเมื่อครู่เหมือนได้เตือนสติของต้นน้ำอีกครั้งหนึ่ง เป็อย่างที่คุณเรวัชพูดจริงๆ หากเขากลับไปอยู่ที่นั่นก็ทำได้เพียงเอาชีวิตรอดไปวันๆ
มีแค่ปัจจุบัน ไม่มีอนาคต
“พอได้แล้ว เขาเป็แค่เด็กอายุหกขวบนะ นี่ไม่ใช่เื่ที่เขาต้องรับผิดชอบอะไรทั้งนั้น” เขมจิราเอ่ยห้ามปรามอย่างอดห่วงไม่ได้
เรวัชแย้งในใจ ไม่ต้องรับผิดชอบอะไรงั้นเหรอ? หากอับจนหนทางขึ้นมา ทางเดียวที่ทำให้มีชีวิตรอดได้คือต้องรับผิดชอบชีวิตของตัวเองเท่านั้น
“แต่ที่คุณเรวัชพูดมาก็ถูก ผมคิดว่าตัวเองเก่งเกินไปจริงๆ” ต้นน้ำยอมรับผิด
“คิดได้แบบนั้นก็ดี” เขาตอบ
“แล้วนี่พวกเรากำลังจะไปที่ไหนเหรอครับ”
“ไปที่-”
“ไปที่บ้านฉัน” เรวัชพูดแทรกเธอ
“ทำไมต้องไปที่นั่นด้วยล่ะ” เด็กน้อยมึนงง คิดว่าจะไปที่บ้านของเขมจิราเสียอีก
“เพราะที่นั่นจะกลายเป็บ้านของนาย ส่วนฉันก็จะเป็พ่อของนาย”