-สามสิบนาทีต่อมา-
ไวโอลินที่เข้าไปในร้านเสื้อผ้า ถูกจัดแจงเปลี่ยนโฉมตัวเองใหม่ ซึ่งเธอได้พยายามเลือกหาชุดที่ราคาถูกที่สุดตามคำแนะนำของทางร้าน แต่เพราะห้างที่พันเจียพามานั้น มีแต่ชุดหรูราคาแพงไม่ต่างกันนัก ทำให้เธอจำเป็ต้องใส่ชุดที่ดูสมเหตุสมผลกับราคามากที่สุด
ความจริงแล้ว ไวโอลินใช้เวลาในเลือกชุดให้กับตัวเองไม่ถึงห้านาที แต่ที่เสียเวลาก็เพราะทางร้านมีโปรโมชั่นพิเศษสำหรับลูกค้าคนแรกของวัน คือแต่งหน้าทำผมเพิ่มให้ด้วย ดังนั้นเธอจึงเสียเวลาไปกับการทำผม และแต่งหน้า โดยที่เธอเองไม่รู้จะปฏิเสธอย่างไร แต่ก็พอดีกับลิมิตเวลาที่พันเจียให้ไว้ทำให้ไวโอลินต้องเลยตามน้ำ เธอยื่นบัตรเครดิตชำระค่าเสื้อผ้าซึ่งพอเห็นราคาแล้วแทบจะเป็ลม ดังนั้นไวโอลินจึงรีบออกไปจากร้าน ก่อนที่จะถูกเสนอให้ซื้อสินค้าชิ้นอื่น ๆ เพิ่ม
ร่างระหงเดินขึ้นบันไดเลื่อนจากชั้น 1 ไปหาพันเจียที่ชั้น 3 ตามที่ตกลงกันไว้ ระหว่างทางที่เธอเดินผ่านสายตาหลายคู่ต่างจับจ้องมาที่เธอเหมือนเมื่อ่สายของวัน แต่เป็สายตาตกตะลึงที่ได้เห็นไวโอลินในลุคที่เธอไม่เคยมีมาก่อน โดยที่เธอเองก็ไม่กล้าที่จะเหลือบมองกระจก เพราะอายที่จะต้องเห็นตัวเองในลุคที่ดูเป็สาวผิดไปจากทุกวัน จนเธอทำตัวไม่ถูก จะรีบเดินก็ไม่กล้า กลัวว่าสะดุดล้ม
ไม่นานนัก ไวโอลินก็เดินมาถึงร้านที่พันเจียบอกไว้ เป็ร้านอาหารนานาชาติ ก่อนที่เธอจะเดินตรงเข้าไปในร้าน
"กี่ท่านคะ" พนักงานสาวคนหนึ่งเดินมาต้อนรับ สีหน้ายิ้มแย้ม ก่อนที่เธอจะตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงที่เป็ปกติ
"สองค่ะ แต่มีมารอก่อนแล้ว น่าจะอยู่ข้างใน"
"อ๋อ ผู้ชาย...หล่อ ๆ คนนั้น" เธอยิ้มแล้วบอกออกไป "คุณผู้ชายที่นั่งอยู่ที่โต๊ะนั้นน่ะเอง" พนักงานไม่พูดต่อแต่ผายมือเชิญไวโอลินให้เดินไปที่โต๊ะ ซึ่งอยู่ด้านในสุด เป็มุมที่ค่อนข้างพิเศษ เป็ส่วนตัวและผู้คนไม่ค่อยพลุกพล่าน
ไวโอลินเดินไปหยุดที่โต๊ะ ในระหว่างที่พันเจียกำลังก้มหน้าก้มตา ดูเมนูไปพลาง ๆ ไม่ทันได้เงยหน้าขึ้นมามอง เขาจึงเอ่ยสั่งเมนูออกมา เพราะคิดว่าพนักงานร้าน มารับออเดอร์
"Bak kut teh ที่นึงครับ" (อ่านว่า บักกุ๊ดเต๋) ไวโอลินที่เขาคิดว่าเป็พนักงานนิ่งเงียบไม่ตอบรับ จนพันเจียต้องเงยหน้าขึ้นมามองไวโอลินที่ยืนกะพริบตาปริบ ๆ อยู่ ทำเขาถึงกับตกตะลึงในความสวยที่ปรากฎอยู่เบื้องหน้า ในขณะที่ไวโอลินเห็นแบบนั้นก็เผลอใบหน้าแดงระเรื่อขึ้นมาเล็กน้อย
พันเจียแน่นิ่งไปครู่หนึ่งราวกับถูกสต๊าฟไว้ชั่วขณะ ตาค้างไปกับร่างระหงของไวโอลินที่อยู่ในชุดเดรสสีครีมเปิดไหล่ ผ้าลูกไม้สไตล์วินเทจ กับทรงผมที่ดูยาวขึ้นผิดหูผิดตา ด้วยว่าพนักงานที่ร้านขายเสื้อผ้าจับต่อผมให้ยาวขึ้น เพราะขัดใจกับทรงผมหัวเห็ดของเธอ เปลี่ยนมาเป็ลอนจัดทรง ถักเปียปัดข้างให้เข้ากับใบหน้าสวยหวาน จนตอนนี้เธอดูสวยสะพรั่งจนคนผ่านไปมาเหลียวมองในความสวยสะกดตาของเธอ ไม่เว้นแม้แต่พันเจียเอง
เมื่อถูกจับจ้องอยู่แบบนั้น ไวโอลินเลยได้แต่ยืนเขิน หน้าแดงก่ำ จนพนักงานหยิบเมนูอาหารมาเพิ่มให้พร้อมเชิญไวโอลินให้นั่งลงที่เก้าอี้ฝั่งตรงกันข้ามกับพันเจีย ทำให้อีกฝ่ายรู้สึกตัวตื่นจากภวังค์ ก่อนเรียกสติของตัวเองให้กลับคืนมาแล้วกลบเกลื่อนออกไปด้วยคำพูดที่ว่า
"หิวจะตายอยู่แล้วเนี่ย เธอนี่...ชักช้าชะมัดเลย!" พันเจียพูดกลบเกลื่อนด้วยการเบนสายตาไปทางอื่น ไวโอลินหน้ามุ่ยทันทีแล้วว่า
"ความจริงถ้านายหิวก็น่าจะสั่งอะไรมากินไปพลาง ๆ ก่อนก็ได้นี่ ฉันไม่ว่าอะไรหรอกนะ" พันเจียยักไหล่ แล้วทำเป็ไม่สนคำพูดของเธอ ก่อนไวโอลินจะรับเมนูอาหารอีกเล่มที่พนักงานร้านส่งให้ก่อนที่พนักงานคนดังกล่าวจะเดินถอยกลับออกไปให้ทั้งคู่มีเวลาเลือกเมนูอาหารได้อย่างเป็ส่วนตัว
"บัตรเครดิตฉันอยู่กับเธอ แถมเงินสดก็ไม่ได้พกติดตัวมาก็เลยยังไม่อยากสั่ง" ไวโอลินพยักหน้าอย่างเข้าใจ แล้วยื่นบัตรเครดิตที่มีบัตรบริจาคโลหิตติดมาด้วยส่งคืนให้แก่เขา พร้อมกับใบเสร็จค่าใช้จ่ายที่เพิ่งจะเสียไป พันเจียก้มลงมองแล้วเห็นว่าราคาไม่เท่าไหร่นัก
"อะไรกัน...หมดไปตั้งหลายบาท ดูดีขึ้นมาได้แค่นี้เองเหรอ" เขาพูดแกมประชดประชันทั้งที่ความจริงแล้ว มันตรงข้ามกับที่เขาคิดโดยสิ้นเชิง
"ไม่ชม ก็นั่งเฉย ๆ ไปเลยก็ได้นะ ไม่มีใครเขาว่านายหรอก" ไวโอลินแดกดัน
"นี่เธอว่าไงนะ!!" พันเจียร้องทัก ไวโอลิน ทำเป็ไม่สนใจ ยกมือเรียกพนักงานร้านเข้ามาสั่งอาหาร
"เมื่อกี้ ฉันได้ยินนายสั่งเมนูอะไรนะ" ไวโอลินถาม เพราะฟังดูแล้วคุ้นหูมาก ๆ พันเจียพูดขึ้นมาอีกครั้ง
"บักกุ๊ดเต๋ ไม่รู้จักไง" เขาถาม ไวโอลิน นึกคุ้นชื่อ ก่อนจะนึกขึ้นได้ว่า มันคือน้ำซุปที่ทำด้วยซี่โครงหมูอ่อน ตุ๋นในน้ำสมุนไพร กับเครื่องเทศนานาชนิด เป็อาหารที่คนสิงคโปร์ จีน ไต้หวันหรือมาเลย์นิยมรับประทาน
ไวโอลิน นึกถึงความทรงจำดี ๆ ที่เธอเคยไปสิงค์โปร์ ขณะที่เลิฟพี่ชายของเธอยังคงมีชิวิตอยู่ เลิฟเป็คนสั่งและแนะนำเมนูอาหารนี้ให้กับเธอ ไวโอลินนึกถึงบรรยากาศในตอนนั้น ก็อดยิ้ม ถึง่เวลา ที่มีความสุขแบบนั้นขึ้นมาไม่ได้ เธอจึงพูดขึ้นมาลอย ๆ ด้วยใบหน้าที่เปื้อนยิ้ม
"Bak kut teh อาหารประจำชาติ สิงคโปร์ ต้นกำเนิดจากเมืองฉวนโจว มณฑลฝูเจี้ยน น้ำซุปมีรสออกหวานหน่อย ๆ เพราะต้มด้วยสมุนไพรจีนแท้ ๆ มีทั้งแบบใส และแบบข้น นิยมรับประทานกับข้าว หรือ อาหารจำพวกเส้น แบบก๋วยเตี๋ยว!" พันเจียได้ยิน แบบนั้นก็อดทึ่งให้กับรายละเอียดที่เธอบรรยายออกมาไม่ได้จนต้องเอ่ยขึ้นถามออกไปว่า
"นี่รู้ขนาดนั้นเลยเหรอ ไปหาข้อมูลมาก่อนป่ะเนี่ย" ไวโอลินยิ้มเยาะ แล้วพูดออกไปว่า
"เื่อะไรจะบอกล่ะ!!" พันเจีย อดสงสัยไม่ได้ว่า ทำไมไวโอลินถึงรู้เื่อาหารของที่นั่น แต่ก็ไม่ได้ซักถามอะไรต่อจากนั้นอีก
สักพัก อาหารถูกสั่งมาวางเต็มโต๊ะ ไวโอลินลงมือตักอาหารทาน ผิดกับพันเจียที่ไม่สนใจอาหารที่วางอยู่ตรงหน้า แต่กับเหลือบสายตาแอบมองดูเธออยู่เป็พัก ๆ จนตักอาหาร ผิด ๆ ถูก ๆ ขณะที่ไวโอลินเองก็ไม่ทันสังเกต ก้มหน้าก้มตาทานอาหารอย่างเดียวเพราะความหิว จากอาหารมือเช้าจนกลายเป็มื้อเที่ยงไปซะแล้ว
"ความจริง ไอ้ผมทรงเดิมของเธอ ก็ดีอยู่แล้วนะ ทำไมต้องไปทำมันให้ยาวขึ้นมาด้วยล่ะ" พันเจียถามลอย ๆ ทว่าไม่ได้้าคำตอบที่ดูจริงจังเท่าไหร่นักเธอรวบช้อนส้อมมาไว้มุมจานแล้วหยิบผ้าขึ้นมาเช็ดปากพร้อมบอกไปว่า
"ใครว่าฉันอยากจะทำล่ะ" เธอพูดแล้วหันหลังไปหยิบใบโบรชัวร์โปรโมชั่นของร้านที่อยู่ในถุงกระดาษพร้อมยื่นให้อีกฝ่ายดูชัด ๆ จนแผ่นโบรชัวร์แผ่นนั้นแทบจะติดอยู่ที่หน้าของเขา พันเจียรีบปัดมือที่ถือโบรชัวร์แผ่นนั้นออกเบา ๆ ไม่ให้มันมาบดบังใบหน้าหล่อ ๆ ของเขาขณะที่กำลังพูดคุยอยู่กับเธอ
"นี่เห็นแก่ของฟรี สินะ!!" พันเจียกล่าว ก่อนจะวางช้อนส้อมลงแล้วพูดไปอีกว่า "ผู้หญิง...เขาเห็นของฟรีกันไม่ได้เลยสิเนี่ย" พันเจียยกแก้วน้ำขึ้นมาดื่มก่อนจะวางลงที่เดิม
"ก็แน่ล่ะ นายให้เวลาฉันตั้งครึ่งชม. ถ้าฉันไม่ทำก็คงจะเพี้ยนแล้ว" เธอตอบ พร้อมวางมือจากการกิน
"ทำไมไม่กินต่อล่ะ"
"ไม่ล่ะ...ฉันอิ่มแล้ว นายเองก็สั่งมาตั้งเยอะ ขืนกินมากกว่านี้ฉันต้องพุงกางแน่เลย"
"อือหือ...ถ้างั้นฉันว่าเราไปที่อื่นต่อกันเถอะ"
"อ้าว! ไม่ใช่ว่าฉันอิ่มนายก็จะมาอิ่มตามนะ"
"ไม่หรอกน่า ฉันอิ่มแล้วเหมือนกัน" พันเจียยักคิ้วก่อนจะเรียกพนักงานมาเก็บเงิน
"ฉันจะไปทำธุระต่อ แต่งตัวขนาดนี้แล้วไปด้วยกันเลยก็ดีนะ"
"ได้สิ แต่ว่าขอโทรไปถามป้าก่อนนะ ว่าอาการลุงของฉันเป็ยังไงบ้าง"
"อือหือ...ก็เอาสิ" พันเจียรับคำ ทั้งคู่ลุกเดินออกไปจากร้าน ทว่า...ทันทีที่ประตูกระจกเลื่อนออก ไวโอลิน เงยหน้าขึ้นมองเห็นใครบางคนที่ปรากฎตัวอยู่เบื้องหน้าทำให้เธอแทบจะผงะ
"ฮอร์น!!!" เธอเอ่ย ทั้งใและอึ้งปนกัน พันเจียมองตาม ฮอร์นที่มากับบราวนี่กำลังจะเดินสวนเข้าไปในร้านเห็นเธอและพันเจียก็ถึงกับหยุดชะงักเช่นกัน
"บราวนี่...ฮอร์น เธอสองคนมาด้วยกันเหรอ" ไวโอลิน เอ่ยถาม ที่ได้เห็นทั้งเพื่อนสนิท และ คนรัก เก่าของเธอที่มาด้วยกัน ไม่รู้ว่าเธอจะดีใจ ใ เสียใจ หรือ ตื่นเต้น ไวโอลินตั้งตัวไม่ถูกกับสถานการณ์ที่อยู่ตรงหน้า ในขณะที่พันเจียได้แต่ยืนดูเหตุการณ์ ไม่แสดงปฏิกิริยาใด ๆ ออกมา
จนกระทั่ง ฮอร์น เอื้อมมือไปกุมมือของบราวนี่ ไวโอลินเห็นก็งุนงง ทำอะไรไม่ถูก เธอแปลกใจกับการกระทำของทั้งสองคนตรงหน้า ไวโอลินจุกอก รู้สึกเจ็บขึ้นมาแปลก ๆ เธอจ้องหน้าฮอร์น แล้วหันไปสบตาของพันเจีย รู้สึกเหมือนเสียหน้า ที่ต้องมาเจอสถานการณ์แบบนี้ พันเจียยืนนิ่งไม่รู้สึกหรือแสดงทีท่าใด ๆ ออกมา บราวนี่เอ่ยทัก
"จะกลับแล้วเหรอ" บราวนี่เอ่ยถาม พลางกุมมือของฮอร์นเบา ๆ กลับไป ไวโอลินไม่ตอบ แต่ถามขึ้นมาว่า
"ทำไมถึงต้องจับมือกัน หมายความว่าไง" ฮอร์นไม่ตอบ บราวนี่ไม่พูด ไวโอลินเริ่มสงสัย ถามออกไปว่า
"นี่คบกันแล้วเหรอ พวกเธอคบกันเหรอ...คบกันั้แ่เมื่อไหร่!!" ไวโอลินเสียงสั่น รู้สึกเจ็บที่หัวใจ
ไวโอลินเ็ปขึ้นมาอีกครั้งที่เห็นคนรักเก่า และเพื่อนรักของเธอมาด้วยกัน มิหนำซ้ำแล้วพวกเขายังแอบคบกันอีกด้วย แล้วน้ำตาก็ไหลรินออกมาอีกครั้ง มือนุ่มปาดน้ำตาก่อนจะวิ่งฝ่าเขาทั้งสองคนออกไปจากร้าน
"บ้าเอ๊ย!! " พันเจียสบถ แล้ววิ่งไล่หลัง ตามเธอออกไป
"หยุดก่อน!!" พันเจีย ร้องเรียกเธอ แต่ไวโอลินไม่ได้ยินเสียงของเขา เธอวิ่งไปต่อ
"นี่เธอ หยุดเดี๋ยวนี้" พันเจียะโไล่หลัง ไวโอลินเริ่มได้ยินเสียงของเขา แต่กลับไม่ยอมหยุด เธอวิ่งออกไปยังลานจอดรถ
"หยุดเดี๋ยวนี้ ไวโอลิน ฉันบอกให้เธอหยุด!" ไม่ทันจะสิ้นเสียงของเขา เสียงแตรที่บีบใส่เธอ ก็ดังแทรกขึ้นมา เสียงดังลั่น!!!
ปรี๊นนนน!!!
วินาทีนั้น ไวโอลิน ถึงกับต้องหยุดชะงัก หันไปมองฉับพลัน รถคันดังกล่าวที่แล่นมา เบรกเอี๊ยดเกือบจะชนเข้ากับร่างของเธอ
"ไวโอลิน!" พันเจียคว้าแขนของเธอได้ รีบดึงเข้ามาโอบกอดไว้แน่นไวโอลินที่ใ!! และเสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
เธอปล่อยโฮออกมาอย่างคนเสียใจสุด ๆ ทันทีเมื่อถูกร่างของเขาโอบกอดไว้ ไวโอลินซบลงที่แผงอกกว้าง ๆ ของเขา และเผลอเอื้อมมือกอดตอบ ก่อนจะระบายบางสิ่งออกมา
"ฉันทำไม่ได้ ทำไม่ได้จริงๆ ฉันทำใจลืมฮอร์นไม่ได้" ไวโอลินพูดไม่เป็เสียง พันเจียเข้าใจความรู้สึกของเธอในตอนนี้ดี มือแกร่งจึงทำหน้าที่โอบกอดเรือนร่างบางของเธอเอาไว้อย่างแแ่
ไวโอลินพูดวนไปถึงความรู้สึกของตัวเองที่สุดจะกลั้น จนไม่รู้ว่าจะต้องอธิบายยังไง เพื่อให้เขาเข้าใจได้ทั้งหมด เธอร้องไห้ออกมาอย่างไม่อาย
"ฉันทำใจลืมเขาไม่ได้" เธอพร่ำบอก พันเจียรับฟัง
"ฉันทำใจให้ลืมเขาไปไม่ได้!!!" เธอสะอื้น
"ถึงตอนนี้ก็ยังตัดใจไม่ได้ ฉันรักเขา...รักเขามากที่สุด!" อยู่ ๆ พันเจียก็รู้สึกเจ็บแปล๊บขึ้นมาที่หัวใจแกร่งอย่างที่ไม่เคยเป็มาก่อน ทว่าเขาเองก็ตอบไม่ได้ว่า เป็เพราะสงสาร หรือ เพราะว่าเขานั้นหลงรักผู้หญิงคนนี้เข้าไปแล้วกันแน่ คำพูดที่ได้ยินจากปากของเธอนั้นมันตรงเข้าเล่นงาน ทำให้เขาเ็ปอย่างสุดจะฝืน
"ฉันพยายามจะไม่คิดถึงเขา พยายามแล้ว แต่ทำไมถึงทำไม่ได้ ฉันทำใจลืมฮอร์นไม่ได้...ไม่ได้เลยจริง ๆ ทำไม่ได้เลย" ไวโอลินร่ำไห้ขณะที่กอดร่าง พันเจียไว้แน่น ไวโอลิน ค่อย ๆ ผละออกจากแผงอกของเขา แล้วเงยหน้าขึ้นมาสบตากับชายหนุ่ม พันเจียรู้สึกสงสารเธอขึ้นมาจับใจ