【Perfect Life】

    40 – งานพรอม

    40 – งานพรอม

            สำหรับนักเรียนชั้นปีสาม นั้นมีเวลาว่างมากพอสมควรพริสทีนเลยนั่งเย็บเสื้อผ้าต่อในห้องพักพยายามสร้างรองเท้าให้เหมาะแก่การเดินทางวัตถุดิบดีเลยทำให้เธอสามารถร่ายเวทย์ใส่เสื้อผ้าได้

            คราวนี้ทดลองเป็นทีเรียบร้อย

            ไม่มีระเบิดแน่นอน!!!

            เสื้อผ้าทั้งหมดนอกจากตอนตัดเย็บเสริมด้วย [เส้นใยเหนียวหนืด]ทำให้ไม่มีทางขาดง่ายๆ

            และยังร่าย [เวทย์ป้องกัน] อีกแรง หากการโจมตีนั้นไม่รุนแรงมากพอ

            ตามด้วย [ปรับสมดุลร่างกาย] เวลาอยู่ในพื้นที่ร้อนและหนาวจะได้ไม่มีปัญหา

            นอกจากนี้ยังใส่ [ต้านทานค่าสถานะผิดปกติ] เสริมเข้าไปอีก

            ในที่สุดก็ได้เสื้อผ้าที่สามารถทนต่อพลังตัวเองได้เสียที!

            “อ่ะ เกือบลืมทำชุดสำหรับงานบอลซะแล้ว”

            ลุกขึ้นไปจัดผ้าสำหรับงานพรอมที่กำลังจะถึงฉลองสำหรับเด็กใกล้เรียนจบงานพรอมในยุคนี้ก็เหมือนกับงานเลี้ยงเปิดตัวของเหล่าเด็กที่จะเฉิดฉายในสังคมชนชั้นสูงชายหนุ่มต้องแต่งตัวให้หล่อเหลา ส่วนหญิงสาวต้องแต่งตัวให้สวยงาม

            ทุกคนต้องดึงเสน่ห์ให้ได้มากที่สุดเพื่อเป็นจุดเด่นของงาน

            ภายในงานจะมีเดินพูดคุยทักทาย ทานอาหารเลิศหรูงานเต้นรำ และยังมีประเพณีเก่าอย่างการชวนไปเป็นคู่เหมือนที่เคยเห็นในหนังบ่อยๆหากเป็นคู่รักจะเลือกดอกไม้ติดไว้ที่ตัว

            ดังนั้นชุดจึงเป็นสิ่งสำคัญสำหรับงานพรอมครั้งนี้

            เธอกับชิอินะได้รับหน้าที่ในการทำชุดของทุกคนเพื่อไม่ให้เสียเงินจ้างตัดส่วนเครื่องประดับสเตลล่าจะเป็นคนทำให้

            จนมาหยุดอยู่ชุดสูทของท่านไลแคนสีคราม...

            “จะว่าไป...”

            นั่งนึกย้อนกลับไปช่วงปิดเทอมตั้งแต่วันนั้นเธอรู้สึกแปลกตอนคุยกับเดฟไกส์แทบทุกครั้ง เหมือนเขาพยายามทำตัวปกติเพื่อซ่อนอะไรอยู่อย่างซ่อนสีหน้าที่เธอเหลือบไปเห็นเข้าครั้งนั้น

            จนตอนนี้เธอก็ยังคงสงสัยว่าทำไมถึงทำหน้าแบบนั้นกัน

            เพราะเธอไม่ได้ชวนเขาร่วมเดินทางด้วยงั้นหรือ?

            สีหน้านั่นไม่ได้แสดงว่าโกรธหรือน้อยใจ แต่มันเหมือน...

            “ทำหน้า...อย่างกับว่าเราจะไม่ได้เจอกันยังไงไม่รู้”

            > ไนกี • ทำการวิเคราะห์ • คำตอบ: ข้าเองก็คิดเช่นนั้น

            “ใช่มั้ย? สีหน้านั่นดูยังไงฉันก็ไม่เข้าใจอยู่ดีแต่...” มันเห็นแล้ว...เจ็บปวด ยังไงไม่รู้...

            > ไนกี • ทำการวิเคราะห์ • คำตอบ:บางทีอาจจะมีเหตุผลจำเป็น และมีความเป็นไปได้สูงถึง 2 เหตุผลด้วยกัน

            เหตุผลแรกคือเขาอาจจะผิดหวังที่ท่านไม่ยอมบอกเขาก่อน

            อีกเหตุผลหนึ่งคือ...เขาไม่สามารถร่วมเดินทางกันท่านได้

            “.....เอ๊ะ?” แอบชะงักไปเล็กน้อย“ทำไมเดินทางไปกับฉันไม่ได้ล่ะ? ขนาดตอนอยู่ที่นี่ยังได้เลย?”

            > ไนกี • ทำการวิเคราะห์ • คำตอบ:คาดการณ์ว่าเป็นเรื่องของอาณาเขต

            “อาณาเขตงั้นเหรอ... “ ถ้าเกี่ยวกับอาณาเขตแสดงว่าบางพื้นที่อาจจะไม่นับถือไลแคนสีครามงั้นสินะ..

            ความเห็นที่สองมีความเป็นไปได้มากที่สุด

            ถ้าเกิดเดฟไกส์เดินทางร่วมกับเธอไม่ได้ขึ้นจริงๆ...แค่คิดก็แอบใจแป้วไปพอควร ทั้งที่ทุกทีไม่เคยรู้สึกแบบนี้มาก่อน

            สุดท้ายก็ตัดสินใจไปเดินตามหาเขาเพื่อถามเหตุผลปรากฏว่าเขากลับไปหมู่บ้านลับแลชั่วคราวเลยไปสอบถามเพื่อนว่ามีบางอย่างผิดปกติหรือไม่ขณะคุยกับเดฟ

            “ข้าไม่ได้คุยอะไรกับเขาเท่าไหร่ครั้งล่าสุดที่คุย...ดูเหมือนจะเป็นเรื่องหมู่บ้านเก่าของข้าน่ะ...”ชิอินะตอบขณะทำชุดให้ไลรอนอยู่ห้องนั่งเล่น

            “หมู่บ้านของชิอินะ? หมู่บ้านของพวกภูติน่ะเหรอ?”

            “อืม... เขาถามประมาณอยู่ไกลไหมมีสภาพยังไงอะไรประมาณนั้นน่ะ... ตอนบอกไปแอบเห็นว่าทำหน้าเครียดใส่ด้วยล่ะ”

            “จะว่าไปเขาถามลูเธียนเกี่ยวกับหมู่บ้านดาร์คเอลฟ์ด้วยล่ะจ้ะ”

            “ถามเรื่องอาณาจักรของเราด้วย...”มาริอาตอบหลังสเตลล่า เธอมาช่วยทำเครื่องประดับอีกแรงหนึ่งเพราะชุดของเธอก็ขอให้พริสทีนทำให้เช่นกัน

            “งั้นเหรอ...” ยิ่งคิดก็มีโอกาสจะเป็นเหตุผลอย่างที่สองจริงๆ...

            ตลอดหลายปีผ่านมาอยู่กับเดฟไกส์และพวกสเตลล่าบ่อยจนไม่สามารถอยู่คนเดียวได้

            แต่กับเดฟไกส์ที่เจอกันมาก่อนหน้ามาอยู่หมู่บ้าน…

            หลังจากนี้จะเป็นยังไงกันนะ...

            “จะว่าไปข้าได้ยินมาว่าเจ้าจะเดินทางหลังเรียนจบงั้นเหรอ...”

            หญิงสาวผมเงินหยุดมือจากการทำชุดหันไปมองเพื่อนตนเอง

            “ไปได้ยินมาจากไหนน่ะ...”

            “ท่านเนสได้ยินที่เจ้ากับท่านเคออสคุยกันอยู่ฟีเรกับไลรอนเองก็รู้แต่เขาไม่พูดอะไร แต่พวกเราอยากรู้ความจริงน่ะจ้ะ...”

            ทั้งที่เก็บไว้เพื่อจะบอกหลังเรียนจบแต่ความดันแตกก่อนซะได้คงมีแต่ต้องยอมบอกความจริง

            “....อือ ใช่แล้วล่ะ” จะโดนโกรธอีกไหมนะ...

            “อย่าลืมส่งจดหมายมาหาข้าบ้างล่ะ...”ชิอินะตอบขณะก้มหน้าตัดชุดอยู่

            “เอ๊ะ?”

            “ถ้ายังไงก็อย่าลืมแวะไปหมู่บ้านเอลฟ์แล้วกลับมาเล่าให้ข้าฟังด้วยนะคะพริสทีน”สเตลล่าเองก็ยิ้มหวานให้

            เป็นคำตอบที่ทำเอาพริสทีนเอ๋อไปพอควรนึกว่าจะโดนโกรธแท้ๆ “ทั้งคู่...ไม่โกรธฉันเหรอ?”

            เอลฟ์สาวมองเจ้าหล่อนงงๆ “โกรธทำไมล่ะคะ?”

            “ก็...พึ่งมาบอกว่าจะเดินทางอะไรแบบนี้”

            “จะโกรธทำไมล่ะ...ยังไงซะเจ้าเองก็คงมีเหตุผลที่จะทำแบบนั้นใช่ไหม? แต่อย่างน้อยก็อย่าลืมซะล่ะว่าพวกเราทุกคนยังคงรออยู่ที่หมู่บ้าน...ถ้าคิดถึงก็สามารถมาแวะมาเยี่ยมได้ตลอดเลย...”

            “ใช่จ้ะแล้วก็เดินทางเจอที่ใหม่ๆก็อย่าลืมพวกเราะซะล่ะ ถ้าลืมล่ะก็งอนแน่ๆเลย!”

            “แต่ถ้าเหงาจริงก็แวะมาหาข้าที่อาณาจักรได้นะ...”

            เป็นคำตอบชวนอบอุ่นใจเข้าใจความหมายของการเดินทางครั้งนี้และไม่รั้งตัวเธอเอาไว้ นอกจากชิอินะจะเป็นเพื่อนคนสนิทก็ยังให้ความรู้สึกเหมือนแม่อีกคนหนึ่ง...

            “ขอบคุณนะทั้งสองคน...”

            “แต่เจ้าคงต้องไปจัดการคุยกับไลรอนและฟีเรอีกทีนะ...”

            “อะ จริงด้วยสิ”

            ถึงทั้งสามคนจะยินยอมแต่อีกสองคนมั่นใจว่าน่าจะมีงอนบ้าง และก็เป็นไปตามคาดเมื่อทั้งคู่กลับมาก็พยายามไม่คุยกับเธอจนต้องง้อด้วยอาหารหรือไม่ก็พูดจาหว่านล้อมให้หายโกรธ

            “คราวหน้าถ้ามีเรื่องปิดบังอีกข้าไม่ยอมใจอ่อนอีกแน่”

            “จ้าๆ”

            แอบขำเล็กๆ เข้าใจแล้วว่าทำไมในสมัยก่อนเวลาดูรายการโทรทัศน์แล้วดาราหญิงบางส่วนชอบบอกว่าชอบผู้ชายงอน

            เพราะเวลางอนแบบนี้ก็ดูน่ารักไม่น้อย

    •

            “สรุปว่าไงคะท่านเดฟไกส์?”

            เทียร่ามองราชาของตนนั่งครุ่นคิดนั่งเครียดอยู่ท่ามกลางกองหนังสือเกี่ยวกับเมืองต่างๆในห้องสมุดของหมู่บ้าน

            หลังจากวันที่พริสทีนบอกว่าจะออกเดินทางก็เป็นแบบนี้มาตลอดเขาเอาแต่หาข้อมูลจากหนังสือที่เกลียดนักเกลียดหนา

            สิ่งที่เขารู้จากเคออสตอนนี้คือเธอต้องเดินทางไปตามหาน้องชายหรือเหล่าราชันย์มังกรต่างที่ต่างๆและยังได้รับภารกิจบางอย่างที่ไม่สามารถบอกเขาได้ แต่มันเกี่ยวข้องกับอาณาเขตต้องห้ามเหมือนในมหาพงไพรวีลิธ

            และสิ่งที่เขาค้นหาแล้วรู้สึกว่ามันแปลกคือ...

            “อา... ทุกอาณาจักรมีเขตต้องห้ามหมดไม่มีใครสามารถเข้าไปได้นอกจากราชันย์มังกร... มันน่าสงสัย”

            “ตายจริง แปลกจริงๆด้วยค่ะนึกว่าจะมีแค่ที่นี่ที่เดียวซะอีก”

            “ตอนแรกข้าก็คิดแบบนั้น แต่ข้าลองไปถามจากราชาคนอื่นๆในการประชุมทั้งใจกลางก้ำกึ่งเขตของอาณาจักรเอลฟ์กับดาร์คเอลฟ์ หรือกระทั่งอาณาจักรแอตแลนติส...”

            “แบบนี้ยิ่งหมายความว่า...ท่านพริสทีนต้องเดินทางระยะยาวเลยสินะคะ”

            กึก!! เดฟไกส์ถึงกับชะงักค้างไปเรียบร้อยดรายแอดสาวคนสนิทแอบอุทานเล็กๆ ดูเหมือนว่านี่เป็นคำต้องห้ามสำหรับช่วงนี้ราชาของตนปรารถนาจะได้ออกเดินทางร่วมกับสาวที่เขาชอบ แต่หน้าที่ของราชันย์ไลแคนเทพผู้คุ้มครองประจำมหาพงไพรวีลิธ เขาไม่สามารถเดินทางออกจากอาณาจักรนี้ได้และจะเป็นอย่างนี้ตลอดไปเหมือนดั่งเช่นรุ่นก่อน

            อาจเป็นเพราะแรกเริ่มไลแคนสีครามนั้นเป็นตัวอันตรายแก่ทุกประเทศทำให้พระเจ้าตั้งกฎ...หรือสาปให้ไลแคนสีครามอยู่แค่อาณาจักรนี้เท่านั้นจะสามารถออกไปได้หากเป็นงานหรือมีการประชุม

            “ให้ข้าเดา ข้าว่า...ท่านก็ยังไม่บอกนางสินะคะ”

            “อือ...”

            “วันนี้ที่ควรจะบอกก็ไม่ได้บอกสินะคะ”

            “อ...อือ....”

            ยิ่งแม่นมของตนพูดยิ่งแทงใจหนักกว่าเดิม

            เทียร่าเห็นแบบนั้นอดถอนหายใจไม่ได้ สำหรับเธอที่อยู่ดูแลไลแคนสีครามมาถึงสองรุ่นด้วยกันถึงเดฟไกส์จะทำตัวเป็นผู้ใหญ่ยังไงก็ยังคงเป็นเด็กน้อยในสายตาเธออยู่วันยังค่ำ

            “ยิ่งปล่อยทิ้งไว้บางทีท่านพริสทีนอาจจะเครียดก็ได้นะคะที่ท่านพยายามหลบหน้าแบบนี้น่ะ”

            “ข้ารู้ แต่...ข้าไม่ได้หลบหน้าข้าแค่พยายามอยู่ต่างหาก”

            “พยายามเหรอคะ?”

            เดฟไกส์มองเทียร่าเล็กน้อยก่อนหันมาสนใจหนังสือประวัติของเหล่าไลแคนสีครามทุกคนที่ทิ้งเอาไว้ให้รุ่นหลัง

            “....พยายามติดต่อพระเจ้าน่ะ”

    •

            หงุดหงิด... หงุดหงิด... หงุดหงิด...!! สภาพห้องนั่งเล่นตอนนี้อึมครึมจนหลายคนเริ่มเครียดตามต้นตอมาจากพริสทีน ถึงกำลังแน่วแน่กับการจัดแต่งเสื้อผ้าสำหรับงานพรอมในคืนนี้

            ถึงอย่างนั้นเพื่อนก็ไม่กล้าเข้าไปทักกลัวทักแล้วโดนโต้กลับมา

            “สเตลล่า เจ้าเข้าไปถามเลย...”

            “งือ... พริสทีนตอนนี้น่ากลัว ข้าไม่กล้าหรอกค่ะไลรอนกับฟีเรนั่นแหล่ะถามเลย...”

            “บ้ารึไง! ข้าไม่กล้าหรอก ดูยังไงก็พร้อมฆ่าชัดๆ!”ฟีเรรีบเถียง

            “ชิอินะ เหลือแค่เจ้าแล้ว...”

            “ไม่ล่ะ...” ชิอินะก็ปฏิเสธที่จะเข้าไปทัก

            ซุบซิบกันเสียงเบาแต่คิดเหรอว่าพริสทีนจะไม่ได้ยิน เธอได้ยินหมดทุกประโยคจนต้องพยายามทำใจให้สงบจนบรรยากาศกลับมาเป็นปกติ

            “พริสทีนเครียดอะไรอยู่เหรอคะ?”

            “......จะว่าไงดี... พอดีเครียดอะไรนิดหน่อยน่ะแบบ... เหมือนเดฟกำลังพยายามปกปิดอะไรบางอย่างอยู่...”

            “ข้าไม่เห็นจะแปลก?”

            “เอาเข้าจริงเรื่องนี้ข้าเองก็แอบเห็นด้วยนะ”ไลรอนแอบเห็นด้วย “หมอนั่นถามเรื่องอาณาจักรแอตแลนติกจากข้ากับมาริอาเหมือนกันที่ไม่ถามฟีเรคงเพราะเจ้าอยู่แต่ในหมู่บ้านนั่นแหล่ะ”

            “แล้วหมอนั่นจะถามทำไม? เดินทางไปกับยัยพริสทีนเดี๋ยวก็รู้เองแท้ๆหรือหมอนั่นไม่ได้ไปด้วย?”

            “.......นั่นก็อยากรู้เหมือนกัน”แอบถอนหายใจเป็นรอบที่ร้อยของวัน อยากถามมาหลายวัน แต่เขาก็ไม่โผล่หน้ากลับมาจะใช้ [เกท] ไปหาไม่ได้เพราะต้องทำชุดต่อ

            “งั้นลองถามคืนนี้ดีไหมคะ? ยังไงงานพรอมก็บังคับให้ทุกคนต้องร่วมงานอยู่แล้วด้วยข้าเชื่อว่าท่านเดฟไกส์ก็ต้องมาร่วมแน่ๆค่ะ”

            “นั่นสินะ ขอบคุณจ้ะสเตลล่า”

            มาริอาแอบวางแผนอะไรบางอย่างก่อนขยับเข้าไปซุบซิบกับสเตลล่าและชิอินะทั้งสามคนยกยิ้มมุมปากเล็กน้อยซะจนฟีเรกับไลรอนต้องหลบไปอีกมุม

            “มาทำให้เขาตะลึงกันเถอะพริสทีน...”

            “เอ๊ะ?”

            มาริอาลุกขึ้นยืน “นี่คือคำสั่งขององค์หญิง... ชิอินะสเตลล่า มาทำให้เจ้าหนุ่มนั่นตะลึงเพราะความสวยของพริสทีนในคืนนี้กันเถอะ!”

            “จัดไป... / ค่ะ!”

            “เอ๊ะ... ด เดี๋ยว.. เดี๋ยวก่อน เดี๋ยว------!!!”

            ฟีเรกับไลรอนมองหน้ากัน

            “พวกเราไปแต่งตัวกันเหอะ...” ว่าจบสองหนุ่มตกลงกันเรียบร้อยยกชุดของตนเข้าห้องไปแต่งตัว

            ไม่ทันที่พริสทีนจะห้ามก็ถูกมาริอาล็อกตัวไว้ถึงชุดสำหรับงานพรอมของพริสทีนจะทำเสร็จแล้วก็ต้องมีตกแต่งด้วยเครื่องประดับและอัญมณีต่างๆโดยสเตลล่ารับหน้าที่นี้ส่วนเรื่องแต่งหน้าชิอินะเป็นคนรับผิดชอบ

            “ผิวเจ้าดีอยู่แล้ว แค่แต่งเติมอีกนิดหน่อยปัดแก้มกับทาปากก็คงพอ จริงสิ...” หยิบกระปุกเครื่องสำอางขึ้นมา“นี่ได้มาจากท่านเนส... เห็นว่าสกัดมาจากผงของ [ดอกไพโรส] ผสมผงไข่มุก”

             

            [ดอกไพโรส] เป็นดอกกุหลาบสีชมพูเมื่อตกดึกมันจะปล่อยละอองของมันมีปริมาณมาก ละอองของมันสามารถนำมากินได้แต่น้อยคนจะนำมาทำอาหารเพราะรสชาติมันค่อนข้างแย่แต่ตอนนี้กำลังเป็นที่ขึ้นชื่อเรื่องวัตุดิบสำหรับเครื่องสำอางเพราะมันมีสีชมพูอมแดงดูธรรมชาติ

            และผงไข่มุกของโลกใหม่ค่อนข้างเป็นประกายเมื่อสกัดเป็นผง

             

            “อัญมณีกับเครื่องประดับที่เหมาะกับพริสทีนต้องเป็นสีขาวสีฟ้า แล้วก็สีทองค่ะ” พูดขณะจัดเครื่องประดับให้ระหว่างชิอินะแต่งหน้าให้

            “คือ...มันมากเกินไปหน่อยรึเปล่าทั้งสามคน..”

            “ไม่หรอก...” มาริอาตอบขณะจัดทรงผมให้ “ยังไงพวกข้าก็ตั้งใจไว้แล้วล่ะว่างานนี้พริสทีนต้องสวยที่สุด ให้พวกห้องอื่นที่ชอบดูถูกเห็นความต่างซะบ้าง”

            “เอ่อ...นั่นก็มากเกินไปนะ”

            ทั้งสี่คนหัวเราะคึกคักชอบใจแต่ใจจริงที่ทั้งสามตั้งเป้าเอาไว้คือแสดงให้เดฟไกส์ตะลึงโทษฐานะทำให้พริสทีนต้องมานั่งเครียดจนพวกเธอเป็นห่วงแบบนี้

    •

            เมื่อท้องฟ้าเปลี่ยนเป็นยามราตรี ค่ำคืนนี้ที่ห้องโถงของพระราชวังจัดงานพรอมฉลองแด่นักเรียนชั้นปีสุดท้ายเหล่าลูกผู้ดีทั้งหลายแต่งตัวแต่งหน้ากันสมชนชั้นฐานะของตน เครื่องประดับมูลค่ามหาศาลบ่งบอกความต่างชั้นกัน

            และสิ่งที่ทำเอาพวกเผ่าสัตว์อสูรอย่างฟีเรจะเป็นลมได้แทบตลอดคือ...กลิ่นน้ำหอม

            “ไหวมั้ยเนี่ยฟีเร?”

            “ไม่ซักนิด... ฉุนชะมัดเลยเว้ย!!” ต้องมาโวยวายระเบียงข้างนอกแทนถ้าโวยข้างในคงได้มีแต่คนมอง “เมื่อไหร่ยัยนั่นจะมาซะที!”

            “เห็นด้วย ข้าอยากเห็นสเตลล่าในชุดราตรีจะแย่ละ...”

            “เอาน่าทนหน่อย สาวๆก็งี้แหล่ะ ? เฮ้! เดฟไกส์!!”ไลรอนโบกมือเรียกอีกฝ่ายที่เดินอยู่ในงาน

            ทั้งสี่คนในชุดสูทยาวสีดำ สีขาวและกรมท่าชุดจัดเต็มจนเรียกเสน่ห์มากกว่าเดิมพอควร สาวๆในงานหันมามองกันเกือบหมด ชุดเครื่องแบบนักเรียนว่าหล่อแล้วชุดนี้ยิ่งหล่อกว่า

            “ทำไมพวกเจ้ามาอยู่ข้างนอก?”

            “อยากรู้ก็ลองดมกลิ่นซะสิ”

            “หา...? .........อ้อ เข้าใจแล้ว” กลิ่นน้ำหอมฉุนจนเขามึนหัวเหมือนกัน“พวกพริสทีนล่ะ?”

            “ยังแต่งตัวอยู่ วางแผนอะไรกันก็ไม่รู้”

            “วางแผน”

            “วางแผนแกล้งเจ้านั่นแหล่ะ”

            ไลแคนหนุ่มทำหน้างง “ข้าเนี่ยนะ?”

            “เห็นบอกว่าแก้แค้นอะไรที่เจ้าไม่ยอมกลับมานั่นแหล่ะแล้วเจ้าหายไปไหนตั้งหลายวัน?”

            “อ่า... กลับบ้านน่ะ มีธุระนิดหน่อย”

            “....เจ้ารู้เรื่องที่นางจะออกเดินทางแล้วใช่มั้ย?”

            “อืม...”

            ฟีเรมองอีกฝ่ายสีหน้าตอนนี้ดูยังไงก็เหมือนพวกตนตอนรู้เรื่องไม่มีผิด “ถ้าให้เดาครอบครัวแกคงไม่ยอมให้เดินทางไปกับนางล่ะสิ”

            “ใช่ มันเป็นกฎน่ะ...”

            “ถึงว่าทำไมถามข้อมูลซะขนาดนั้น อยากเดินทางเหมือนนางล่ะสิเอ ไม่แน่บางทีอาจจะเพราะอยากไปกับพริสทีนใช่ไหมล่ะ?” ไลรอนยิ้มยังไงก็เคยเป็นคู่แข่งกันมาก่อนจนกระทั่งมาริอาโผล่มา

            “ทั้งสองอย่างนั่นแหล่ะข้าอยากลองออกไปผจญภัยดูบ้าง”

            “ลองขอพ่อแม่เจ้าสิ บางทีอาจจะใจอ่อนก็ได้นะ...และถ้าไม่ฟังจริงก็ดื้อซะเลย...” ลูเธียนเสนอให้

            “อ่า... เรื่องนั้----...”

            แซ่ด แซ่ด เสียงฮือฮาในงานดังจนออกมาข้างนอกเรียกความสนใจจากทั้งสามหนุ่มได้ดีคงไม่พ้นการปรากฏตัวของเชื้อพระวงศ์ ทั้งองค์ชายเจตต์และองค์หญิงมาริอาชุดที่เหมาะสมกับตำแหน่งขององค์ชาย ดูมีภูมิฐานและความสง่างามสมฐานะ

            แต่จุดเด่นของงานนี้คือคนที่พึ่งเข้ามาใหม่...

            ตึกตักๆๆๆคนยืนมองอยู่หัวใจเต้นแรงไม่เป็นส่ำ แรงซะจนแทบหลุดออกมาเมื่อเห็นทั้งสี่คนนั้นเดินมาหาตนท่ามกลางเสียงฮือฮานั่น

            ชุดของมาริอาเป็นโทนสีชมพูขอบทอง ผมปล่อยยาวติดไข่มุกเกาะอกติดระบาย บริเวณช่วงเอวลงไปมีแหวกเป็นระบายยาวลากพื้นปลายกระโปรงเป็นเกล็ดปลาเครื่องประดับส่วนใหญ่เป็นไข่มุกดูสวยงามน่ารัก รองเท้าแก้วติดเปลือกหอยกับไข่มุก

            “ข้า...น่ารักมั้ยไลรอน...”

            “......! อ...อืม..... น่ารัก...” ตอบพลางหลบสายตามาริอาเองก็เขินกับคำชมนั้นไม่ได้

            ชุดของสเตลล่าเป็นโทนสีเขียวอ่อนขอบทอง ผมมัดรวบดัดลอนเล็กน้อยใส่มงกุฎดอกไม้เกาะอกติดลูกไม้ช่วงกระโปรงซ้อนทับสองชั้นคาดด้วยเข็มขัดสีทองกระโปรงข้างหลังสีเขียวเข้มติดระบายยาวจนถึงข้อเท้า รองเท้าส้นสูงรัดข้อติดดอกไม้

            “สวย... เหมาะกับเจ้ามากเลยล่ะสเตลล่า...”

            “ขอบคุณค่ะ...”

            ชุดของชิอินะด้วยความที่หมู่บ้านภูตินั้นแต่งตัวคล้ายญี่ปุ่นทำให้แต่งชุดคล้ายโอยรันมาโดยไม่อายสายตาใครแม้ว่าจะเป็นชุดของผู้หญิงก็ดูเหมาะสมกับเขาไม่มีผิด

            “เหมาะกับเจ้าดีนะ”

            “ขอบคุณ...” ยิ้มบาง “แต่คนเด่นน่ะ... คือนาง”

            ชิอินะหันไปมองคนคนสุดท้ายเจตต์ซึ่งกุมมือพริสทีนเพื่อพามาหาเดฟไกส์ซึ่งยืนตะลึงอยู่ตรงนั้น

            ผมสีเงินดัดลอนประดับถักเปียครึ่งหัวแซมด้วยเครื่องประดับจากเพชรและอัญมณีสีฟ้าติดประกายแต่งเติมใบหน้าเล็กน้อย ริมฝีปากสีชมพูระเรื่อน่าจูบ เดรสเปิดไหล่สีขาวติดลูกไม้ช่วงอกติดระบาย กระโปรงด้านหน้าแหวกกลางเป็นระบายทับกระโปรงข้างใน ตัวแขนลีบรัดต้นแขนก่อนบานหุ้มข้อมือเป็นระบายรองเท้าแก้วเป้นประกาย

            ไม่ว่าจะดูยังไงก็เหมือนองค์หญิงหรือเทพธิดาตามที่ถูกเรียกกันไม่มีผิดเพี้ยน

            “.......จ้องแบบนั้นนานๆ ฉันก็เขินนะ...”

            “....!!! ท โทษที...”

            “กว่าพานางมาส่งได้ลำบากพอควร... ถ้ายังไงขอค่าเหนื่อย... เป็นคู่เต้นรำเปิดฟลอร์ละกัน...”

            “เดี๋ยวมานะ...”

            “อ...โอ้....”

            สิ้นคำเจตต์กุมมือพริสทีนเดินออกไปอยู่ใจกลางฟลอร์เต้นรำนักดนตรีบรรเลงเพลงไปตามจังหวะการเต้นรำของทั้งคู่ในสายตาของเหล่าคนในงานบางคนที่จดจ้องทั้งคู่ ช่างดูเหมาะสมจนน่าอิจฉาในขณะที่ไลแคนหนุ่มยังคงจับจ้องพริสทีนไม่หยุด  

            “ให้ตายสิ...โดนเอาคืนจริงๆด้วย”

            ทั้งมาริอาชิอินะและสเตลล่าต่างก็แอบแท็กมือกันหลังได้ยินแบบนั้น คู่อื่นเริ่มเข้ามาร่วมฟลอร์เต้นรำลูเธียนพาสเตลล่าไป ไลรอนโดนมาริอาอ้อนให้พาไปเต้นรำส่วนฟีเรไม่รู้จะยังไงเลยพาชิอินะออกไปเต้นด้วยจนเหลือแค่เขาคนเดียว

            ไม่นานเจตต์ก็พาพริสทีนมาส่งให้เดฟไกส์พาออกไปเต้นกลางฟลอร์แทนตน

            “.......วันนี้ เจ้าสวยดีนะ...”

            “ข ขอบคุณ... แต่มันน่าอายนิดหน่อย ฉันไม่ค่อยชอบแต่งหน้าน่ะ...”

            “.....เรา ออกไปจากตรงนี้ไหม?คนจ้องเยอะเจ้าคงไม่ชอบ”

            “อื้อ...”

            ว่าจบทั้งคู่แอบออกจากงานพรอมไปอยู่ในสวนในจุดที่ยังได้ยินเสียงเพลงและใช้เวทย์ลวงตาเพื่อไม่ให้มีคนจับได้เพราะเขาเปลี่ยนสีผมกลับมาเป็นปกติ

            “ทำไมจู่ๆเปลี่ยนสีผมกลับล่ะ?”

            “ก็ตั้งใจ...ว่าตอนเต้นรำกับเจ้าจะใช้ร่างนี้น่ะก็หูกับหางนั่นไม่ใช่ของจริงซะหน่อย...”

            “งั้นเหรอ... จริงสิ ฉันมีเรื่องจะคุยกับนาย”

            “ข้าก็มี...” เงียบไปนิดหน่อย

            “เรื่องผจญภัยใช่มั้ย...?”

            “อืม... มันมีกฎบังคับน่ะ”

            “นึกแล้วเชียว... แต่ไม่เป็นไร ฉันไม่ว่าหรอกที่นายไปไม่ได้แต่... คงเหงาน่าดู...” ไม่เข้าใจว่าทำไมต้องตัวสั่นใจหายเมื่อรู้ความจริงเหมือนตอนเธอบอกเขาว่าจะออกเดินทาง

            “แล้วใครบอกว่าข้าจะไม่ไปด้วยล่ะ...?”

            .

            .

            .

            .

            .

            .

            “เอ๊ะ?”

            “ข้าบอกว่ามีกฎบังคับก็จริงแต่ไม่ได้บอกนี่ว่าไปด้วยไม่ได้” ยิ้มกว้าง “เจ้าคิดว่าข้าเป็นคนยังไง?”

            “เอ่อ...ขี้โมโหนิดหน่อย ชอบเสียงดังแสดงความเป็นใหญ่ อยากได้อะไรก็ต้องได้ แล้วก็แอบดื้อด้านด้วย”

            “เห็นข้าเป็นอย่างนั้นเหรอเนี่ย? เอาเถอะ แต่นั่นแหล่ะคือเหตุผลที่ข้าพยายามหาข้อมูลเพื่อติดต่อกับพระเจ้าท่านในช่วงไม่ใช่เทศกาลขอบคุณน่ะข้าไม่ได้หายไปหลายวันไม่ได้หนีหน้าอย่างเดียวซะหน่อย”

            “ถามหาทำไมล่ะ?”

            “ก็เพื่อขออนุญาตเดินทางไปกับเจ้าไงในอดีตบรรพบุรุษข้าไปก่อปัญหาเลยโดนสั่งให้อยู่แต่ในอาณาจักร แต่ข้าไม่เคยก่อปัญหาเลยพยายามขออนุญาตน่ะ”

            “!! ล แล้วผลล่ะเป็นยังไง!?”

            “ก็....”

            “ก็?”

            เดฟไกส์ยังลีลาไม่ยอมตอบจนเกือบโดนตบกระเด็นเลยต้องยอมบอกไปก่อนโดนจริงๆ“เก็บหมัดไปเลยไป๊”

            “แล้วสรุปว่าไงล่ะ! บอกซักทีสิ!”

             “มันก็แน่อยู่แล้ว ข้าสามารถไปกับเจ้าได้”

            “!!!!” สาวเจ้ายิ้มกว้างกว่าเดิมถ้าไม่ติดว่าสวมชุดเดรสอยู่คงกระโดดโลดเต้นไปแล้ว “ไชโย!นึกว่าต้องเดินทางคนเดียวแล้วนะเนี่ย”

            “ดีใจเพราะเหตุผลนี้เนี่ยนะ” ขำกับท่าทางนั่น

            “เดินทางคนเดียวตั้งหลายปี อยู่คนเดียวเหงาจะตายไป”ถึงอย่างนั้นคุยกับไนกีฉันมีความสุขนะแต่ถ้าเผลอพูดออกมาตอนอยู่คนเดียวเดี๋ยวเหมือนคนบ้า

            > ไนกี • ทำการวิเคราะห์ • คำตอบ:ขอบคุณในความห่วงใย ข้าเข้าใจว่าท่านต้องการเพื่อนคุยและเข้าใจดีว่าหากมีคนเห็นเหตุการณ์นั้นอาจจะมีปัญหาขึ้นมาได้

            ขอบคุณนะไนกี... นึกดีใจที่ชีวิตนี้เจอเพื่อนแสนดี

            “ถ้ายังไงหลังจากเรียนจบ ฝากตัวด้วยล่ะ...”ยื่นมือให้เมื่อได้ยินเสียงเพลงบรรเลงอีกครั้ง

            วางมือลงไปความเขินอาย “...เช่นกันค่ะ...”

            มือข้างที่ว่างเอื้อมมือโอบเอวของพริสทีนมืออีกข้างของเจ้าหล่อนจับกระโปรง

            “ฉันเต้นไม่เก่งหรอกนะ ระวังเท้าให้ดีล่ะ...”

            “ไม่เป็นไร ตามข้าก็พอ”

            “อื้อ...” คลี่ยิ้มบาง

            ทั้งสองเต้นรำไปตามเสียงเพลงท่ามกลางแสงจันทร์แสงหิ่งห้อยของเหล่าแฟรี่ที่ติดตามเดฟมารายล้อมท้องฟ้ายามราตรีเต็มไปด้วยดวงดาวช่างงดงามราวกับภาพวาดไม่มีคำพูดใดหลุดออกจากปากทั้งคู่นอกจากสายตาและรอยยิ้มที่สื่อถึงกัน

            ไม่ว่าใครก็ไม่สามารถเข้ามาขวางกั้นช่วงเวลานี้ของพวกเขาได้...