ตอนที่ 48
บังเกิด ศึกสังหารราชา
เฉินหมิงหันไปมองหลิงเซียนและม่อหวินที่อยู่ด้านบนลานประลอง หลิงเซียนยังมีเคล็ดเซียนฉบับย่ออีกสายที่ยังไม่เคยได้กระตุ้นใช้มาก่อน สมควรที่น่าจะไม่มีปัญหาใหญ่อะไร
“ข้ากลับรู้สึกว่าไม่ได้มีอะไรที่ไม่เหมาะสมไม่ การทะเลาะของผู้เยาว์ ขึ้นชื่อว่าเป็นผู้อาวุโส ย่อมเป็นสถานะที่ไม่เหมาะที่จะเข้าไปสอดมือยุ่งอยู่แล้ว”
ม่อเทียนหัวเราะออกมาแล้วกล่าว: “เช่นนั้นข้าก็วางใจ”
ทั้งสองต่างนั่งนิ่งอย่างสงบ เพียงแต่พบเห็นที่ด้านบนดาบโลหิตมายาสมุทรในมือของม่อหวินปรากฎเงาดาบที่รุนแรงมากยิ่งขึ้น ประกายคมกล้าสีแดงได้ส่องไปทั่วลานประลอง
หลิงเซียนเผยสีหน้าตื่นตัวขึ้นวาบหนึ่ง : “ดาบด้ามนี้มีส่วนที่ประหลาดอยู่บ้าง ราวกับแข็งแกร่งเสียยิ่งกว่าศาสตราปราณอยู่มาก ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ข้ามีแต่ต้องใช้ดัชนีนี้กันแล้ว”
หลิงเซียนผสานสองมือแนบชิดติดกัน พลังมนตร์ตราระเบิดขึ้นอย่างบ้าคลั่งทะลักออกมาจากภายในร่างกายของเขา ผนึกรวมไว้อยู่ระหว่างนิ้วมือ
สีหน้าของม่อเทียนพริบตานั้นก็ได้แปรเปลี่ยนไป เขาสามารถที่จะสัมผัสได้ถึงพลังทำลายจากดัชนีนี้ของหลิงเซียนได้ : “นี่มัน......กลิ่นอายของเคล็ดเซียน!”
ผู้ฝึกตนชั้นสูงที่ชมดูก็มองความข้อนี้ออก : “กลับไม่ได้เป็นเคล็ดเซียนที่แท้จริงไม่ แต่ว่าก็ยังมีกลิ่นอายของเคล็ดเซียนอยู่!”
“เพียงแค่มีกลิ่นอายของเคล็ดเซียนได้ ก็ถือได้ว่าสุดยอดเกินไปแล้ว!”
“กลิ่นอายของเคล็ดเซียน นี่เป็นไปได้ยังไงกัน?”
ม่อเทียนลุกขึ้นยืนด้วยความร้อนรน แต่กลับถูกเฉินหมิงยื่นมือกดเข้าที่หัวไหล่ของเขา : “เจ้าสำนักม่อ เรื่องทะเลาะกันระหว่างผู้เยาว์ เราท่านยังคงเป็นเพียงผู้ชม อย่าได้ทำให้เสื่อมเสียเกียรติกันเลย”
ม่อเทียนเดือดดาลจนต้องหันไปมองเฉินหมิง สะบัดแขนเสื้อ ก่อนกลับไปนั่งยังที่นั่งของเขา
ม่อหวินสัมผัสได้ถึงแรงกดดันที่มาจากปลายนิ้วของหลิงเซียน พร้อมกับตะโกนกล่าวขึ้นมาว่า : “นี่เป็นไปไม่ได้ ! เจ้าเอาชนะข้าไม่ได้อยู่แล้ว โลหิตสมุทรแปดพันชั่ง!”
ม่อหวินฟันออกไปหนึ่งดาบ เงาดาบที่มีความยาวกว่าหนึ่งจั้งก็ได้ลอยออกมา หลิงเซียนจึงใช้ดัชนีว่างเปล่า ระเบิดลมปราณเป็นพลังสีเขียวอยู่ใจกลางนิ้วมือข้างหนึ่ง พุ่งสวนไปยังเงาดาบที่ลอยออกมา : “ดัชนีทะลวงความลึกซึ้งแบบย่อ!”
พลังดัชนีที่เป็นสีเขียวก็ได้เข้าทลายเงาดาบ ตรงดิ่งเข้าหาม่อหวิน กระแทกเข้ากับหน้าอกของม่อหวิน จนทะลุทรวงอกของเขาไปทันที ทิ้งเอาไว้แต่เพียงบาดแผลและเลือดที่สาดกระเซ็น ม่อหวินหันไปมองบาดแผลตรงอกของตัวเอง คล้ายกับตกอยู่ในอาการโง่งมขึ้นมาก็มิปาน: “นี่เป็นไปไม่ได้ เจ้าเอาชนะข้าได้อย่างไรกัน ?”
หลิงเซียนจึงปลุกจิตสังหารขึ้น พุ่งเข้าหาม่อหวินที่กระอักเลือดอยู่!
เวลาชั่วพริบตานี้เอง ผลแพ้ชนะได้ปรากฏ ที่จะตัดสินกันต่อไป ก็คือความเป็นความตาย!
“ติ่ง เสร็จสิ้นภารกิจหลิงเซียนล้างอาย คุณได้รับคะแนนจริยธรรม 1200 แต้ม”
ในที่สุดภารกิจก็สำเร็จ ในที่สุดเขาก็สามารถที่จะก้าวเข้าสู่ขอบเขตราชาปีศาจได้แล้วอย่างงั้นหรือ ?
ทว่านี้กลับยังมิใช่เรื่องที่สำคัญที่สุด ในตอนนี้สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือการสุ่มของ!
“ทำการสุ่มรางวัลที่มาจากการทะลวงขอบเขตสู่วิถีของหลิงเซียนและจ้าวชิงเหยา !”
การคำนวณขอบเขตในส่วนของจ้าวชิงหยานั้นเฉินหมิงกลับยังไม่เข้าใจมากนัก แต่ว่าเสียงจากระบบพี่สาวแสนสวยได้บอกต่อตนเองมาว่า สามารถที่จะสุ่มได้สองครั้ง
“ติ่ง อยู่ในระหว่างดำเนินการสุ่มรางวัล สุ่มรางวัลเสร็จสิ้น คุณได้รับ《โลงศพปราณราชันย์พิสุทธิ์》และปราณรู้แจ้ง 20000 แต้ม! รางวัลได้จัดส่งแล้ว เชิญตรวจสอบการรับ”
《โลงศพปราณราชันย์พิสุทธิ์》 เคล็ดวิชาระดับเซียน เป็นตายอยู่ที่ใจนึก พลิกฝ่ามือคนเป็นสู่คนตาย หงายมือจากคนตายสู่คนเป็น《โลงศพปราณราชันย์พิสุทธิ์》มีด้วยกันทั้งหมดสองเล่ม แบ่งเป็นเล่มราชันย์พิสุทธิ์และปราณโลงศพ เล่มของราชันย์พิสุทธิ์นั้นจะสามารถช่วยชีวิตคนได้ ส่วนเล่มของปราณโลงศพนั้นจะสามารถใช้มาเพื่อฆ่าคน
อีกทั้งเมื่อฝึกแล้วพลังมนตร์ตราจะมีคุณสมบัติถึงสองชนิดระหว่างความเป็นและความตาย ความเป็นและความตายที่ไม่อาจเข้ากันได้ พลังมนตร์ตราเช่นนี้ จะทำให้ไม่ตายอย่างงั้นหรือ ?
เกรงว่าในโลกหล้านี้นอกเสียจากเฉินหมิง ก็คงยากที่จะเสาะหาคนที่ฝึกปรือ《โลงศพปราณราชันย์พิสุทธิ์》ได้เป็นคนที่สองอีกแล้ว
ทว่าอย่างไรก็เป็นถึงเคล็ดวิชาระดับเซียน อีกทั้งยังได้มาจากการก้าวเข้าไปยังเขตประกายวงแหวนแห่งความโชคดีของหลิงเซียน
อีกทั้งปราณรู้แจ้ง บัดนี้ซึ่งเป็นสิ่งที่เฉินหมิงขาดแคลนเป็นอย่างยิ่ง เมื่อได้มีปราณรู้แจ้งเข้ามาถึง 20000 แต้ม ย่อมมีความกระตือรือร้นอยู่แล้ว!
เฉินหมิงกล่าวขึ้นในใจ : “ใช้คะแนนจริยธรรมบรรลุเคล็ดวิชา《สายลมโหมล้างสงัด》และ《คัมภีร์ครามวารีโอสถ》จนถึงขั้นขอบเขตสู่วิถีขั้นที่เจ็ด!”
ตอนนี้เมื่อมีปราณรู้แจ้ง และคะแนนจริยธรรมก็ย่อมดีเช่นนี้นี่แหละ!
“ติ่ง ใช้จริยธรรม1150แต้ม บรรลุเป็นที่สำเร็จ”
ภายในร่างของเฉินหมิงก็ได้ปรากฎเต้ากงขึ้นอีกสองจุด แบ่งออกเป็นเต้ากงที่ฝึกปรือมาจาก《สายลมโหมล้างสงัด》และ《คัมภีร์ครามวารีโอสถ》
เฉินหมิงจึงได้กล่าวต่อ : “ใช้คะแนนปราณรู้แจ้งทะลวงขั้น《สายลมโหมล้างสงัด》และ《คัมภีร์ครามวารีโอสถ》เพิ่มจนถึงขอบเขตสู่วิถีขั้นที่หก!”
“ติ่ง ใช้ปราณรู้แจ้งไป 12840 แต้ม พลังขอบเขตเพิ่มขึ้น!”
เฉินหมิงในเวลานี้ก็ได้เหลือบไปมองค่าดัชนีความเสี่ยงของตนเอง
ค่าดัชนีความเสี่ยง: 330
ระดับความเสี่ยง: อันตรายเป็นอย่างยิ่ง
ในมุมมองของผู้ฝึกตน คุณถือเป็นบุคคลที่อันตรายเป็นอย่างยิ่ง
ค่าดัชนีความเสี่ยงได้เพิ่มขึ้นมามากถึง 31 หน่วย ย่อมถือได้ว่าเป็นการเพิ่มพูนความสามารถขึ้นเป็นอย่างมาก! อีกทั้งที่สำคัญที่สุดก็คือ ตอนนี้ตัวเองได้มีพลังฝีมือในระดับราชาปีศาจได้อย่างแท้จริงแล้ว!
ไม่ทราบว่าเมื่อสังหารม่อเทียนผู้นี้ไปแล้ว จะทำให้ภารกิจเลื่อนขั้นของตนเองสำเร็จได้หรือไม่
หลิงเซียนยังคิดที่จะเดินเข้าไปหาม่อหวินที่ได้รับบาดเจ็บสาหัสอยู่ ในที่สุดม่อเทียนก็ทนต่อไปไม่ไหวอีกแล้ว หากว่าปล่อยให้เป็นเช่นนี้ต่อไป บุตรชายของเขาย่อมต้องตายด้วยเงื้อมมือของหลิงเซียนอย่างแน่นอน เขาฟาดเข้าไปที่โต๊ะพร้อมกับยันกายลุกขึ้นในทันที หันไปกล่าวต่อเฉินหมิงด้วยความเกรี้ยวกราดว่า : “ยาหวูเต้า ถึงอย่างไรเจ้าก็จะต้องให้หลิงเซียนฆ่าม่อหวินให้ได้ใช่หรือไม่ !”
เฉินหมิงหาได้หวาดหวั่นไม่ ยันกายลุกขึ้นแล้วกล่าวขึ้นในทันที : “แล้วจะทำไมกันเล่า?”
ที่ด้านล่างสนามประลองก็ได้เกิดเสียงฮือฮากันขึ้น เหล่าผู้อาวุโสเจ้าสำนักที่นำพาลูกศิษย์มาเข้าร่วมการชุมนุมทดสอบกระบี่ต่างรู้สึกได้ว่าเรื่องนี้ย่อมไม่ง่ายดายอย่างแน่นอน ในที่แห่งนี้ ราวกับว่าจะต้องเกิดการต่อสู้ที่รุนแรงระหว่างชนชั้นราชาขึ้นมาอย่างแน่นอน!
การต่อสู้ระหว่างชนชั้นราชาสามารถเทียบได้กับการต่อสู้ระหว่างแคว้นกันได้เลย หากพวกเขายังอยู่ในที่แห่งนี้ต่อไป ย่อมต้องไม่ก่อประโยชน์แม้แต่น้อยอย่างแน่นอน
“เป็นไปได้อย่างไรกัน ?”
“แท้จริงแล้วจะเกิดการต่อสู้ระหว่างชนชั้นราชาขึ้นแล้วงั้นหรือ!”
“หรือว่าจะเป็นศึกแห่งการสังหารราชากัน ?”
“อาจจะมิใช่ศึกแห่งการสังหารราชาก็เป็นได้ ในหลายร้อยปีกว่าจะมีชนชั้นราชาปรากฏขึ้นมาสักตน พวกเขาล้วนแต่รักชีวิตกันเป็นอย่างยิ่ง”
“ไม่ว่าจะเป็นศึกแห่งการสังหารราชาหรือไม่ พวกเราล้วนแต่ไม่อาจที่จะทนผลกระทบจากศึกระดับราชาได้!”
“เป็นไปได้อย่างไรที่จะเป็นศึกแห่งการสังหารราชา พันธมิตรหกราชาล้วนแต่ต้องต่อสู้ระดับราชามาแล้วตั้งหลายต่อหลายเดือน แล้วนี้จะมาเปิดศึกระดับราชาที่นี้กันทำไม!”
ม่อเทียนกล่าวออกมาด้วยโทสะ : “ยาหวูเต้า เจ้าอย่าได้ลืมว่าที่นี่คือสถานที่ใด ที่นี่ก็คือสำนักเซียนเหิน ราชาอย่างข้าและสำนักเซียนเหินของฮวาหยางนั้นมีศิษย์ถึงหลายร้อยคน ผู้ช่วยเหลือในขอบเขตสู่วิถีอีกนับสิบ เจ้าและราชาปีศาจพยัคฆ์ดำคิดจริงหรือว่าจะสามารถหลบหนีไปจากสถานที่แห่งนี้ได้ ?”
ผู้ฝึกตนที่ชมดูอยู่ต่างพากันกล่าวออกมาว่า : “ถูกต้อง ที่นี่เป็นสำนักเซียนเหิน มีหรือที่ราชาปีศาจยาหวูเต้า และราชาปีศาจพยัคฆ์ดำที่มีเพียงสองกำปั้น จะต่อกรกับศัตรูสี่กรได้!”
“ราชาปีศาจทั้งสองท่านสมควรที่จะไม่กล้าลงมือในที่แห่งนี้หรอกกระมั่ง!”
“ราชาปีศาจทั้งสองท่านล้วนแต่มากันตัวคนเดียว ยังไม่แน่ว่าจะเป็นคู่ต่อสู้ของเจ้าสำนักม่อและเจ้าสำนักฮวาได้ !”
เฉินหมิงหัวเราะออกมาแล้วกล่าว: “คิดหรือว่าจะมีแค่พวกเจ้าที่มีกำลังพลกัน? พันธมิตรหกราชาของเราก็มีอยู่ไม่ใช่รึ ?”
ภายในฝูงชน ธงปีศาจแต่ละผืนได้ถูกชูขึ้น พริบตานั้นกลิ่นอายปีศาจก็ได้แผ่กระจายไปทุกแห่งหน ขุนพลปีศาจทั้งสองตนได้นำพาปีศาจร้ายนับสิบตนมาถึงยังที่แห่งนี้ หมีใหญ่หมีรองเองก็ได้ปลดอาภรณ์ที่สวมเอาไว้อยู่ของตนเองออก
“พันธมิตรหกราชา บริวารราชาปีศาจพยัคฆ์ดำ ขุนพลปีศาจเขี้ยวพยัคฆ์ น้อมรับคำสั่ง!”
“พันธมิตรหกราชา บริวารราชาปีศาจพยัคฆ์ดำ ขุนพลปีศาจเล็บพยัคฆ์ น้อมรับคำสั่ง!”
“พันธมิตรหกราชา บริวารราชาปีศาจยาหวูเต้า ขุนพลปีศาจหมีใหญ่ น้อมรับคำสั่ง!”
“พันธมิตรหกราชา บริวารราชาปีศาจยาหวูเต้า ขุนพลปีศาจหมีรอง น้อมรับคำสั่ง!”
เฉินหมิงยันกายลุกขึ้น เปี่ยมล้นไปด้วยพลังอำนาจอย่างไร้ที่เปรียบ แผ่ซ่านกลิ่นอายปีศาจอย่างไม่กลัวเกรงผู้ใด พร้อมกับกวาดแววตาอันเย็นเยียบมองไปบนร่างของผู้ฝึกตนแต่ละคนที่อยู่ในที่แห่งนี้: “ตอนนี้หากไม่อยากตาย ก็จงไสหัวออกไป!”
ผู้ฝึกตนของดินแดนทางตอนใต้แห่งแคว้นจู่ เดิมทีเผ่าปีศาจและเผ่ามนุษย์ก็ไปมาหาสู่กันอยู่แล้ว ถึงอย่างไรการที่อยู่ใกล้กับขุนเขาใหญ่นับสิบหมื่น ด้วยอิทธิพลของเผ่าปีศาจในที่แห่งนี้ หากจะให้พวกเขาช่วยในการล่าเผ่ามนุษย์ คาดว่าคงเป็นไปไม่ได้ บัดนี้ทางที่ดีที่สุดก็คือการการเผยพลังฝีมือของตัวเอง เพื่อทำให้ผู้คนไปจากสถานที่แห่งนี้ อย่างน้อยก็ให้เป็นประจักษ์พยาน ไม่สอดมือเข้ายุ่งกับการช่วงชิงระหว่างพวกเขา
.
.
.
.