“ผู้าุโโปรดชี้แนะด้วย” หลินเฟิงที่เห็นเช่นนั้นก็กล่าวถามทันที เขาได้มีโอกาสที่จะพัฒนาตัวเองอย่างก้าวะโแล้ว เขาจะไม่ยอมแพ้ด้วยเพียงเื่เล็กน้อยเด็ดขาด
“ท่านปู่” ส่วนหลินหลานเองก็แววตเป็ประกาย นางเองก็เหมือนกับหลินเฟิง นางจะไม่ยอมแพ้ให้กับโอาสเช่นนี้แน่
“เอาละ ข้าจะบอกพวกเ้าก็แล้วกัน” หลินมัวไห่กล่าวอธิบายโดยละเอียดอีกครั้ง
การทดสอบเข้าเป็ศิษย์นอกของนิกายเมฆานั้นค่อนข้างมีมาตราฐานที่สูง ขั้นต่ำจำเป็ต้องอยู่ระดับพื้นฐาน ขั้น 7 อายุต้องไม่เกิน 15 นอกจากน้นยังมีบททดสอบอีกหลายด่านด้วยกัน โดยปกติในแต่ละปี จะมีรุ่นเยาว์หลายร้อยคนเข้าร่วมทดสอบ ไม่วว่าจะมาจากตระกูลที่อยู่ภายใต้การดูแลหรือผู้คนอื่นๆ ก็ต่างอยากเข้าร่วมกับนิกายเมฆากันทั้งนั้น
แต่ทว่ารุ่นเยาว์ที่ผ่านการทดสอบและสามารถเข้าไปได้นั้น มีไม่เกิน 30 คนด้วยซ้ำ จากหลายร้อยคน นี้แสดงให้เห็นว่าการทดสอบอยากเพียงใด หากมองว่าหลินอี้หานคือคนที่เก่งมากๆแล้วภายในตระกูลหลินแห่งนี้ แต่หากนำหลินอี้หานไปเทียบกับข้างนอกและผู้คนส่วนมากละก็ หลินอี้หานก็มีฝีมือระดับกลางๆเท่านั้น ไม่ได้เก่งมากมายอะไร
นอกจากศิษย์นอกของนิกายเมฆาแล้ว ยังมีศิษย์ใน และศิษย์หลัก อีก หาศิษย์นอก้าจะเป็ศิษย์ในนั้นจำเป็ต้องมีระดับพลังตามเกณฑ์ อายุจะต้องไม่เกินที่ทางนิกายกำหนด จึงจะสามารถเป็ศิษในได้ แน่นอนว่าการเป็ศิษย์ในย่อมดีกว่าศิษย์นอกอย่างมาก ส่วนศิษย์หลักนั้น นอกจากต้องมีพลังที่เพียงพอ อายุต้องไม่เกินเกณฑ์ที่กำหนดแล้วยังมีการทดสอบอยู่ด้วย ซึ่งการทดสอบนั่นยากมากจนอัตราการทดสอบผ่านกับผู้เข้าทดสอบ อยู่ที่ประมาณ 1ต่อ 20
ศิษย์ทุกคนในนิกายเมฆานั้นจำเป็ต้องทำภารกิจเป็ประจำ เพื่อที่จะได้รับทรัพยากรในการบ่มเพาะพลังหรือฝึกฝนวรยุทธ์ต่างๆ จะมีความแตกต่างตามไปแต่ละภารกิจ และการจะรับภารกิจได้นั้นจำเป็ต้องมีระดับพลังและฝีมือที่เพียงพอในภารกิจที่จะรับด้วยเช่นกัน
หลังจากได้ฟังเื่ราวต่างๆมากมายจากหลินมัวไห่ ทั้งหลินเฟิงกับหลินหลานก็มีความปราถนาในการเข้าร่วมนิกายมากขึ้น แต่แน่นอนว่าตอนนี้พวกเขายังไม่มีสิทธ์ที่จะเข้าร่วมการทดสอบ พวกเขาจำเป็ต้องยกระดับพลังของพวกเขาให้ถึงระดับพื้นฐานขั้น 7 เสียก่อน และพวกเขามีเวลาเพียง 6 เดือนเท่านั้น สำหรับหลินหลานแล้วอาจจะไม่ยากมากนัก แต่สำหรับหลินเฟิงที่ยงอยู่ระดับะื้นฐานขั้น 4 นั้นยากมากที่จะเข้าร่วมในปีนี้ ดังนั้นหลินมั่วไห่จึงกล่าวว่าให้รอเวลาอีกหนึ่งปี ยังไงซะหลินเฟิงก็ยังมีเวลาอีกสองปี ในการที่จะเข้าร่วมการทดสอบของนิกายเมฆา
แต่แน่นอนว่าหลินเฟิงจะยอมหรือ เขาอยากแข็งแกร่ง ยิ่งเร็วยิ่างดี ดังนั้นเขาคิดไว้แล้วว่าเขาจะฝึกฝนร่างกาย เพื่อเพิ่มระดับพลังอย่างเดียวโดยไม่สนใจวรยุทธ์เลยจนกว่าจะถึงระดับพื้นฐานขั้น 7 เขามาที่นี้ในฐานะคนต่างโลก และเป็โลกที่คล้ายกับนิยายในโลกของเขา ดังนั้นเขา้าสำรวจโลกใบนี้อย่างละเอียด แต่ก่อนจะสำรวจได้เขาจำเป็ต้องแข็งแกร่งเสียก่อน
แน่นอนว่าหากหลินหลานหรือหลินมัวไห่รู้ความคิดหลินเฟิงว่าจะไปถึงระดับพื้นฐานขั้น 7 ในเวลา 6 เดือนละก็ พวกเขาจะหาว่าหลินเฟิงบ้า แม้หลินเฟิงจะเก่งและมีพร์ที่สูงมาก แต่มันก็เป็ไปไม่ได้เลยที่จะไปถึงระดับพื้นฐานขั้น 7 ได้ด้วยเวลาเพียง 6 เดือนจาก ระดับพื้นฐานขั้น 4
เมื่อฟังเื่ราวของหลินมัวไห่จบ และรับประทานอาหารสร็จแล้ว หลินเฟิงก็ขอตัวกลับบ้านทันที ตอนี้ในใจของเขามันร้อนรุ่มและเต้นแรงอย่างมาก เขาไม่สามารถห้ามอาการตื่นเต้นนี้ได้จริงๆ เขาอยากรีบฝึกฝนให้มากขึ้นๆ หลังจากนี้เขาจะกลายเป็พวกบ้าฝึกฝนแล้วแน่นอน
หลินเฟิงกลับมาถึงบ้านเขาก็เข้าห้องปิดประตูและนอนพักทันที เขา้ารีบตื่นมาเพื่อฝึกฝน ตอนนี้เขาจะฝึกฝนให้หนักดังนั้นร่างกายของเขาจำเป็ต้องได้รับการพักผ่อนและการดูแลที่เพียงพอ ไม่เช่นนั้นอาจเกิดผลเสียต่อร่างกายของเขาได้
แน่นอนว่านี้คือความคิดของหลินเฟิงคนเดียว เพราะเขามาจากโลกเก่าจึงมียังมีความคิดคล้ายๆโลกเก่าอยู่ แน่นอนว่ามันก็เป็อย่างที่หลินเฟิงคิด แต่ก็มีวิธีการรักษาและแก้ปัญหาเื่พวกนี้ด้วยเช่นกัน ดังนั้นโลกใบนี้จึงไม่เหมือนโลกใบเก่าของเขาซะทีเดียว เพราะบางคนอาจจะฝึกฝนตลอดเวลาหลายวันโดยไม่พักเลยก็มี
ตื่นเช้ามาหลินเฟิงได้นั่งกินข้าวกับบิดาและมารดาของเขา
“ท่านพ่อ หาก้าเพิ่มระดับพลังให้ไวขึ้นมีทางลัดหรือไม่”หลินเฟิงกล่าวถามหลินเทียนขระนั่งกินข้าวกันอยู่
“เ้าถามไปทำไมละ เ้าไม่จำเป็ต้องเร่งฝึกฝนสักหน่อยนิ” หลินเทียนกล่าวด้วยความสงสัย แน่นอนว่าเซี่ยหลัวเองก็สงสัยเช่นกัน
“เอ่อ!! คือว่า...” หลังจากลังเลอยู่ครู่หนึ่งหลินเฟิงก็เล่าเื่ที่ได้ฟังมาจากหลินมัวไห่ให้หลินเทียนและเซี่ยหลัวฟังอย่างครบท่วน
“เช่นนั้นนี้เอง ผู้าุโสูงสุดบอกเ้าเื่นี้แล้วสินะ สรุปแล้วเ้า้าที่จะเข้าร่วมนิกายโดยเร็วสินะ” หลินเทียนกล่าวขณะมองหลินเฟิง
แน่นอนว่าหลินเทียนไม่ได้โกรธอะไรหลินมัวไห่ เขารู้และเข้าใจว่าหลินมัวไห่หวังดีกับบุตรของเขา และไม่ช้าก็เร็วยังไงหลินเฟิงก็ต้องรู้เื่นี้อยู่ดี บางทีการรู้เร็วขึ้นอาจทำให้หลินเฟิงมีเวลาเตรียมตัวมากขึ้นก็ได้
“ใช่แล้วท่านพ่อ”หลินเฟิงกล่าวตอบ
“ก็ใช่ว่าจะไม่มี เพียงแต่มันจะมีผลกระทบกับตัวเ้า”หลินเทียนกล่าวขณะครุ่นคิดอยู่สักพักใหญ่ๆ เขาเองก็ไม่แน่ใจว่าควรบอกเื่นี้กับหลินเฟิงดีไหม
“ผลกระทบ? โปรดชี้แนะด้วยท่านพ่อ” หลินเฟิงกล่าวอย่างสงสัย
“อืม การที่เ้าสามารถแข็งแกร่งจนสามารถสูเกับหลินอี้หานที่มีความต่างถึงสามขั้นได้นั้นเป็เพราะพื้นฐานของเ้ามั่นคงและแข็งแรงโดยเน้นการฝึกฝนวรยุทธ์และการทำความเข้าใจต่อพลังของตนเอง แม้ว่าพลังฝีมือจะพัฒนาช้า แต่อนาคตเ้าจะพัฒนาไปได้ไกล” กล่าวขณะมองหลินเฟิงด้วยสายตาซับซ้อน
“แต่หากเ้าเอาแต่ฝึกฝนพลังฝีมือ เพื่อให้พลังฝีมือเร่งรุดหน้าได้อย่างรวดเร็ว อนาคตอันใกล้เ้าจะถึงจุดอิ่มตัวที่ไม่สามารถพัฒนาได้อย่างรวดเร็ว และมีรากฐานที่ไม่มันคงแข็งแรงที่มากพอ เมื่อถึงตอนนั้นเ้าอาจจะสู้คนที่มีพลังฝีมือเท่ากับเ้าหรือแม่กระทั้งด้อยกว่าเ้าไม่ได้ด้วยซ้ำ” หลินเทียนกล่าวบอกอย่างละเอียด เขาไม่้าให้บุตรของเขาเดืนในเส้นทางทีร่ผิดพลาด
“และหากเ้ายังฝึกฝนตัวเองในลักษณะนี้ไปเื่ๆ อนาคตของเ้าจะไร้สิ้นสุดแน่นอน” หลินเทียนกล่าวต่อหลังจากเงียบไปชั่วครูด้วยแววตาเป็ประกาย ของอยากเห็นบุตรของเขาโลดแล่นในโลกแห่งผู้ฝึกยุทธ์แห้งนี้
หลินเฟิงได้ฟงเช่นนั้นก็อึ้งเข้าไปใหญ่ สรุปว่าที่ผ่านมาเขาเอาแต่ฝึกฝนวรยุทธืและทำความเข้าใจในพลังของตัวเองจนรากฐานมั่นคงและแข็งแรงมาก โดยที่ตัวเขาไม่ได้เจตนาใดๆเลย เขาเพียงบังเอิญฝึกฝนเช่นนี้นเพราะอยากฝึกฝนวรยุทธ์และทำความเข้าใจในพลังของตัวเองมากกว่าฝึกฝนพลังฝีมือเท่านั้น หาได้คิดอยากอื่นไม่
“ขอบคุณท่านพ่อที่ชี้แนะ ข้ารู้แล้วว่าควรทำเช่นไร” หลินเฟิงกล่าวขอบคุรหลินเทียน ขณะเงียบไปครู่ใหญ่ และเมื่อกินข้าวเสร็จเขาก็ออกไปฝึกฝนตามเส้นทางที่เขาได้เลือกไว้
“มันคงใกล้ถึงเวลาแล้วสินะ” เซี่ยหลัวที่เงียบมาตลอดเวลาที่สามีและบุตรคุยกันก็โพล่งขึ้นมาเมื่อหลินเฟิงไปฝึกฝน
“หมู่บ้านตระกูลหลินแคบเกินไปที่จะกักตัวเขาไว้ ที่รักไม่จำเป็ต้องกังวลใดๆ เฟิงเอ๋อร์จะไม่เป็อันใดแน่นอน” หลินเทียนกล่าวปลอบเซี่ยหลัว