“ท่านแม่คิดว่าอย่างไรเ้าคะ?”
“เร็วกว่าใช้คนลากเสียอีก”
“คุณหนูสุดยอดเลยเ้าค่ะ”
“ชมกันเกินไปแล้วข้าไม่ได้คิดเองเสียหน่อย”
“ข้าน้อยไม่ได้พูดเกินจริงสักหน่อยใช่ไหมเ้าคะ ฮูหยิน”
“ฉงฉงพูดถูก แรงวัวเร็วกว่าคนลากอีกตัวหนึ่งไถเสร็จ ใช้อีกตัวลากคราด เก็บหญ้าได้ง่ายกว่าเดิมด้วย”
“พอพลิกหน้าดินรอบสองเสร็จ ข้าค่อยแช่เมล็ดข้าวปีนี้ลองปลูกพืชชนิดอื่นเพิ่มด้วยดีไหมเ้าคะ”
“ฮวาเอ๋อร์อยากปลูกอะไร”
“ข้าอยากลองปลูกข้าวโพดกับหัวมันเ้าค่ะ”
“ปกติแถวนี้ก็ปลูกแค่ข้าวกับถั่วเอาสิแม่เห็นด้วย แต่ว่าเราจะไม่ขาดแคลนข้าวหรือ?”
“ข้ามีเ้าค่ะ” สวีฝูหรงไม่ถามต่อ
“ฝูหรง”
“ผู้ใหญ่บ้าน” ผู้ใหญ่บ้านหูจื่อหางเดินมากับลูกชายหูจื่อเหว่ย มีชาวบ้านอีก 2-3 คนเดินตามหลังมาด้วย
“มีอะไรหรือเปล่าถึงได้พากันมามากมายขนาดนี้” สวีฝูหรงหันมาถาม
“ไม่ ๆ ข้าได้ยินว่าเ้าใช้วัวช่วยพลิกหน้าดินเลยแวะมาดู เร็วกว่าใช้คนลากจริงด้วย”
“ความคิดฮวาเอ๋อร์เขานะ”
“ข้าไม่ได้คิดเองหรอกเ้าค่ะข้าเคยอ่านเจอในตำราที่ไหนสักแห่ง ข้าลืมไปแล้ว” สวีเหมยฮวาตอบกลับไป
“ทำไมถึงใช้วัวสองตัวล่ะใช้ตัวเดียวไม่ได้หรือ?” หูจื่อเหว่ยถาม
“ใช้ตัวเดียวก็ได้ ที่ข้าใช้สองตัวเพื่อไม่ให้พวกมันเหนื่อยเกินไป”
“รับจ้างไถหรือไม่” ผู้ใหญ่บ้านหูจื่อหางถาม
“ข้าไม่ได้คิดเื่นั้นเ้าค่ะ”
“เช่นนั้นเ้าจะให้พวกเรายืมวัวใช่หรือไม่”สวีเหมยฮวาหันไปมองคนพูด
“เ้าบอกว่าไม่คิดเื่นั้นไม่ได้หมายความว่าให้พวกเรายืมวัวหรอกหรือ”ชาวบ้านคนเดิมเอ่ยขึ้น
“ข้าพูดตอนไหนว่าจะให้ยืมวัว?”
“เ้ามีเงินซื้อวัวซื้อรถม้าคงไม่เดือดร้อนเื่เงินช่วยพวกเราแค่นี้คงไม่เป็ไรหรอกมั้ง” อีกคนพูดเสริม
“พวกเ้าพูดอะไรเหมยฮวามีเงินแล้วมันเกี่ยวอะไรกับพวกเ้า” ผู้ใหญ่บ้านหูจื่อหางหันไปมองชาวบ้านด้านหลัง
“พวกเราเป็คนหมู่บ้านเดียวกันช่วยเหลือกันแค่นี้นางก็ไม่ได้ลำบากอะไรเสียหน่อย?”
“ความหมายพวกท่านคือให้ข้าแบ่งปันเงินที่ข้ามีให้พวกท่านใช้?”สวีเหมยฮวาพูดขึ้น สวีฝูหรงมองคนชาวบ้านพวกนั้นตะลึงไม่อยากเชื่อ สวีซือซงวางคันไถเดินเข้ามาสมทบ
“ข้าไม่ได้บอกให้เ้าแบ่งปันเงินเสียหน่อยแค่แบ่งปันแรงวัวเท่านั้น”
“วัวข้าได้มาโดยไม่ต้องจ่ายเงินหรือ?”
“ทำไมเ้าถึงได้เห็นแก่ตัวนักช่วยเหลือกันแค่นี้จะเป็ไรไป คนหมู่บ้านเดียวกันแท้ ๆ”
“คำขอพวกท่านไม่เห็นแก่ตัวเลยงั้นสิ?”
“พอได้แล้ว” ผู้ใหญ่บ้านหูจื่อหางเอ่ยห้ามก่อนเื่จะบานปลาย
“เชอะ! แค่ผู้หญิงผัวหย่าทำเป็จองหองสูงส่งกว่าพวกข้า เงินที่เ้ามีก็ได้มาจากผัวเก่านั่นแหละ”
“อย่ามาดูถูกพี่สาวข้า!” สวีเหมยฮวาจับมือน้องชายเอาไว้
“ข้าไม่เคยคิดว่าตัวเองสูงส่งมาจากไหนข้าแค่หย่า ไม่ได้ฆ่าใครตายเสียหน่อย เงินที่ข้ามีก็ไม่ได้ขอมาจากใครจนต้องละอายที่จะใช้จ่ายเพื่อความสุขตัวเองหรือพวกท่านว่าไม่จริง?”
“ลูกสาวข้าหย่า ข้าเองก็เป็หม้าย พวกเราไม่มีสิทธิ์ใช้ชีวิตเหมือนคนอื่นหรืออย่างไร?”
“ถ้าพวกเ้าจะมาหาเื่คนบ้านสวีก็กลับไปได้แล้ว”ผู้ใหญ่บ้านหูจื่อหางเอ่ยไล่ลูกบ้านที่ตามมา
“ข้าไม่อยากมานักหรอก ไปพวกเรากลับจำไว้ว่าบ้านนี้ใจดำเห็นแก่ตัว!”
“เ้า!”
“ท่านแม่อย่าไปสนใจเลยเ้าค่ะ”
“เอ่อ..ถ้าไม่ว่าอะไรช่วยสอนข้าไถนาได้หรือไม่”หูจื่อเหว่ยถาม เขามัวแต่อึ้งฝีปากสวีเหมยฮวาจนพูดอะไรไม่ออก
“ข้าสอนเองขอรับ” สวีซือซงอาสาผู้ใหญ่บ้านหูจื่อหางจึงเดินไปดูด้วย
ในหมู่บ้านแห่งนี้นอกจากบ้านสวีที่มีวัวยังมีบ้านผู้ใหญ่บ้านกับลุงอีกคนที่ใช้วัวเทียมเกวียนรับจ้างส่งคนเข้าเมืองสองพ่อลูกหูเดินตามหลังสวีซือซงไป
“วันมะรืนท่านแม่เข้าเมืองกับข้านะเ้าค่ะ”
“ได้สิ แม่ไม่ได้เข้าเมืองนานแล้วเหมือนกันอยากเอาผ้าปักไปขายสักหน่อย”
“เช่นนั้นพวกเราก็ไปกันหมดนี่แหละเ้าค่ะ”
“อือ” สวีฝูหรงคว้ามือลูกสาวไปกุมเอาไว้
“ไม่ต้องคิดมากนะ”
“ข้าไม่ได้อ่อนแอขนาดนั้นท่านแม่ไม่ต้องห่วง”
“แม่รู้”
แปลงนา 2ไร่ถูกใช้เป็สถานที่ฝึกไถของสองพ่อลูกบ้านหูจนหมด ่บ่ายพวกเขาพากันเก็บหญ้าที่เหลือส่วนผานไถและคราดหญ้า ผู้ใหญ่บ้านหูจื่อหางเอ่ยขอยืมไปใช้กับวัวตน
──────???? ──────
“แม่นางสวีมาหรือยัง”
“ท่านพี่ถามจนข้านับครั้งไม่ได้แล้วนะ”หลี่ซวงอี้ส่ายหัวให้กับความร้อนใจของสามี หลี่หย่วนเจ๋อ
“นั่งลงก่อนเถอะเ้าค่ะท่านพ่อข้ากับท่านแม่เวียนหัวไปหมดแล้ว” หลี่ฮุ่ยเยี่ยนยกมือนวดขมับหลี่หย่วนเจ๋อบิดาทรุดตัวลงนั่งแต่สายตากับมองไปที่ประตูตลอดเวลา
หลี่หย่วนเจ๋อเ้าของร้านอาหารหลี่ฟู่ร้านอาหารของเขาไม่ใช่ร้านอาหารอันดับหนึ่งแต่ติดหนึ่งในห้าของร้านอาหารที่ดีที่สุดในเมืองหลวงและมีอยู่เพียงสองสาขา
ไม่ใช่ว่าเขาไม่อยากขยายไปเมืองอื่น แต่ร้านอาหารไม่ได้ดูแลกันได้ง่ายๆ เขาเองก็อายุมากขึ้นทุกวัน ใกล้ถึงเวลาส่งต่อให้ลูกหลานได้ดูแลกิจการต่อจากตนแล้วเหมือนกัน
“นายท่านแม่นางสวีมาแล้วขอรับ”หลงจู้กงเดินเข้ามาบอก
“รีบเชิญนางเข้ามาเร็วเข้า”สองแม่ลูกสบตากันพลางถอนหายใจออกมา หลี่หย่วนเจ๋อเป็เช่นนี้เสมอยามเจออาหารถูกใจ ความรักในการทำอาหารส่งผลให้เขาสามารถเปิดร้านจนสร้างตัวได้จนทุกวันนี้
“แม่นางสวี ท่านนี้คือนายท่านหลี่.....”หลงจู้กงแนะนำทุกคนให้รู้จักกันหลังจากนั้นรีบเร่งให้สวีเหมยฮวาเข้าครัวโดยไม่ถามอะไรว่านางเตรียมอะไรมาบ้าง
“สวีฮูหยินช่างมีลูกสาวที่มากความสามารถจริงๆ”
“หลี่ฮูหยินชมเกินไปแล้ว”
“ไม่เลย ๆ ดูนางสิ มือไม้คล่องแคล่วหยิบจับอะไรเหมือนง่ายไปเสียหมด...กลิ่นหอมจัง” หลี่ซวงอี้ทนไม่ไหวเดินไปดูในหม้อ
“อาหารนี่คืออะไรหรือ?”
“ต้มยำกุ้งเ้าค่ะนอกจากกุ้งยังใช้ปลาหมึก หรือปลาแทนได้เหมือนกันปลาควรแล่เอาแต่เนื้อไม่ควรใช้ทั้งตัว ลูกค้าจะได้ทานง่าย ๆ”
“ผักพวกนี้ข้าไม่เคยเห็นมาก่อนกลิ่นหอมมาก” หลี่ซวงอี้หยิบเครื่องต้มยำขึ้นมาดมดูทีละอย่าง
“หม้อนี้แบบน้ำใสส่วนหม้อนี้แบบน้ำข้น ข้าถามหลงจู้กงดูแล้ว แถวนั้นน่าจะมีต้นมะพร้าววิธีคั้นน้ำกะทิทำอย่างเมื่อครู่ น้ำกะทิควรคั้นแค่พอใช้หากอากาศร้อนเกินไปอาจทำให้กะทิบูดได้ ท่านต้องระวังด้วยเ้าค่ะ”
“เข้าใจแล้ว สีสันต่างกันจริง ๆ”
“รสชาติต่างกันด้วยเ้าค่ะควรทำรสกลางๆ ไว้ แยกพริกกับน้ำมะนาวให้ลูกค้าต่างหาก ลูกค้าบางคนอาจชอบเปรี้ยวไม่ชอบเผ็ดให้เขาปรุงเพิ่มเองได้น่าจะเป็ทางเลือกที่ดีกว่าเ้าค่ะ จานต่อไป ข้าจะทำฮ่อยจ๊อปู ถ้าจะทำฮ่อยจ๊อกุ้งแค่ตัดปูออกเพิ่มเนื้อกุ้งมากหน่อย ส่วนผสมมี...”
สวีเหมยฮวานำสามเกลอมันหมูสับ กุ้งสับ ไข่ไก่ แป้งมัน ซอสหอยนางรม น้ำตาลทราย เหล้าจีน น้ำมันงา ซีอิ๊วขาวแห้วสับ ต้มหอมซอยผสมลงในชามใหญ่ นวดให้เหนียวจนเข้ากันดี จึงใส่เนื้อปูแกะลงไปผสมพอให้เข้ากันพักเอาไว้สักครู่
พอพักได้ที่นำแผ่นฟองเต้าหู้มาพรมน้ำใส่ไส้ลงไปตามแนวยาว วางเนื้อปูก้อนพับฟองเต้าหู้เข้าหากันมัดฟองเต้าหู้ด้วยตอกไม้เป็คำ ๆนำไปนึ่งในน้ำเดือนจัดประมาณ 15 นาที ยกออกมาพักให้เย็น ค่อยแกะตอกไม้ออก ตัดตามรอยมัดนำลงไปทอดให้เหลืองสวยเป็อันเสร็จ
“อันนี้คือน้ำจิ้มฮ่อยจ๊อจะใช้น้ำส้มชายชู น้ำบ๊วยดอง น้ำตาลทราย เกลือ เคี่ยวด้วยไฟอ่อน ๆ จนน้ำตาลละลายค่อยใส่พริกโขลกกับเนื้อบ๊วยลงไปเคี่ยวต่อจนขึ้นเหนียว ชิมให้มีรสหวานนำ เปรี้ยวเค็มเผ็ดติดปลายลิ้นนิด ๆ ถือว่าใช้ได้แล้วเ้าค่ะ”
“คุณหนูสวีทำอาหารเก่งจัง”ปากชม แต่มือหลี่ฮุ่ยเยี่ยนกำลังยื่นไปหาจานฮ่อยจ๊อปู
“เดี๋ยวเถอะ”หลี่ซวงอี้ตีมือห้ามลูกสาว
“ท่านแม่..มันน่าอร่อยนี่เ้าค่ะ”
“รอก่อน”
“จานต่อไปปลาหมึกผัดไข่เค็มกับปลาหมึกนึ่งมะนาว สำหรับนึ่งมะนาวเราใช้ปลาแทนได้เหมือนกันเ้าค่ะ” หลี่หย่วนเจ๋อพยักหน้าอยู่ข้างๆ กับพ่อครัวประจำร้าน เอ่ยถามเป็่ ๆ สวีเหมยฮวาอธิบายช้า ๆ ให้ทุกคนเข้าใจ
“อันนี้คือซอสหอยนางรมที่ว่าสินะข้าไม่เคยเห็นมาก่อน” หลี่หย่วนเจ๋อตักซอสหอยนางรมขึ้นมาชิม รสชาติหวานเค็มนิด ๆ
“ข้ามีสูตรทำขายสนใจหรือไม่เ้าคะ” สวีเหมยฮวาเงยหน้าจากเตาหันมาหาหลี่หย่วนเจ๋อ
“ขายเท่าไหร่”เขาไม่อาจปิดบังน้ำเสียงตื่นเต้นเอาไว้ได้
“หนึ่งพันตำลึงทองเ้าค่ะ”บ้านสวีตื่นตะลึงกับราคาที่สวีเหมยฮวาเรียกไป
“ข้าบอกวิธีทำพร้อมอาหารจานง่าย ๆ อีก 2-3 จานได้”
“ข้าตกลง”
หา! ง่ายเกินไปไหม...
“พรุ่งนี้ข้าจะมาสอนทำส่วนวันนี้ให้พ่อครัวท่านทบทวนอีกรอบ พรุ่งนี้ข้าจะทดสอบเ้าค่ะ”
“ไม่มีปัญหา”หลี่หย่วนเจ๋อตอบรับอย่างไว มาครั้งนี้ไม่ใช่แค่ได้สูตรอาหารหลายอย่างหนึ่งอย่างยังสามารถพลิกแพลงใช้วัตถุดิบอย่างอื่นได้อีก
สูตรอาหารที่สวีเหมยฮวาขายนางไม่ได้เรียกราคาสูงเหมือนสูตรหมูกระทะ สูตรอาหารนางไม่ใช่คนคิดค้นต้นฉบับ ดังนั้นถือว่าคิดค่าสอนแค่ 100 ตำลึงทอง อาศัยขายวัตถุดิบอย่างอื่นแทน
ข้อสำคัญนางสามารถผูกขาดผักที่ไม่มีขายในแคว้นนี้อย่างเครื่องต้มยำทั้งหมดโดนจะทำการส่งทุก 3-4 วัน ในวันที่ทางร้านสาขาเมืองหลวงมาส่งอาหารทะเลที่สาขาเมืองเฉียงฉู่
“ข้าออกไปส่ง”หลี่ฮุ่ยเยี่ยนคล้องแขนสวีเหมยฮวาอย่างสนิทสนมเดินนำหน้าไปก่อนหลี่ซวงอี้ได้แต่ขอโทษสวีฝูหรงกับกิริยาลูกสาว
“เหมยฮวา?”สวีเหมยฮวาเพิ่งเดินมาถึงด้านหน้าร้าน กำลังยืนรอรถม้าอยู่หลีอี๋เจ๋อเดินเข้ามาทัก
“เ้าจริงๆ ด้วย ไม่เจอกันแค่ไม่กี่เดือนเ้าดู...” หลีอี๋เจ๋อยกมือจับริมฝีปากพิจารณารูปร่างนางอย่างเปิดเผย
“เปลี่ยนไปมาก...หรือว่าที่เปลี่ยนแปลงตัวเองเพราะอยากเรียกร้องความสนใจจากข้า?”
“ใครนะ?”หลี่ฮุ่ยเยี่ยนกระซิบถาม สายตาหลีอี๋เจ๋อเบนมาทางนาง เขาใช้สายตาน่ารังเกียจสำรวจหลี่ฮุ่ยเยี่ยนไม่ต่างจากสวีเหมยฮวา
“ข้าชื่อหลีอี๋เจ๋อถ้าไม่รังเกียจข้าอยากเชิญแม่นางทานข้าวสักมื้อได้หรือไม่?”ทั้งคำพูดและสีหน้าของหลีอี๋เจ๋อทำให้หลี่ฮุยเยี่ยนนึกรังเกียจ
“ไม่รบกวนดีกว่า”
“แม่นางรีบปฏิเสธข้าคงไม่รู้ว่าข้าคือใครข้าคือคุณชายหลีตระกูลหลีที่เป็พ่อค้าขายข้าวที่ใหญ่ที่สุดในเมืองเฉียงฉู่แห่งนี้”หลี่ฮุ่ยเยี่ยนเบิกตากว้างมองเขาอย่างสำรวจ แต่หลีอี๋เจ๋อกลับคิดไปอีกทาง
“แม่นางรู้อย่างนี้แล้วพอจะให้เกียรติไปทานอาหารกับข้าสักมื้อได้หรือไม่”
“ข้าขอปฏิเสธ”
“แม่นางไม่รู้จักข้าหรือ?”
“ข้ารู้”
“เช่นนั้นทำไมถึงปฏิเสธ”
“ทำไมข้าจะปฏิเสธคนเช่นเ้าไม่ได้”
“แม่นาง..ข้าอุตส่าห์ให้เกียรติคนอย่างเ้าเ้าควรรับเกียรติที่ข้าให้ไม่อย่างนั้น อย่าหาว่าข้าไม่เตือน”
“เช่นนั้นคุณชายหลีจะทำอย่างไร”หลี่หย่วนเจ๋อเดินออกมาพร้อมกับคนอื่น ๆ หลีอี๋เจ๋อหันไปมองด้านหลัง
พวกเขามาทำอะไรที่นี่?
“ไม่ทราบว่าท่านเป็ใครมายุ่งอะไรกับเื่ของข้า”
“ไม่ยุ่งคงไม่ได้เพราะคนที่เ้ากำลังดูถูกคือคนของข้า”
“คนของท่าน..”หลีอี๋เจ๋อหันไปมองทางสวีเหมยฮวา เขาเบ้หน้าดูถูก
“เหอะ! ที่แท้เ้าหย่ากับข้าเพื่อไปเป็อนุคนแก่รุ่นคราวพ่อนี่เองส่วนเ้าที่ปฏิเสธคำเชิญของข้า เพราะเป็อนุของเขาเหมือนกันสินะ”
“หลีอี๋เจ๋อพูดอะไร เ้าควรระวังปากเอาไว้บ้าง”
“ทำไมข้าควรระวังคำพูดกับคนอย่างเ้าด้วยหึ..ที่เปลี่ยนแปลงตัวเองขนาดนี้เพื่อเรียกร้องค่าตัวตัวเองละสิ เท่าไหร่ล่ะข้ายินดีจ่าย แต่คนอย่างเ้า...คงไม่ต้องจ่ายถึงตำลึงทองหรอกมั้ง”
“หลีอี๋เจ๋อ!!”สวีซือซงเดินออกมาใบหน้าแดงก่ำ
“ข้าพูดถูกละสิ”
“คนอย่างเ้าไม่คู่ควรกับพี่สาวข้าด้วยซ้ำ”
“พี่สาวเ้ามีอะไรดีแค่ผู้หญิงชาวบ้านที่ถูกหย่าคนหนึ่งเท่านั้น”
“เห็นทีข้าคงต้องคุยกับท่านหลีเสียแล้ว”หลีอี๋เจ๋อหันมามองหลี่หย่วนเจ๋อ
“ท่านหลี่! เกิดอะไรขึ้น” หลีห่าวอี้วิ่งมาพร้อมกับหลีอี๋เฉิน
“ท่านพ่อรู้จักเขาด้วยหรือ?”หลีอี๋เจ๋อยังไม่เข้าใจ
“ท่านหลีท่านช่างสอนลูกชายได้ดีจริง ๆ เขาไม่เพียงหยามเกียรติลูกสาวข้า กล่าวหาว่านางเป็อนุแต่ยังดูถูกคู่ค้าสำคัญของข้าอีกเห็นทีข้าคงต้องพิจารณาสัญญาซื้อข้าวจากท่านใหม่เสียแล้ว” หลีห่าวอี้มองลูกชายเหมือนอยากจะฆ่าให้ตายตรงนี้เขาอุตส่าห์ไว้ใจให้ออกมาเจรจาสัญญาขายข้าวแทนนึกไม่ถึงว่าลูกชายจะก่อเื่ใหญ่ขนาดนี้
“ท่านคือหลี่หย่วนเจ๋อ?”
“ถูกต้องข้านี่แหละหลี่หย่วนเจ๋อเ้าของร้านอาหารหลี่ฟู่แห่งนี้ และคนที่เ้าบอกว่าเป็อนุของข้าและยังขู่นางคือลูกสาวคนเดียวของข้าส่วนแม่นางสวีคือคู่ค้าสำคัญของร้านอาหารหลี่ฟู่”
“ไม่มีทาง..คนอย่างนางไม่มีทางทำการค้าได้”สวีเหมยฮวาหัวเราะเยาะกับคำพูดหลีอี๋เจ๋อ
“ท่านหลีคงไม่จำเป็ต้องเจรจาต่อสัญญาฉบับนี้อีกแล้ว แม่นางสวีไม่ทราบว่าแม่นางยินดีส่งข้าวให้ร้านหลี่ฟู่แห่งนี้หรือไม่”ประโยคที่หลี่หย่วนเจ๋อเอ่ยท่ามกลางการตกตะลึงของสามตระกูลชาวบ้านมุงต่างตะลึงไปตาม ๆ กัน
สวีเหมยฮวาหันไปมองอดีตพ่อสามีนางรู้ว่าการค้าที่ทำกับร้านอาหารหลี่ฟู่มีความสำคัญกับตระกูลหลีอย่างมากยิ่งร้านหลี่ฟู่ขายดี ข้าวในร้านหลีย่อมขายดีตามไปด้วย
“ข้าขอปฏิเสธเ้าค่ะไม่ใช่ข้าไม่อยากทำการค้านี้ แต่ตอนข้าอยู่ตระกูลหลีท่านหลีกับคุณชายรองดีต่อข้ามากถือว่าเห็นแก่ข้า ขอโอกาสให้ข้าได้ตอบแทนบุญคุณท่านหลีด้วยเ้าค่ะ ส่วนคนอื่น...แล้วแต่ท่านหลี่จะตัดสินเอาความเถิด”ประโยคสุดท้ายสวีเหมยฮวาปรายตามองหลีอี๋เจ๋อ
“เ้า!”
“อี๋เจ๋อ!”หลีอี๋เจ๋อได้แต่มองสวีเหมยฮวา สายตาแสดงออกถึงความไม่พอใจ
“ก็ได้ข้าให้โอกาสท่านอีกครั้ง หากมีครั้งหน้า ต่อให้แม่นางสวีขอร้องข้าไม่มีทางให้โอกาสอีก”
“ขอบคุณท่านหลี่...ขอบใจมากนะเหมยฮวา”
“ท่านหลีดูแลสุขภาพด้วยเ้าค่ะ”หลีห่าวอี้พยักหน้า
“ท่านแม่พวกเรากลับกันเถิด”
“พรุ่งนี้มาเร็วๆ นะข้าจะรอทานขนมที่เ้าว่าด้วย” หลี่ฮุ่ยเยี่ยนไม่ลืมย้ำสิ่งที่สวีเหมยฮวารับปาก
“ได้เจอกันพรุ่งนี้”
“ท่านหลีวันนี้เชิญกลับไปก่อนเถิดอีกสองวันค่อยมาเจรจา” หลี่หย่วนเจ๋อหันมาพูดกับหลีห่าวอี้
“ขอบคุณท่านหลี่”
“คนที่ท่านควรขอบคุณไม่ใช่ข้าถ้าแม่นางสวีไม่ขอร้องข้าคงไม่คิดต่อสัญญาฉบับนี้ ไม่ขอส่ง” หลี่หย่วนเจ๋อหันกายกลับเข้าร้านตามด้วยหลี่ซวงอี้และหลี่ฮุ่ยเยี่ยน ไม่สนใจตระกูลหลีที่ยืนอยู่ตรงนั้นสักนิด