(จบแล้ว)ระบบร้านอาหารสามเวลาต่างโลก พระเอกเก่ง+เน้นอาหารไทย

    ตอนที่ 190 เอิร์ลนิค

    ตอนที่ 190 เอิร์ลนิค



    “ผมไม่ได้ขโมยสูตรของใครมาจริงๆ นะครับ!” พ่อครัวกามินพยายามแก้ตัว


    แต่น่าเสียดายที่ไม่ได้มีใครใคร่สนใจกับคำแก้ตัวของพ่อครัวผู้นี้กันมากนัก


    ทุกคนต่างแยกย้ายกันออกจากงานเลี้ยง เนื่องด้วยงานเลี้ยงในวันนี้ได้จบลงแล้ว ทิ้งพ่อครัวกามินที่ยืนแก้ตัว อยู่กับเจ้านายคนใหม่ของตัวเอง ที่กำลังส่งสายตามองมาด้วยท่วงท่าที่ไม่เหมือนเดิม


    “คุณผู้หญิงต้องเชื่อผมนะครับ คนอย่างผมนะเหรอ จะต้องไปขโมยสูตรอาหารของใครที่ไหน ยิ่งเป็นร้านอาหารบ้านนอกแบบนั้นด้วยยิ่งไม่มีทางเป็นไปได้” กามินเลิ่กลั่กในทันที เมื่อได้ประสานสายตาเข้ากับเจ้านายคนใหม่ของมัน

    “เอาเถอะ ฉันไม่สนใจเรื่องนี้ว่าเป็นความจริงหรือไม่อยู่แล้ว...ตราบใดที่ท่านกามินทำอาหารและรับใช้ฉันได้เป็นอย่างดี แค่นั้นก็เพียงพอแล้ว แต่ถ้าฉันจับได้ว่าท่านกามินแอบลักขโมยทรัพย์สินของตระกูลฉันไปละก็ ก็คงรู้นะว่าจุดจบของท่านจะเป็นเช่นไร?” ภรรยาของดยุกแอชตัน นั้นไม่สนใจว่า กามินนั้นจะเคยมีประวัติขโมยจริงหรือไม่


    ขอแค่กามินรับใช้และทำอาหารให้กับเธอ ดั่งเช่นที่ทำในงานเลี้ยงครั้งนี้ รวมไปถึงที่รับปากว่าจะช่วยให้ดยุกแอชตันผู้เป็นสามีกลับมาสนใจเธอ เหมือนกับที่ไวทเคานต์นิคหลงใหลคุณหญิงเพียงคนเดียวได้อย่างที่พูดจริงๆ เธอก็จะอุ้มชู ชุบเลี้ยง ตอบแทนให้กับพ่อครัวกามิน อย่างสมน้ำสมเนื้อแน่นอน

    “แน่นอนครับ ขอบคุณคุณหญิงมากนะครับ ที่เชื่อมั่นในตัวกามินผู้นี้” พ่อครัวกามินหน้าซีดเผือดไปในทันที เมื่อคิดถึงผลที่จะตามมาหากตนเอง ทำเรื่องผิดใจกับตระกูลดยุกอันสูงส่ง ตระกูลนี้


    ก่อนที่เวลาต่อมา แขกเหรื่อทุกคนในงานจะทยอยกันเดินทางกลับ เหลือไว้ก็แต่คฤหาสน์ที่เงียบเหงา ดั่งเช่นทุกครา



    ทั้งนี้ราชินีลีอาห์ ยังคงเลือกที่จะประทับและพักผ่อนอยู่ที่คฤหาสน์เก่าแห่งนี้ของเธอต่อไป


    เธอทิ้งตัวลงนอนด้วยชุดที่ยังคงสวมใส่ชุดเดียวกับงานเลี้ยง ด้วยสภาพที่เหนื่อยล้าและหมดแรง


    เธอหลับตาลงเพื่อหวังจะพักผ่อนร่างกายและจิตใจ แต่ไม่ว่าจะอย่างไร สายตาของเธอก็ยังคงเหลือบไปมองยังห้องเล็กๆ ที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นห้องนอนของ สาวใช้คู่กายของเธอ หรือนางสนมเอกเอมิลี่อยู่ดี


    “ฉันคิดถึงเธอ เอมิลี่” คำพูดเบาๆ ที่เต็มไปด้วยอารมณ์ทั้งสุข เศร้า โหยหา คิดถึง ล้วนปะป่นอยู่ในคำพูดไม่กี่ประโยค

    “ฉันจะหาตัวคนร้ายที่ทำร้ายเธอมาลงโทษให้ได้และฉันสัญญาว่าจะตามหาลูกๆ ของเธอให้เจอ” น้ำตาของผู้เป็นราชินีที่เข้มแข็ง ได้ไหลรินเต็มสองแก้มที่เต็มไปด้วยเครื่องประทินผิว

    หยาดน้ำตาที่อาบชโลมได้ชะล้างเครื่องสำอาง จนเผยให้เห็นถึงสภาพใบหน้าของราชินีลีอาห์ที่ครั้งหนึ่งเคยงดงามดุจนางฟ้านางสวรรค์ จนหาสตรีนางใดมาเปรียบเทียบไม่ได้


    ทว่าวันนี้มันกลับดูหม่นหมองลงไป จนต้องพึ่งเครื่องประทินผิวมาช่วยปกปิดมัน



    ‘ก๊อก ก๊อก!’


    “ท่านแม่...ลูกขอเข้าไปได้หรือไม่?” เป็นเสียงเรียกของเจ้าหญิงเอวา ลูกสาวของเธอที่ร้องเรียกอยู่หน้าห้อง


    ราชินีลีอาห์ รีบปาดน้ำตา เพื่อไม่ให้ใครเห็นน้ำตาของเธอ ก่อนจะอนุญาตให้ลูกสาวของเธอเข้ามาได้ “เอวาเหรอจ๊ะ เข้ามาสิ”

    ราชินีลีอาห์เมื่ออยู่ต่อหน้าคนอื่นๆ เธอจะเป็นดั่งราชินีที่คอยปกป้องทุกๆ คน แต่เมื่ออยู่กับเจ้าหญิงเอวา เจ้าชายโจเอล องค์หญิงเอลล่าและองค์ชายแอล ที่เป็นลูกของเธอและนางสนมเอมิลี่

    เธอมักจะอ่อนโยนอยู่เสมอ ราวกับว่าเปลือกนอกอันแข็งแกร่งของเธอได้ถูกปลดเปลื้องออกไปนั่นเอง



    “ท่านแม่กินอะไรสักหน่อยดีหรือไม่? วันนี้ข้าเห็นท่านเอาแต่สอบถามถึงเรื่องของเอลล่ากับแอลอยู่ตลอดทั้งวัน ช่วงงานเลี้ยงก็รับประทานอาหารไปแค่พออิ่ม แบบนี้ลูกเกรงว่าท่านแม่จะเป็นล้มป่วยเอาได้นะคะ” เจ้าหญิงเอวา รู้ดีว่าแม่ของเธอ จัดงานเลี้ยงครั้งนี้มาเพื่ออะไร

    เพราะตลอดทั้งงาน เธอเห็นท่านแม่ของเธอเอาแต่วิ่งวุ่นไปทั่วทั้งงาน พูดคุยกับเหล่าขุนนางคนนั้นที คนนี้ที ทั้งที่แต่ก่อนราชินีลีอาห์แทบจะไม่มาสุงสิงกับเหล่าภรรยาขุนนางพวกนี้เลย


    “แม่อิ่มแล้ว แม่แค่เหนื่อยนิดหน่อยเท่านั้นเอง พักอีกสักประเดี๋ยวก็คงจะดีขึ้น ว่าแต่ลูกยังไม่ไปเตรียมตัวอีกเหรอ? เห็นว่าวันนี้คุณอาหญิงของเจ้าจะจัดงานเลี้ยงในการกลับมาที่บ้านไม่ใช่หรอกเหรอ” ราชินีลีอาห์ ก็เหมือนแม่ทั่วๆ ไปคนหนึ่ง



    ผู้เป็นแม่ นั้นไม่เคยแสดงความอ่อนแอให้กับลูกของตัวเองได้เห็น แม้ร่างกายจะเหนื่อยล้ามากแค่ไหน อยากนอนมากเพียงใด แต่สุดท้ายก็คิดถึงลูกก่อนตัวเองเสมอ


    ราชินีลีอาห์พยายามลุก เพื่อจะพาตัวของเจ้าหญิงเอวาไปผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้า แต่ก็ถูกมือของเจ้าหญิงเอวา ดันเธอกลับลงไปนั่งบนเตียงนอนตามเดิม พร้อมกับพูดว่า “งานเลี้ยงของคุณอาหญิง ไม่ได้จัดเลิศหรูอะไร เป็นแค่การกินอาหารมื้อค่ำธรรมดาเท่านั้น ลูกแค่เปลี่ยนเสื้อผ้าใหม่สักชุดก็เพียงพอแล้ว”


    “อย่างนั้นเหรอ? ให้แม่ไปเป็นเพื่อนด้วยกันไหม?” เป็นอีกครั้งที่ราชินีลีอาห์พยายามขะลุกจากเตียงนอนและก็เป็นอีกครั้ง ที่เจ้าหญิงเอวา ดันแม่ของเธอกลับลงไป


    “ท่านแม่พักอยู่ที่นี่เถอะค่ะ ลูกจะไปร่วมงานคนเดียว...ท่านแม่ไม่ต้องเป็นห่วงหรือกังวลไป ลูกจะพยายามซักถามกับคนอื่นๆ ถึงเรื่องของน้องๆ กลับมาให้ได้ ระหว่างนี้ถ้าเกิดหิวก็เรียกสาวใช้นำอาหารมาให้นะคะ ท่านอาหญิงได้ฝากอาหารไว้เผื่อสำหรับท่านแม่แล้ว รับรองอร่อยจนลืมไม่ลงเชียวละ” เจ้าหญิงเอวา กอดท่านแม่ของเธอเป็นการบอกลา


    ก่อนที่เธอจะเดินทางไปร่วมงานเลี้ยงในตอนเย็นที่บ้านของตระกูลไวทเคานต์นิค ตามที่ได้นัดหมายกันเอาไว้


    รถม้าประจำตัวของเจ้าหญิงเอวา ได้ขับเคลื่อนมาจนใกล้จะถึงบ้านของไวทเคานต์นิคแล้ว แต่ทว่า...ระหว่างทางนั่นเอง จู่ๆ รถม้าก็ได้ชะลอและรถความเร็วลง จนน่าแปลกใจ


    “คนรถ...ข้างหน้ามีเรื่องอะไรหรือเปล่า เหตุใดถึงขับช้าเช่นนี้?” ราชินีเปิดกระจกในตัวรถออกไป เพื่อพูดคุยกับสารถีผู้บังคับม้า

    “ขอประทานอภัยขอรับเจ้าหญิง ข้าน้อยเองก็ไม่ทราบเช่นกัน ว่าข้างหน้าติดขัดอะไรกัน ถึงทำให้การสัญจรมันติดขัดกันยาวแบบนี้ขอรับ” สารถีตอบกลับ พร้อมกับบอกเล่าถึงสภาพการณ์สัญจรเบื้องหน้าที่มีรถม้าหลายสิบคัน ติดกันเป็นทางยาว ตลอดเส้นทางไปยังคฤหาสน์ของไวทเคานต์นิคให้กับเจ้าหญิงได้รับทราบ

    “ถ้าเช่นนั้น ข้าจะลงเดินเท้าต่อไปเอง” เจ้าหญิงเอวาจดจำได้ว่า ส่วนหนึ่งที่ทำให้รูปร่างของท่านอาหญิงของเธอดูดีเฉกเช่นนี้ มาจากการเดินที่เรียกอีกอย่างว่าการออกกำลังกาย ดังนั้นเธอจึงอาศัยจังหวะนี้ ออกกำลังกายไปด้วยเสียเลย


    เพราะระยะทางจากรถม้าของเธอที่ติดอยู่นี่ไปจนถึงคฤหาสน์ของท่านไวทเคานต์ก็ห่างกันเพียง 1-2กิโล เท่านั้น


    หากเดินเท้าต่อไป ก็คงไม่น่าจะเกิน 10 นาที เธอจึงตัดสินใจลงจากรถม้าพร้อมกับพาสาวใช้และองครักษ์ผู้ติดตามอีก 3 คน เดินเท้ามุ่งหน้าไปยังบ้านของคุณอาหญิงในทันที



    ซึ่งในขณะที่เธอกำลังเริ่มออกเดินอยู่นั่นเอง จู่ๆ เธอก็ได้ยินเสียงฝีเท้าของคนผู้หนึ่งกำลังกึ่งเดิน กึ่งวิ่งมาจากทางด้านหลัง


    “แฮ่กๆ เจ้าหญิงเอวาเจ้าค่ะ...ท่านหญิงเอวา แฮ่ก~” เสียงหอบหายใจของคนผู้นั้นได้ร้องเรียกเธอจากด้านหลัง

    เจ้าหญิงเอวาจึงได้หันกลับไปมองตามเสียงเรียก ก่อนจะพบว่าเป็น นักแสดงพริมโรสที่เรียกเธอนั่นเอง

    หลังจากได้ทำความรู้จักกับนักแสดงพริมโรส ตอนที่เจ้าหญิงเอวา นักแสดงพริมโรสและภรรยาของท่านไวทเคานต์ ถือเป็นเกะดำของงานเลี้ยงประจำกลุ่มสมาคมแม่บ้านขุนนาง

    ที่ทั้งสามคนได้กินอาหารไม่เหมือนกับคนอื่นๆ


    เธอนั้นก็อนุญาตให้นักแสดงพริมโรส เรียกเธอประหนึ่งเพื่อนได้ตามสบาย ไม่จำเป็นต้องใช้คำสุภาพอะไรให้วุ่นวาย ฉะนั้นจึงเป็นที่มา ที่ทำให้นักแสดงพริมโรสเรียกชื่อของ เอวาออกมาตรงๆ ดั่งเช่นเมื่อครู่


    “เจ้าเองก็ลงมาเดินเหมือนกันเหรอพริมโรส?” เจ้าหญิงเอวาถามอีกฝ่าย เมื่อเห็นสภาพอันเหนื่อยฮอบของอีกฝ่าย ที่มีเม็ดเหงื่อผุดเต็มหน้าผาก

    “เจ้าค่ะ...เอ่อ ใช่ค่ะ” พริมโรสดูเหมือนจะยังไม่ค่อยคุ้นชินกับการพูดคุยตามปกติกับเจ้าหญิงเอวามากนัก จึงมีบ้างที่ยังเผลอใช้คำสุภาพแต่เมื่อนึกขึ้นได้ก็รีบแก้ไขโดยทันที เพื่อไม่ให้เจ้าหญิงเอวา เกี่ยงงอนเธอได้นั่นเอง

    “เจ้าเดินมาไกลแค่ไหนแล้ว ดูท่าทางเหนื่อยมากทีเดียว” “น่าจะประมาณ 15 นาที เห็นจะได้ เผอิญว่าโรงแรมของคณะละครที่ฉันพักอาศัยอยู่ อยู่ถนนเส้นเดียวกับบ้านของท่านไวทเคานต์พอดี จึงถือโอกาสนี้เดินมาเสียเลย”


    ทั้งสองพูดไปพลาง เดินกันไปพลาง หากมีใครที่เดินผ่านไปผ่านมาหรืออยู่บนรถม้าที่กำลังติดแน่นในขณะนี้


    คงจะต้องอดประหลาดใจไม่ได้แน่ๆ ว่าเหตุใด จู่ๆ สตรีที่งดงาม ป่านนางฟ้าถึงสองคน ถึงได้มาเดินอยู่บนถนนกันแบบนี้

    อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางสายตาของคนที่เดินสวนผ่านไปมา ทันใดนั้นก็มีเหล่าขุชายหญิงที่แต่งกายในชุดเลิศหรู เปิดประตูรถม้ากันออกมาจากรถทีละคนสองคน ซึ่งดูจากการแต่งกาย กอปรกับกิริยาท่าทางที่ละเมียดละไม


    ชายหญิงเหล่านี้ คงจะเป็นขุนนางจากตระกูลใหญ่ๆ อย่างแน่นอน แต่ไฉนเลยที่เหล่าขุนนางกลุ่มนี้ ถึงได้เดินกันอยู่ตามถนนกันแบบนี้


    มันคือภาพที่แปลกประหลาดและสร้างความฉงนสงสัยให้กับผู้คนในเมืองหลวงกันเป็นจำนวนมาก


    ‘ในละแวกนี้มีขุนนางผู้สูงศักดิ์คนใด จัดงานเลี้ยงหรือเปล่า ถึงได้มีขุนนางจำนวนมากเดินทางกันมาเช่นนี้?’

    ‘เท่าที่ฉันรู้ ในละแวกนี้มีแค่คฤหาสน์ของไวทเคานต์นิคคนเดียวเท่านั้น อีกทั้งไวทเคานต์นิคก็ไม่ได้ยศสูงศักดิ์อะไร แต่ทำไมถึงมีขุนนางทั้งชายหญิงเดินทางไปหาไวทเคานต์นิคเยอะแบบนี้ล่ะ?!’


    ใช่แล้ว สถานที่ปลายทางของขุนนางที่เดินกันเต็มทั่วถนน ล้วนแล้วแต่กำลังมุ่งหน้าไปยังคฤหาสน์ของไวทเคานต์นิค ไม่สิ...ต่อจากนี้ คงจะเรียกว่าไวทเคานต์นิคไม่ได้อีกแล้ว เพราะบ่ายวันนี้ ทางด้านของไวทเคานต์นิค ได้รับการเลื่อนขั้น เลื่อนตำแหน่ง จากยศศักดิ์ขุนนางขึ้นเป็น ‘เอิร์ลนิค’ จากพระราชาโจเซฟแล้วนั่นเอง

    และเหนือสิ่งอื่นใด ถึงแม้ไวทเคานต์นิคจะได้รับการเลื่อนยศศักดิ์ขึ้นเป็น เอิร์ล แต่ก็ไม่ใช่เรื่องที่ต้องมาแสดงความยินดีกันมาถึงเพียงนี้


    แต่เป็นเพราะ ขุนนางเหล่านี้ ตั้งใจจะมากินอาหารที่พวกเขาได้กินกันไปเมื่อตอนบ่ายต่างหาก

    ทางด้านของคุณผู้หญิงได้ทำให้อาหารคลีนเป็นที่รู้จัก ในหมู่สมาคมแม่บ้านขุนนาง

    ส่วนทางด้านเอิร์ลนิค ก็ได้นำอาหารปกติของร้านอาหารสามเวลาไปกินในที่ประชุมและได้เผื่อแผ่ไปยัง ขุนนางที่สนิท จนกระทั่งมีขุนนางอีกหลายสิบคนได้ลองชิมอาหารของร้านอาหารสามเวลาและเกิดถอนตัวไม่ขึ้น


    อยากจะมาทานซ้ำกันที่บ้านของเอิร์ลนิค ดั่งเช่นที่เกิดขึ้นในตอนนี้นั่นเอง



    ...โปรดติดตามตอนต่อไป...

    ตารางการลงนิยายเวลา 18.00 หยุดทุกวันพุธครับ

    เข้าไปร่วมพูดคุยกับไรท์หรือสมาชิกนักอ่านคนอื่นๆ ได้ที่แฟนเพจตามลิงค์ด้านล่างเลยนะครับ

    www.facebook.com/writelazy

    คล้ายกับเรื่อง(จบแล้ว)ระบบร้านอาหารสามเวลาต่างโลก พระเอกเก่ง+เน้นอาหารไทย ที่คุณอ่าน