ผู้ฝึกพลังวัตรในขอบเขตสุมารุขั้นหนึ่งสามารถใช้พลังในร่างกายออกมาโจมตีคู่ต่อสู้ด้วยพลังที่มีรูปร่าง หากมีขั้นพลังที่สูงขึ้นพลังที่นำออกมาโจมตีคู่ต่อสู้ก็จะยิ่งมากด้วย แต่ความเป็นจริงการแบ่งแยกผู้ฝึกพลังวัตรที่เห็นเด่นชัดนั่นก็คือ...พลังในขอบเขตสุมารุและขอบเขตกิเลสมาร
พลังในขอบเขตจุติสวรรค์ช่วยให้ร่างกายแข็งแรงขอบเขตสุมารุสามารถใช้พลังจากภายในสู่ภายนอก ขอบเขตกิเลสมารสามารถแปลงกายแต่ไม่ใช่การใช้ทักษะความรู้ในการแปลงกาย
พลังลมมากมายที่พุ่งออกจากติงเซิ้นซาระเบิดออกรอบด้านอันเจิงก้อนหินที่เท้าอันเจิงก็ทนต่อแรงระเบิดนี้ไม่ไหว แต่อันเจิงมีเกล็ดมัจฉาคุ้มกันอยู่ถึงแม้จะมีแค่สี่ชิ้น แต่พลังระเบิดที่แสนจะทรงพลังก็ถูกกันไว้ด้านนอกหมดแล้ว
“นี่น่ะหรือ พลังที่เจ้ามี?”
เกล็ดมัจฉาค่อย ๆ แยกจากกัน อันเจิงมองติงเซิ้นซาด้วยสายตาที่เฉยชา“อ่อนแอจริง ๆ”
ติงเซิ้นซารู้สึกหวาดกลัวขึ้นมาจากการที่เห็นแววตาของอันเจิงแต่ช่วงที่ผ่านมานี้ เขาได้รับการชี้แนะจากมารลำดับที่สิบเก้าในตำราเล่มนั้นตลอดเขาเปิดผนึกร่างกายของตัวเองตามคำแนะนำของมาร ฉะนั้นพลังจึงเพิ่มมากขึ้นถึงแม้เขาจะรู้สึกหวาดกลัวขึ้นมาจากแววตาของอันเจิง แต่ก็ไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองจะพ่ายแพ้การต่อสู้ในครั้งนี้
“งั้นข้าจะให้เจ้าได้เห็นว่าอะไรคือพลังที่แท้จริง!”
เขายกหอกยาวขึ้นพลังที่แผ่ออกมาจากหอกยาวสีดำมากจนน่ากลัว ตามมาด้วยการหมุนตัวของเขาพลังจากหอกยาวสีดำก็มากขึ้นเรื่อย ๆ เพียงครู่เดียวก็กลายเป็นพลังมังกรดำก้อนหินบนพื้นลอยขึ้นแล้วพุ่งมาที่อันเจิงราวกับเม็ดฝนด้วยความเร็วที่ไม่อาจจะเปรียบเปรยได้
เกล็ดมัจฉาทั้งสี่ที่อยู่รอบอันเจิงเคลื่อนตัวมาบังตรงหน้าดั่งโล่ขนาดใหญ่อันเจิงก้าวไปด้านหน้า ก้อนหินทั้งหมดที่ชนเข้ากับเกล็ดมัจฉาแตกสลายจนกลายเป็นเศษผงส่วนอันเจิงก็ยังคงก้าวไปด้านหน้าอย่างต่อเนื่อง
“อันเจิง เจ้ามีสิทธิ์อะไรมาแข่งกับข้า?! ข้าได้ความช่วยเหลือจากผืนฟ้า!”
ขณะนี้ ติงเซิ้นซาที่ไม่สามารถล้มอันเจิงได้อย่างง่ายดายกำลังระเบิดโมโหมากขึ้นเรื่อย ๆ ท่าทางที่เขาระเบิดความโมโหออกมาเช่นนี้แสดงให้เห็นถึงความกลัวในใจที่มากขึ้นเช่นกันเรื่องที่อันเจิงล้มเขาก่อนหน้านี้ ราวกับเป็นเมฆดำที่ปกคลุมส่วนลึกในใจเขาและไม่มีวันจางหายไปนอกเสียจากจะเหยียบอันเจิงไว้ใต้เท้าได้ ไม่เช่นนั้น เมฆดำในใจก็จะไม่มีทางหายไป
“หลังจากข้าพ่ายแพ้ให้แก่เจ้าข้าก็เจอกับโอกาสที่เหมาะเจาะ นี่ก็คือความช่วยเหลือที่ผืนฟ้ามอบให้ข้า ข้าไม่ใช่คนธรรมดาอีกต่อไป!”
เขาคำรามออกมาพลังมังกรดำกวาดหินมากขึ้นเรื่อย ๆ จนสุดท้าย ก้อนหินแผ่นใหญ่ก็ยังลอยขึ้นมาจากนั้นก็พุ่งไปยังอันเจิงอย่างรวดเร็ว ส่วนอันเจิงเดินต้านลมโดยมีเกล็ดมัจฉาบังอยู่ด้านหน้าก้อนหินขนาดใหญ่ที่พุ่งเข้ามาก็แหลกละเอียดกลายเป็นเศษผงทั้งหมด
“ความช่วยเหลือจากฟ้าของเจ้าสำหรับข้ามันไม่มีความหมายอะไรเลย โชคชะตาของเจ้าสำหรับข้ามันก็ไม่มีความหมายอะไรเลยเช่นกัน”
อันเจิงเดินไปพลางพูดขึ้น“ทุกอย่างของเจ้า เมื่ออยู่ต่อหน้าข้ามันก็ไม่มีความหมายอะไรทั้งนั้นเจ้าอยากแข่งอะไรกับข้า แข่งอาวุธ? เจ้ายังมีอาวุธอะไรที่ยังไม่ได้นำออกมาอีกหรือ?อยากแข่งดวง? โชคอันน้อยนิดที่เจ้ามีไม่ได้อยู่ในสายตาข้าเลย”
พลังมังกรดำใหญ่มากขึ้น ยิ่งไปกว่านั้นราวกับผืนฟ้ายังสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา
“ตายซะ!”
สิ่งที่พลังมังกรม้วนขึ้นมาไม่ใช่แค่ก้อนหินเท่านั้นแต่มันยังมีลำแสงที่ทรงพลังเปล่งประกายอยู่ด้านในด้วยลำแสงที่เปล่งประกายอยู่นั้นก็คือหอกยาวสีดำของติงเซิ้นซานั่นเองและนั่นแสดงให้เห็นว่าระดับของหอกยาวนี้ไม่ธรรมดาเหมือนกัน
กริ๊ง!
กระดิ่งแก้วเปล่งเสียงออกมาอีกครั้งเสียงนี้ดังกังวานออกไปกลายเป็นคลื่น ก้อนหินทั้งหมดจึงถูกกดทับลงไปพลังมังกรถูกคลื่นเสียงที่ทรงพลังซัดออกไปที่อื่น ก้อนหินที่ถูกม้วนขึ้นแตกกระจายไปทั่วราวกับลูกกระสุนจากนั้นกำแพงก็ถูกแรงระเบิดนี้กระแทกจนล้มลงทีละด้าน
ถึงแม้หอกยาวสีดำที่เปล่งลำแสงจะไม่ถูกคลื่นเสียงกระแทกออกไปแต่ก็ไม่สามารถทำลายพลังของเกล็ดมัจฉาได้
ติงเซิ้นซาออกแรงมากแล้ว เขาโบกมือขึ้นจากนั้นก็มีกล่องทรงกลมที่มีลำแสงสีทองปรากฏออกมา กล่องนี้เปิดออกด้วยตัวเอง โอสถสีแดงเม็ดหนึ่งลอยออกมาจากกล่องรูปทรงกลมติงเซิ้นซาอ้าปากแล้วกลืนโอสถสีแดงนั้นเข้าไป
“จะแข่งอะไร? อย่างนั้นก็แข่งว่าใครจะอดทนได้นานกว่ากัน!”
หลังจากติงเซิ้นซากลืนโอสถสีแดงเข้าไปแล้วร่างของเขาก็เปล่งลำแสงสีแดงออกมาทันที ลำแสงนั้นพุ่งออกมาเป็นเส้น ๆจากร่างของเขา ทุกสิ่งที่ลำแสงพุ่งออกไปโดนก็กลายเป็นผุยผง เส้นผมของติงเซิ้นซาชี้ฟูขึ้นตอนนี้เขาเหมือนกับมารร้ายที่เพิ่งตื่นจากนิทรา
“ข้าบอกแล้วว่าข้ามีผืนฟ้าคอยช่วยอยู่โอสถเหล่านี้ คนธรรมดาอย่างเจ้าไม่มีวันเคยเห็นมันแน่นอน นี่ไม่ใช่โอสถทั่วไปแต่เป็นโอสถวิเศษที่มาจากอีกโลกหนึ่งต่างหาก!”
อันเจิงพูดด้วยเสียงที่ราบเรียบ“ต่อให้จะมาจากนรก โอสถของเจ้าก็อยู่เพียงระดับสีแดงเท่านั้น”
ถึงแม้จะพูดแบบนี้แต่อันเจิงกลับรู้สึกแปลกใจมากขึ้น ทำไมจู่ ๆ ติงเซิ้นซาถึงได้ครอบครองอาวุธมาร อีกทั้งยังไม่ใช่อาวุธที่มีพลังระดับต่ำมันเป็นถึงคู่ต่อสู้ที่สูสีกับกระดิ่งแก้วอีกทั้งเมื่อครู่เขาเพิ่งกลืนโอสถสีแดงเข้าไปเท่าที่ดูมาก็ไม่เหมือนโอสถวิญญาณทั่วไป แต่มันเหมือนโอสถมารมากกว่า
ก่อนจะถึงวันนี้ คนเดียวที่มาจากโลกมารแล้วเขารู้จักก็เห็นจะมีเพียงเฉินเซ่าป๋ายเท่านั้นกระดิ่งแก้วนี้ก็เป็นของที่เฉินเซ่าป๋ายมอบให้เช่นกัน เฉินเซ่าป๋ายลึกลับขนาดนั้นจนถึงตอนนี้อันเจิงยังไม่รู้เรื่องส่วนตัวที่เกี่ยวกับเขาเลยสักนิด
ตอนนี้ ติงเซิ้นซาเหมือนจะเข้าไปเชื่อมโยงกับโลกมารเสียแล้วหรือโลกมารจะมีอยู่จริง?
“โอสถวิเศษของข้าสามารถช่วยให้พลังของข้าเลื่อนขึ้นหนึ่งขั้น!”
ดวงตาทั้งสองของติงเซิ้นซากลายเป็นสีแดง“อาวุธของเจ้ามันจะแค่ไหนกันเชียว? ข้าจะกดทับเจ้าลงไป ให้เจ้าคุกเข่าร้องขอชีวิตกับข้าความแตกต่างของพลังไม่อาจใช้อาวุธมาชดเชยได้ ต่อให้เจ้าจะมีอาวุธหนึ่งหมื่นชิ้นแต่ข้าเพียงแค่ขยับมือเบา ๆ ก็สามารถส่งเจ้าไปลงนรกได้แล้ว”
“เรื่องที่เสียไปก่อนหน้านี้ข้าจะทวงมันคืนกลับมาทั้งหมด ไม่สิ! ข้าจะเพิ่มมันกลับไปสองเท่าไม่เพียงแค่ตัวเจ้าคนเดียว ทุกคนที่เกี่ยวข้องกับเจ้าก็จะถูกข้าแก้แค้นทั้งหมดทุกอย่างที่เป็นของเจ้า ข้าจะทำลายทั้งหมด ให้เจ้าเสียใจจนตาย!”
ติงเซิ้นซาที่ผมฟูและบ้าคลั่งตอนนี้ตัวเขาได้สติแตกไปแล้ว
“เจ้าพูดมากเกินไปแล้ว”
อันเจิงชี้ไปด้านหน้าเกล็ดมัจฉาทั้งสี่ชิ้นก็ลอยขึ้น ราวกับใบไม้ที่โบกสะบัดตามลมในตัวเกล็ดมัจฉายังมีลำแสงสีม่วงประกายอยู่เล็กน้อย เกล็ดมัจฉาพุ่งไปด้านหน้าไม่ว่าจะเป็นก้อนหินที่โจมตีเข้ามา หรือพลังที่ทรงอำนาจแม้แต่ลำแสงสีดำก็ถูกบดขยี้จนสลายไปทั้งหมด เท้าของอันเจิงก้าวไปด้านหน้าเร็วขึ้นตอนนี้ระยะห่างของทั้งสองเหลือเพียงไม่ถึงสามเมตรเท่านั้น
“ไปตายซะ!”
ติงเซิ้นซาคำรามออกมาด้วยความโมโหจากนั้นมือทั้งสองที่ถือหอกยาวก็พุ่งไปด้านหน้าอย่างรวดเร็วปลายหอกมีความยาวสี่สิบเซนติเมตรพุ่งตรงออกไปแล้วชนเข้าที่เกล็ดมัจฉา
ตัวของอันเจิงชาไปชั่วขณะเท้าที่ยกขึ้นหยุดชะงักกลางอากาศ พลังมหาศาลชนเข้ากับเกล็ดมัจฉาอันเจิงรู้สึกราวกับมีภูเขาลูกใหญ่กระแทกเข้ามา
“ยาที่เจ้ากินเข้าไปน้อยไปหน่อยนะกินเพิ่มอีกสิ”
เท้าของอันเจิงเหยียบลงมาได้จากนั้นก็ก้าวออกไปอย่างต่อเนื่อง หลังจากเขาก้าวไปด้านหน้าลำแสงสีดำจึงถูกซัดออกไป กลายเป็นลำแสงเล็ก ๆ พุ่งออกไปรอบด้านทุกที่ที่ลำแสงนี้พุ่งไป ที่นั่นก็มีรอยที่น่ากลัวตราไว้ ลำแสงสีดำพุ่งชนต้นไม้ทันใดนั้น ต้นไม้ก็เริ่มเหี่ยวเฉาทันทีพื้นดินที่ถูกโจมตีก็กลายเป็นดินเน่าที่ไม่อาจปลูกอะไรได้อีก มิหนำซ้ำพื้นดินที่เน่าเสียยังลุกลามไปเรื่อยๆ
ลำแสงสีดำพุ่งชนก้อนหินก้อนหินก็กลายเป็นรูทันที มันเริ่มจากรูเล็ก ๆ แล้วขยายใหญ่มากขึ้นเรื่อย ๆจากนั้นก้อนหินก็กลายเป็นเศษผงสีดำ แล้วยังมีกลิ่นแสบจมูกอีกด้วย
หากอันเจิงถูกโจมตีจากพลังมืดที่น่าพิศวงนี้โดยไม่มีเกล็ดมัจฉาป้องกันละก็เกรงว่าจะได้รับบาดเจ็บสาหัส
ขณะนี้ ระยะห่างระหว่างอันเจิงและติงเซิ้นซาเหลือเพียงแค่สองเมตรเท่านั้นพลังของติงเซิ้นซาแข็งแกร่งมาก พลังทั้งหมดพุ่งเข้าชนกับเกล็ดมัจฉา ส่วนเกล็ดมัจฉาก็แสดงพลังอำนาจมหาศาลที่แม้กระทั่งอันเจิงยังไม่อยากจะเชื่อเรื่องเกี่ยวกับเกล็ดมัจฉาทั้งหมดความจริงก็เป็นเรื่องเล่าที่มาจากปากของกู่เชียนเยว่เท่านั้น
เล่ากันว่าเกล็ดมัจฉาจะเลือกคนที่มีวาสนากับมัน จากนั้นมันจะชี้ทางให้คนที่มีวาสนารวบรวมเกล็ดมัจฉาจำนวนหนึ่งร้อยแปดชิ้นมาทั้งหมดเมื่อถึงตอนนั้น เกล็ดมัจฉาจะกลายเป็นชุดเกราะที่แข็งแกร่งและช่วยให้คนคนนั้นมีพลังที่วิเศษ
ตำนานพวกนี้อันเจิงพอจะเชื่ออยู่บ้างถึงแม้จะไม่มากแต่ก็ไม่น้อย ใต้หล้านี้ นับตั้งแต่อดีตกาลมาจนถึงปัจจุบันมีผู้ล่าเกล็ดมัจฉามานานนับหมื่น ๆ ปี แต่พลังวิเศษนั้นก็ไม่เคยปรากฏขึ้นจริง ผู้ที่มีพลังแข็งแกร่งต่อให้จะเป็นองค์จักรพรรดิที่แข็งแกร่งที่สุดในตอนนี้ ก็ยังไม่อาจครอบครองเกล็ดมัจฉาและพลังวิเศษเลย
อันเจิงเชื่อว่าเกล็ดมัจฉาจะเป็นอาวุธวิเศษที่แสนจะสมบูรณ์แบบ หากได้ครอบครองเกล็ดมัจฉาจำนวนหนึ่งร้อยแปดชิ้นจริงๆ ละก็ อาจเป็นไปได้ที่จะสร้างชุดเกราะทรงพลังขึ้นมา อีกทั้งยังเป็นหนึ่งในของวิเศษระดับสีม่วงการรวมตัวของของวิเศษระดับสีม่วงเช่นนี้ มันจะทรงพลังมากขึ้นจนน่ากลัว
“ดูเหมือนเจ้าจะเร็วแต่ไม่มีพลังนะ”อันเจิงก้าวไปด้านหน้าอีกครั้ง จากนั้นก็พูดด้วยเสียงเบา
คำนี้ราวกับเป็นมีดที่ทิ่มแทงศักดิ์ศรีของติงเซิ้นซาเดิมทีศักดิ์ศรีของเขาก็ถูกอันเจิงทำลายจนแตกไม่มีชิ้นดี ตอนนี้อยากฟื้นฟูความมั่นใจนั้นกลับมาก็คงไม่ใช่เรื่องง่าย พลังของเขาช่างอ่อนแอมากเกินไปโอสถสีแดงนั้นทำให้พลังของเขาเลื่อนระดับไปหนึ่งขั้นก็จริงแต่กลับไม่อาจทำอะไรอันเจิงได้เลย เพราะเหตุนี้ มันทำให้ติงเซิ้นซาระเบิดความโมโหออกมาจนหมด
“แล้วข้าจะทำให้เจ้าเสียใจ”
กล่องสีทองด้านข้างติงเซิ้นซาเปิดออกอีกครั้งจากนั้นโอสถสีแดงก็ลอยออกมาเป็นเม็ดที่สอง หลังจากที่ติงเซิ้นซาอ้าปากกลืนมันลงไปร่างเขาก็เปล่งประกายลำแสงสีแดงออกมาอีกครั้ง พลังในร่างก็เลื่อนไปอีกขั้นพลังที่มีมากขึ้นอย่างน่ากลัว
อันเจิงหัวเราะด้วยเสียงที่เย็นยะเยือก“ของชั้นต่ำอย่างนี้ ต่อให้จะกินอีกมากเท่าไหร่ก็ไม่มีประโยชน์ที่ผ่านมาเจ้าอยากแข่งกับข้ามากไม่ใช่หรือ ไม่ว่าอะไรก็อยากดีไปกว่าข้าทุกอย่างงั้นตอนนี้ข้าจะบอกเจ้าให้ ไม่ว่าอะไรเจ้าก็สู้ข้าไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นอะไรก็ตามเจ้าก็ด้อยกว่าทั้งนั้น ต่อให้ตอนนี้เจ้าจะกินโอสถจนหมดกล่องนั่นมันก็ไม่มีผลอยู่ดี เพราะพลังที่ข้ามีมันมากกว่าเจ้าหลายเท่าตัว”
อันเจิงประกายความเย็นยะเยือกออกมาทางแววตา จากนั้นติงเซิ้นซาก็ได้ยินเสียงคล้ายประตูที่หนักอึ้งกำลังถูกับพื้นไม่เพียงแค่ได้ยินเท่านั้น แต่เขารู้สึกได้ว่านั่นคือประตูบานใหญ่ที่หนักอึ้ง
ท่ามกลางความมึนงง ติงเซิ้นซาก็ราวกับเห็นประตูเหล็กกล้าที่ใหญ่มากกว่าหุบเขาเปิดออกตรงหน้าถึงแม้จะเปิดออกมากกว่าตอนแรกเพียงเล็กน้อยแต่ในประตูราวกับมีอสูรร้ายตัวใหญ่ที่ซ่อนตัวอยู่ด้านในแล้วกำลังพุ่งออกมา
“เจ้าไม่มีทางสู้ข้าได้ตลอดกาล”
อันเจิงยกมือขึ้นแล้วกดลง กระดิ่งแก้วร่วงลงทันทีราวกับเป็นแผ่นฟ้าที่กำลังหล่นทับลงมา
ติงเซิ้นซาไม่อาจโจมตีได้อีกแล้วทำได้เพียงยกหอกยาวสีดำขึ้นมาต้านทานกระดิ่งแก้วเอาไว้ กระดิ่งแก้วทับปลายหอกแหลมทันใดนั้น หอกยาวสีดำก็ส่งเสียงร้องครวญคราง จากนั้นตัวหอกก็เริ่มงอจนอยู่ในองศาที่น่ากลัวราวกับสามารถหักได้ตลอดเวลา
อันเจิงถีบออกไปด้านหน้าราวกับถีบเข้าที่ท้องน้อยของติงเซิ้นซาอย่างจัง
ติงเซิ้นซากระอักเลือดออกมาทำให้ชุดที่สวมอยู่กลายเป็นสีแดงทันที
“เป็นไปไม่ได้!”
ติงเซิ้นซาคำรามออกมาราวกับเป็นบ้า“เป็นไปไม่ได้ที่เจ้าจะชนะข้าอีก ข้าได้ความช่วยเหลือจากฟ้า! อันเจิงต่อให้ข้าจะตาย ก็ต้องลากเจ้าลงนรกไปพร้อมข้า!”
เขาหันไปหยิบกล่องทรงกลมสีทองเข้ามาอย่างรวดเร็วจากนั้นก็เทโอสถทั้งหมดใส่ในปาก โอสถสีแดงจำนวนสี่ห้าเม็ดถูกเขากลืนลงไปในครั้งเดียวเพียงชั่วพริบตา ร่างเขาก็ราวกับแข็งแกร่งขึ้น และขยายใหญ่ขึ้นอย่างน่ากลัวเหมือนตัวเขาพร้อมจะระเบิดได้ตลอดเวลา