ตอนที่สี่สิบเจ็ด สองมือขัดแย้งของจิวแป๊ะทง
ว่าไปแล้วหากผมมองในแง่หนึ่ง การโดนกดดันให้ใส่ใจกับการทำลองอย่างหนึ่งก็เป็นเรื่องที่ดีเหมือนกันในช่วงที่เป้าหมายที่ให้ทดลองนั้นมีเต็มไปหมดในโลกนี้
หากมองในแง่ดีก็อาจจะเป็นการตัดตอนไม่ให้เป็นปัญหาของ” ไม่รู้จะลงมือทดลองทางไหนดี?”ไปได้ด้วยสถานการณ์ที่บังคับ
อ๊ะ หรือว่าหากผมทำสำเร็จ นักพรตคิ้วขาวและคนในโลกนี้ก็จะคิดว่าแนวคิดของพวกเขาถูกต้องอีกแล้ว?
คือ หากผมทำสำเร็จ พวกเขาจะไม่ได้สำนึกเลยว่าอย่างนั้นว่าแนวคิดของพวกเขามันผิดพลาดมาจากฐานราก เฮ้อ นี่ล่ะ นะโลกความเป็นจริงล่ะ
คนเชี่ยวชาญ ตกอยู่ใต้อำนาจของฝ่ายบริหาร
ป้ายหยกพลังจิตที่รวบรวมวิชาขั้นต่ำมามากเท่าที่ผมสามารถเอามาได้ภายในวันเดียว
ได้ถูกดูดกลืนเข้ามาได้อย่างง่ายดายในหัวของผมแสดงถึงภาพกระบวนท่าต่างๆของสำนักไท่ซาน
วิชาของสำนักไท่ซานนั้นกว้างขวางยิ่ง มีรากฐานมายาวนาน แต่ละรุ่นก็คิดวิชาแต่ละอย่างมาหนึ่งวิชา
แต่น่าเสียดายที่พวกเขาถูกสังคมและแนวคิดทางสังคม
ไม่ให้คิดถึงแนวคิด “กฎธรรมชาติ” Rule of Nature ที่เป็นกฎเกณฑ์ธรรมชาติที่ครอบคลุมวิชาแขนงต่างๆ
แม้จะเน้นไปในด้านการให้ความสำคัญกับความรู้ แต่ก็กลายเป็นการผลิตวิชาใดวิชาหนึ่งโดยเฉพาะ ที่จะเป็นการก่อให้เกิด
“ศึกชิงคัมภีร์มารนพเก้า” ในยุทธภพต่อไป
ที่คนจะแย่งชิงคัมภีร์ที่บัญญัติและคิดค้นเรื่องใดเรื่องหนึ่งไว้โดยเฉพาะ
แต่ขาดการศึกษาค้นคว้าหากฎเกณฑ์พื้นฐานที่ซ่อนอยู่
พวกปรมาจารย์เข้าถึงหลักเกณฑ์เหล่านั้นและคิดค้นวิชาออกมา
และจะถ่ายทอดวิชาให้ลูกศิษย์ใกล้ตัวที่เห็นว่าสติปัญญา พรสวรรค์ดีพอ
ก็อาจจะไม่ผิดนัก หลายคนก็อาจจะทำความเข้าใจเหตุผลทางตรรกะบางอย่างไม่เข้าใจหรือไม่เหมาะกับส่วนสัดเคล็ดวิชา
แต่แนวทางข้อมูลขนาดยักษ์ Big Data ของผม
นั้นมีไว้เพื่อรับรองข้อมูลทุกประเภทอยุ่แล้ว
อาจจะเพราะผม เลียนแบบอสูรผมแดง อัลเบิร์ตไอน์สไตน์ ที่เคยเป็นเสมียนงานจดสิทธิบัตรต่างๆก็ได้
มีคำกล่าวว่า การที่เห็นงานประดิษฐ์จำนวนมากๆในงานสิทธิบัตร ทำให้ไอน์สไตน์ได้แรงบันดาลใจมากขึ้นในการคิดค้นทฤษฎีของเขา
ก็อาจจะจริง หากเห็นสิ่งใดสิ่งหนึ่งมากขึ้นก็จะเห็น”รูปแบบ”ที่เหมือนกันที่ซ่อนอยู่นั่นเอง
ยิ่งมีตัวอย่างข้อมูลมากขึ้น “รูปแบบ”ที่ซ่อนอยู่ก็จะยิ่งเห็นชัดเจนมากขึ้นหากมีการจัดหมวดหมู่และระเบียบของข้อมูลอย่างดี
และจากการที่ได้รับหยกพลังจิตไปกว่าสามร้อยชิ้นภายในวันเดียว ของกระบวนท่าต่างๆของสำนักไท่ซานแม้แต่จะกระบวนท่าขั้นต่ำ
ผมได้ข้อสรุปว่าข้อมูลไม่พอ ต้องการข้อมูลมหาศาลมากขึ้น
แม้ผมจะจงใจให้ดูดซับข้อมูลช้าเองเพื่อไม่ให้สร้างภาระแก่ร่างกายมากเกินไป
เราต้องคิดค้นวิธีที่คิดได้ไวขึ้น เป็นภาระต่อร่างกายน้อยลง
ผมเรียกหวังม่อมาอีกครั้ง
หวังม่อก็มาปรากฏตรงหน้าผมผ่านไปสักพักด้วยคัมภีร์ที่กอดมาเต็มแขน
“ขออภัยด้วยนายน้อยที่ข้าชักช้า ข้ารวบรวมได้บางส่วน..”
ผมยกมือหยุดหวังม่อ
“ไม่เป็นไรใจเย็นๆเถอะ ขอโทษด้วยที่เรียกเจ้ามา ที่จะเพิ่มงานให้อีก ไปรวบรวมวิชาหมัดเท้า วิชาตัวเบา และกำลังภายในของสำนักไท่ซานต่างๆมาด้วย นอกเหนือจากเพลงกระบี่และดาบแล้ว จากนั้นแบ่งแยกเป็นระดับต่ำเอามาให้ข้าก่อนและคัมภีร์ขั้นสูงเอามาให้ข้าลำดับท้ายๆสุด”
หวังม่อที่หน้าตาแตกตื่นกล่าวว่า” ไม่มีปัญหาการได้รับใช้นายน้อยเป็นเกียรติของข้า แต่..ท่านไม่อ่านคัมภีร์ชั้นสูงก่อนหรือ?”
หวังม่องุนงงเพราะคนทั่วไปเมื่อมีคัมภีร์ชั้นสูงก็จะรีบอ่านโดยไม่ลังเล เพื่อจะได้ตีความเคล็ดวิชาชั้นสูง ที่เหนือกว่าวิชาขั้นต่ำที่ตีความไป ต่อให้สำเร็จก็ไม่อาจเทียบวิชาชั้นสูงได้
“ถูกแล้วการใดเริ่มจากฐานราก รีบร้อนไปกลับไม่สำเร็จ”
ผมกล่าวแต่หวังม่อทำหน้าแบบไม่เชื่อถือที่เห็นหยกที่หมดพลังแล้วกองรอบร่างกายของผมนับร้อยชิ้น
“เอ่อ.. นายน้อยช่างมีสายตาและแนวคิดเหนือธรรมดา หวังม่อได้เปิดหูเปิดตาแล้ว”
หวังม่อคิดในใจว่าหากนี่คือการเรียนแบบไม่รีบร้อน ที่คนธรรมดาทุกคนเรียนคืออะไร?
คนธรรมดา รับพลังจิตจากหยกที่สลักเคล็ดวิชาไว้ไม่เกินสามอันก็คงสมองแทบแตกตายแล้วในวันเดียว
อ๊ะ สิ่งประดิษฐ์และสิทธิบัตร ผมนึกย้อนไปถึงชีวประวัติของไอน์สไตน์
“..ใช่แล้วหวังม่อ ไปรวบรวมข้อมูลเรื่องการทำสิ่งประดิษฐ์เช่น แหวนบรรจุของหรือพวกหุ่นพยนต์ต่างๆ ศาสตร์ในหมวดสิ่งลี้ลับมาด้วย”
ผมแทบตบหัวตนเองที่แทบจะลืมนึกถึง
ไอน์สไตน์เรียนรู้ทฤษฎีสัมพันธภาพหลังจากได้แรงบันดาลใจของสิ่งประดิษฐ์สิทธิบัตรต่างๆ ผมก็จะเรียนรู้ทฤษฎีของมิติและพลังปราณ จากสิ่งประดิษฐ์ของโลกนี้นั่นล่ะ
ในการเล่นเกมส์ของฝั่งตะวันตก เรามีการเล่นมุก ถุงบรรจุของ Bag of holding ที่นักผจญภัยนั้นต้องมีเพื่อความสะดวกในการเดินทาง ใส่ข้าวของทุกอย่างที่ซื้อและปล้น.เอ๊ย เก็บได้จากระหว่างทาง
ในโลกปราณยุทธนี้ก็กลายเป็นแหวนเก็บของที่ไว้เก็บเคล็ดวิชาต่างๆแทน
คนอาจจะสนใจเรื่องเคล็ดวิชาต่างๆ ผมสนใจตัวแหวนมากกว่าว่า
ไอ้การย่อขยายของช่องมิตินี่มันทำอย่างไรฟะ?
ผมก็เจอมุกว่า
“ร่างกายของชั้นเซียนยุทธมีจักรวาลขนาดใหญ่ในร่างกาย” นี่มันหมายความว่าอย่างไรฟะ?
การบิดผันหรือควบคุมมิติได้นี่มันเป็นความสามารถที่ดูน่าสนใจกว่าเคล็ดวิชาที่อยู่ในแหวนเก็บของอีกนะ
เอาของที่เกี่ยวพันกับมิติมาใส่ข้าวของต่างๆเฉยๆ ในสายตาของผมไม่ต่างจากเอายานเอ็นเตอร์ไพรส์ของสตาร์เทรกมาเป็นโกดังเก็บของนั่นล่ะ
ผมจะเริ่มจากสิ่งประดิษฐ์ต่างๆ หุ่นพยนต์ฯลฯ
จากแนวความคิดสังเกตสิทธิบัตรของไอน์สไตน์ ที่จะทำให้ผมคิดกฎเกณฑ์ที่ครอบคลุมพลังปราณได้มากขึ้น
โอกาสล้มเหลวนั้นมีมากกว่า
คนเราไม่ใช่ไอน์สไตน์กันทุกคน แต่วิธีนี้ก็มีโอกาสมากกว่าวิธีอื่นหรือไม่ได้ทำอะไรเลยแน่ๆล่ะ
“คะ ขอรับนายน้อย”
หวังม่อรับคำกับงานที่เพิ่มขึ้นอีกอย่างกะทันหัน
“อ้อ ถ้ามีแหวนเก็บของหรืออะไรที่ใกล้เคียงก็ส่งมาด้วยเลย จะเป็นแบบถูกๆใช้งานได้แค่เวลาหนึ่งก็ได้ไม่มีปัญหา หรือเป็นสิ่งประดิษฐ์ที่ไร้ค่าไม่ได้ผล และสิ่งประดิษฐ์ที่ไม่มีคนสนใจตั้งอยู่ตรงมุมห้องหรือโกดังให้เอามาให้หมด”
ผมสั่งหวังม่ออีกครั้งแก่หวังม่อที่งานท่วมหัวตั้งแต่แรกอยู่แล้ว
มีลูกน้องนี่มันดีจริงๆแฮะ แต่ก็ต้องพิจารณาร่วมกับปัญหาที่ลุกน้องเราอาจจะก่อขึ้นมาได้
เทียบกับการตีความและหลอมรวมเคล็ดวิชากระบี่
สิ่งประดิษฐ์และเวทมนตร์เป็นอะไรที่มีหลักเกณฑ์แน่นอน สามารถย่อยสลายได้ง่ายกว่ากันหลายเท่า
แต่อย่างว่าล่ะ
ผมอาจจะต้องทำให้นักพรตคิ้วขาวพอใจก่อน
ผมเริ่มตีความและจับสังเกตได้ว่า อย่างที่ผมสังหรณ์ใจไว้
ลมปราณยังไม่เพียงพอในการที่จะใช้บางกระบวนท่าและบางกระบวนท่าต้องอาศัยวิชากระบี่พื้นฐานบางอย่างเป็นพื้นฐาน
นักพรตคิ้วขาวสอนวิชากระบี่ชั้นสูงของสำนัก ที่คนในสำนักหลังขดหลังแข็งถึงจะแลกแต้มได้ ด้วยแต้มที่สูงมากขนาดไม่ถล่มพรรคมารระดับเล็กก็คงไม่ได้แต้มขนาดนั้น
แต่ผลคือผมขาดพื้นฐานบางส่วน เช่นเคล็ดกระบี่บางอย่าง การวางเท้า พลังปราณ ท่าร่างฯลฯ
หลายๆอย่างประกอบกันที่ไม่ได้มาตรฐานที่นักพรตคิ้วขาวต้องการ
และนิสัยที่ชอบพูดอะไรน้อยให้คนตีความเอาเองกับไม่ชอบเสียเวลา หากเป็นคนอื่นคงตีความไม่ได้เท่านี้ไปแล้ว
ว่าแต่ไอ้พวกเมล็ดพันธุ์รุ่นใหม่นี่มันไปไหนนะ เอาพวกนั้นมาเป็นลูกน้องเราดีไหม แต่เอาไว้ก่อนดีกว่า เรียกหวังม่อมาตอนนี้อีกทีอาจจะทำให้เป็นลมไปแล้วกับคำสั่งบ้าๆบอๆของเราก็ได้
ผมใช้วิชานภาไร้ขอบเขตสร้างสนามพลังปราณช่วยในการคำนวณแต่นั่นก็มีขีดจำกัดคำนวณได้ทีละอย่าง
ผมจึงเลียนแบบจิวแป๊ะทง “สองมือขัดแย้ง” ร้างกระแสความคิดมาอีกหนึ่งอย่างที่สามารถคำนวณไปพร้อมกันได้ในเวลาเดียว
“คนฉลาดมักใช้วิชานี้ไม่ได้ ความคิดหนึ่งยังไม่สิ้นสุดอีกความคิดหนึ่งก็มีขึ้นแล้ว” อย่างที่จิวแป๊ะทงกล่าวนั้นถูกต้อง
แต่วิถีเม่ยกั๋วของเราแก้ปัญหานั้นได้ด้วยแนวความคิดกระแสความคิดคู่ขนานและกลายเป็นตัวส่งข้อมูลนับล้านส่วนในเวลาเดียวกันในที่สุด
ณ ตอนนี้กระแสความคิดในเวลาเดียวกันผมสามารถแตกย่อยได้เป็นแปดส่วนโดยไม่กินพลังมากเกินไปและยังความคุมได้
ม่านพลังวนรอบไปมารอบตัวผมค่อยๆย่อยสลายความคิดและข้อมูลของกระบี่ต่างๆในร่างกาย
“สมองมือขัดแย้งของจิวแป๊ะทง” เป็นความคิดที่ดี
แต่วิถีเม่ยกั๋วของอสูรผมแดงสามารถก้าวไปเหนือกว่านั้นได้
เมื่อสมองของคนฉลาดคิดซับซ้อนก็ให้มันซับซ้อนเสียเลย
จุดอ่อนของวิถีเม่ยกั๋วอสูรผมแดงคือ พลังงานและทรัพยากร
ต้องใช้ทรัพยากรและพลังงานมหาศาล
มันไม่ใช่วิถีและวิธีการของคนยากจนหรือประเทศด้อยอำนาจ
เป้าหมายเดียวของวิถีเม่ยกั๋วคือที่หนึ่งเท่านั้น
ผมมองยาและหินวิญญาณที่ผมมีเพื่อใช้ในการใช้ม่านกระแสความคิดของนภาไร้ขอบเขตที่กองอยู่ด้านข้าง
ในคืนนั้นผมย่อยสลายหยกวิชาขั้นต่ำไปอีกสามร้อยแผ่นหยกก็นอนหลับพักผ่อน ปล่อยให้หวังม่อรวบรวมข้าวของต่อไปโดยไม่หยุดพัก