สดุดีมหาราชา [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 5 บทที่ 133 สามกระทรวงหกกรมและประมวลกฎหมายทองสัมฤทธิ์

            ก่อนที่ซุนเฟยจะทะลุมิติมาเขาเป็นแค่นักศึกษามหาวิทยาลัยที่ไม่ได้มีประสบการณ์ชีวิตที่มากมายอะไรไม่ต้องพูดถึงพรสวรรค์เลย เพราะเขาไม่มี! และไม่ได้เป็นคนที่ยอดเยี่ยมหรือดีเลิศอะไรดังนั้นเขาจึงไม่มีความคิดที่สร้างสรรค์ ส่วนการกำหนดกองพลเซนต์เซย่าและเทศกิจขึ้นมานั้นเขาก็แค่เอารสนิยมแย่ๆ ของตัวเองเป็นที่ตั้ง นี่คือกองกำลังทหารของเมืองแซมบอร์ดถ้าอยากจะจำแนกความแตกต่างระหว่างสองกองกำลังนี้อย่างละเอียดล่ะก็ นั่นก็คือกองพลเซนต์เซย่าก็คล้ายๆ กับทหารรักษาพระองค์ในระบบศักดินาที่โลกเก่าเป็นผู้คุ้มกันใกล้ชิดของราชา รับผิดชอบในการรักษาความปลอดภัยของพระราชวังและทำตามคำสั่งพิเศษบางอย่างของราชาส่วนเทศกิจก็คือกองกำลังธรรมดามีหน้าที่คอยตรวจตราความปลอดภัยของอาณาจักรในทุกๆ วันและปฏิบัติการทางทหารนอกจากนี้ยังมีบทบาทการจัดการเมืองบางส่วนที่คล้ายๆ กับพวกเทศกิจในโลกเก่า ความจริงแล้วเมืองแซมบอร์ดในตอนนี้มันเล็กมากไม่จำเป็นต้องไปจัดหาระบบการจัดตั้งหน่วยราชการเพิ่มเลย

            แน่นอนว่าสิ่งที่ทุกคนไม่ทราบก็คือเดิมทีซุนเฟยยังอยากจะจัดตั้งกองกำลังขึ้นมาอีกหนึ่งกอง ในตอนแรกเขาวางแผนไว้ว่าจะต้องมีหน่วยลับไว้สักกองซึ่งซุนเฟยได้ตั้งชื่อไว้แล้วว่าหน่วย ‘จิ่นอีเว่ย1’หน้าที่ของพวกเขาจะคอยดำเนินการในที่ลับ หรือในอีกแง่หนึ่งก็คือการดำรงอยู่ของหน่วยนี้เป็นสิ่งจำเป็นอย่างมาก มันก็คล้ายๆ กองโจรของแพรีสเพียงแต่ว่าเมืองแซมบอร์ดในปัจจุบันนี้ดูเหมือนจะไม่มีคนที่มีพรสวรรค์ในด้านนี้อยู่เลยดังนั้นเขาจึงยังไม่ดำเนินการชั่วคราว

            ซุนเฟยได้เรียนรู้อะไรหลายอย่างจาก 'โหมดมือสังหาร' ของโลก Diablo ทำให้เขาเชี่ยวชาญกับทักษะการปลอมตัว แทรกซึม การลอบสังหาร วางยาพิษวางกับดักและทักษะอื่นๆ อีกมากมาย เพียงแต่ยังหาคนที่เหมาะสมไม่พบแต่ไม่ช้าก็เร็ว หน่วยนี้จะต้องถูกจัดตั้งขึ้นมาอย่างแน่นอน

            หากนับหน่วยจิ่นอีเว่ยที่ยังไม่ได้ก่อตั้งไปด้วยระบบทางการทหารของเมืองแซมบอร์ดก็จะแบ่งออกเป็นสามเหล่าทัพใหญ่ๆ

            และผู้นำสูงสุดของสามเหล่าทัพก็คือราชาทุกเหล่าจะต้องขึ้นตรงต่อราชา

            ซุนเฟยจำคำพูดที่คุณปู่เคยพูดไว้ว่า อำนาจทางการเมืองเติบโตขึ้นจากกระบอกปืนดังนั้นอำนาจทางการทหารจะต้องอยู่ในมือของเขาการกระทำแบบนี้สอดคล้องกับนิสัยของพวกราชาบนแผ่นดินอาเซรอทดังนั้นทุกคนจึงแค่รู้สึกว่าชื่อกองทัพมันแปลกๆ เท่านั้น ไม่ว่าจะเป็นเบสท์ บรู๊คคนอื่นๆ หรือพวกประชาชนต่างแสดงท่าทางเชื่อฟังต่อราชาอเล็กซานเดอร์

            ส่วนการปฏิรูประบบการปกครองจะเป็นอิสระจากระบบทางการทหารแม้ว่าในช่วงระยะเวลาหลายเดือนที่ผ่านมาซุนเฟยจะได้รับความคิดเห็นเป็นจำนวนมากแต่ก็ไม่มีอะไรที่ทำให้ซุนเฟยเกิดความคิดดีๆ ออกมาเลย เบสท์เองก็กลุ้มใจไม่แพ้กันเมื่อจนปัญญาที่จะจัดการซุนเฟยจึงทำการขโมยผลงานอันทรงภูมิปัญญาของเหล่าผู้ยิ่งใหญ่ในประวัติศาสตร์โลกเก่ามาใช้อย่างไร้ยางอายอีกครั้ง เขานำการปกครองแบบสามกระทรวงหกฝ่ายของราชวงศ์ถังมาทำการดัดแปลงแก้ไขเล็กน้อยแล้วนำมาใช้บนแผ่นดินอาเซรอท

            ในนามของราชาซุนเฟยจัดการยกเลิกระบบที่รวมอำนาจการเมืองทั้งหมดไปอยู่ในมือของคนเพียงคนเดียวและยังจัดตั้งอัครเสนาบดีซ้ายขวา กับ ‘สำนักซิ่นฝ่าง’ ที่เป็นผู้นำฝ่ายค้านขึ้นมาเพื่อแบ่งอำนาจของเลขานุการ ภายใต้สามกระทรวงนี้ จะมีกรมพิธีการ: คอยดูแลพิธีกรรมต่างๆ และต้อนรับคณะทูต กรมขุนนาง: จะคอยพิจารณาเกี่ยวกับการเลื่อนขั้น ลดขั้น หรือปลดย้ายขุนนาง กรมยุติธรรม: ควบคุมดูแลเรื่องกฎหมาย การพิจารณาคดีอาญาต่างๆ ของเมืองแซมบอร์ดและดูแลเรือนจำ กรมกลาโหม: ดูแลระบบขนส่งเสบียงทางการทหาร กรมโยธา: รับผิดชอบงานก่อสร้างและช่างฝีมือ กรมพระคลัง: ดูแลการคลัง

            นี่คือสามกระทรวงหกกรมที่เหมาะกับสภาพท้องถิ่น

            ซุนเฟยปรับปรุงและเปลี่ยนแปลงระบบให้มันซับซ้อนมากยิ่งขึ้นและยังปรับเปลี่ยนหน้าที่ของหกกรมในโลกเก่าอีกด้วยเช่นการลดทอนอำนาจของกรมกลาโหมเมืองแซมบอร์ด กรมกลาโหมในราชวงศ์โลกเก่าจะสามารถควบคุมกองทัพได้โดยตรงแต่กรมกลาโหมเมืองแซมบอร์ดจะมีหน้าที่เป็นแค่ระบบขนส่งเสบียงของกองทัพเท่านั้น...แต่อย่างไรก็ตามนี่ก็เป็นแผนงานที่มีความละเอียดและชัดเจนมาก สามกระทรวงหกกรมสามารถดำรงอยู่ได้หลายปีในยุคระบบศักดินาชาวจีน ด้วยผลงานทางภูมิปัญญาที่โดดเด่นของเหล่าผู้อาวุโสอย่างน้อยๆ ก็รับประกันได้ว่านกกระจิบอย่างเมืองแซมบอร์ดก็มีพร้อมทุกอย่างไม่ได้แบ่งอำนาจกันแบบมั่วซั่วเหมือนก่อนหน้านี้

            แน่นอนว่าการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวสำหรับเมืองเล็กๆ อย่างเมืองแซมบอร์ดแล้ว ถือว่าการพลิกฟ้าพลิกแผ่นดินเลยทีเดียว

            เบสท์มองซุนเฟยที่นำเสนอแผนการปฏิวัติระบบการปกครองตาปริบๆ ด้วยความตกตะลึง

            ตอนที่การต่อสู้บนยอดเขาตะวันออกสิ้นสุดลงเบสท์ก็คิดว่าตัวเองเข้าใจความสามารถของลูกเขยในอนาคตได้อย่างทะลุปรุโปร่งแล้ว ทว่าเมื่อได้มาเห็นความสามารถที่แสดงออกมาตรงหน้าตัวเองเบสท์ก็ต้องตกตะลึงอีกครั้ง

            เบสต์เกิดมาในตระกูลขุนนางชั้นสูงที่รุ่งโรจน์และได้รับการศึกษาจากระบบวัฒนธรรมขุนนางเก่าแก่อย่างเข้มงวด นี่ก็คือเหตุผลว่าทำไมเบสท์ถึงได้แสดง ลักษณะท่าทางสง่างามสูงส่งได้ตลอดเวลาและทุกสถานที่ แต่น่าเสียดายที่ต่อมา ด้วยเหตุผลบางอย่างทำให้ตระกูลแตกแยก เมื่อไม่มีทางเลือก เบสท์ก็พาแองเจล่าในวัยเด็กออกเดินทางรอนแรมไปทั่วจนมาที่เมืองแซมบอร์ด และได้รับเมตตาจากอดีตราชาองค์ก่อน เพื่อเป็นการแสดงความขอบคุณจึงทำสัญญาหมั้นหมายระหว่างแองเจล่าและอเล็กซานเดอร์ไว้ ในตอนนั้นอเล็กซานเดอร์ยังเด็กจึงดูเป็นปกติ แต่ใครจะรู้ว่าหลังจากที่อเล็กซานเดอร์เติบโตขึ้นมา เขาจะกลายเป็นเด็กปัญญาอ่อน...

            เบสท์เองก็รู้สึกเสียใจในภายหลังเช่นกันแต่ด้วยสำนึกในบุญคุณของราชาองค์ก่อนและคำมั่นสัญญาของขุนนางชั้นสูงที่ได้กล่าววาจาออกไปทำให้เบสท์พูดขอถอนหมั้นไม่ได้

            หลังจากที่ราชาองค์เก่าสิ้นพระชนม์ไป เบสท์ใช้สมองขบคิดอย่างหนัก เพื่อรักษาราชบัลลังก์ของอเล็กซานเดอร์ที่ยังเป็นเพียงเด็กปัญญาอ่อนให้มั่นคง เมื่อสองเดือนก่อนเขาจึงได้หอบสมบัติในท้องพระคลังออกจากเมืองแต่คนภายนอกต่างคิดว่าเขาขายลูกสาวแล้วหนีเอาตัวรอดไป มีเพียงแลมพาร์ดที่รู้ว่าความจริงแล้วขุนนางชั้นสูงคนนี้ได้ยอมละทิ้งศักดิ์ศรีและเดินทางไปที่ราชอาณาจักรเซนิทเพื่อ ‘ขอทาน’ ราชบัลลังก์ให้แก่อเล็กซานเดอร์ เขามอบสมบัติและยอมรับเสียงดูแคลนอย่างคับอกคับใจจนในที่สุดก็ได้พบกับคนใหญ่คนโตของราชอาณาจักรและทำให้พวกคนใหญ่คนโตนึกขึ้นมาได้ว่า ตรงชายแดนที่อยู่ห่างไกลออกไปยังมีอาณาจักรเล็กๆ ที่ชื่อเมืองแซมบอร์ดและมีราชาน้อยที่ชื่อว่าอเล็กซานเดอร์ที่กำลังจะอายุครบสิบแปดปี ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการทำพิธีราชาภิเษก

            หากพิธีราชาภิเษกได้รับเกียรติด้วยการมาของคณะทูตเซนิท ต่อให้เลขานุการบาร์เซิลจะมีอำนาจ แต่ก็ไม่มีทางสั่นคลอนบัลลังก์ของอเล็กซ์ซานเดอร์ได้

            นี่เป็นสิ่งที่เบสท์คาดการณ์เอาไว้

            แต่ที่ทำให้เขาคาดไม่ถึงก็คือ การที่ผู้หญิงที่น่ากลัวอย่างแพรีสและองค์หญิงตัดสินใจเลือกเมืองแซมบอร์ดมาเป็นสถานที่ประลองฝีมือของพวกนางในที่สุดคณะทูตเซนิทก็เดินทางมาถึงเมืองแซมบอร์ด ในระหว่างการเดินทางมาที่เมืองแซมบอร์ดก็ได้ยินรายงานว่ามีกองทัพเกราะดำมาล้อมตีเมืองแซมบอร์ด เบสท์ใจร้อนเหมือนไฟเผากลัวว่าหากไปช้าจะพบเพียงศพแข็งทื่อของลูกสาวกับลูกเขยและซากเมือง...แต่เบสท์ก็รู้สึกเหมือนฝันไปเมื่อพวกเขาได้พบกันอีกครั้ง เบสท์ถึงได้รู้สึกว่าพระเจ้าช่างเล่นตลกกับตนเสียจริงๆลูกเขยปัญญาอ่อนไม่เพียงกลับมาเป็นปกติแต่ยังกลายเป็นราชาที่แท้จริงที่ไม่มีใครเทียบได้

            เมื่อมองแผนงานปฏิวัติระบบการปกครองเมืองแซมบอร์ดตรงหน้าเบสท์ก็ต้องยอมรับอีกครั้งว่าเขาประมาทลูกเขยคนนี้เกินไปอีกแล้ว ความเร็วในการเจริญเติบโตของอเล็กซานเดอร์ช่างน่าทึ่ง มันเหนือล้ำกว่าพวกราชาที่มีชื่อเสียงคนไหนๆ ของแผ่นดินที่เคยได้ยินจากพวกนักพเนจรซะอีกในฐานะขุนนางชั้นสูงที่เคยได้รับการศึกษาแบบชนชั้นสูงเบสท์มีมุมมองด้านการเมืองการปกครองกว้างไกลกว่าบรู๊คดังนั้นเขาจึงสามารถคาดการณ์ได้ล่วงหน้าว่า หากใช้แผนปฏิรูปนี่แล้วการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นกับเมืองแซมบอร์ดอาจส่งผลกระทบกับราชอาณาจักรเซนิทก็เป็นได้

            พลังที่น่าเกรงขามนี้เหนือกว่าศักยภาพที่คนคนหนึ่งจะมีได้บางทีนี่อาจจะเปลี่ยนแปลงไปทั้งโลกเลยก็ได้

            “นี่เป็นแผนงานที่ยังไม่สมบูรณ์เท่าไรยังมีบางอย่างที่ต้องปรับแต่งเพิ่มเติมอีกหวังว่าท่านอาเบสท์จะสามารถทำมันออกมาได้อย่างสมบูรณ์ในเร็วๆ นี้ ในเมืองแซมบอร์ดตอนนี้ยังไม่มีคนที่มีพระสวรรค์ในด้านการเมืองการปกครองดังนั้นหน้าที่ของอัครเสนาบดีซ้ายขวาก็คงต้องเป็นท่านอาเบสท์รับผิดชอบไป ส่วนการแต่งตั้งหรือเลื่อนตำแหน่งของขุนนางใหญ่ทั้งหกกรมท่านอาเบสท์ก็เตรียมผู้สมัครดีๆ ไว้แล้วกัน...” เมื่อพูดถึงประโยคนี้ซุนเฟยก็รู้สึกได้ถึงความยากลำบากในการบริหารอาณาจักรไม่น่าแปลกใจเลยที่คนใหญ่คนโตถึงเคยพูดว่า‘อะไรคือสมบัติที่ล้ำค่าที่สุดในศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ด? พรสวรรค์ไงล่ะ!’ปัญหาทางการทหารก็ได้รับการแก้ไขเรียบร้อยแล้วแต่ตอนนี้กำลังขาดคนที่มีพรสวรรค์ในด้านการเมืองการปกครองนี่สิ

            “ไม่เป็นไรเดี๋ยวจะบรรจุหลักสูตรการเมืองการปกครองเข้าไปในโรงเรียนแซมบอร์ดปลูกฝังกันตั้งแต่เด็กๆ นี่แหละ!”

            ……

            ต้องใช้คำว่าคาราคาซังมาบรรยายถึงสถานการณ์เมืองแซมบอร์ดตอนนี้

            นอกจากลบอำนาจขุนนางเก่าออกไปแล้วซุนเฟยก็ยังถือโอกาสยกเลิกระบบบรรดาศักดิ์ขุนนางที่ล้าสมัยไปด้วยคำสั่งที่ออกมาก็สามารถปฏิบัติตามได้อย่างราบรื่น และมีความละเอียดในทุกขั้นตอน

            ประวัติความเป็นมาของเมืองแซมบอร์ดไม่อาจตรวจสอบได้แต่สามารถกำหนดเค้าโครงที่สมเหตุสมผลขึ้นมาใหม่ได้เป็นเวลานานมากแล้วที่พวกชาวบ้านต่างอาศัยอยู่กันแบบกระจัดกระจายมองลงมาจากกำแพงเมืองก็พลันรู้สึกว่ายุ่งเหยิง ภายใต้การดูแลของซุนเฟยเขาได้กำหนดพื้นที่การทำงานในเมืองขึ้นมาใหม่ชาวบ้านจำนวนมากย้ายออกจากที่อยู่อาศัยเดิม ภายใต้การจัดการของ ‘กรมพระคลัง’ที่ยังก่อตั้งไม่สมบูรณ์ พวกชาวบ้านต่างได้รับบ้านใหม่ ส่วนพื้นที่อาศัยพื้นที่การค้า ย่านใจกลางเมือง พื้นที่ปกครอง พื้นที่ทางทหารและอื่นๆทุกพื้นที่จะได้รับการแบ่งเขตที่สมเหตุสมผลที่สุด

            วันที่สามหลังจากจบศึกที่ยอดเขาตะวันออก

            ราชาอเล็กซานเดอร์ได้ทำวีรกรรมที่ไม่เคยมีราชาองค์ไหนทำมาก่อน

            เขาสร้างรูปปั้นนักรบทองสัมฤทธิ์ที่สูงมากกว่าหกเมตรขึ้นมาสิบสองตัว จากนั้นก็นำไปตั้งที่หน้าวิหารเมืองแซมบอร์ดบนร่างของนักรบทองสัมฤทธิ์เต็มไปด้วยข้อความจารึกแน่นหนา นี่เป็นกฎหมายใหม่ที่ซุนเฟยกำหนดไว้ใช้สำหรับเมืองแซมบอร์ดข้อความจารึกบนร่างของนักรบทองสัมฤทธิ์ทุกตัวได้บรรยายแง่มุมของกฎหมายบางประการเนื้อหาที่แกะสลักไว้บนร่างนักรบทองสัมฤทธิ์เก้าในสิบสองตัวแบ่งออกเป็น ออกหมายศาลเรียก การตรวจสำนวนและตัดสิน การดำเนินการอำนาจของราชา การรับมรดกและการคุ้มครอง กรรมสิทธิ์และการครอบครองการครอบครองที่ดินและที่อยู่อาศัย กฎหมายเอกชน (แถลงการณ์เฉพาะความผิดทางอาญา) กฎหมายมหาชนและเนื้อหาอื่นๆ ส่วนอีกสามตัวหลังไม่มีคำจารึกอะไร

            รูปปั้นทองสัมฤทธิ์ทั้งสิบสองก็คือการประมวลกฎหมายนั่นเอง นี่ทำให้ทั้งอาณาจักรต่างพากันตกตะลึง

            ---------------------------

            1 ‘จิ่นอีเว่ย’ คือ หน่วยสืบราชการลับ

    คล้ายกับเรื่องสดุดีมหาราชา [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน