บทที่ 22
ไฟและดอกบัว
หลังจากที่ฉันออกโรงพยาบาล ท่านอิสึมิก็สั่งให้ฉัน ยูมิ ไมยะ และผู้กล้าคนใหม่มาฝึกซ้อนการต่อสู้ที่เรือนฝึกซ้อม
“ทุกคนคะ ตอนนี้เรือนฝึกซ้อมยังต่อเติมไม่เสร็จดี ถ้าจะไปทางฝั่งตะวันตกก็ระวังเขตก่อสร้างด้วยนะคะ” ไมยะเตือนพวกฉันแล้วถอยหลบฉากไปเตรียมน้ำชา ฉันมองสำรวจเรือนฝึกซ้อมที่มีการต่อเติมให้เข้ากับศักยภาพของพวกเราแต่ละคน มีเป้าซ้อมยิง ธนูหลากหลายรูปแบบ มีหุ่นฝึกต่อสู้ระยะประชิดให้ยูมิ และมีอุปกรณ์สำหรับฝึกฟันดาบอีกเพียบ
“เห~ ผู้กล้าคนใหม่เป็นักดาบเหรอคะ” ยูมิถามฉันด้วยสีหน้าสงสัย
ตอนที่เด็กหนุ่มคนนั้นปรากฏตัว ยูมิาเ็หนักจนสลบไปก่อน เลยไม่ได้ทันเห็นพลังของผู้กล้าคนใหม่
“แล้วทำไมเขายังไม่มาฝึกซ้อมล่ะคะ ฉันอยากขอบคุณเขาอยู่ด้วยซี”
ยูมิชะเง้อมองหาเด็กหนุ่มคนนั้นครั้งแล้วครั้งเล่า แต่ก็ไม่มีทีท่าว่าอีกฝ่ายจะมา
“เราซ้อมกันก่อนเถอะ เขาอาจจะติดธุระอยู่ก็ได้” ฉันบอกยูมิพลางวอร์มร่างกาย
“เห~ มีธุระอะไรที่ยิ่งใหญ่กว่าการฝึกซ้อมเหรอคะ”
ยูมิคงอยากเจอเด็กหนุ่มคนนั้นมากจริงๆ ถึงได้ถามไม่หยุด ฉันก็พอเข้าใจหรอกนะว่าเธออยากขอบคุณที่เขาช่วยชีวิตเธอไว้ แต่ถึงขั้นชะเง้อมองหาไม่ยอมฝึกทั้งที่เลยเวลามาสิบกว่านาทีแล้วนี่มันเกินไป
“ยูมิ มันถึงเวลาซ้อมแล้วนะ เธอจะชะเง้อมองหาเขาไปถึงไหน”
“หวา~ อย่าทำหน้าดุแบบนั้นสิค้า~”
“ฉันจะยิ่งกว่าดุเธออีก ถ้าเธอยังไม่ยอมฝึก”
“ฝะ ฝึกแล้วก็ได้ค่า~”
ยูมิเริ่มวอร์มร่างกาย ทว่ายังไม่ทันเหงื่อไหล เด็กหนุ่มคนนั้นก็เดินเข้ามาด้วยท่าทีไม่ยี่หระต่อสิ่งใด เขาเดินผิวปากอย่างสบายอกสบายใจ ราวกับว่าการมาสายไม่มีผลอะไรต่อชีวิตเขา
“โอ้โห เมืองนีงาตะฝึกซ้อมโคตรจะโบราณเลยว่ะ” เขาแสยะยิ้มแล้วพูดต่อ “คิดว่าฝึกซ้อมกับหุ่นไม้ แล้วก็เป้ายิงธนูพวกนี้จะช่วยให้เธอแข็งแกร่งพอฆ่าอสุรกายั์ร่างมนุษย์ได้งั้นเหรอ”
ฉันลดคันธนูลงแล้วหันไปมองเขาตาขวาง
“นายหมายความว่าไง”
เด็กหนุ่มคนนั้นเดินเข้ามาหาฉัน ยื่นใบหน้าเข้ามาใกล้แล้วพูดว่า
“การฝึกของพวกเธอมันล้าหลังยังไงล่ะ”
ไม่รู้เพราะถูกอีกฝ่ายยั่วโมโห หรือเป็เพราะอีกฝ่ายดูถูกการฝึกซ้อมอันแสนสำคัญ ฉันผลักเขาเต็มแรง
ตุบ!!
เด็กหนุ่มคนนั้นล้มลงก้นจ้ำเบ้า เขาแค่นยิ้มแล้วลุกขึ้นยืนด้วยท่าทีคุกคาม หักคอดังกรอบแกรบแล้วก็กระชากคอเสื้อของฉันอย่างเอาจริง
ฉันเซถลาไปตามแรงกระชากของเขา แรงของเขาเยอะมาก แต่ฉันไม่ยอมแพ้เพียงเพราะถูกขู่แค่นี้หรอก ฉันจ้องหน้าเขา ส่งผ่านอารมณ์อันรุนแรงกลับไป
เราจ้องหน้ากันอย่างหาเื่ ไม่มีใครยอมใคร
“คิดว่าเป็ผู้หญิงแล้วฉันไม่กล้าลงมืองั้นเหรอ”
“ฉันก็ไม่คิดว่าคนโตเกียวจะเป็สุภาพบุรุษไปเสียทุกคนหรอก”
“หน็อย!!”
“หยุดเลยค่าาา!!”
ในจังหวะที่เด็กหนุ่มคนนั้นกำลังจะชกหน้าฉัน ยูมิก็เข้ามาห้าม เธอจับแยกพวกเราแล้วเข้ามาคั่นกลางไว้
“ไม่อยากจะเชื่อเลยว่าคนที่ช่วยชีวิตฉันไว้จะเป็คนอันธพาลแบบนี้ เสียแรงชะเง้อหาจริงๆ เลยค่าาาา” นั่นคือคำพูดแรกที่ยูมิพูดใส่หน้าเด็กหนุ่มคนนั้น
“เหอะ ฉันเองก็ชักจะเสียดายที่ช่วยชีวิตเธอไว้เหมือนกัน”
โอ้โห พูดใส่ยูมิขนาดนี้ ฉันทนไม่ไหวแล้วโว้ยยย
“ฉันจะเอาเืปากแกออก ไอ้คนปากหมา!!”
“ว้ายยย คุณโนกิอย่าค่าาาา!!”
“ฉันไม่หยุดอะไรทั้งนั้นแล้วยูมิ!!” ฉันปล่อยหมัดออกไป ความเร็วที่พุ่งจู่โจมเร็วจนไม่สามารถหลบได้ทัน ยิ่งระยะห่างระหว่างฉันกับไอ้ปากหมานั่นอยู่ใกล้กันแค่นี้ มันไม่มีวันหลบการโจมตีของฉันได้แน่
ผลัวะ!
หมัดของฉันโจมตีเข้ากรามของฝ่ายตรงข้ามอย่างจัง
ไอ้คนปากหมาหน้าหัน แต่ยังคงยืนเฉยต่อไปได้
“ทำได้แค่นี้เหรอ เหอะ!”
ซวยล่ะ ฉันหลบการโจมตีของฝ่ายตรงข้ามไม่ทัน
ไอ้คนปากหมาตวัดข้อเท้าของฉัน
วืด~
ตุบ!!
ฉันล้มลงก้นจ้ำเบ้า ไอ้หมอนี่ไม่ธรรมดาเลย ฉันตั้งท่าจะลุกขึ้นสู้ต่อ แต่ก็ถูกอีกฝ่ายจับล็อกแขนเอาไว้ใน่จังหวะที่คาดไม่ถึง
เสร็จกัน!!
“เธอแพ้แล้ว ผู้กล้าเมืองนีงาตะ”
“ปัดโธ่เว้ย!!”
ฉันพยายามสลัดข้อมือของตัวเองให้หลุดจากการจับกุม แต่แรงของฉันสู้อีกฝ่ายไม่ได้เลย เจ็บใจชะมัด!!
“นี่มันเกิดอะไรขึ้นคะ! แยกออกจากกันเดี๋ยวนี้เลยค่ะ!!”
ไมยะที่ยกถาดน้ำชาเข้ามาตะเบ็งเสียงสั่งดังลั่น ความดังของเสียงนั้นทำเอาพวกฉันสามคนสะดุ้งเฮือกถอยห่างจากกันในทันที
“เป็ผู้กล้าแต่ดันมาทะเลาะกันเนี่ยนะคะ ใช้ไม่ได้เลยค่ะ!!”
“...”
“...”
“...”
ไม่มีใครกล้าตอบกลับเธอ ทุกคนหันหน้าหนีไปทางอื่น
“ฉันไม่รู้หรอกนะว่าพวกคุณทะเลาะกันเื่อะไร แต่ว่าทุกคนจะต้องได้รับโทษอย่างแน่นอนค่ะ”
น้ำเสียงจริงจังของไมยะทำเอาแผ่นหลังฉันเย็นวาบ ไม่กล้าสู้หน้าเลยจริงๆ
“คุณโทกาวะ วันนี้คุณมาสาย แถมยังก่อเื่ทะเลาะวิวาท ดังนั้นฉันจะลงโทษคุณ อยู่ฝึกเพิ่มสามชั่วโมงต่อวันจนกว่าจะครบหนึ่งเดือน หากไม่ทำตาม งดค่าตอบแทนรวมถึงอาหารสามวัน!!”
“เหอะ ก็เอาสิ ฉันอยากรู้เหมือนกันว่าถ้าเมืองของเธอขาดกำลังรบสำคัญอย่างฉันไป ทุกอย่างมันจะเละแค่ไหน”
“อย่ามั่นใจในพลังผู้กล้าของคุณมากจนเกินไปเลยค่ะ พลังที่พัฒนาก้าวะโ แต่ไม่อาจปกป้องเมืองของตัวเองเอาไว้ได้ มันก็เป็แค่อาวุธที่ไร้ค่า พลังเปื้อนมลทินอย่างนั้น อย่าหวังว่าเมืองของเราจะพึ่งพิงไปตลอดเลยค่ะ”
คำพูดของไมยะรุนแรงจนฉันยังอึ้ง เด็กหนุ่มที่ชื่อว่าโทกาวะก็ไปต่อไม่ถูก ความรู้สึกของเขาคงเหมือนถูกตบจนหน้าชา ดูจากริมฝีปากที่สั่นระริกของเขาก็รู้แล้วว่าเขาเจ็บใจมากแค่ไหน
“นะ นี่เธอ”
“การฝึกซ้อมอันล้าหลังของเราเป็เพียงการฝึกซ้อมพื้นฐานเพื่อเพิ่มศักยภาพในการต่อสู้เท่านั้นค่ะ หลังจากการต่อเติมเรือนฝึกซ้อมเสร็จสิ้นพวกคุณจะได้ซ้อมใช้พลังผู้กล้ากันอย่างจริงจัง และการฝึกซ้อมนั้นจะไม่นำวิทยาการเปื้อนมลทินของเมืองคุณมาใช้แน่นอนค่ะ!”
“หึ ได้! เอาอย่างนั้นก็ได้! มั่นใจนักนี่ ฉันจะคอยดู!”
โทกาวะกระชากเสื้อคลุมสีแดงเพลิงของเขาออกแล้ววอร์มร่างกายเตรียมฝึก
เมื่อไมยะจัดการเด็กหนุ่มคนนั้นสำเร็จ เธอก็หันมามองฉันกับยูมิตาเขียว
“ทั้งสองคนก่อเื่ทะเลาะวิวาท ต้องถูกลงโทษตัดเบี้ยเลี้ยง สามวันหลังจากนี้อดกินไอศกรีมและน้ำอัดลมค่ะ!!”
เปรี้ยง!!
ราวกับฟ้าผ่าลงกลางหัว ฉันกับยูมิตัวแข็งค้าง ชีวิตอันสงบสุขของพวกเราถูกพรากไปแล้ว
“ไม่น้า~”