วารุตยังคงยืนนิ่งในแววตาของเขาขาวโพลนเบิกกว้าง ได้แต่คิดสงสัยอยู่ในใจว่าชายคนนี้กำลังพูดถึงเรื่องอะไร วารุตยืนแน่นิ่งอยู่สักพักไม่มีการตอบโต้ ไม่มีการเคลื่อนไหว จนกระทั่งชายคนนั้นเพ่งสายตาใส่วารุตเหมือนเป็นการบอกว่าเขากำลังเฝ้ารอคำตอบจากวารุตอยู่
“ข้าไม่เข้าใจสิ่งที่ท่านพูดขอรับ ข้าก็แค่อยากจะเห็นสัตว์ที่น่าพิศวงเหล่านั้นเพียงสักครั้ง”
วารุตตอบน้ำเสียงของเขาฟังดูอาจหาญกว่ากิริยาท่าทาง
“สัตว์ซาตานเปรียบเสมือนขุมทรัพย์แห่งพลังความแข็งแกร่งที่จะนำมาซึ่งทุกสิ่งทุกอย่างที่เจ้าต้องการ เงินตรา อำนาจ เกียรติยศ ศักดิ์ศรี ผู้คนมากมายจะยอมศิโรราบให้แก่เจ้า”
“ข้าไม่ต้องการสิ่งเหล่านั้นหรอกขอรับ”
วารุตสวนขึ้น แม้แต่ตัวเขาเองก็ยังไม่ทันตั้งตัวกับการสนองฉับพลันของจิตวิญญาณ
“งั้นเหรอ ถ้างั้นข้าก็ไม่มีอะไรจะคุยกับเจ้า”
พอสิ้นสุดประโยค ชายคนนี้ก็เดินจากวารุตไปอย่างไม่สนใจไยดี ทิ้งให้ วารุตยืนทำความเข้าใจกับแต่ละประโยคที่เขาได้กล่าวมา
ถึงแม้จะไม่เข้าใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นสักเท่าไหร่ แต่วารุตก็แอบรู้สึกโล่งใจที่เขากับชายผ้าคลุมผู้นั้นจากกันไปด้วยดีไม่มีการกระทบกระทั่งใดๆ เกิดขึ้นระหว่างพวกเขา ดังนั้นวารุตจึงจะปล่อยผ่านเรื่องนี้ ถ้ามัวแต่มานึกถึงคำพูดเวิ่นเว้อของชายผ้าคลุมคนนั้นก็คงไม่มีประโยชน์อะไร ระหว่างพวกเขาคงจะไม่มีโอกาสได้เจอกันอีกแล้วล่ะ วารุตตัดสินใจเดินทางมุ่งหน้าไปต่อตามเส้นทางที่ตนเลือก
ไม่รู้ว่าเดินถลำลึกเข้ามาไกลสักแค่ไหน แต่ในตอนนี้วารุตเริ่มพบเห็นสิ่งมีชีวิตอื่นนอกเหนือจากชายผ้าคลุมคนนั้นแล้ว
วารุตมองเห็นฝูงหมูป่าสี่ห้าตัวกำลังวิ่งซุกซนอยู่เบื้องหน้าไม่ไกลนัก บางตัวก็กำลังเกลือกกลิ้งอยู่บนบ่อโคลน บางตัวก็กำลังวิ่งไล่ชนกันอย่างอีเหละเขละขละ วารุตเลือกที่จะไม่เดินไปเข้าใกล้พวกมัน เขาเบี่ยงเส้นทางเดินอ้อมจากไป พอเดินมุ่งหน้ามาได้อีกสักพักก็เริ่มจะพบเจอกับเหล่าสรรพสัตว์หลากหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็น กระต่าย กิ้งก่า นกแก้ว ลิง งูหลามปากเป็ด ไปจนถึง เสือดาว แต่ก็ยังไม่เห็นวี่แววของสัตว์ในตำนานตามตำราในหนังสืออยู่ดี
พอเดินลึกเข้ามามากขึ้นเรื่อย ๆ สภาพแวดล้อมของป่ามรกตก็ดูจะอุดมสมบูรณ์มากขึ้นเรื่อย ๆ เช่นเดียวกัน เหล่าต้นไม้ใบหญ้าต่างก็พากันแตกกิ่งก้านหนาทึบ ทั่วทั้งบริเวณนี้เต็มไปด้วยพืชพันธุ์ไม้เขียวขจี ซึ่งมันช่างแตกต่างจากปากทางเข้ามายิ่งนัก ที่มีแต่ดินร่วนและกองทรายที่เต็มไปด้วยรอยเท้าของผู้คนมากมายเดินพลุกพล่าน
ถึงจะพูดแบบนั้นแต่ก็ใช่ว่าตรงที่วารุตอยู่จะไม่มีร่องรอยของผู้คนย่างกรายเข้ามาเลย ในที่แห่งนี้ก็มีรอยเท้าของผู้คนหลงเหลืออยู่เฉกเช่นเดียวกัน เป็นรอยแหวกหญ้าจางๆ ซึ่งวารุตก็อาศัยล่องลอยนี้จนเขาเดินมาเจอเข้ากับ น้ำตก
สายน้ำร่วงหล่นลงมาจากหน้าผาสูงชัน ตกลงมากระทบพื้นเบื้องล่าง ละอองน้ำฟุ้งกระจาย ไหลหลากเป็นลำธารรากยาวไกลสุดลูกหูลูกตา วารุตตวัดน้ำเย็นฉ่ำขึ้นมาชโลมใบหน้า แต่ทว่าจู่ ๆ ท้องของเขาก็ส่งเสียงคำรามออกมา วารุตรู้สึกหิว จนพร่ำเพ้อเป็นประโยคออกมาโดยไม่ได้ตั้งใจ
“อืม คิดถึงอาหารฝีมือแม่ซะแล้วสิ”
พอนึกหวนกลับไปนี่ก็ผ่านมามากกว่าสิบวันแล้วที่วารุตเดินทางออกจากแคว้นมันตรายา ปลายทางเขาเองก็ยังไม่รู้ว่าจะกลับไปเจอกับแม่อีกครั้งเมื่อไหร่ วารุตฉุกคิดเป็นเวลาสั้นๆ
ในขณะที่เขากำลังก้มลงกรอกน้ำใส่กระบอกไม้ไผ่ จังหวะที่จะยืดตัวลุกขึ้น เขากลับลื่นตะไคร่น้ำบนโขดหินที่ตนเหยียบอยู่ ขาข้างซ้ายเกิดไถลจมลงไปในน้ำราว ๆ ครึ่งแข้ง วารุตเสียหลักจนกระบอกน้ำกระเด็นหลุดออกจากมือ
เพียงแค่เสี้ยววินาทีด้วยน้ำหนักตัวและแรงเหวี่ยง วารุตเกิดพลัดตกร่วงลงไปในลำธาร เขารีบตวัดแขนเอื้อมมือคว้าพุ่มหญ้าริมฝั่งหมายจะเกาะยึด แต่มันกลับขาดหลุดลุ่ย ในจังหวะต่อเนื่องกันวารุตพยายามจะยื่นมือจับโขดหินที่โผล่ออกมา สายตาและแขนทั้งสองข้างตั้งเป้าหมายไว้อย่างแน่วแน่ประสานงานกันเป็นหนึ่ง คว้าหมับ! ลงโขดหินโขดนั้นจนได้
แต่ผลลัพธ์กลับไม่เป็นไปตามที่คิด เพียงครู่เดียวเท่านั้นที่วารุตคิดว่าเขาสามารถเกาะยึดโขดหินนั้นได้ แต่เขากลับถูกกระแสน้ำเชี่ยวกรากซัดร่างให้ล่องลอยไปตามลำธารอย่างไร้หนทางต่อกร
“ไม่นะ!”
ในผืนป่าปริศนา ไม่สามารถระบุตำแหน่งที่แน่ชัดได้ มีหญิงสาวคนหนึ่งนางกำลังเคลื่อนที่ด้วยความเร็วอย่างน่าเหลือเชื่อ สับเท้าวิ่งราวกับเป็นการเหาะเหิน ผมยาวมัดรวบของนางโบกไสวไล่ตาม
สนับเพลาขาสั้นครึ่งแข้งและเสื้อผ้าไหมผืนบาง ทำให้นางสามารถเร่งความเร็วได้ตามที่นางต้องการ แม้จะตั้งใจย่ำเท้าอย่างเต็มกำลัง แต่สีหน้าของนางดูเหมือนจะไม่ค่อยสบอารมณ์สักเท่าไหร่ หน้าตาบึ้งตึงคิ้วทั้งสองข้างของนางขมวดแทบจะจรดติดกันอยู่แล้ว
“ตาแก่เมฆาชอบให้ข้าทำอะไร โดยไม่บอกกล่าวตลอดเลย”
นางกัดฟันกรุบกรับ!
พลางเผลอแวะชกต้นไม้ต้นข้างๆ ทีหนึ่ง อย่างระบายอารมณ์ จนต้นไม้เจ้ากรรมต้นนั้นโค่นร่วงหล่นกระแทกพื้นเสียงดังโครม ตึง!