ในเวลาเดียวกันชายในร่างหมาป่าพุ่งเข้าใส่หนิงเทียนด้วยสามัญสำนึกของสัตว์เดรัจฉาน หมัดขวาอันแหลมคมซัดเขามาที่หน้าอกของหนิงเทียนอย่างดุร้าย
หนิงเทียนเร่งลมปราณเทพอสูรขึ้นเป็นชั้นเกราะบางๆปกคลุมร่าง
เพล้ง!!! เกราะปราณเทพอสูรของหนิงเทียนแตกสลายออกหน้าอกของมันยุบลงไปด้วยแรงจากหมัด หนิงเทียนกระอักเลือดออกมากองใหญ่
เวลานี้หนิงเทียนตระหนักรู้ถึงจุดอ่อนของมันแล้วว่าทะเลปราณของมันแม้จะใหญ่กว่าคนอื่นถึง3เท่า อีกทั้งพลังปราณของมันยังบริสุทธิ์กว่าคนอื่นมากนัก
แต่ด้วยทักษะที่บิดามารดาของมันสั่งสอนมานั้นอยู่ในระดับที่สูงเกินกว่าพลังฝึกตนของมันไปมาก
จึงทำให้ การใช้ออกแต่ละครั้งนั้นกินพลังลมปราณในร่างเป็นอย่างสูง
ถ้าเป็นคนปกติใช้ออกเพียงกระบวนท่าเดียวก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้พลังปราณทั้งหมดของมันเหือดแห้งลงจนหมดสิ้น
เช่นเดียวกับเวลานี้เกราะปราณเทพอสูรที่หนิงเทียนใช้ออกนั้นมีพลังไม่ถึง5ใน10ส่วนด้วยซ้ำ แต่ก็ถึงอย่างไรด้วยความพิศดารของมันได้ช่วยลดความเสียหายถึงชีวิตให้แก่หนิงเทียน
หนิงเทียนยิ้มออกมาอย่างน่ากลัว “ทีข้าต่อยเจ้าบ้างแล้ว” มันเงื้อมมือขึ้นสูงชกออกด้วยทักษะหมัดจ้าวอสูร
ปัง!!!!!!! ร่างของชายครึ่งหมาป่ากระเด็นไปกระแทกกับหน้าผาสูงชัน ร่างกายของมันจมลึกลงไปราวกับหน้าผาที่แกะสลักภาพมนุษย์
หลังจากใช้หมัดจ้าวอสูรออกไปทะเลปราณของมันเหือดแห้งลงไปอีกหลายส่วน
มันอดไม่ได้ที่จะถอนหายใจกับตัวเอง 'ครั้งหน้าข้าต้องหาทักษะระดับต่ำติดตัวไว้บ้างแล้ว'
หนิงเทียนทรุดเข่าลงข้างหนึ่งหอบหายใจลึกยาว สายตาของมันจับจ้องไปยังลั่วผอและลั่วหลี่สองพี่น้อง
เวลานี้ ปราชญ์ขั้นกลางทั้งเก้าคนตกตายด้วยฝีมือของมันทั้งสิ้น
“ความแข็งแกร่งที่แท้จริงของเจ้าคือ องครักษ์ขั้น9ใช่หรือไม่?”ดวงตาของลั่วผอหรี่แคบมองไปยังร่างลูกน้องของมัน ไม่มีร่างไหนเลยที่ตกตายด้วยสภาพสมบูรณ์
“ใช่ ข้านั้นอยู่ในขั้นครึ่งก้าวสู่แดนปราชญ์” ขณะที่กล่าวออกหนิงเทียนค่อยๆยันร่างขึ้นยืน เวลานี้ทะเลปราณของมันนั้นเหลือไม่ถึง3ใน10ส่วนด้วยซ้ำ
ลั่วหลี่มองไปยังหนิงเทียนคล้ายกับมองไปยังสัตว์ประหลาดตัวหนึ่ง การต่อสู้ข้ามขั้นนับว่าเป็นเรื่องน่าประหลาดใจมากแล้ว
ในการต่อสู้ข้ามขั้นพวกมันอาจจะเหลือมล้ำกันได้1-2ขั้นตามทักษะวิชาที่ฝึก
แต่เวลานี้บุคคลที่อยู่ตรงหน้ามันมีความสามารถที่จะต่อสู้ข้ามดินแดนและยังสังหารผู้คนในดินแดนที่สูงกว่าได้ไม่ยาก
นับตั้งแต่ลั่วหลี่อยู่ในโลกของผู้ฝึกตนมา มันไม่เคยพบเจอสัตว์ประหลาดในร่างมนุษย์แบบนี้มาก่อน
ลั่วผอนั้นมองไปยังหนิงเทียนด้วยแววตาตื่นตระหนก มันนั้นลอบโจมตีพร้อมสำรวจทุกทักษะและท่วงท่าที่หนิงเทียนใช้ออก
จึงสังเกตเห็นได้อย่างชัดเจนแม้ว่าในยามปกติเด็กนี้จะอยู่ในแดนมนุษย์ แต่ในยามที่มันใช้ทักษะแปลกๆนั้น พลังในร่างของมันจะทะลุขึ้นมาอยู่ในจุดสูงสุดของแดนองครักษ์
"เจ้ายังไม่สามารถชักนำธาตุเข้าสู่ร่างกายได้ด้วยซ้ำ แต่ทักษะที่เจ้าใช้ออกทั้ง ไฟ น้ำแข็ง ความมืด พิษและเพลงกระบี่นั้นอีก เจ้าเป็นใครกันแน่”
ลั่วผอเริ่มที่จะหวาดกลัวกับเบื้องหลังของหนิงเทียนไม่มีทางที่คนธรรมดาจะสามารถเป็นได้เช่นเด็กนี้
“ข้าเป็นเพียงผู้คุ้มกันในขบวนคาราวานที่ถูกเจ้าปล้นไง ไม่ทันไรก็ลืมแล้วหรือ?”หนิงเทียนยังคงแสดงสีหน้าแย้มยิ้มอย่างเช่นเคย
ซ่อนดาบในรอยยิ้ม มันเป็นกลยุทธ์ที่หนิงเทียนใช้ออกจนติดเป็นนิสัย
“ถ้าเจ้ายอมมาเป็นลูกน้องข้า ข้าจะไม่สนใจกระบี่จิตวิญญาณของเจ้า อีกทั้งจะทำเป็นลืมเรื่องที่เจ้าสังหารคนของข้าไป
แต่ถ้าเจ้าปฎิเสธทางเดียวที่ข้าต้องทำคือ ตัดไฟแต่ต้นลม” ลั่วผอกล่าวออกด้วยเสียงเย็น
ถ้าต้องต่อสู้กับหนิงเทียนตั้งแต่แรกเริ่มมันอาจจะมั่นใจเพียง5ใน10ส่วน แต่เวลานี้พลังของมันเหลือไม่ถึงครึ่งด้วยซ้ำ ลั่วผอมั่นใจว่าอย่างไรมันไม่มีทางที่จะแพ้แน่นอน
“ลูกน้องเจ้า? ....ตัวเจ้าเองยังไม่มีความสามารถพอที่จะขัดรองเท้าให้ข้าได้เลยและจงจำคำของข้าไว้ให้ดี ถ้าเจ้าส่งกล่องจงหลีคืนแก่ข้า เจ้าสามารถกลับไปอย่างมีชีวิตได้”
“กล่องจงหลี? เด็กน้อยเจ้ารู้จักมัน” ตัวมันนั้นรู้เพียงว่ากล่องทมิฬนั้นมีความลับอยู่ภายใน แต่มันไม่ได้มีความรู้ถึงขนาดทราบชื่อของมัน
ได้ยินเช่นนั้นยิ่งตอกย้ำความสงสัยของมันเข้าไปอีกว่า
ลั่วผอจับจ้องไปยังหนิงเทียนอย่างไม่กระพริบตา “เด็กน้อย ตัวเจ้าเวลานี้คิดว่าจะเป็นคู่ต่อสู้กับข้าได้?”
“ได้หรือไม่ ทำไมไม่เข้ามาทดสอบดูละ” แม้พลังในร่างกายมันจะลดน้อยถอดถอยลงแต่หนิงเทียนไม่ได้มีความหวั่นเกรงใดๆแม้แต่น้อย
กล่าวจบมันหยิบโอสถสวรรค์ฟื้นพลังออกมา โยนเข้าปากทันที
ลั่วผอมองไปยังโอสถที่ลอยเข้าไปปากของหนิงเทียน เพียงมองจากที่ไกลยังสัมผัสถึงพลังปราณที่แผ่ออกมาโอสถเม็ดนั้นได้ มันรีบกล่าวออกมาอย่างตกตะลึง “ฆ่ามัน มันคิดจะฟื้นฟูพลัง”
ตอนนี้ร่างของหนิงเทียนหายไปแล้ว มันกระชับกระบี่พิรุณโปรยแน่น พร้อมถ่ายเทพลังปราณสีดำเข้าสู่กระบี่ กระบี่พิรุณโปรยปกคลุมไปด้วยปราณแห่งความมืด
ด้วยร่างกายเทวะสวรรค์ของมันนั้นธาตุมืดที่ใช้ออกไม่ได้น้อยกว่าผู้ฝึกตนที่ฝึกทักษะบ่มเพาะสายความมืดเลยแม้แต่น้อย
พริบตาเดียวหนิงเทียนปรากฏอยู่ด้านหลังของลั่วหลี่ มันแทงกระบี่ทะลุลำคอของลั่วหลี่ทันที ถ้าลั่วหลี่ยังมีลมหายใจ การต่อสู้กับลั่วผอจะเป็นเรื่องที่ยากลำบากมากขึ้น
ลั่วหลี่ที่ใช้พลังปราณทั่วร่างในการยิงคันศรดาราแดนใต้ไปหมดแล้ว มันจึงไม่สามารถขัดคืนหนิงเทียนได้แม้แต่น้อย ร่างของมันกระตุกทันที
ขณะที่หนิงเทียนดึงกระบี่ออก เลือดสดๆไหลพุ่งราวน้ำผุสีเลือด ร่างของลั่วหลี่ล้มลงกับพื้นทันที
“สารเลว เจ้าฆ่าน้องข้า” ใบหน้าอันอัปลักษณ์ของลั่วผอดำมืด เวลานี้จิตสังหารของมันทวีขึ้นสูง มันตะโกนเสียงดังและพุ่งไปทางหนิงเทียนด้วยความเร็วมหาศาล
ด้วยความเร็วของครึ่งก้าวสู่แดนวีรชน มันหายไปจากสายตาของหนิงเทียนทันที โซ่ที่คล้ายกับปรากฎขึ้นจากอากาศพุ่งเหวี่ยงลงบนคอของหนิงเทียน
หนิงเทียนเอียงหัวไปด้านข้าง ด้วยความเร็วของโซ่ทำให้มันคมคล้ายใบมีด เส้นผมของหนิงเทียนถูกตัดขาดออกบางส่วน
ขณะที่หนิงเทียนโยกหัวหลบนั้น มันโน้มร่างกายไปด้านหน้า และใช้สองเท้าถีบพื้นดินทะยานออกไปทันที
กระบี่พิรุณโปรยของหนิงเทียนพุ่งออกไปยังใบหน้าที่อัปลักษณ์ทิ้งลอยแผลยาวไว้ให้ลั่วผอ
จากประสบการณ์การต่อสู้ในครั้งนี้ทำให้หนิงเทียนรู้ดีว่าการใช้ทักษะหลายๆอย่างพร้อมกันไม่ใช่เรื่องดีนัก การใช้ทักษะใดทักษะหนึ่งจะเป็นการรักษาพลังปราณได้มากกว่า
พวกมันทั้งสองพุ่งเข้าหากันด้วยความเร็จดุจสายฟ้า หนิงเทียนเวลานี้มันอาศัยใช้พลังความเร็วที่เหนือกว่า กระชับกระบี่แทงเข้าไปที่ท้องของลั่วผอ
ปลายดาบห่อหุ้มไปด้วยปราณแห่งความมืด ลั่วผอเห็นปลายดาบที่แทงเข้ามาท่าทีของมันแปรเปลี่ยนเป็นตกตะลึง
แต่ถึงอย่างไรลั่วผอก็ไม่ใช่ไก่ที่หนิงเทียนจะเชือดได้ง่ายๆ ประสบการณ์ต่อสู้นับ100ปีของมันไม่ได้มีไว้โอ้อวดอย่างเดียว
มันหลบหลีกอย่างทันท่วงที จากนั้นมันเร่งพลังธาตุดินเข้าผสมเข้ากับโซ่ดาราแดนเหนือของมัน นี้คือพลังเต็มรูปแบบขอลั่วผอ
เวลานี้โซ่ดาราแดนเหนือค่อยๆมีชีวิตและทิ่มแทงลงไปในพื้นดิน ราวกับมังกรที่มุดอยู่ในพื้นดิน..
เมื่อเห็นการโจมตีที่แปลกประหลาด หนิงเทียนล่าถอยและทิ้งระยะออกไป10จั้ง
เวลานี้ใบหน้าของหนิงเทียนปรากฎอาการตึงเครียดขึ้นมา ข้อได้เปรียบเดียวของมันตอนนี้ คือความเร็วที่มีมากกว่าลั่วผออยู่เล็กน้อย
แต่แล้วข้อได้เปรียบนั้นกลับถูกลบหายไปด้วยการโจมตีจากใต้ดิน มันไม่สามารถมองเห็นโซ่ดาราแดนเหนือที่ฝังตัวอยู่ใต้ดินได้เลย
ลั่วผอเวลานี้มันไม่กล้าประมาทหนิงเทียนแม้แต่น้อย มันไม่เคยคิดมาก่อนว่าภัยคุกคามที่มากสุดในชีวิตมันจะเกิดจากเด็กหนุ่มอายุ16ปี
“สารเลวตัวน้อย ข้ายอมรับในพลังของเจ้าแต่น่าเสียดายที่เจ้าออกมาดูโลกเร็วเกินไป” กล่าวจบมันสะบัดมือไปมา โซ่ดาราแดนเหนือโผล่พุ่งจากพื้นดิน เข้าจู่โจมหนิงเทียนในทิศทางที่ไม่สามารถคาดเดาได้
เวลานี้พลังลมปราณของหนิงเทียนมีไม่พอที่จะป้องกันและจู่โจมไปพร้อมกันได้
มันทำได้แต่คลายพลังปราณที่ปกคลุมร่างออกและเร่งพลังปราณปกป้องเพียงเฉพาะจุดตายเท่านั้น ขณะเดียวกันมันพุ่งร่างเข้าหาลั่วผอ อย่างบ้าคลั่ง รอยเลือดปรากฎบนเสื้อผ้าของหนิงเทียนทีละจุดอย่างช้าๆ
ร่างกายในส่วนที่มันไม่ได้ใช้พลังปราณเข้าปกป้อง เกิดบาดแผลตามยาวจากการเฉือนฟาดของโซ่ดาราแดนเหนืออย่างน่ากลัว เลือดซาดกระจายหยดลงเป็นทางยาว
นี้เป็นการเดิมพันครั้งสำคัญของหนิงเทียนถ้าพลาดเพียงเล็กน้อยก็มีแต่ความตายเท่านั้นที่รอมันอยู่
ใบหน้าของหนิงเทียนเวลานี้ไม่ได้แสดงอาการเจ็บปวดเลยแม้แต่น้อย ใบหน้าของมันคล้ายกับปีศาจที่กำลังล่าเหยื่อ มันพุ่งทะยานไปข้างหน้าโดยไม่หวาดเกรงความเจ็บปวดใดๆ
พลังปราณสีดำกลืนกินไปทั่วร่าง นิ้วมือทั้งห้าของมันแข็งแกร่งราวกับเหล็กพร้อมกับฟาดออกด้วย “ฝ่ามือดูดวิญญาณ”สุดยอดวิชาที่มันได้เรียนรู้มาจากบิดาสี่
ฝ่ามือของหนิงเทียนแทงทะลุเกราะปราณของลั่วผอ
อ๊ากกกกกกก!!!! ลั่วผอร้องสุดเสียงด้วยความหวาดกลัว ก่อนมันจะเค้นเสียงออกอย่างอยากลำบาก “ข้าไม่ยอมตายคนเดียว”สิ้นเสียงของมัน
ไฟสีแดงรุกไหม้ท่วมร่างกายของมันอย่างบ้าคลั่ง ลั่วผอใช้ออกด้วยกายาร่างอัคคีของตระกูลชิง หมายจะเผ่าทั้งมันและหนิงเทียนให้ตกตายไปพร้อมกัน
“ทักษะที่ขโมยมา กล้าใช้ต่อหน้าข้า?”หนิงเทียนกล่าวด้วยเสียงเย็น ก่อนมันจะบิดข้อมือควบคุมพลังปราณสีดำที่อยู่ในร่างลั่วผอพลันดึงกระชากทะเลลมปราณของมันออกมา
ทันใดนั้นไฟที่ท่วมร่างของลั่วผอพลันวูบดับลง ร่างกายของมันค่อยๆแห้งลง พลังปราณของลั่วผอหลังไหลเข้ามาภายในร่างกายของหนิงเทียนอย่างรวดเร็ว
ใบหน้าของหนิงเทียนถอดสีลงทันที ถ้าพลังมากมายขนาดนี้ไหลเข้าสู่ร่างกายข้า ไม่พ้นร่างกายมันจะระเบิดออกและตกตายตามลั่วผอไปด้วย
ภายในร่างของหนิงเทียนไม่สามารถหลอมรวมกับลมปราณที่แปลกปลอมได้ อีกทั้งเวลานี้ทะเลลมปราณของมันไม่สามารถรับพลังใดๆเข้ามาได้อีกแล้ว “ถ้ายังปล่อยให้เป็นแบบนี้ต่อไปคงไม่นานที่ร่างของข้าจะระเบิดจากภายใน”
ใบหน้าของหนิงเทียนตึงเครียดอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน มันใช้พลังเฮือกสุดท้ายเดินลมปราณให้ไหลย้อนกลับผลักดันพลังปราณกลับคืนสู่ร่างเจ้าของ
ร่างของลัวผอค่อยๆบวมใหญ่ขึ้นเรื่อยๆจนในที่สุดก็ระเบิดออก
ปัง!!!!!!! เสียงระเบิดดังสนั่น ส่งให้ชิ้นเนื้อสาดกระเซ็นราวกับสายฝนเปรอะเปื้อนท่วมร่างของหนิงเทียน
มันรีบเพ่งหาแหวนมิติของลัวผอ ท่ามกลางชิ้นเนื้อที่ชวนอาเจียนอย่างรวดเร็วก่อนจะเก็บมันเข้าสู่แหวนมิติของตัวเอง
พร้อมกับทรุดกายนอนแผ่ลงกลับพื้นอย่างเหน็ดเหนื่อย ด้วยพลังของกายาเทพอสูรบาดแผลนี้แม้จะฉกรรจ์แต่ไม่นับว่าถึงตาย แค่เพียงมันได้พักสัก2-3วัน ก็หายกลับมาเป็นเหมือนเดิมได้
หนิงเทียนนอนแผ่ร่างพักฟื้นด้วยลมหายใจแผ่วเบา แม้แผนการของมันจะลำบากเล็กน้อย แต่นับได้ว่ามันประสบความสำเร็จอย่างสวยงาม
เวลานี้กล่องจงหลีได้ตกเป็นของมันเรียบร้อยแล้วและที่สำคัญที่สุดคือไม่มีผู้ใดล่วงรู้ว่ากล่องจงหลีอยู่ในมือมัน
ในขณะที่มันแสยะยิ้มอยู่นั้น จู่ๆหนิงเทียนสังเกตเห็นตะเกียงขนาดใหญ่สองดวงที่ลอยอยู่กลางอากาศ มันมีขนาดใหญ่เท่าสองช่วงตัวคน ลอยมายังหนิงเทียนด้วยความเร็วที่น่าเหลือเชื่อ
เมื่อมันใกล้เข้ามาหนิงเทียนก็ได้พบว่าตะเกียงที่ลอยอยู่กลางอากาศนั้นมันคือดวงตาของสัตว์อสูร ในขณะที่ดวงตานั้นใกล้เข้ามา มันพัดพา ลมกรรโชกมาพร้อมกับกลิ่นสาบคาวเหม็นคลุ้งชวนให้น่าอาเจียนออก
เวลานี้หนิงเทียนเห็นเด่นชัดว่าเป็นศีรษะขนาดใหญ่ของมังกร ลำตัวของมันพาดยาวสุดลูกหูลูกตา แม้จะมองตามไปก็ยังไม่เห็นปลายหางของมันแต่อย่างใด
ลมหายใจที่มันพ่นออกมาตามทางนั้นละลายได้แม้แต่หินผาขนาดยักษ์ ดวงตาเปล่งประกายสีเขียวมรกตจับจ้องไปยังร่างของหนิงเทียน
ทันใดนั้นร่างของราชาภูตปรากฏเบื้องหน้าของหนิงเทียนอย่างตื่นตระหนก มันกล่าวออกมาสั่นๆเพียงคำเดียวเท่านั้น “หนี”
ด้วยสิ่งที่เห็นตรงหน้ากอปรกับที่ได้ยินจากราชาภูต ดวงตาของมันเบิกค้างตัวแข็งทื่อขนทั่วร่างรุกชันขึ้น มันลืมความเจ็บปวดทั้งหมดไปทันใด พร้อมทั้งยันร่างลุกขึ้นเตรียมจะพุ่งออก
ขณะที่มันกำลังจะพุ่งตัวออก บังเกิดเสียงที่ดังขึ้นจนทำให้มันต้องหยุดลง พร้อมทั้งจับจ้องไปยังดวงตะเกียงสีเขียวสว่างขนาดยักษ์
“ข้ารอเจ้ามาสิบกว่าปีแล้ว” เสียงแหลมทุ้มของมันดังขึ้นก้องฟ้า น้ำเสียงของมันเปี่ยมไปด้วยรังสีฆ่าฟันอันรุนแรงราวกับคำสาบแช่ร่างของหนิงเทียนให้กลายเป็นหินในชั่วขณะ
รังสีฆ่าฟันที่มันปล่อยออกมาทำให้หนิงเทียนตัวเย็นเยือก มันรับรู้ได้ดีว่าตราบใดที่มันขยับและก้าวตัวออกไป อสูรร้ายร่างยักษ์ตนนี้จะลงมือโจมตีมันทันที
ทันใดนั้นเสียงอันเล็กเบาดังขึ้นข้างหูของหนิงเทียน “ท่านต้องรีบหนีเดียวนี้ ยัยมังกรตัวเมียนั้นมีเจตนาสังหารท่านอย่างรุนแรง
คุณชายท่านและมันมีความแค้นกันมาตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดา?” ในสถานการณ์ที่ตายมากกว่าเป็น ราชาภูตยังคงถามออกอย่างติดตลก
หนิงเทียนยิ่งได้ฟังยิ่งสับสน มันแน่ใจว่าไม่เคยมีความแค้นใดกับมังกรตัวนี้ โดยปกติแล้วมันมักจะรู้เท่าทันในทุกสถานการณ์แต่เวลานี้หนิงเทียนไม่สามารถตอบคำถามในหัวของมันได้แม้แต่ข้อเดียว
“ข้าจำกลิ่นอายของเจ้าได้” สิ้นเสียงอันทุ้มแหลม ดวงตาสีเขียวมรกตพลันลุกประกายด้วยโทสะสูงเทียมฟ้า อสูรร้ายแผดเสียงจนลั่นแก้วหู
หนิงเทียนที่ยืนห่างออกไปเกิดอาการตัวสั่นเทิ่ม จมูก ปากและหูของมันมีเลือดซึมออกมา มันรีบเร่งปราณเทพอสูรปกป้องร่างของมันอย่างยากลำบาก
หนิงเทียนสลัดความคิดฟุ้งซ่านออกไป มันรีบกล่าวถามสหายของมันทันที ‘อู๋ชางมันคือตัวอะไรกันแน่?’
“มันคือ มังกรพิษฟ้าคราม คุณชายมันฆ่าท่านแน่!!” เวลานี้น้ำเสียงของราชาภูตนั้นตึงเครียดไม่แพ้กัน
‘มังกรพิษฟ้าครามชื่อนี้อีกแล้ว’ หนิงเทียนได้ยินชื่อนี้ครั้งแรกก็จากคำบอกเล่าของหลี่เฟิงว่ามันเป็นอสูรปีศาจจ้าวผู้ปกครองหุบเขาหมื่นอสูร
แต่เพราะเหตุใดก็ไม่สามารถบอกได้มันถึงรู้สึกคุ้นชื่อมังกรพิษฟ้าครามอย่างบอกไม่ถูก
หนิงเทียนกล่าวออกอย่างยากลำบากแต่ถึงอย่างไรน้ำเสียงของมันมิได้เป็นการลดเกียรติลงให้ต่ำกว่าสัตว์เดรัจฉานที่มีรูปร่างคล้ายงูเลยแม้แต่น้อย
“ข้าแน่ใจว่าไม่เคยมีความแค้นกับเจ้ามาก่อน”
“มนุษย์สารเลว เจ้าฆ่าสามีของข้ายังกล้าบอกว่าเราไม่เคยมีความแค้นต่อกันมาก่อน”น้ำเสียงของมันแฝงด้วยความเกลียดชังคับแค้นอย่างมากล้น
“คุณชายท่านไปฆ่า สามีของมังกรตัวเมียนั้น?” ราชาภูตถามออกอย่างสงสัย
“เหอะๆ แค่เสียงร้องของมันยังจะฉีกร่างข้าออกเป็นชิ้นๆ และข้าจะไปมีปัญญาฆ่าพวกมันสักตัวได้อย่างไร”หนิงเทียนรู้สึกงุนงงในคำถามเป็นอย่างยิ่ง มันพยามที่จะปะติปะต่อเรื่องราวต่างๆให้เข้าหากัน
เวลานี้ราชาภูตขยับปีกสีทองของมันมาอยู่เคียงข้างหนิงเทียนก่อนจะกล่าวออก“มังกรน้อย เจ้าอาจจะเข้าใจผิด”
มังกรพิษฟ้าครามมองไปยังร่างของราชาภูต ดวงตาสีเขียวมรกตของมันขยายกว้างออก
มันพลันถอยศีรษะอันใหญ่โตของมันไปด้านหลังเล็กน้อย ใช้เวลาจับจ้องราชาภูตอยู่ชั่วครู่ ก่อนจะกลับมามีท่าทีดุร้ายเกรี้ยวกราดเช่นเดิม
มังกรพิษฟ้าครามคำรามด้วยเสียงต่ำแฝงไปด้วยจิตสังหาร“ไม่มีทางเข้าใจผิด ข้านั้นจำปราณแห่งความมืดในร่างของมันได้ไม่เคยลืมเลือน
สิบหกปีก่อน มันบุกเข้ามายังเขตแดนของของข้าเพียงเพราะต้องการหญ้าสามวิญญาณและเป็นมันที่สังหารสามีข้า มันเป็นเช่นปีศาจในร่างมนุษย์”
“มังกรน้อย เจ้าแน่ใจว่าเป็นคนเดียวกับนายของราชาผู้นี้?” ราชาภูตพยามที่จะกล่าวเกลี่ยกล่อม
“มันจะไม่ใช่คนเดียวกันได้อย่างไร พลังปราณทมิฬในร่างของมันเหมือนชายชุดดำเมื่อสิบหกปีก่อนไม่ผิดเพี้ยน
ราชาแห่งเวลาเรื่องนี้ต่อให้เป็นท่านก็ไม่สามารถจะหยุดข้าได้”ความเกลียดชังที่ฝังรากลึกปรากฎอยู่ในน้ำเสียงของมัน
ได้ยินเช่นนั้นหนิงเทียนเข้าใจเรื่องราวทั้งหมดได้เป็นอย่างดี สถานที่แรกที่มันเกิดบนโลกแห่งนี้คือหุบเขาหมื่นอสูรและเป็นบิดาสี่ที่เก็บมันมาจากที่แห่งนี้
ในเมื่อเหตุการณ์เป็นเช่นนี้ มันไม่สามารถหลีกเลี่ยงการปะทะได้อีกแล้ว หนิงเทียนกล่าวออกด้วยเสียงเย็น “อู๋ชางเรื่องนี้ข้าให้เจ้าจัดการ”
ราชาภูตได้ยินเช่นนั้น มันหันมองไปยังใบหน้าเจ้านายของมันโดยไร้ซึ่งคำพูดอยู่ชั่วครู่ก่อนที่จะกล่าวออก
“คุณชายท่านอย่าได้ล้อราชาเล่น พลังของราชาเป็นเพียงแดนมนุษย์เท่านั้นจะเอาอะไรไปจัดการกับอสูรปีศาจขั้นที่1ได้”
“จะยากเย็นอันใด เจ้าจงจับมันยัดลงไปในมิติอนันตเวคีให้ซานซันจัดการ”หนิงเทียนกล่าวออกอย่างโหดเหี้ยม มันเป็นวิธีเดียวและยังเป็นวิธีที่ง่ายที่สุดสำหรับมันอีกด้วย
“คุณชายจำคร่าแรกที่พวกเราเจอกันได้หรือไม่ ครั้งนั้นราชากล่าวว่าท่านเป็นพวกไร้ประสบการณ์ไม่ใช่เรื่องที่ราชาก่นด่าให้สนุกปากไปเล่นๆเท่านั้น
แต่เป็นเพราะท่านนั้นยังไร้ประสบการณ์ต่อสู้มากนัก” มันกล่าวออกด้วยน้ำเสียงตึงเครียด
“หมายความว่าอย่างไร?” หนิงเทียนมั่นใจอยู่หลายส่วนถึงวิธีพลิกแพลงและประสบการณ์ต่อสู้ของตัวมันเอง
“ในการต่อสู้กันของเหล่าราชัน สิ่งที่มันต้องทำเป็นอันดับแรกคือการสร้างเขตแดนไม่ให้ผู้ใดมาบิดมิติรอบๆตัวได้
ถ้าเรื่องในคราวนั้นท่านฉลาดสักหน่อยเพียงส่งลมปราณไปแทรกแซงมิติธาตุรอบๆตัว ด้วยพลังแดนมนุษย์ของราชาก็ไม่สามารถใช้พลังธาตุมิติส่งท่านไปไหนได้แล้ว
และตอนนี้ที่แย่ที่สุดคือ ยัยมังกรตัวเมียนั้นรู้จักราชาผู้นี้ดี มันได้จัดการบิดเบือนมิติรอบๆตัวออกเป็นเอกเทศเรียบร้อยแล้ว”
ไม่มีคำใดออกจากปากของหนิงเทียน “…............”
นี้มันหลงทำสัญญาจิตวิญญาณกับพวกไร้ประโยชน์หรอกรึ เวลานี้มันไม่แน่ใจแล้วว่าใครกันแน่ที่ได้ประโยชน์จากสัญญาที่พวกมันทั้งสามทำร่วมกัน
ทันใดนั้น หางอันมหึมาที่ขดยาวซ้อนกันขยับไหว ส่งลมกรรโชกที่รุนแรงยิ่งกว่าลมหายใจมังกรที่มันพบเจอในทะเลสาบมายาไม่รู้กี่เท่า พุ่งเข้าใส่ร่างของหนิงเทียน
หนิงเทียนไม่รอช้า โอสถสวรรค์ปกป้องหัวใจปรากฏในมือของหนิงเทียน มันรีบโยนเข้าปากทันทีพร้อมทั้งคลายปราณเทพอสูรที่คุ้มครองกายออกแปรเปลี่ยนพลังปราณทั้งหมดไปที่ท่าเท้าเก้าวิญญาณท่องนภาเต็มสิบส่วน
ขณะเดียวกันมันพุ่งทะยานหนีออกไปอย่างรวดเร็ว
ฉับ!!!!! เสียงของลมกรรโชก เฉือนกลางแผ่นหลังของหนิงเทียนสร้างบาดแผลยาวลึกบนกลางหลัง มันทำได้แต่กัดฟันรับความเจ็บปวด พร้อมทั้งยังทะยานร่างหนีออกให้ห่าง
มังกรพิษฟ้าครามรำคามด้วยเสียงดุร้าย ต้นไม้เล็กใหญ่ในบริเวณรอบๆสั่นไหวอย่างรุนแรง บังเกิดพายุหมุนขนาดเล็กขึ้นนับสิบสาย เวลานี้เสียงของอสนีก้องคำรามพิโรธไปทั่วฟ้าราวกับจะตอบสนองต่อโทสะของพญามังกรตัวนี้
มังกรพิษฟ้าครามเลื้อยร่างพุ่งตามหนิงเทียนไป ลำตัวขนาดมหึมาของมันตวัดพันรอบทำลายทุกสิ่งที่ขวางเส้นทาง
ทุกจุดที่มันพุ่งผ่านต้นไม้น้อยใหญ่ หักร่วงระเนระนาด หน้าผาที่สูงชนถูกร่างกายอันใหญ่โตของมันบดบี้จนกลายเป็นฝุ่นผง ใบไม้และบุปผาถูกบดอัดจนปลิวว่อนอยู่กลางอากาศ
แต่สวรรค์ยังมีตา โชคยังเข้าข้างหนิงเทียนอยู่บ้าง ด้วยร่างกายที่ใหญ่โตมหึมาของมันทำให้ความเร็วของมัน ไม่ได้สูงมากนัก
หนิงเทียนมองไปยังร่างสีครามที่กำลังพุ่งเข้ามา มันถามออกด้วยเสียงสั่นสะท้านว่า
“อู๋ชาง เจ้ามีแผนดีๆที่จะทำให้พวกเรารอดไปจากมันหรือไม่!!”
ลดราคาพิเศษสุด ติดต่อ Facebook ภพทนันท์ นักเขียน ข้ามกำแพง เพิ่มเพื่อนแล้ว ทักมาหาผมได้เลย
ตัวหนังสือในกลุ่มอ่านง่ายกว่านี้ และ สนุกกว่านี้ รับประกัน100%