บทที่ 55 รับเคราะห์รับโชค
ฟากฝั่งเรือนอนุ
บัดนี้ เหล่าอนุที่ยังไม่ได้รับคำตอบจากหนิงอ๋องสามนางกำลังก่นด่ากันอย่างเผ็ดร้อนว่าใครควรจะได้ไป โดยมีผิงซูเมิ่งที่พึ่งกลับมายืนดูอยู่รอบนอก และมีฝูเหลียนฮวาคอยห้ามทัพไม่ให้พวกนางลงไม้ลงมือต่อกัน
“พวกเจ้าหยุดเถิด ท่านอ๋องก็ได้บอกแล้วว่าจะคัดเลือกผู้ที่เหมาะสมให้ไปงานในครั้งนี้ หากมาตบตีกันเช่นนี้จะเรียกว่ามีคุณสมบัติเหมาะสมได้อย่างไร”
“เจ้าเองก็พูดได้สิ แม้หนิงอ๋องจะไม่ได้หลงไหลเจ้าเหมือนดั่งในกาลก่อน แต่ก็ยังเป็นห่วงเป็นใยเจ้าอยู่บ้าง มิใช่มิเคยมาหาเลยอย่างพวกเรา” อนุจงกล่าวขึ้นหันไปมองอนุฝูตาขวาง
“เจ้า..” อนุฝูสูดหายใจไม่รู้จะตอบออกไปอย่างไร
“พวกเจ้าจะแย่งท่านอ๋องก็ตามใจเถิด หากได้ไปครั้งนี้ข้าคงมีทุนตั้งตัวมิต้องมาพึ่งพาท่านอ๋องอีกต่อไป หลังจากนั้นเจ้าจะแย่งชิงความโปรดปรานอย่างไรก็ทำกันเองเถิด” อนุสู่ที่เข้ามาในจวนเพราะท่านอ๋องช่วยเหลือให้พ้นภัยจากบ้านสามีเก่ากล่าวขึ้น หลังจากพี่ชายนางสิ้นใจในสนามรบได้ฝากฝังนางไว้กับหนิงอ๋อง นางจึงได้เข้ามาพึ่งพิงในจวนแห่งนี้อยู่ในสถานะที่คนธรรมดาอย่างนั้นไม่สามารถมายุ่งเกี่ยว
“ถ้าเจ้าอยากออกไปเหตุใดไม่ไปของท่านอ๋อง อย่างไรท่านก็ย่อมให้ตำลึงติดตัวไปบ้าง เจ้าแค่อยากหาโอกาสใกล้ชิดมากกว่า” อนุจ้าวหวีดร้องตอบ
“ข้าจะกล้าดีไปขอได้อย่างไรกัน ข้าไม่มีวันคิดสร้างโอกาสข้าเจียมตัวดี ไม่เหมือนพวกเจ้า” อนุสู่ก่นด่าคืนพร้อมกับบุกเข้าไปจะทำร้ายอนุจ้าว
อนุฝูที่เห็นเช่นนั้นจึงนำตัวเข้าไปขวางไว้ จึงทำให้โดนฝ่ามือของอนุสู่ฟาดลงมาใส่เต็มแรง
“ตายแล้ว!” ผิงซูเมิ่งร้องลั่นจะอย่างไรหากไม่นับพระชายารองที่สิ้นไป ฝูเหลียนฮวาก็เป็นสตรีเพียงคนเดียวที่เข้ามาในจวนแห่งนี้เพราะหนิงอ๋องพึงใจในตัวนาง
“ขะ..ข้า ข้าขอโทษ อนุฝูเจ้าจะมาขวางไว้ด้วยเหตุใด”
“ฮึ่ย! เจ้าคิดจะตบข้าหรือ” อนุจ้าวชี้หน้าพุ่งเข้าไปทุบตีอนุสู่ไม่นานนักก็มีอนุจงเข้าไปร่วมวงทำร้ายโดยที่อนุฝูยังอยู่กลางดงของพวกนาง ทั้งอนุและบ่าวประจำกายของพวกนางกำลังตวัดมือไม้วุ่นวายดั่งพายุหมุน
ฝั่งอนุผิงที่เห็นท่าไม่ดีวิ่งสับขาไม่หยุดยั้งไปยังเรือนกลางเพื่อตามท่านพ่อบ้านสักคนมาห้ามไว้ก่อนจะกลายเป็นเรื่องใหญ่โต
.
.
.
“ท่านพ่อบ้านเจ้าคะ!” ผิงซูเมิ่งที่พึ่งวิ่งมาจากบริเวณเกือบจะท้ายจวนหอบหายใจเล็กน้อยหลังเห็นตัวพ่อบ้านใหญ่กำลังคุมบ่าวที่ยกสำรับอาหารเย็นไปที่เรือนกลาง
“อนุผิงมีสิ่งใดหรือ เวลานี้มีใช่เวลาว่างของข้า”
“ทราบเจ้าค่ะ เพียงแต่ท้ายจวน ท้ายจว…” ยังไม่ทันกล่าวจบดี ซูเมิ่งที่วิ่งมาเร็วเกินไปก็เป็นลมล้มพับไปบนพื้นหญ้า
“นำสำรับไปที่เรือนกลางและไปเชิญหมอหญิงลี่มาดูอาการนางที”
..
ลี่อิงที่ได้ยินว่าผิงซูเมิ่งเป็นลมก็รีบวิ่งออกมาดูทันที พร้อมบอกให้ฟางซินที่มาติดตามแทนเหยาเหยาไปหาน้ำเย็นมาให้ตน และบอกให้หนิงอ๋องกับเปาหลงทานก่อนได้เลยโดยไม่ต้องรอตน
“อย่ามุงนาง” ลี่อิงที่มาถึงเร็วแล้วก็ยังไม่ทันบ่าวไพร่ที่มามุงอนุผิงอยู่ นางจึงต้องไล่ออกไปให้อากาศถ่ายเทและปลดชุดของนางให้หลวมขึ้น
เสิ่นลี่อิงให้บ่าวผู้หนึ่งนั่งลงกับพื้นแล้วเอาขาของซูเมิ่งพาดตักไว้จากนั้นก็นำสำลีชุบแอมโมเนียจากในมิติมาให้ซูเมิ่งดม ไม่นานนักฟางซินก็ออกมาพร้อมน้ำและผ้า ลี่อิงจึงบอกให้ชุบหมาดๆ แล้วใช้ซับลงไปอย่างแผ่วเบาที่ใบหน้าและฝ่ามือของซูเมิ่ง
“เรือนอนุ…”
อนุผิงที่พึ่งฟื้นคืนกลับมายังไม่ได้สติดีนักแต่กลับพูดถึงเรือนอนุเป็นสิ่งแรก นั่นจึงทำให้เสิ่นลี่อิงเป็นกังวลกลัวว่าเด็กน้อยจะไปรู้อะไรที่ไม่ควรรู้เข้า
“ซูเมิ่งใจเย็นๆ อย่าพึ่งลุกขึ้น”
“ไม่ได้เจ้าค่ะ คนตีกัน..รีบไปห้าม” เมื่อพูดจบซูเมิ่งก็สูดหายใจเข้าเต็มปอด
ในเวลาไล่เลี่ยกันอนุสู่ที่มีสภาพผมเผ้ายุ่งเหยิงก็วิ่งตะโกนมาตามทาง “ช่วยด้วยเจ้าค่ะ อนุฝูจมน้ำเจ้าค่ะ”
‘น้องสาวชิงเสวียนตกน้ำ!!’
ลี่อิงจึงยื่นสำลีให้ฟางซินดูแลซูเมิ่งต่อ ส่วนตัวนางก็วิ่งตามอนุสู่ไป “นำทางไปเร็วเข้า ข้าว่ายน้ำเป็น ข้าจะช่วยนางเอง”
เสิ่นลี่อิงวิ่างตามอนุสู่มาถึงบริเวณที่เกิดเหตุ อนุจ้าวและอนุจงกำลังร้องให้คนมาช่วย ลี่อิงที่เห็นว่ายังไม่มีใครกระโดดลงน้ำไปช่วยฝูเหลียนฮวาจึงสะบัดรองเท้าออกและกระโดดลงไปทันที
อนุสู่ที่เห็นว่าลี่อิงลงไปในน้ำแล้วจึงวิ่งไปทางเรือนตนหวังจะเตรียมอาภรณ์มาให้หมอหญิงและอนุฝูห่มคลุมไว้
ลี่อิงดำผุดดำว่ายจนเจอตัวอนุฝูที่ใต้สระ ความจริงแล้วสระนี้ยังพอยืนได้แต่ฝูเหลียนฮวาอาจตกใจจนเกินไปทำให้จมลงไปที่ก้นบึงในที่สุด
เสิ่นลี่อิงส่งตัวเหลียนฮวาขึ้นฝั่งก่อนจะตามขึ้นมา เมื่อขึ้นมาแล้วอนุสู่ก็นำผ้ามาคลุมให้พวกนางอย่างทันท่วงที ลี่อิงยังไม่สนใจที่จะหันไปขอบคุณเพราะกำลังใช้มือตีเบาๆลงไปบนไหล่ของอนุฝูเพื่อปลุกให้ตื่น
เมื่อนำมืออังจมูกพบว่านางมิได้หายใจแล้ว ลี่อิงจึงคุกเข้าอยู่ข้างลำตัวของอนุผู้นี้วางมือประสานกันไว้บนหน้าอกและเริ่มกดไปตามจังหวะ สลับกับการเป่าปากช่วยหายใจจนกระทั่งฝูเหลียนฮวาสำลักน้ำออกมา “แค่กๆ แค่ก”
“ยินดีต้อนรับกลับสู่แดนคนเป็น” นางพูดหยอกเย้าอนุฝูที่พึ่งฟื้นขึ้นมา โล่งใจยิ่งที่นางมาช่วยได้ทันท่วงที บ่าวหญิงตรงนี้ที่ไม่ลงไปช่วยอาจเพราะว่ายน้ำไม่เป็น ส่วนบ่าวชายก็ไม่ต้องพูดถึงเพราะคงไม่กล้าลงไปแตะต้องตัวอนุฝู หากนางมาช้ากว่านี้ไม่แน่น้องสาวของชิงเสวียนอาจจากไปแล้ว
“เจ้าจมน้ำหยุดหายใจไปแล้ว เป็นหมอลี่ที่ลงไปช่วยและแบ่งลมหายใจให้เจ้า” อนุสู่กล่าวอย่างตื่นเต้นจับไปที่มือของนาง แต่ฝูเหลียนฮวาเลือกที่จะสะบัดออก
“ไม่ต้องมายุ่งกับข้า แค่ก แค่กๆ”
เมื่อเห็นว่าคนฟื้นแล้ว หนิงอ๋องที่ตามมาดูตั้งแต่ช่วงที่เสิ่นลี่อิงกดหน้าอกของเหลียนฮวาเริ่มพูดขึ้น “เกิดอันใดขึ้นพวกเจ้าจงเล่ามา”
ลี่อิงที่พึ่งรู้ว่าหนิงอ๋องตามมาด้วยหันขวับไปมอง “ท่านอ๋องมาตั้งแต่เมื่อใดเพคะ”
“มาตอนเจ้าช่วยชีวิตนาง แต่ไม่อยากรบกวนจึงยังมิได้สืบสวน”
ลี่อิงมองหน้าอนุทั้งสามก่อนจะเหลือบไปเห็นอนุผิงที่กำลังถูกฟางซินประคองกลับมาจึงเอ่ยถามออกไป เพราะดูอย่างไรอนุทั้งสี่ตรงนี้ก็คงไม่ปริปากกันง่ายๆ “ผิงซูเมิ่งรู้เห็นหรือไม่”
“ไม่รู้เรื่องจมน้ำเจ้าค่ะ รู้เพียงอนุสู่อนุจ้าวและอนุจงกำลังตบตีกันส่วนอนุฝูพยายามห้ามเจ้าค่ะ”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น หนิงอ๋องจึงสั่งให้เหล่าอนุอยู่ห่างกันอย่างน้อยสองช่วงตัว สั่งห้ามพูดคุยกันและเรียกมาถามเรื่องราวทีละคน ยกเว้นอนูฝูที่จมน้ำอนุญาตให้กลับไปพักที่เรือนและท่านอ๋องจะไปสืบสวนอีกครั้ง
ลี่อิงที่เห็นว่าเรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับตนเองแล้วจึงขออนุญาตกลับเรือนไปก่อน เพราะนางรำคาญความเปียกชื้นนี้เต็มทน
.
.
.
แม้นางจะไม่อยู่ดูจนจบเรื่องแต่คืนนั้นหนิงอ๋องก็เป็นผู้มาบอกให้นางทราบด้วยตนเองอยู่ดี
“นางไม่เป็นอันใดก็ดีแล้วเพคะ”
‘ไม่ได้อยากรู้ขนาดนั้นสักหน่อย เล่าเพื่อ?’
“ข้าจึงตัดสินใจให้นางติดตามไปงานล่าสัตว์ครั้งนี้ ส่วนเปาเปามาบอกข้าแล้วว่าจะให้เจ้าไป”
“ท่านอ๋องเพคะ หม่อมฉันไม่ได้อยากไป”
“เจ้าจะทิ้งเปาเปาลงหรือ”
“คือหม่อมฉัน…”
‘จะบอกยังไงเนี่ยว่ากลัวความแตก ยังไงงานนี้ขุนนางคุณหนูคุณชายจากเมืองหลวงคนยุบยับเต็มไปหมด’
“เจ้ากังวลสิ่งใดกัน”
“หม่อมฉัน…หากจะให้ไปขอหม่อมฉันใส่ผ้าคลุมหน้าได้หรือไม่เพคะ” ลี่อิงที่ไม่รู้ว่าควรจะอ้างอย่างไรจึงไม่คิดหาขออ้างแต่ขอบดบังใบหน้าแทน
“หากไม่โดนเรียกไปเบื้องหน้าพระพักตร์ของเสด็จอาย่อมไม่เป็นอันใด”
เช่นนั้นจึงเป็นอันยุติว่าอย่างไรนางก็ต้องไป เพียงแค่ต้องไม่ทำตัวโดดเด่นให้เหมาะสมแก่การตบรางวัล หมอหญิงกึ่งแม่นมในสายตาผู้คนก็คงไม่เป็นที่จับตามองแต่อย่างใด
‘สังหรณ์ใจแปลกๆ…เห้อ’