หลังจากที่ประตูวังได้เปิดออก พวกเวลก็ได้เดินเข้าไป ระหว่างทางเวลก็ได้กวาดสายตามองไปยังรอบ ๆ โดยการตกแต่งภายในพระราชวังแห่งนี้ แสดงให้เห็นถึงสถาปัตยกรรมที่สวยงามเป็นอย่างมาก ด้านในนั้นมีการตกแต่งคล้ายกับสถาปัตยกรรมแบบโรมันผสมอังกฤษ ถ้าเปรียบให้เข้าใจง่ายที่สุดก็คงจะคล้ายกับพระราชวังแวร์ซาย ของประเทศฝรั่งเศส โดยภายในมีการจัดตกแต่งด้วยกระถางดอกไม้ รูปวาดสีน้ำมันที่คาดว่าน่าจะมาจากศิลปินชั้นยอดของโลกนี้ แปะไว้ตามกำแพงตลอดแนวทางเดิน รวมทั้งบนเพดานยังมีรูปวาดที่สุดแสนจะอลังการที่มีหน้าตาคล้ายกับภาพวาดบนเพดานในห้องเฮอร์คิวลิสของพระราชวังแวร์ซาย โดยในภาพวาดนั้นมีความคล้ายคลึงกับเทพกรีกโรมันเป็นอย่างมาก โดยรวมทั้งหมดนี้มันทำให้องค์ประกอบภายในพระราชวังนอกจากจะสวยงามแล้วยังมีความหรูหราในแบบหาที่เปรียบไม่ได้ ทั้งนี้ยังมีแสงจากหน้าต่างบานใหญ่หลายบานตลอดแนวทางเดินที่ลอดส่องเข้ามาสะท้อนกับสิ่งของต่าง ๆ นั่นยิ่งทำให้ภาพรวมภายในดูสวยงามและตระการตาขึ้นไปอีก
เดิร์กได้พาทุกคนเดินขึ้นบันไดและคดเคี้ยวไปตามโถงทางเดินเรื่อย ๆ จนในที่สุดพวกเขาทั้งหมดก็ไปหยุดอยู่ที่หน้าประตูบานหนึ่ง โดยเป็นประตูไม้ขนาดใหญ่สองบานที่มีการแกะสลักเคลือบทองอย่างละเอียดและประณีตสวยงาม โดยลวดลายของประตูนั้นมีดอกไม้คล้ายดอกชบาหรือดอกแพงพวยฝรั่งสลักไว้อยู่ตรงกลางประตู และมีมังกรท่าทางน่าเกรงขามสองตัวประกบอยู่ข้างดอกไม้ เมื่อเวลสังเกตดูดี ๆ ก็มีความละม้ายคล้ายคลึงกับตัวธงของอาณาจักรอาเทอร์มิธที่เวลเคยเห็นผ่านตามา โดยตัวสีธงของอาณาจักรนั้นจะมีพื้นธงสีแดงเข้มสด มีดอกไม้สีทองตรงกลางพร้อมมังกรน่าเกรงขามสีทองสองตัวประกบข้างดอกไม้คล้ายกับสิ่งที่สลักอยู่บนประตูบานนี้ไม่มีผิด
ก๊อก ก๊อก ก๊อก
เดิร์กได้เดินไปเคาะไปที่ประตู ก่อนที่ประตูทั้งสองบานจะเปิดออกโดยทหารอัศวินที่อยู่ด้านใน และเมื่อประตูเปิดออกพวกเวลก็พบกับห้องโถงกว้างขนาดใหญ่ที่คล้ายกับห้องบัลลังก์ของราชาที่มีการตกแต่งแบบเว่อร์วังอลังการมากกว่าด้านนอกก่อนหน้านี้เสียอีก เมื่อเวลสังเกตดูดี ๆ เขาก็พบกับชายคนหนึ่งที่นั่งอยู่บนบัลลังก์ยกสูง ซึ่งเดาไม่ยากเลยว่าชายคนนี้น่าจะเป็นราชาที่คอยปกครองอาณาจักรแห่งนี้อยู่ ก่อนที่เดิร์กจะเดินไปคุกเข่าหนึ่งข้างด้านหน้าบัลลังก์
“ กระหม่อมเดิร์ก รองหัวหน้าอัศวิน ขอกราบบังคมทูลขอรับ หลังจากที่กระหม่อมได้ออกไปสำรวจภูเขาลูกดังกล่าวที่พบสิ่งผิดปกติตามพระบรมราชโองการ กระหม่อมได้พบกับกลุ่มคนเหล่านี้ รวมทั้งพบตัวเจ้าหญิงที่หายตัวไปด้วยขอรับ ”
ทางด้านพระราชาที่ได้ยินเดิร์กกล่าว เขาก็หันไปหาลูกสาวผู้เป็นที่รักหรือองค์หญิงผมสีน้ำตาลนั่นเอง
“ คลาร่าลูกพ่อ! เจ้าไม่เป็นอะไรใช่ไหม ” พระราชายืนขึ้น
“ ค่ะท่านพ่อ หนูไม่เป็นอะไร ”
ในขณะที่องค์หญิงกำลังพูด พระราชาก็เหลือบสายตามองไปยังทางเวลและเคียนที่ยืนอยู่ทางด้านหลัง
“ ค..เคียน! เคียนแห่งสมาพันธ์นักฆ่า!? ทหารรีบจับกุมเดี๋ยวนี้- ”
“ เดี๋ยวค่ะท่านพ่อ! ชายทั้งสองคนนี้เป็นคนช่วยชีวิตหนูเอาไว้ ”
“ พ่อหนุ่มหัวทองคนนั่นข้าพอเข้าใจได้ แต่อีกคนเคียนเนี่ยนะ!? ”
“ เดี๋ยวหนูจะอธิบายทุกอย่างให้ฟังเองค่ะ ”
คลาร่าได้อธิบายเรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้นให้กับพระราชาฟัง จนพระราชา เดิร์ก และทหารทุกนายที่อยู่ในนั้นเข้าใจสถานการณ์ทุกอย่างที่เกิดขึ้น
“ ฮืมมม..จะว่ายังไงดี งั้นเอาทีละเรื่องก่อนเลยดีกว่า สิ่งที่เจ้าบอกข้าคือเจ้าถูกจับตัวไปยังคุกใต้ดินที่อยู่ในภูเขาลูกนั้น พร้อมกับกลุ่มคนแปลก ๆ ที่จับกลุ่มคนไปเพื่อทำพิธีอะไรบางอย่าง หลังจากพิธีเสร็จสิ้นกลุ่มทหารของหนุ่มหัวทองคนนี้และเคียนได้ทำการช่วยเหลือเจ้าและคนที่ถูกจับเอาไว้ รวมทั้งไอพิธีบ้านั่นทำให้คนสลายและรวมตัวเป็นของเหลวสีดำในขวดแก้ว ก่อนที่คนแต่งชุดคลุมจะปาขวดของเหลวสีดำนั่นลงพื้นจนเกิดเหตุการณ์ประหลาดที่น่ากลัวมาก ๆ ก่อนที่มันจะรวมกันเป็นกลุ่มก้อนสีดำและพุ่งตรงออกไปจากถ้าในภูเขาและพุ่งไปที่ใดก็ไม่ทราบถูกต้องใช่หรือไม่? ”
“ ถูกต้องเลยค่ะ ”
“ อืมม.. ถือว่าตรงกับที่ได้รับรายงานมาว่ามีผู้คนจำนวนมากพบเห็นท้องฟ้าที่เปลี่ยนสีอย่างกะทันหัน โดยเฉพาะตรงบริเวณผู้เขาลูกนั้นที่มีก้อนเมฆสีทมิฬปกคลุมอยู่เยอะผิดปกติ ก่อนที่จะมีเส้นสีดำพวยพุ่งออกมาก่อนที่ท้องฟ้าจะกลับเป็นปกติ ”
ในขณะที่พระราชากำลังพูดอยู่ ภาพก็ตัดไปยังเวลที่กำลังยืนพลางคิดถึงภาพเหตุการณ์อันน่าขนลุกภายในถ้ำ หลังจากที่นักบวชคนนั้นปาขวดของเหลวสีดำลงพื้น
“ {ไอสิ่งนั้นมันคืออะไรกันนะ} ”
ปัก! เสียงประตูถูกเปิดออกขัดจังหวะดังขึ้น เวลถึงกับสะดุ้งจนหลุดออกจากห้วงความคิด และทุกคนภายในห้องก็หันหน้าไปยังต้นเสียง ก่อนที่จะมีหญิงชรา ผมสีขาวถักเปีย รูปร่างแคระแกร็น แต่งตัวด้วยชุดคลุมสีม่วงดำเข้มให้ความรู้สึกคล้ายกับแม่หมอ ค่อย ๆ เดินคลำกำแพงเข้ามาภายในห้องบัลลังก์ แต่สิ่งที่แปลกคือที่บริเวณใบหน้าของเธอนั้นกลับมีการพันผ้าพันแผลสีขาวพันไว้รอบดวงตาทั้งสองข้าง
“ ท่านแม่หมอช้าก่อนท่านควรต้องกลับไปพักรักษาตัวก่อนนะ- กระหม่อมขออภัยด้วยขอรับฝ่าบาท ข้าพยายามห้ามแม่หมอแล้ว ”
ชายคนหนึ่งวิ่งตามเข้ามาด้วยความรีบร้อน ชายคนนี้ดูเหมือนจะเป็นหมอที่ดูแลหญิงชราคนดังกล่าว
“ท่านแม่หมอวองก้า!? ท่านมีเหตุอันใดถึงมาที่นี่ ท่านควรจะพักรักษาตัวก่อนนะ ตอนนี้ดวงตาของท่านพึ่งได้รับบาดเจ็บมาไม่นานนี้หนิ ”
“ ไม่เป็นไรเพคะ ดิฉันมีเรื่องจำเป็นที่จะต้องคุยกับบุคคลคนนี้ ”
ทุกคนในห้องก็ไม่ค่อยแน่ใจนักว่าเธอหมายถึงใคร แต่แล้วเธอก็ค่อย ๆ เดินตรงเข้าไปหาเวลก่อนที่เธอจะหยุดลงตรงหน้าของเขา เธอได้เงยหน้าขึ้นและจ้องมองเวลราวกับว่าเธอมองเห็น ทั้งที่จริง ๆ แล้วเธอถูกพันด้วยผ้าพันแผลปิดดวงตาทั้งสองข้างเอาไว้อยู่ และเมื่อเวลมองดูดี ๆ เขาก็จะเห็นเลือดที่ยังซึมออกมาจากผ้าพันแผล ราวกับว่าดวงตาของเธอพึ่งเกิดอุบัติเหตุอะไรบางอย่างร้ายแรงมาเมื่อไม่นาน ทำให้เวลที่เห็นแล้วก็มีความรู้สึกเป็นห่วงและกังวลอย่างบอกไม่ถูก
“ ข้าขอมือท่านหน่อยได้ไหม ”
“ ห้ะ มือหรอครับ? ”
“ เร็วเข้าข้าขอมือท่านหน่อย ”
เวลที่ไม่รู้ว่าเธอต้องการอะไรแต่เห็นเป็นบุคคลที่พระราชารู้จักและดูให้ความเคารพ เขาจึงยื่นมือขวาให้หญิงชราคนนั้นแต่โดยดี มือของหญิงชราค่อย ๆ คลำสัมผัสไปที่มือของเวล
“ โอ้..พ่อหนุ่ม… เจ้าเป็นคนพิเศษ เจ้าจะทำการบางอย่างที่มีผลต่อโลกใบนี้อย่างใหญ่หลวง เจ้าจะเป็นบุคคลที่ยิ่งใหญ่และจะเป็นผู้ที่เปลี่ยนแปลงทุกสิ่ง ”
“ หมายความว่ายังไงครับ ผมไม่เข้าใจ ”
แม่หมอไม่ทันที่จะได้พูดอะไรต่อ ชายคนที่ดูเหมือนหมอที่ตามเข้ามาทีหลังได้เดินเข้ามาแทรกขัด เพื่อไม่ให้บทสนทนาดูน่าอึดอัดไปมากกว่านี้
“ ขออภัยด้วยครับที่ท่านแม่หมอเสียมารยาท เธอพึ่งได้รับบาดเจ็บมาด้วย อย่าถือสาเธอเลยนะครับ ”
“ ไม่เป็นไรเลยครับ ผมไม่ถือสาเธอหรอก.. ”
เวลพูดกับชายคนดังกล่าวก่อนที่เวลจะเหลือบสังเกตไปเห็นรอยสักที่ข้อมือของชายคนนั้น มันเป็นรอยสักรูปตัวอักษรคล้ายตัว M ที่ถูกขีดฆ่าไว้กลางตัวอักษร ซึ่งมันเป็นสัญลักษณ์ที่เวลรู้สึกคุ้นเคยราวกับว่าเขาเคยเห็นที่ไหนมาก่อน ก่อนที่เขาจะนึกออกว่าสัญลักษณ์นี้เขาเคยเห็นจากข้อมือของพวกศพทหารยามและพวกชุดคลุมคล้ายนักบวชในช่วงที่เขาเดินตรวจเช็กศพหลังการยิงปะทะในถ้ำในภูเขาที่เขาพึ่งหนีออกมา โดยสัญลักษณ์ทั้งสองนั้นเหมือนกันไม่มีผิด นั่นจึงทำให้เวลเริ่มรู้สึกตะหงิดใจ
" ขอโทษนะครับที่ผมถามขัดจังหวะขึ้นมา รอยสักที่ข้อมือคุณมันเป็นสัญลักษณ์อะไรหรอครับ? "
หลังจากที่เวลถามคำถามออกไปชายคนนั้นแสดงท่าทีชะงักเล็กน้อย
“ อะ..อ๋ออ เจ้ารอยสักนี้น่ะหรอครับ มันเป็นรอยสักที่เป็นสัญลักษณ์แสดงถึงพ่อผมที่เสียไปตั้งแต่ตอนผมยังเด็กน่ะครับ ผมจะได้ไม่ลืมเขา เวลาผมมองทีไรก็ทำให้นึกถึงวันวานทุกที ” ชายคนนั้นพูดพร้อมมองสัญลักษณ์รอยสักที่ข้อมือของตัวเองด้วยสีหน้ายิ้มอ่อน
“ อ่ออ เป็นแบบนั้นเองหรอครับ... ”
เวลเสกปืนพก Glock 19 ออกมาก่อนจะจ่อที่ไปที่ชายคนนั้น
“ ท..ท่านจะทำอะไรน่ะครับ!? ”
ตอนนี้ทุกคนในห้องต่างตกอยู่ในความสงสัยและตกใจถึงการกระทำของเวลว่าเขากำลังจะทำอะไรกันแน่
“ นั่นท่านจะทำอะไรน่ะ? ” พระราชากล่าว
“ ผมจำไอสัญลักษณ์เวรนั่นได้ มันเหมือนกับสัญลักษณ์บนข้อมือของไอพวกลัทธิบ้านั่นที่จับตัวผมกับลูกสาวท่านไปที่ถ้ำนั่นไม่มีผิด บอกมาว่าแกเป็นใครและไอสัญลักษณ์นี่มันคืออะไร ”
“ ม..มันไม่ใช่อย่างที่ท่านคิดนะ! ผมสักเพื่อรำลึกถึงพ่อจริง ๆ ”
“ ยังจะมาโกหกหน้าด้าน ๆ อีก! เหมือนกันอย่างกับแกะ ตั้งแต่สัญลักษณ์ยันตำแหน่งที่สัก บอกมาว่ามันคืออะไร! ”
“ ฮุฟ.. ฮึฮึ... ฮ่า ๆ ๆ ๆ ๆ แถต่อไม่ได้แล้วสินะ ฮ่า ๆ ๆ ๆ พวกแกไม่ต้องรู้หรอกว่าฉันเป็นใครและไอสัญลักษณ์นี่มันหมายความว่าอะไร แต่ที่ฉันรู้มีอยู่อย่างนึงที่ฉันแน่ใจ… ” ชายคนนั้นเดินออกไปด้านข้างของเวลอย่างช้า ๆ ในขณะที่พูด
“ หยุดอย่าขยับนะ! ”
ชายคนนั้นค่อย ๆ หันหน้าไปทางพระราชา
“ ว่าพวกแกทุกตัวต้องตายให้หมด!! ”
ชายคนนั้นได้หยิบมีดออกมาจากข้างเอวที่ซ่อนอยู่ใต้เสื้อด้วยความรวดเร็ว ก่อนที่จะง้างมือเพื่อปามีดออกไปยังพระราชา
ปัง!
เวลได้ทำการยิงปืนใส่ชายคนนั้นเข้าไปที่ไหล่ขวา 1 นัด จังหวะเดียวกับที่ชายคนนั้นปามีดออกไปพอดี นั่นจึงทำให้มีดที่ปาออกไปนั้นพลาดเป้าไม่โดนพระราชาแต่พุ่งตรงไปปักที่เก้าอี้บัลลังก์แทน พระราชาค่อย ๆ หันไปยังมีดที่ปักอยู่ด้วยความตกใจ
" อั๊ก!! "
ชายคนนั้นล้มลงไปกับพื้นพร้อมกับเลือดที่ไหลนองออกมา ทุกคนในห้องต่างตกใจกับเสียงปืน ก่อนที่พระราชาจะรีบสั่งให้ทหารอัศวินภายในห้องรีบคุมตัวชายคนนั้นไปคุมขัง แต่ยังไม่ทันที่ทหารจะไปถึงตัว ชายคนนั้นก็หยิบขวดยาพิษขึ้นมาดื่มจนร่างกายมีอาการชักเกร็ง น้ำลายฟูมปาก ก่อนที่จะสิ้นใจไปในไม่กี่วินาทีต่อมา
.
.
.
.
เวลาผ่านไปไม่นาน ทหารอัศวินก็ช่วยกันนำร่างของชายคนนั้นออกไปจากห้องบัลลังก์ เหลือทิ้งไว้เพียงความเงียบที่น่าอึดอัด
“ อะ..แฮ่มม เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อครู่ข้าต้องขออภัยด้วยอย่างสุดซึ้ง บอกตามตรงข้าเองก็ไม่เข้าใจว่าเมื่อกี้มันเกิดอะไรขึ้น และถ้าไม่ได้ท่านผู้นี้ช่วยไว้ข้าอาจจะไม่รอดแล้วก็ได้ ข้าขอขอบคุณจริง ๆ ไม่ทราบว่าข้าขอทราบนามขอท่านได้หรือไม่ ”
“ ขออนุญาตแนะนำตัวครับ ผมชื่อทเวลฟ์ ดีเซมเบอร์ เรียกผมสั้น ๆ ว่าเวลก็ได้ และท่านคือ? ”
“ ข้าขออภัยที่ลืมแนะนำตัว ข้ามีนามว่าอาร์เทอร์ อาเทอร์มิธ เป็นกษัตริย์องค์ที่ 33 แห่งอาณาจักรอาเทอร์มิธ ส่วนนี่ลูกสาวข้า คลาร่า อาเทอร์มิธ คนที่เจ้าได้ช่วยเหลือไว้ รวมถึงตัวข้าด้วยจากเหตุการณ์เมื่อสักครู่ ข้าขอขอบคุณท่านอีกครั้งท่านเวล ”
“ ไม่เป็นไรเลยครับท่านอาร์เทอร์ มันเป็นหน้าที่ของผมอยู่แล้ว ไม่ทราบว่าชายคนนั้นเป็นใครหรอครับ ”
“ ถ้าข้าจำไม่ผิดเขาเป็นผู้ช่วยหมอที่พึ่งเข้ามาใหม่ได้ไม่นานมานี้ และข้าก็ไม่คิดว่าเขาจะเป็นพวกเดียวกันกับพวกที่จับตัวท่านกับลูกสาวข้าไป ข้าว่าไอพวกนี้มันไม่ใช่ลัทธิธรรมดาทั่วไปแล้ว เห็นทีอาจจะต้องมีการสอบสวนและตรวจสอบเพิ่มเติมหลังจากนี้.. เออจริงสิท่านเวล ข้าขออนุญาตถามได้หรือไม่ว่าท่านเป็นใครมาจากที่ใด และอาวุธเหล็กสีดำนั่นมันคืออะไร ”
“ {เอาไงดีล่ะทีนี้จะตอบยังไงดี จะบอกว่ามาจากโลกอื่นก็คงไม่น่าจะเชื่อ ไหนจะเรื่องปืนอีก งั้นบอกไปเหมือนเดิมแล้วกันว่ามาจากที่ที่ไกลมาก} ”
“ พ่อหนุ่มคนนี้ไม่ใช่คนที่มาจากโลกใบนี้เพคะ ”
แม่หมอพูดขึ้นทำให้เวลที่กำลังครุ่นคิดได้หันไปทางแม่หมอด้วยความตกใจทันที รวมทั้งคนอื่นในห้องบัลลังก์ที่แสดงท่าทีที่สับสนและตกใจเช่นกัน
“ ท่านหมายความว่ายังไงท่านแม่หมอ? คือท่านจะบอกว่าชายคนนี้เป็นชาวต่างโลกคล้ายกับผู้กล้าในบันทึกเรื่องเล่าตำนานสงครามจอมมารนั่นน่ะหรือ!? ”
“ ใช่เลยเพคะ เพราะว่าตอนที่หม่อมฉันได้สัมผัสมือของท่านเวล หม่อนฉันเห็นชีวิตของเขาในโลกก่อน บ้านเมือง และสิ่งต่าง ๆ ที่เหนือเกินกว่าคนในโลกนี้จะจิตนาการได้ ทั้งนี้ข้ายังเห็นอดีตของท่านเวล ชายคนนี้เป็นคนที่มีความมุมานะพยายามมาตั้งแต่ยังเล็ก ต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยว แต่ก็ไม่วายที่จะคอยช่วยเหลือผู้อื่นอยู่เสมอแม้ตัวเองนั้นจะลำบากเพียงใด จนถึงคราที่ต้องสละชีวิตของตนเพื่อส่วนรวม ท่านเวลเป็นบุคคลพิเศษที่หาได้ยากกว่าใครยิ่ง และนั่นคือภาพที่หม่อมฉันได้เห็น ”
“ จริงหรือไม่ท่านเวล ที่แม่หมอกล่าวมานั้นว่าท่านไม่ใช่คนจากโลกใบนี้น่ะ ”
“ เอ่ออ.. จะว่ายังไงดี… จริงครับ ผมไม่ใช่คนที่นี่และไม่ใช่คนของโลกใบนี้ด้วยครับ… ”
หลังคำพูดนั้นทุกคนในห้องก็ต่างแสดงท่าทีตกใจกันอย่างมาก
“ อย่าบอกนะว่าอาวุธเหล็กสีดำของท่านเป็นอาวุธในตำนานที่ท่านสามารถเสกออกมาจากอากาศได้อย่างนั้นรึ!? ”
“ อ่ออ ฮ่า ๆ มันไม่ใช่อาวุธในตำนานอะไรหรอกครับ มันเรียกว่าปืนพก ผมไม่รู้ว่าในโลกนี้มีปืนเหมือนกันไหม แต่เรื่องหลักการถ้าให้พูดเข้าใจง่าย ๆ ก็คือการจุดระเบิดของดินปืนภายในเพื่อให้เกิดแรงดันยิงลูกตะกั่วออกมาน่ะครับ ”
“ โอ้หลักการทำงานคล้ายกับปืนใหญ่เลยสินะ ”
“ ประมาณนั้นครับ ”
“ งั้นที่ปืนพกนั่นที่จู่ ๆ มันก็โผล่ออกมาจากอากาศตอนที่ท่านจะยิงชายคนนั้นราวกับว่าท่านเสกมาคงจะไม่ใช่สินะ สงสัยข้าจะตาฝาดไป ฮ่า ๆ ๆ ”
“ อันนั้นผมเสกออกมาจริง ๆ ครับ ”
“ ห้ะ!? ”
เวลโชว์ปืนพกขึ้นก่อนจะเสกให้หายไปและกลับมาใหม่และหายไป หลังจากที่เวลทำแบบนั้นก็ทำให้คนในห้องต่างตกใจเข้าไปกันใหญ่ว่าเวลทำแบบนั้นได้ยังไง
“ น..นี่ท่านทำได้ยังไง!? เวทมนตร์งั้นรึ หรือท่านมีกระเป๋ามิติเวทมนตร์อะไรทำนองนั้น ”
“ ผมคิดว่าไม่ใช่เวทมนตร์ เอาตรง ๆ ผมเองก็ไม่รู้ว่ามันคืออะไร แต่ตั้งแต่ผมตื่นมาที่โลกนี้ผมก็สามารถใช้พลังนี่ได้ ไม่ว่าจะเสกคน เสกของ เสกนู่นนี่นั่น ” เวลเสกของโชว์ตามไปด้วยขณะพูด
ราชาอาร์เทอร์และทุกคนในห้องต่างตกตะลึงถึงการกระทำของเวลที่แสดงออกมาชั่วครู่ ราวกับว่าเขาคือพระเจ้าที่สามารถเสกอะไรออกมาก็ได้ตามที่ใจนึก
“ ตอนที่ผมไปที่หมู่บ้านโคลว์และถามหัวหน้าหมู่บ้านเขาก็บอกไม่รู้ว่ามันคือพลังอะไร ท่านอาร์เทอร์พอจะมีข้อมูลหรือคนที่ทำแบบนี้ได้ไหมครับ? ”
“ เอาตรง ๆ เลยนะตั้งแต่ข้าเกิดมาข้าไม่เคยเห็นสิ่งที่แปลกเช่นนี้มาก่อน และก็แน่นอนว่าไม่มีผู้ใดที่สามารถเสกทุกสิ่งออกมาได้เช่นนี้เท่าที่ข้ารู้ ก็มีแต่ท่านคนแรกนี่แหละท่านเวล หรือถ้ามีคนที่มีพลังใกล้เคียงท่านก็คงมีแต่พระเจ้าไม่ก็ผู้กล้าในตำนานตามเรื่องเล่- เดี๋ยวก่อนนะ… พลังแปลกเหนือมนุษย์เช่นนี้ อีกทั้งยังประจวบเหมาะกับช่วงเวลานี้อีก ใช่แน่ ๆ หรือว่าคือ… ผู้กล้า!? ”
“ ผู้กล้า!? ผมเนี่ยนะ?? ” เวลชี้นิ้วไปที่ตัวเองด้วยสีหน้าไม่เข้าใจ
“ แม่หมอท่านต้องเป็นคนอธิบายให้ท่านเวลฟังแล้วล่ะ ”
แม่หมอพยักหน้าเล็กน้อยแสดงถึงความเข้าใจว่าราชาอาร์เทอร์ต้องการจะสื่ออะไร
“ ไหน ๆ ก็ไหน ๆ แล้ว ท่านเป็นผู้ที่มาจากต่างโลกอาจจะไม่รู้ข้อมูลหรือประวัติศาสตร์ของโลกโนอาห์ ข้าจะเล่าให้ท่านฟังแบบคร่าว ๆ เอง ”
เวลพยักหน้าพร้อมรับฟังก่อนที่แม่หมอจะเริ่มอธิบาย
“ ตามตำนานประวัติศาสตร์ของโลกใบนี้ที่เคยถูกบันทึกไว้จะมีเหตุการณ์หนึ่งที่สำคัญมาก ๆ เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อราว 1 พันปีก่อน เป็นครั้งที่โลกตกอยู่ในความโกลาหนจากจอมมารคลั่งที่ทำลายล้างทุกสิ่ง โลกตกอยู่ในสถานการณ์ที่ลุกเป็นไฟ ผู้คนล้มตายเป็นจำนวนมาก หลายอาณาจักรถูกทำลายจนสูญสิ้น ทำให้ทุกเผ่าพันธุ์จากทุกอาณาจักรทั่วทั้งโลกต้องหันมาร่วมมือกันเพื่อหยุดยั้งกองทัพจอมมารแต่ก็ไม่เป็นผล ในขณะที่มนุษยชาติกำลังอยู่ในจุดสิ้นหวัง ก็ได้มีผู้กล้าคนหนึ่งปรากฏตัวขึ้นท่ามกลางสถานการณ์ที่มืดแปดด้าน พลังของเขานั้นมากล้นเหนือกว่ามนุษย์ธรรมดาทั่วไปจะมีได้ เขาสามารถปัดเป่าทุกสิ่งให้หายไปด้วยพลังที่เหนือมนุษย์ ราวกับว่าเขาเป็นแสงสว่างเดียวที่่จะนำพาความหวังของทุกชีวิตให้รอดพ้นจากวิกฤตการณ์ในครั้งนี้ ผู้กล้าได้นำกองทัพพันธมิตรที่ยังเหลืออยู่บุกฟันฝ่ากำจัดกองทัพจอมมารร่วมนับแรมปี จนความได้เปรียบก็กลับมาสู่ฝั่งมนุษยชาติอีกครั้ง สุดท้ายแล้วมนุษยชาติก็สามารถเอาชนะจอมมารในศึกสุดท้ายที่ทวีปโดโรทอร์สและยึดคืนดินแดนทั้งหมดกลับมาได้ นั่นทำให้กองทัพจอมมารที่เหลือต้องถอยร่นกลับไปสู่ทวีปที่เป็นปริศนาของโลกใบนี้ที่สุดที่ถูกขนานนามว่า ‘ทวีปปีศาจ’ ซึ่งเป็นทวีปที่ตั้งอยู่จุดศูนย์กลางของโลกโนอาห์ที่ถูกห้อมล้อมด้วยสี่ทวีป แอนตาเซียร์ทวีปที่พวกเรากำลังอาศัยอยู่ซึ่งมีประชากรมนุษย์เป็นหลัก, โบมีเฟียร์ทวีปที่มีประชากรเอลฟ์เป็นหลัก, โซฟาเนียทวีปที่มีประชากรดวอร์ฟเป็นหลัก และโดโรธอร์สทวีปที่มีประชากรครึ่งคนที่หลากหลายมากที่สุด
แม้สงครามจะจบลงแต่สิ่งที่หลงเหลือหลังสงครามที่มีผลกระทบต่อทุกทวีปทั่วโลกจนถึงปัจจุบันนี้ นั่นก็คือพวกปีศาจที่ถอยหนีกลับไม่ทัน เช่น ออร์ค ก็อบลิน โทรลล์ และอื่น ๆ อีกมากมายที่ยังคงหลงเหลือกระจัดกระจายให้เห็นอยู่และยังคงขยายพันธ์ุอย่างต่อเนื่อง มนุษยชาติจึงจัดตั้งกิลด์นักผจญภัยขึ้นมาเพื่อกำจัดปีศาจพวกนี้โดยเฉพาะและเพื่อควบคุมจำนวนประชากรของพวกมัน
ทั้งนี้ในบันทึกบางเล่มได้มีการกล่าวถึงนักเวทย์หนึ่งในกลุ่มของผู้กล้าที่ร่วมเดินทางกำจัดจอมมารในช่วงหลังสงครามในยุคนั้น เขาได้ให้คำทำนายจากนิมิตไว้ว่าจอมมารจะกลับมาอีกครั้งราวหนึ่งพันปีต่อจากนี้ถ้านับจากช่วงเวลาในขณะนั้น นั่นทำให้ตลอดระยะเวลาหลายร้อยปีที่ผ่านมามนุษยชาติพยายามส่งคนเพื่อเข้าไปสำรวจยังทวีปปีศาจที่คาดว่าน่าจะเป็นจุดเริ่มต้นของจอมมารเพื่อหาทางหยุดยั้ง แต่ก็ไม่เคยมีผู้ใดที่รอดกลับมาได้ จนเวลาล่วงเลยไปนานแสนนานจนผู้คนแทบจะลืมเรื่องราวเหล่านี้สิ้น และเรื่องของสงครามจอมมารก็กลายเป็นเพียงแค่บันทึกเรื่องเล่าในตำนานที่ถูกเล่าสืบต่อกันมาเพียงเท่านั้น
หลังจากวันที่จบสงครามจอมมาร โลกได้เริ่มใช้ปีแบบสากลที่เรียกว่าปีปาฏิหาริย์ศักราช (ป.ศ.) การมาของชื่อนี้นั้นมาจากการที่ผู้กล้าได้ช่วยเหลือทุกเผ่าพันธุ์จากการเสี่ยงศูนย์พันธุ์และให้รอดพ้นจากโลกที่ล่มสลายราวกับปาฏิหาริย์ และนับจากวันที่จบสงครามในปีนี้ก็เป็นปีปาฏิหาริย์ศักราชที่ 1000 พอดี (ป.ศ. 1000 / A.M.E. 1000 หรือ 1000 ปีหลังปาฏิหาริย์สงคราม / 1000 Years After Miracle Era) ซึ่งครบหนึ่งพันปีพอดีตามคำทำนายของแม่หมอในยุคนั้นว่าจอมมารจะกลับมาอีกครั้ง ประจวบเหมาะกับภาพนิมิตเหตุการณ์ที่ข้าพึ่งได้เห็นไปด้วย นั่นทำให้ข้ายิ่งแน่ใจว่าจอมมารได้กลับมาแล้ว ”
“ เรื่องราวทั้งหมดแบบย่อก็จะประมาณนี้จ่ะ ข้าหวังว่าข้อมูลเบื้องต้นนี้จะพอเป็นประโยชน์แก่ท่าน และข้ามั่นใจว่าท่านต้องเป็นผู้กล้าอย่างแน่นอน ”
“ ผมคิดว่าผมคงไม่ใช่ผู้กล้าอะไรนั่นหรอก แต่ก็ขอบคุณมาก ๆ นะครับที่ช่วยสรุปเรื่องราวที่ยาวขนาดนั้นออกมา ”
“ ยินดีค่ะท่านเวล จริง ๆ ข้ายังมีเรื่องเล่าประวัติศาสตร์ข้อมูลของโลกใบนี้อีกเยอะที่ไม่ได้เล่าไป ไม่ว่าจะสงครามระหว่างเผ่าพันธุ์เอลฟ์และมนุษย์ และเรื่องอื่น ๆ อีกมากมาย ถ้าท่านสงสัยอะไรสามารถถามข้ามาได้เลยนะ ”
“ ได้เลยครับท่านแม่หมอวองก้า ผมขออนุญาตเรียกตามท่านอาร์เทอร์นะครับอย่าถือสาเลย ”
“ ฮ่า ๆ ข้าไม่ถือสาหรอก เอาตามที่ท่านเวลสะดวกเลย ”
“ ว่าแต่.. ขออนุญาตถามอะไรที่อาจจะเสียมารยาทหน่อยนะครับ แต่ตาของท่านวองก้าไปโดนอะไรมาครับทำไมถึงเป็นแบบนั้น ”
“ ตาของข้างั้นหรอ.. มันเกิดขึ้นเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อนตอนที่เมฆทมิฬเริ่มจับกลุ่มตรงภูเขาลูกที่ท่านเวลอยู่ก่อนหน้านี้ ในช่วงเวลานัั้นข้าเริ่มจากมีเลือดกำเดาไหล พร้อมกับอาการปวดหัวและดวงตาจนแทบระเบิดตามมา ในช่วงเวลาสั้น ๆ ระหว่างความทรมานนั้น ข้าก็ได้ยินเสียงและเห็นภาพของบางสิ่งที่ดูน่ากลัวเป็นอย่างมาก ทั้งชีวิตข้าไม่เคยเห็นสิ่งที่น่ากลัวเช่นนี้มาก่อน ข้าเห็นเมืองที่ถูกเผา เห็นผู้คนล้มตาย เสียงกรีดร้องของความทรมาน และภาพของสิ่ง ๆ หนึ่งที่ข้าไม่สามารถอธิบายลักษณะได้ ราวกับว่ามันเป็นปีศาจหรืออะไรบางอย่างที่หลุดมาจากสุดขอบขุมนรก คำพูดสุดท้ายที่ข้าได้ยินแน่ ๆ นั่นคือ ‘พวกแกต้องตายให้หมด’ ก่อนที่ไม่นานตัวข้าจะสลบไป เมื่อตื่นขึ้นมาข้าก็พบว่าตาของข้านั้นมืดบอดสนิท มองอะไรไม่เห็น และมีเลือดไหลออกมาจากดวงตา ในระหว่างที่ข้ากลัวและสับสน กระทั่งข้าก็ได้เห็นแสงสว่างบางอย่างจากที่ไกล ๆ แม้ตาข้าจะมืดบอดสนิทแต่ข้าก็มองเห็นแสงนั่นอย่างน่าประหลาดใจ เมื่อข้าเดินตามทางมาเรื่อย ๆ ก็พบกับต้นตอของแสง ซึ่งแสงนั้นก็คือท่าน… ท่านเวล และเมื่อยิ่งข้าได้สัมผัสมือของท่านแล้ว ข้าก็เห็นบางสิ่งบางอย่างที่ทำให้ข้าแน่ใจว่าท่านต้องไม่ใช่บุคคลธรรมดาอย่างแน่นอน เพราะข้าสัมผัสได้ถึงอดีตและอนาคตของตัวท่าน ”
“ แอะแฮ่ม… เรื่องราวคร่าว ๆ ก็จะเป็นประมาณนี้แหละท่านเวล ท่านแม่หมอวองก้าท่านคิดเห็นยังไงกับเรื่องของจอมมารว่ามันกำลังจะกลับมา ”
“ จากนิมิตที่รุนแรงและน่ากลัวที่หม่อมฉันได้เห็นจนทำให้ต้องเสียดวงตาสองข้าง หม่อมฉันค่อนข้างมั่นใจว่าจอมมารกำลังจะกลับมา ”
“ เห้ออ….. อย่างนั้นเองสินะ ดูเหมือนว่าเรื่องของลัทธินั่นกับจอมมารคงจะมีความเกี่ยวข้องกัน ข้ารู้สึกว่าสงครามใหญ่กำลังใกล้เข้ามา เราคงจะต้องรีบเตรียมการรับมือแล้วล่ะ แต่ก่อนจะไปเรื่องนั้น ข้ามีเรื่องที่ต้องคุยกับชายที่โดนทางการหมายหัวมากที่สุด เคียนหัวหน้าแห่งสมาพันธ์นักฆ่า ”
ราชาอาร์เทอร์เรียกเคียนพร้อมหันหน้าไปทางเคียนที่กำลังยืนอยู่เงียบ ๆ นั่นจึงทำให้เคียนเริ่มรู้สึกหงุดหงิด
“ ท่านจะเอาอะไรกับข้าอีก ลูกสาวท่านข้าก็ช่วย คนเลวข้าก็ช่วยกำจัด ”
“ สาวหาวนัก!! พูดกับท่านราชาด้วยท่าทางแบบนั้นได้ยังไง! ” เดิร์กตะโกนขึ้นพร้อมกับชักดาบออกมา ทำให้ทหารอัศวินทุกนายภายในห้องชักดาบตามออกมา และชี้อาวุธทุกชนิดไม่ว่าจะดาบหรือหอกไปยังทางเคียน
“ เอาหน่าไม่เป็นไร ๆ ยังไงเขาก็ช่วยลูกสาวข้าไว้จริง ๆ นั่นแหละ เก็บดาบลงเถอะเดิร์ก ”
“ จิ๊ ขอรับฝ่าครับ รอบนี้แกรอดไปนะเคียน ” เดิร์กเก็บดาบเข้าฝักด้วยความไม่พอใจเล็กน้อย ทหารอัศวินนายอื่นก็เก็บอาวุธเช่นกัน
“ ข้ารู้วีรกรรมของเจ้ามาเยอะเคียน แต่ในครั้งนี้ข้าไม่ได้จะมาจับเจ้าหรอก ข้าอยากจะรู้มากกว่าว่าทำไมคนระดับเจ้าถึงโดนจับไปโดยลัทธินั่นได้โดยง่าย ”
“ นึกแล้วก็หงุดหงิด งั้นเดี๋ยวข้าจะเล่าให้ฟังเอง ”
เคียนได้อธิบายว่าตนนัั้นรู้สึกผิดสังเกตที่พักหลังมานี้ลูกน้องของตนมักหายตัวไปอย่างปริศนา และเคียนก็สังเกตมาว่าช่วงหลังมานี้งานจากผู้ว่าจ้างมันดูมีความซ้ำซากแปลก ๆ แบบน่าสงสัย เขาจึงตัดสินใจรับงานนั้นและไปด้วยตนเอง ในขณะที่ถึงตัวเป้าหมายและกำลังจะลงมือสังหาร เคียนก็พบว่าเป้าหมายนั้นเป็นหุ่นหลอก ก่อนที่จะถูกควันอะไรบางอย่างทำให้สลบไป และตอนตื่นขึ้นมาเคียนก็พบว่าตนนั้นได้อยู่ในคุกใต้ดินในถ้ำที่ภูเขานั่นเหมือนกับเวลและคลาร่า เคียนสันนิษฐานว่าลูกน้องที่หายตัวไปของเขาอาจจะโดนฆ่าไปหมดแล้วด้วยพิธีบูชาอะไรนั่น หลังจากที่เล่าเสร็จเคียนก็แสดงอาการโมโหออกมา
“ ไอพวกเวรนั่นมันฆ่าคนของผมไป พวกมันต้องไม่ตายดีแน่! ”
“ เอาหน่าใจเย็น ๆ ก่อนเคียน โมโหไปตอนนี้ก็ไม่ได้ช่วยเปลี่ยนอะไร งั้นเอาอย่างงี้ไหม ข้าจะช่วยสมาพันธ์ของเจ้าในตามหาและกำจัดลัทธินั่น ถ้าเจ้าให้ความร่วมมือกับทางเรา แต่มีข้อแม้ว่าสมาพันธ์ของเจ้าต้องเข้าร่วมกับอาณาจักรเราอย่างเป็นทางการในฐานะหน่วยทหารพิเศษหน่วยนึง ”
“ ชิ แล้วพวกข้าจะได้ประโยชน์อะไรถ้าเข้าร่วม ยังไงซะพวกข้าก็อยู่กันเองได้อยู่แล้ว ”
“ ถ้าเจ้ายอมเข้าร่วมกับอาณาจักรเราอย่างเป็นทางการ ข้าขอรับรองเลยว่าข้าจะล้างค่าหัวของเจ้ารวมถึงคนอื่น ๆ ภายในสมาพันธ์นักฆ่าทั้งหมด แถมยังมีสวัสดิการเงินเดือน อาหารฟรี เหล้าฟรี ที่พักฟรีให้กับพวกเจ้า และข้าสัญญาเลยว่าจะไม่ยุ่งอะไรด้วยอีก เว้นเสียแต่ว่าพวกเจ้าทำผิดกฎหมายอีก ”
“ ทำไมถึงต้องมาทำใจดีกับพวกข้าขนาดนี้ ท่านบ้าไปแล้วหรือเห็นว่าโลกกำลังจะพินาศจากจอมมารที่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามันกลับมาจริงไหม เลยคิดจะมาขอความร่วมมือกับพวกเราเพื่อให้ปัญหามันน้อยลงว่างั้นใช่ไหม ”
“ อันนั้นมันก็ถูกแค่ส่วนนึง แต่เหตุผลจริง ๆ เพราะข้ารู้มาว่าเป้าหมายที่พวกเจ้าล้วนแล้วแต่สังหารนั้นเป็นคนยังไง หลังจากการตรวจสอบประวัติเหยื่อแต่ละราย ก็พบว่าเหยื่อแต่ละคนนั้นมีประวัติการแอบทำผิดกฎหมายทั้งสิ้น ไม่่ว่าจะฉ้อโกงทรัพย์แผ่นดิน ลักลอบสิ่งผิดกฎหมาย การค้าอวัยวะมนุษย์ และเรื่องอื่น ๆ อีกมาก เพียงแต่ว่าวิธีการที่พวกเจ้าทำนั้นมันผิดไปหน่อยและขัดกับหลักกฎหมาย และคนในสมาพันธ์ของเจ้าแต่ละคนก็มีแต่ประวัติภูมิหลังที่น่าสงสารทั้งสิ้น อย่างประวัติของเจ้า เจ้าเกิดและโตมาในสลัมก่อนที่พ่อแม่จะเสียชีวิตจากเหตุการณ์บุกปล้นของพวกกองโจร ก่อนที่เจ้าจะถูกจับและถูกขายต่อเป็นทาส- ”
“ พอ ๆ ๆ ๆ !! ท่านนี่รู้มากเสียจริง ดูแล้วน่าจะสืบประวัติพวกข้ามาเยอะ เอางี้ข้าจะให้ความร่วมมือก็ได้ แต่ท่านต้องหยุดพล่ามเรื่องไร้สาระนี่ได้แล้ว ”
“ งั้นถือว่าเป็นอันตกลง ”
.
.
.
.
.
ในวันนั้นได้มีเหตุการณ์หลายอย่างเกิดขึ้นมากมาย แต่จากเหตุการณ์ทั้งหมดนั่นก็นำพามาซึ่งเคียนแห่งสมาพันธ์นักฆ่าที่ถูกหมายจับมานานจำเป็นต้องให้ความร่วมมือและเข้าร่วมเป็นหนึ่งในหน่วยทหารพิเศษของอาณาจักรอาเทอร์มิธอย่างที่ไม่น่าจะเป็นไปได้ เพื่อตามหาและแก้แค้นลัทธิที่สังหารลูกน้องของตนและเพื่อกำจัดลัทธิที่อาจจะเป็นต้นตอที่เกี่ยวข้องกับการฟื้นคืนชีพของจอมมารให้ตื่นขึ้นอีกครั้งตามคำบอกเล่าจากนิมิตของแม่หมอวองก้า ทั้งนี้ที่เคียนทำไปก็เพราะว่าเขาอยากให้ลูกน้องมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นโดยยึดมั่นในอุดมการณ์เดิมโดยที่ไม่จำเป็นต้องหลบซ่อนหรือหลีกหนีความผิดของกฎหมาย
.
.
.
.
.
.
.
โปรดติดตามตอนต่อไป……
「-`♡´- Thank You For Reading -`♡´-」