บันทึกโศกนาฏกรรมของหมอผี | Tragedy of A Necromancer

    บทที่ 70 | การทดสอบนักบุกเบิกฝึกหัด 6

            แววตาของทุกคนต่างเปี่ยมไปด้วยความฉงนสงสัย เหตุใดกวีจึงอ้างตนว่าเป็นแกะดำ นี่มันหมายความว่าเยี่ยงไร แล้วทำไมผู้ที่เป็นแกะดำจึงเป็นฝ่ายตอบคำถามเสียเอง 

            “ครืน ครืน”

            ประตูเริ่มต้นสั่นไหว มันค่อย ๆ เปิดออกอย่างเชื่องช้า พลันได้เห็นเช่นนั้น แววตาของทุกคนจึงเบิกกว้างกันอย่างพร้อมเพรียง เพราะการที่ประตูเปิดออก ก็แสดงว่าคำตอบเมื่อครู่นั้นถูกต้อง

            กวีค่อย ๆ ก้าวเดินข้ามผ่านไปยังอีกฟากของประตู และเมื่อเรือนร่างของเขาล่วงเลยเส้นแบ่งระหว่างห้อง ประตูจึงเริ่มปิดลงโดยอัตโนมัติพร้อมแบ่งแยกระหว่างเขาและเหล่าผู้ท้าทดสอบ

            ท่ามกลางความงุนงงที่ยังหลงเหลือ กลับไม่มีผู้เข้าทดสอบคนใดจะสามารถไขปริศนาที่ยังคงคลุมเครือ

            “สิ่งที่เจ้าบ้านั่นพูดมันหมายความว่ายังไงกันแน่ ทำไมมันถึงตอบถูก นี่มันไม่สมเหตุสมผลสักนิด”

            “นั่นสิ ไม่เห็นเข้าใจเลยว่ะ”

            เสียงของเหล่าผู้เข้าทดสอบราวสองสามคนถูกเปล่งขึ้นเพื่อถกเถียง คำตอบเมื่อครู่ของกวีอยู่เหนือความเข้าใจของพวกเขา 

            ถึงกระนั้น แม่หญิงรูปงามกลับเป็นผู้เดียวที่ยังคงสงสัย มือขวาแตะคางพร้อมคิ้วสองข้างขมวดเข้าหากัน เธอกำลังใช้สมาธิ ครุ่นคิดและวิเคราะห์จากเบาะแสที่กวีได้เหลือทิ้งเอาไว้

            “อย่างนี้นี่เอง !!”

            เพียงไม่นานนัก เสียงของเธอพลันถูกเปล่งขึ้นดังกังวานไปทั่วทุกมุมห้อง ทุกคนจึงเร่งให้ความสนใจ ยามต่อมา ตัวเธอไม่รอช้าพลางเร่งฝีเท้าก้าวเดินไปข้างหน้าเพื่อมุ่งไปยังแท่นตอบคำถาม 

            หนึ่งนาทีสิบเอ็ดวินาที

            เวลาในยามนี้เหลือไม่มากแล้ว ทันใดนั้นมือของเธอยื่นออกไป วางลงบนปุ่มและกดเบา ๆ ราวสองสามวินาที

            “แกะดำ.. คือชั้นเอง” 

            สิ้นสุดถ้อยคำว่ากล่าว ประตูเหล็กกล้าได้เริ่มต้นเปิดออกอีกครั้ง เธอไม่รีรอและเริ่มต้นก้าวไปข้างหน้า เมื่อร่างกายข้ามผ่านไปยังอีกฟากหนึ่ง ประตูจึงปิดลงพร้อมกับเรือนร่างของเธอที่เลือนหายไป 

            สามสิบสามวินาที

            ทุกสายตาต่างเพ่งมองเข้าหาอีกฝ่าย พวกเขาล้วนต่างครุ่นคิดในสิ่งเดียวกัน

            “ซุ่มม !!”

            เรือนร่างทั้งหมดสลายหายไปในชั่วพริบตา เหล่าผู้เข้าทดสอบที่เหลือต่างมุ่งหน้าไปยังแท่นตอบคำถามด้วยความเร็วสูงสุด

            ในขณะเดียวกัน เรเวนกลับเป็นเพียงผู้เดียวที่ยังคงหยุดนิ่ง ดวงตาของเขานิ่งสงบและแฝงความเย็นชา บุคลิกช่างแตกต่างไปจากเมื่อยามปกติ

            “แปลงกายเฉพาะส่วน เท้า !!”

            เรือนร่างท่อนล่างของเรเวนค่อย ๆ แปรเปลี่ยนไป เท้าของเขาปรากฏกรงเล็บแหลมคมงอกยาว ขาทั้งสองข้างขยายใหญ่พร้อมกับกล้ามเนื้อที่อัดแน่น 

            “ซุ่มม !!”

            ในช่วงเวลาเพียงชั่วครู่พริบตา บางสิ่งได้เคลื่อนผ่านผู้เข้าทดสอบทุกคนไปอย่างรวดเร็ว ไม่มีผู้ใดสามารถติดตามได้ทัน ความเร็วของมันช่างมากล้นประหนึ่งลมพายุหมุนวน 

            “แย่แล้ว ไอ้บ้านั่นมันกำลังจะตอบคำถามแล้ว !!”

            เรเวนปรากฏกายอยู่ ณ เบื้องหน้าของแท่นตอบคำถาม เขาเร่งยื่นมือออกไปเพื่อกดปุ่มสีดำ พร้อมกับเสียงที่ถูกเปล่งขึ้นท่ามกลางความโกลาหลที่ก่อตัวอยู่เบื้องหลังของเขา 

            “แกะดำคือชั้นเอง”

            ประตูได้ถูกเปิดขึ้นเป็นครั้งที่สาม เรเวนไม่รอช้าและมุ่งหน้าไปต่อ เขาข้ามผ่านประตูเป็นที่เรียบร้อย ผู้เข้าทดสอบที่เหลือไม่มีทางเลือกและกำลังอาศัยโอกาสที่ประตูยังคงเปิดอยู่ 

            เพียงแต่ว่า พลันปลายเท้าสัมผัสกับเส้นแบ่งระหว่างห้องและประตู เรือนร่างของพวกเขากลับถูกสายฟ้าเข้าจู่โจมจนต้องล้มลงอย่างมิอาจเลี่ยงหลีก

            ณ อีกฟากหนึ่ง สิ่งที่รอคอยเรเวนคือทางเดินที่ทอดยาวออกไปข้างหน้าไกลสุดลูกหูลูกตา พร้อมกับผู้สอบผ่านอีกสองคน หนึ่งคือกวีคนที่เขารู้จักเป็นอย่างดี และอีกหนึ่งคือหญิงงามที่ลึกลับและน่าค้นหาเป็นที่สุด 

            “รอดหวุดหวิดเลยแฮะ ตอนแรกนึกว่าจะไม่ผ่านซะแล้ว แต่ดูเหมือนว่าจะมีแค่พวกเราสามคนที่ผ่านสินะ” เรเวนทอดถอนหายใจด้วยความเหน็ดเหนื่อย เพราะหากช้าอีกเพียงเสี้ยววิ ตัวเขาก็คงไม่มีทางสอบผ่านและต้องรอคอยอีกถึงหนึ่งปีเต็ม 

            “ไม่เลย มันถูกกำหนดให้มีเพียงสามคนตั้งแต่แรกอยู่แล้วต่างหาก” แม่หญิงผู้มีนัยน์ตาสีมรกตเริ่มต้นกล่าว รอยยิ้มของเธอทำให้เรเวนรู้สึกฉงนสงสัย แต่แล้วเธอกลับหยุดเงียบไปชั่วครู่หนึ่ง ใบหน้าหันมองไปยังทิศทางที่กวียืนอยู่และจึงพูดต่อ “ใช่ไหม พ่อหนุ่มรูปหล่อ”

            กวีมิได้เปล่งวาจาเพื่อโต้ตอบกลับ เพียงแค่เผยยิ้มบาง ๆ ราวกับกำลังสื่อถึงบางสิ่ง

            “หมายความว่ายังไง ?” คำถามถูกเอ่ยออกมาผ่านริมฝีปากของเรเวน ในสถานที่แห่งนี้ มีเพียงเขาเท่านั้นที่มิได้ล่วงรู้ถึงความเป็นจริง นัยน์ตาของเขาหรี่เล็กลง ลึกลงไปในดวงตามีความหงุดหงิดไม่สบายใจเพราะทุกคนทำราวกับตนเป็นคนนอก

            “ก็ได้ เดี๋ยวชั้นจะอธิบายให้ฟัง” แม่หญิงรูปงามเริ่มพูดพลางยกนิ้วชี้ขึ้นมา “แต่ก่อนอื่น ชั้นมีหนึ่งคำถามที่ต้องการจะถามนาย คิดว่าทำไมเจ้าหนุ่มรูปหล่อคนนี้ถึงต้องรอให้เวลาเหลือเพียงนาทีเศษโดยไม่ยอมตอบคำถามกันล่ะ”

            เมื่อได้ยินคำถาม เรเวนจึงเร่งใช้สมองเพื่อครุ่นคิด 

            “เข้าใจแล้ว! เพื่อยื้อเวลา หรือก็คือเพื่อตัดโอกาสที่คนอื่นจะสอบผ่านโดยการลอกคำตอบของเขา !!”

            พลันได้ยินเช่นนั้น มุมปากเธอยกโค้งขึ้นน้อย ๆ หากสายตากลับแฝงนัยอื่น 

            “ถูกต้อง แต่หากมั่นใจในคำตอบของตนและต้องการตัดคู่แข่งจริง เช่นนั้นเขาก็ควรรอจนกว่าจะเหลือเวลาเพียงแค่สามสิบวินาที แต่กลับเหลือเวลาอีกตั้งนาทีเศษ ซึ่งมันก็มากพอที่คนอื่นจะไหวตัวทันและตอบคำถาม แบบนี้นายไม่คิดว่ามันแปลกบ้างรึไง”

            เรเวนลองครุ่นคิดอีกครั้ง คำถามนี้คลับคล้ายคลับคลาว่าตนสามารถคาดเดาคำตอบ และเพียงไม่นานนัก เขากลับสามารถตระหนักได้ถึงบางสิ่ง นั่นคือถ้อยคำที่หญิงสาวผู้นี้เคยพูดก่อนเริ่มต้นการทดสอบ 

            “เข้าใจล่ะ สามสิบวินาทีที่เธอพูดเมื่อตอนนั้นคือระยะเวลาที่ประตูเปิดและปิดลงสินะ”

            เรียวปากของหญิงสาวบางเม้มเข้าหากันเป็นรอยยิ้มบาง ๆ อย่างพึงพอใจพลันได้ยินคำตอบ 

            “ถูกต้องตามนั้น แต่หากจะให้ชั้นพูดตามตรง ชั้นคิดว่านายคือคนเดียวที่พ่อหนุ่มคนนี้ต้องการให้สอบผ่านซะอีก แต่การที่หมอนั่นเหลือเวลาเอาไว้ถึงหนึ่งนาทีเศษ ก็แสดงว่าเขาต้องให้ใครอีกคนผ่านเข้ารอบไปพร้อมกับเขา”

            ทุกถ้อยคำกำลังชี้แจงการกระทำอันแฝงเล่ห์เหลี่ยมของกวีจนหมดเปลือก ทันใดนั้นแววตาของเธอเริ่มต้นหันเหทิศทาง เธอเหลือบมองไปยังกวีพร้อมกับกล่าวว่า “ใช่ไหม พ่อหนุ่มรูปหล่อ”

            สีหน้าของบุรุษผู้นั้นเผยให้เห็นถึงความพึงพอใจในคำตอบ รอยยิ้ม ณ มุมปากแผ่ลามไปถึงดวงตาขณะที่เอ่ยเรียบ ๆ 

            “ให้ตายสิ รู้มากซะจริงเลยนะ แต่ได้มาขนาดนี้ก็คุ้มค่าที่ ‘เดิมพัน’ เอาไว้สูงกับพวกเธอ”

            ทันใดนั้น ขณะที่กวีกำลังสนทนากับแม่หญิงรูปงาม เสียงของเรเวนกลับดังก้องกังวานเข้าแทรกในฉับพลัน

            “แต่เจ้านี่ไม่ได้บอกใบ้อะไรให้แก่ชั้นเลยนะ”

            ถ้อยคำนั้นของเรเวนสร้างความประหลาดใจให้แก่หญิงสาว เธอมองกวีแวบหนึ่งแล้วก้มหน้าลงครุ่นคิดอย่างฉงนใจ

            หนึ่งคำถามพลันปรากฏขึ้นในหัวของเธอ เพราะหากทั้งสองมิใช่เพื่อนกัน แล้วเหตุใดจึงต้องเหลือเวลาเอาไว้สำหรับการตอบคำถามของสองคน 

            จะต้องมีบางสิ่งที่ไม่ชอบมาพากล ชายที่อยู่ตรงหน้าเธอมิใช่คนโง่อย่างแน่นอน ฉะนั้นทุกการกระทำของเขาจำต้องมีเหตุผลแอบซ่อนเร้น

            “รู้แล้ว !!”

            เสียงของเธอก้องกังวานพร้อมแววตาที่เปล่งประกาย 

            “หมายความว่าไง ?” เรเวนเร่งเอ่ยถามอีกครั้ง ยามนี้คงมีเพียงแค่เขาที่มิได้รู้เรื่องรู้ราวเฉกเช่นทั้งสองคน

            “มันก็แค่หลักจิตวิทยาง่ายๆ ลองคิดดูสิ ในกรณีที่ทุกคนต่างมีคำตอบอยู่ในใจ เป็นใครก็ต้องการจะทดสอบคำตอบของตัวเองว่าถูกต้องหรือไม่ใช่ไหมล่ะ”

            เรเวนพยักหน้ายอมรับดังที่หญิงสาวกล่าว พลันเห็นว่าเขามิได้แสดงออกถึงความงงงวย เมื่อนั้นหญิงสาวจึงเริ่มว่าต่อ

            “ทว่าด้วยเงื่อนไขที่ว่าหนึ่งคนสามารถตอบได้เพียงครั้งเดียว จึงทำให้ความมั่นใจในคำตอบของตนพลันลดน้อยลงไป พวกเขาส่วนใหญ่จะไม่กล้าตอบ เพราะฉะนั้น พวกเขาจึงเฝ้ารอจนกว่าจะมีใครสักคนตอบคำถาม จากนั้นจึงนำคำตอบนั้นมาวิเคราะห์เพื่อหาคำตอบที่ถูกต้อง”

            เรเวนยังคงรับฟังอย่างเงียบๆ ขณะนี้ในหัวของเขาเริ่มต้นปะติดปะต่อในสิ่งที่หญิงสาวต้องการจะสื่อได้บ้างราง ๆ แล้ว 

             “ถึงแบบนั้น ก็มักจะมีบางกรณีที่คำตอบนั้นคลุมเครือจนเกินไป แม้จะเป็นคำตอบที่ถูกต้อง ทว่าหากคำตอบไม่ได้เป็นไปตามหลักของเหตุและผล ผู้คนก็มักจะเฝ้ารอ ‘การยืนยันครั้งที่สอง’ และเมื่อถึงตอนนั้น พวกเขาทุกคนจะเชื่อไปในทิศทางเดียวกันในทันที ไม่ว่าคำตอบดังกล่าวจะผิดแปลกไปจากสิ่งที่คิดหรือหลักตรรกะและเหตุผลเพียงใดก็ตาม”

            นับจากการร่ายยาวหลายนาที เธอหยุดริมฝีปากของตนมิให้ขยับราว ๆ สามลมหายใจ และจากนั้นคำพูดต่าง ๆ จึงทะลักพรูขึ้นมาพร้อมกันอีกครั้ง

            “นี่เป็นเพียงการคาดเดาของชั้น แต่ดูเหมือนว่าพวกเราสองคนกำลังถูกทดสอบโดยชายผู้นี้ ว่าในยามที่ต้องรับมือกับความกดดันที่เพิ่มพูนจนถึงขีดสุด พวกเราจะมีความสามารถมากพอที่จะฝ่าฟันปัญหาทั้งหมดและผ่านการทดสอบได้หรือไม่”

            คำตอบของเธอสร้างความพึงพอใจอย่างมากล้นให้แก่กวี เขาคลี่ยิ้มออกมาปานประหนึ่งแผนการที่ตนวางเอาไว้ได้บรรลุผลแล้ว

            “ถูกต้อง ก็อย่างที่ผู้คุมสอบแว่นบอก สิ่งสำคัญของการเป็นนักบุกเบิกคือการทำงานร่วมกันเป็นกลุ่ม ซึ่งมันแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยหากหลายปัจจัยไม่เอื้ออำนวย ทักษะ ความสามารถ รวมไปถึงความเชื่อใจ ซึ่งในสายตาของชั้น พวกเธอทั้งสองมีคุณสมบัติครบถ้วนตามที่ชั้นต้องการ คุณผู้หญิงเป็นคนเยือกเย็น ไหวพริบและความสามารถในการวิเคราะห์ไม่ได้ด้อยไปกว่าใคร ส่วนเรเวน ความสามารถทางกายภาพของนายถือว่ายอดเยี่ยม หากจะให้ชั้นเดา ชั้นคิดว่าในการตอบคำถามของนายคงต้องพึ่งความเร็วอย่างมหาศาลเพื่อเอาชนะเหล่าผู้เข้าทดสอบคนอื่นๆ ร่างกายของพวกเขาทั้งหมดล้วนผ่านการฝึกฝนมาอย่างหนักหน่วง และการที่นายสามารถมาได้ถึงจุดนี้ ก็แสดงว่านายเหนือกว่าพวกเขาในทางกายภาพมากนัก”

            กวีกล่าวชมทั้งสองอย่างไม่ปิดบัง ทุกถ้อยคำล้วนออกมาจากก้นบึ้งของหัวใจ 

            “หรือหากจะให้พูดในอีกหนึ่งความหมาย..”

            เขาเริ่มต้นกล่าวอีกครั้ง

            “วัตถุประสงค์ของการทดสอบที่สอง..”

            ‘ก็คือการหาสหายร่วมรบที่สามารถฝากฝังแผ่นหลังให้แก่กันได้ยังไงล่ะ’

            พูดจบกวีพลันยื่นมือออกไปข้างหน้า พร้อมรอยยิ้มของเขาอย่างเป็นมิตรปรากฏผ่านนัยน์ตาของฝ่ายตรงข้าม 

            “ยินดีที่ได้รู้จัก ชั้นชื่อกวี ไม่นึกเลยว่าจะได้เจอคนสวย ๆ เช่นเธอในการทดสอบที่มีแต่พวกผู้ชายกล้ามโตเช่นนี้”

            สุ้มเสียงกวีรื่นหูดุจดังสายธารไหลริน เมื่อนั้นเรเวนจึงยื่นมือขวาออกไป เขาวางมือลงบนฝ่ามือของกวีและพูดขึ้น “ชั้นเรเวน เวเบอร์ ยินดีที่ได้รู้จักอีกครั้ง”

            หลงเหลืออยู่เพียงผู้เดียว หญิงสาวไม่รอช้าพลางยื่นออกไปวางเหนือฝ่ามือของเรเวนอีกที

            ประโยคสุดท้ายถูกเอ่ยออกมาด้วยเสียงที่อ่อนหวานปนทุ้มเล็กๆ คำพูดต่าง ๆ ทะลักพรูขึ้นมาพร้อมหนึ่งสิ่งที่น่าประหลาดใจ 

            “ยินที่ได้รู้จักพวกนายเช่นกัน ชื่อของชั้นคือเอมบริโอ้ เซนซี่ และที่สำคัญยิ่งกว่า..”

            ‘ชั้นเป็นผู้ชาย’

    คล้ายกับเรื่องบันทึกโศกนาฏกรรมของหมอผี | Tragedy of A Necromancer ที่คุณอ่าน