นางมองเขาราวกับจะเข้าไปจูบเขาให้ได้ นางแลบลิ้นเลียริมฝีปากตัวเองอย่างลืมตัว เขารีบหันหน้าหนี กลัวว่าตัวเองจะทนไม่ได้เข้าไปตะครุบจูบนางเสียก่อน แต่หันหน้ามาก็เจอโต๊ะที่เขาเคยทำล้มเพราะว่าจูบนางจนลืมตัว จิ้งจื่อรู้สึกคอแห้งหายใจติดขัด เฝ้ารอให้ซู่หรานโถมตัวมาจูบเขา
แต่รออยู่สักครู่นางก็ไม่ได้ทำเช่นนั้น
'นางไล่ตามเกี้ยวนักพรตผู้หนึ่ง' คำพูดของพี่รองดังอยู่ในหัว จู่ๆความตื่นเต้นก็ถูกแทนที่ด้วยความหงุดหงิด
"เอ่อ ขะ ข้ายังมีสิ่งอื่นให้เจ้าดูอีก" ซู่หรานพยายามพูดเปลี่ยนเรื่อง เพราะเธอเคยบอกเขาไปแล้วว่าจะไม่แต่งงาน และการที่เธอเอาแต่อยากจูบเขา มันทำให้เธอรู้สึกว่าไม่ถูกต้อง แม้วันนั้นพวกเขาจะจูบกันจนลืมทุกสิ่ง แต่วันนั้นเธอตัดสินว่าเป็นเพียงอุบัติเหตุ ต่อไปจะพยายามไม่ให้เกิดขึ้นอีก วันนี้จึงพยายามควบคุมตัวเองไว้ให้ดีที่สุด
"อืม" เขาตอบสั้นๆ
"ข้าให้เจ้าทายว่านี่คืออะไร" ซู่หรานทำเป็นพูดเสียงใส กลบเกลื่อนความต้องการในใจ
"ข้าไม่รู้" เขาตอบเสียงเย็น
"ลองตอบหน่อย มันดูง่ายมากเลยนะ เจ้าลองทายดู" นางยังคงคะยั้นคะยอเขาอย่างอารมณ์ดี
"ช้อนดินปั้น และ รูปวาดสี่เหลี่ยม" เสียงของเขาอ่อนลง
'เจ้าเป็นเช่นนี้จะถูกนางหลอกลวงตลอดก็ไม่แปลกแล้ว' เขาแอบด่าตัวเองในใจที่ไม่เคยขัดความต้องการของนางได้สักครั้ง
"ช้อนหรือ หึ มันก็เหมือนจริงๆ นั่นแหละ ฮ่าๆ ข้าบอกเขาแล้ว แต่นักพรตนั่นกลับไม่ยอมเชื่อ คิกๆ" ซู่หรานแอบหัวเราะ เมื่อนึกถึงบทสนทนาของตัวเองกับนักพรตผู้คิดค้นสิ่งนี้
แต่จิ้งจื่อกลับรู้สึกว่าอกข้างซ้ายกำลังถูกทิ่มแทงเมื่อนางเอ่ยถึงนักพรต
"เจ้าดูนี่" ซู่หรานหยิบเข็มและหินก้อนหนึ่งใต้กระดาษพวกนั้นออกมาวางให้จิ้งจื่อดู
"นี่เรียกว่าหินฉู่ซี มันมีคุณสมบัติสามารถดูดเหล็กได้" เธอยกหินไปใกล้กับเข็ม ปลายเข็มก็กระโดดขึ้นไปติดกับก้อนหินนั้นด้วยตัวมันเอง เด็กหนุ่มเห็นอย่างชัดเจนว่าก้อนหินยังไม่ติดเข็มเลยด้วยซ้ำ เขาจึงเริ่มขมวดคิ้ว
"ใช่ มันมหัศจรรย์มาก แต่สิ่งที่มหัศจรรย์ยิ่งกว่านั้นคือเข็มทิศ" เธอมองดูท่าทางตื่นเต้นของหนุ่มหล่อตรงหน้าด้วยอารมณ์ดี
"เข็มทิศหรือ" เขาหันมาถามเธอ
"เจ้าดูนะ" ซู่หรานใช้ก้อนหินถูไปบนเข็มหลายครั้งในทิศทางเดียวกัน จากนั้นก็วิ่งไปหาเศษด้ายมามัดตรงกลางของเข็มเอาไว้ เธอยกเข็มขึ้นมาให้อยู่ในระดับสายตาของเขา ใช้นิ้วมือผลักเข็มให้หมุนไปรอบๆ สักพักเข้มก็ชี้ไปในทิศทางหนึ่ง เธอใช้นิ้วผลักเข็มอีกครั้ง เข็มนั้นก็ยังคงหันกลับมาอยู่ในทิศทางเดิม
"เข็มชี้ไปในทิศทางเดิมเสมอหรือ" เขาถามขมวดคิ้วมุ่น
"ใช่แล้ว มันมีประโยชน์มากในการบอกทิศทาง เจ้าลองนึกดู เวลาที่ฝนตก วันที่หมอกลงจัด ตอนกลางคืนที่ฟ้ามืด หรือในป่าที่ไม่อาจดูทิศทางได้ หากมีเข็มทิศนี่เจ้าจะไม่มีทางหลงทาง มีประโยชน์มากในการทำศึกใช่หรือไม่" เธอพูดยิ้มมองสบตาเขา เธอเห็นแววตาของความคาดหวัง
"ยิ่งโดยเฉพาะหากเจ้าบินไปบนท้องฟ้า สูงขึ้นไปบนก้อนเมฆสีขาวที่มองไม่เห็นสิ่งใด ไม่อาจบ่งบอกได้ว่าตัวเองอยู่ที่ไหน เข็มทิศจึงสำคัญมาก เพียงแต่เข็มนี่มันไม่เสถียร มันใช้ได้เพียงชั่วระยะเวลาสั้นๆ หลังจากนั้นมันก็จะกลับไปเป็นเข็มธรรมดาเช่นเดิม
ข้าและนักพรตเย่จึงคิดค้นสิ่งอื่นเพื่อทำให้เข็มทิศมีความเสถียรมากขึ้น วันนี้เขาวิ่งมาหาข้า และบอกว่าเขาสามารถทำให้มันเสถียรได้แล้ว ด้วยการฝนให้ก้อนหินฉู่ซีมีลักษณะคล้ายช้อน วางอยู่บนตี้ผานนี้" ซู่หรานอธิบายระหว่างที่ชี้ไปบนแผ่นกระดาษที่วาดรูปสี่เหลี่ยมเอาไว้
จิ้งจื่อยังคงมองแผ่นกระดาษด้วยความนิ่งเฉย แต่ปกติเขาก็ทำหน้าตาเช่นนั้นอยู่แล้ว ซู่หรานจึงไม่ได้ใส่ใจ ยังคงพูดอธิบายสิ่งที่เธออยากสร้างด้วยความตื่นเต้น
"เขาบอกว่า หากเข็มมันไม่เสถียรก็ใช้หินฉู่ซีแทนไปเลย อย่างไรหินนี้ก็มีพลังในการชี้ไปทิศเหนือและใต้อยู่แล้ว แต่ทำอย่างไรหินก็ไม่หมุน เพราะมันหนัก นักพรตเย่จึงคิดวิธีทำให้มันหมุนด้วยการขัดให้หินมีรูปร่างคล้ายช้อน เขาบอกว่ารูปร่างนี้เท่านั้น จึงจะมีความสมดุลและหมุนไปรอบๆ ได้ ข้าบอกว่ามันคล้ายช้อนอย่างไรเขาก็ไม่ฟัง ฮ่าๆ เจ้าก็คิดว่ามันคล้ายช้อนใช่หรือไม่" เธอหันไปถามเขา
"นักพรตเย่หรือ" เขาแทบจะกัดฟันถาม
"อ้อ ใช่ ข้าลืมเล่าเรื่องของเขา เขาเป็นคนเก่งมากเจ้ารู้หรือไม่ เงินทองหรือชื่อเสียงเขาก็ไม่อยากได้ เอ่อ..เขาอาจชอบเงินทองบ้าง.. เจ้าไม่รู้หรอกว่ากว่าจะล่อหลอกให้เขายอมมาทำงานนี้ ข้าต้องเปลืองความคิดมากเพียงใด" เธอเล่าอย่างภาคภูมิใจ
"เขา..เขาอาจมาหาเจ้าก็เพราะหญิงงาม" จิ้งจื่อพูดออกไปโดยไม่รู้สึกตัว หลังพูดไปแล้ว เขาตกใจกับน้ำเสียงและคำพูดเหม็นเปรี้ยวนั้นมาก
"ถ้าง่ายดายเช่นนั้น ข้าคงไม่ต้องวิ่งตามเขาให้เหนื่อย เจ้ารู้หรือไม่ว่าเขาเหมือนพวกนักปราชญ์ผู้ทรงศีลที่วันๆ เอาแต่กินความรู้แทนข้าว โชคดีที่ข้าพอจะมีความรู้เรื่องหินฉู่ซีบ้าง จึงใช้ความรู้นั้นหลอกความอยากรู้ของเขามาที่นี่ได้ ทั้งเหนื่อยทั้งต้องอดทน เฮ้อ"
นางยังคงเล่าความยากลำบากของการไล่ตามนักพรต ไม่ได้สังเกตความผิดปกติในน้ำเสียงของคนถาม จิ้งจื่อจึงถอนหายใจได้อย่างโล่งอกบ้าง
"ข้าทำทุกอย่างด้วยความยากลำบากเช่นนี้ ก็เพื่อเอาใจเจ้าเลยนะ เจ้าจะให้รางวัลอะไรข้าบ้างหรือไม่" ซู่หรานเท้าคางบนโต๊ะ มองจิ้งจื่อด้วยสายตาหยอกเย้า เธออยากเห็นเขาหูแดง
"เจ้าตามเกี้ยวเขา เพราะข้าหรือ" จิ้งจื่อค่อยๆ หันไปสบตาหวานของสตรีตรงหน้า เขารู้สึกว่าบางอย่างในอกกำลังอุ่นขึ้น
"ใช่ ก็เจ้าเป็นห่วงเรื่องสงครามมาก จนคิ้วแทบจะชนกันอยู่แล้ว ความรู้ของนักพรตเย่ อาจพลิกโฉมสงครามครั้งนี้ได้เลยนะ ข้าย่อมต้องตามเกี้ยวเขาให้ได้ บนหน้างดงามของเจ้าจะได้มีรอยยิ้มบ้าง" ซู่หรานพูดพร้อมขยับตัวไปใกล้เขา ยกมือจิ้มไปที่ข้างแก้ม บังคับให้มุมปากบนใบหน้างามยกขึ้น
"เวลาเจ้ายิ้ม น่าหลงใหลเพียงใดไม่รู้ตัวหรือ แต่เจ้ากลับทำใบหน้างามนี้เสียของยิ่งนัก ข้าจะช่วยเรียกรอยยิ้มกลับคืนให้เจ้า..ดีหรือไม่" เธอพูดและดึงมือกลับมาสะบัดผมที่คอไปด้านหลัง
เธอเห็นว่าใบหน้าหล่อเหลาของจิ้งจื่อยังคงนิ่งเฉย แต่ใบหูเริ่มแดงแม้จะอยู่ท่ามกลางแสงโคมไฟก็ตาม ซู่หรานยิ้มอย่างพึงพอใจที่ภารกิจสำเร็จ
แต่ฉับพลันนั้นเขาก็ยื่นหน้าเข้ามาหอมแก้มเธอ!!
หอมแก้มเธอแล้วเขาก็รีบร้อนลุกขึ้น ทำตัวไม่ถูก
"ระ รางวัล..ของเจ้า" เสียงทุ้มสั่นเครือของเขาดังแว่วมาจากไกลๆ
"อะแฮ่ม..คือ ผลงานของเจ้าควรเอาไปบอกกับบัณฑิตหวังให้เขาเป็นผู้เขียนฎีกาทูลเกล้าฯ ให้ฝ่าบาทจะดีกว่า ข้าเป็นเพียงเจ้าหน้าที่ตำแหน่งซื่อ ไม่อาจช่วยอะไรได้มาก เจ้า..เอ่อ.." เขาชำเลืองสายตามองไปยังซู่หรานที่ยังคงชะงักค้างอยู่ในท่านั่ง ท่าทางของนางดูตกใจไม่น้อยกับสิ่งที่เขาทำ แต่ก็ดูน่ารักมากเช่นกัน
จิ้งจื่อรู้สึกว่าเขาต้องรีบออกไปจากห้องนี้ให้เร็วที่สุด
"ขะ..ข้าต้องกลับแล้ว" เขาพูดและจากไปทางหน้าต่างทันที