“มีบางอย่างกำลังมา~!” กลุ่มคนราว30 ตื่นตัวหลังจากได้ยินเสียงพุ่งตัวของใครบางคนมุ่งหน้ามาหาพวกเขาด้วยความรวดเร็ว
“เร็วมาก มันมาเร็วมาก เตรียมตัวปะทะ~!”
“มันมาแล้ว มันอยู่ตรงหน้า~!”
“เดี๋ยว”
ตงฟางเป็นฝ่ายยกมือห้ามพร้อมเอ่ยเสียงออกมาในรอบเดือน เขาแทบไม่ได้พูดเนื่องจากใช้โทรจิตคุยกับพี่ซิงเยียนเป็นส่วนใหญ่ การอยู่ในตัวตนชายสวมฮู้ดสีดำทำให้เขาพูดกับใครไม่ได้ ต้องทำตัวให้ลึกลับเพื่อให้ทุกคนกลัว แม้กระทั่งคนของหอประมูลสวรรค์เก้าชั้นฟ้าเช่นเดียวกัน
“แกต้องการอะไร!” เหล่าคนที่กำลังชี้อาวุธล้วนปลดปล่อยพลังจำนวนมากเข้าใส่ตงฟางจากความกลัว ตงฟางกลับปล่อยผ่านเพราะพลังของพวกมันเป็นเพียงแค่ระดับจารึกและมีระดับผันแปรเพียง 10 คนเท่านั้น เขาจึงเปิดใช้งานพลังจิตสะกดพวกมันเพื่อถามทันที
“พวกแกมีแผนที่ไหม”
ทุกคนส่ายหัวพร้อมกันแล้วเล่าความจริงทุกอย่างให้ตงฟางฟัง ว่าพวกมันหลงทางเช่นเดียวกัน เขาจึงถามถึงแผนที่จากพวกมัน ด้วยคำถามนี้ทำให้ตงฟางเข้าใจได้ในทันทีเลยว่า ทำไมสุสานจักรพรรดิหม่าถึงยังมีสมบัติข้างใน
สาเหตุเป็นเพราะว่าทุกคนที่เคยเข้ามาจะไม่สามารถวาดแผนที่ได้ มีทางเดียวที่ทำได้คือจดจำเส้นทาง หากสุสานเปิดอีกครั้งเขาสามารถใช้เส้นทางในหัวสำรวจต่อไปได้
“แล้วในกลุ่มของพวกแกมีใครจำเส้นทางได้ไหม”
ทุกคนส่ายหน้าตงฟางจึงกระโดดจากไป เนื่องจากพวกมันไม่มีจิตสังหาร การกระทำของพวกมันแค่ป้องกันตัวเท่านั้น เขายังคงถือคติและเชื่อฟังสิ่งที่ได้ตกลงกันไว้กับซูฮวาในเรื่องการใช้ทักษะมาร
พรึ่บ~!
ร่างของตงฟางพุ่งตัวตามทางเดินไปเรื่อยๆ พยายามจดจำเส้นทางต่างๆที่เขาเดินทางผ่าน แม้เขาจะไม่สามารถสแกนเขาวงกตแห่งนี้ได้ แต่สมองของเขายังคงจำเส้นทางที่ผ่านได้เป็นอย่างดี เขาจึงต้องการใช้หูทิพย์นำทางเพื่อที่เขาจะสร้างแผนที่จากการพุ่งตัว
แฉะแฉะ
“ทางนั้น”
แม้จะเจอทางแยก จุดที่ตงฟางพุ่งตัวไปยังคงเป็นตำแหน่งที่เขาได้ยินเสียงของผู้คน การที่เขาตามเสียงไปทำให้เขามีความมั่นใจว่าตัวเองจะไม่ตกอยู่ในอันตรายเพราะกลุ่มคนที่กำลังส่งเสียงก้าวเท้าน่าจะเป็นผู้ทำลายสิ่งกีดขวางต่างๆที่พบเจอแทนเขา ตงฟางจึงทำเพียงแค่พยายามสร้างแผนที่ รวมไปถึงตามหากลุ่มนักเวทย์ทั้งสองและพวกชายทั้ง 50 คนที่เขาคิดจะฆ่ามัน ภายใต้การวิ่งไปเรื่อยๆตงฟางได้สำรวจกำแพงทางเดินไปด้วย เพื่อหาค่ายกลลับหรือกลไกต่างๆที่ผู้คนมองข้ามไป
แฉะ…แฉะแฉะ
สองมือลูบคลำไปตามทางเดินพยายามนำเมือกและคราบต่างๆที่เกิดจากน้ำทะเลขึ้นมาสำรวจ เดิมทีเขาคิดว่าสุสานจักรพรรดิจะถูกป้องกันด้วยค่ายกล ต่อให้มันจมลงใต้น้ำก็ตาม น้ำมหาศาลจะต้องไม่สามารถเข้ามาข้างในได้ แต่ทางเดินที่เขาวิ่งมาเรื่อยๆล้วนแล้วยังคงเหลือน้ำขังตามกำแพงและเพดานล้วนเต็มไปด้วยคราบต่างๆ
ยังมีพืชที่เกิดในทะเลงอกเต็มไปหมดจนบดบังหลายสิ่งหลายอย่างเช่นประตูบานที่ตงฟางกำลังเปิดมันอยู่ตรงหน้า หลังจากเขาสัมผัสได้ว่าใต้พืชน้ำเหล่านี้มีประตูที่ใช้ทะลวงเข้าไปในห้องบางอย่างที่ยังไม่มีใครเคยเข้าไป
ตึง คลืด~!
พลังจิตผลักประตูเข้าไปหลังจากตงฟางส่งพลังจิตเข้าไปในกลไกของประตูจนมันทำงาน เมื่อเขามองจ้องเข้าไปในห้องตรงหน้าที่เปิดขึ้นมานั้น สิ่งแรกที่ตงฟางเห็นคือมวลน้ำมหาศาลที่ถูกขังไว้ในห้องไหลทะลักออกมาด้านนอกจนตัวของเขาเปียกปอน
“แค่ห้องเก็บโครงกระดูกและโลงศพ”
ตงฟางสำรวจห้องด้านหน้าพลางก้าวเท้าเข้าไปสำรวจให้เห็นกับตา ปรากฎว่าสิ่งที่อยู่ข้างในห้องเป็นโลงศพธรรมดาหลายพันโลงศพ บรรจุโครงกระดูกของผู้ที่เกี่ยวข้องกับสุสานแห่งนี้เอาไว้ แม้บนร่างกายของพวกเขาจะมีเงินทาง ของมีค่ามากมาย มันกลับไม่สามารถให้ประโยชน์ตงฟางได้ เขาจึงเดินเท้าออกไปในทันที ไม่คิดขโมยของศพ
หากว่ามันไม่เป็นประโยชน์ต่อตัวของเขา แม้ภายในใจของเขาจะเสียดายเล็กน้อยที่ไม่เจอดวงวิญญาณของคนเหล่านี้ หากคนนับพันที่นี่เหลือวิญญาณให้เขาดูดซับจะต้องวิญญาณที่แข็งแกร่งมากจนทำให้ระดับพลังวิญญาณของเขาก้าวหน้า
พรึ่บ~!
สองเท้าก้าววิ่งออกไปด้วยความรวดเร็วพยายามเข้าหาผู้คนมากมาย ทันใดนั้นตงฟางกลับต้องหยุดเท้าตัวเองลงเมื่อตรงหน้าเขามีศพของผู้คนราว 100 คนนอนตายด้วยสภาพถูกโจมตีด้วยทักษะต่างๆ บางร่างของพวกเขาล้วนเกิดจากอาวุธของมนุษย์ จึงทำให้ตงฟางรู้ว่าตำแหน่งนี้เกิดการต่อสู้ขึ้นมา ทว่าเขากลับไม่ยอมทิ้งคนเหล่านี้ให้ตายเปล่า ด้วยเลือดและวิญญาณที่ลอยอยู่รอบๆมันสามารถนำมาทำประโยชน์กับเขาได้
แม้เลือดของระดับจารึกจะมีผลน้อยลงมากกับการพัฒนาร่างของเขาที่มีความแข็งแกร่งเท่ากับระดับผันแปรวิญญาณขั้น 2 เขาจำเป็นต้องดูดซับเพราะมันคือเลือดมนุษย์ ส่วนระดับผันแปรวิญญาณเขาจะไม่พลาดเพราะยังคงได้รับผลประโยชน์จากมันเยอะพอสมควร
อย่างไรก็ตามของที่ตงฟางสนใจมากที่สุดตอนนี้ไม่ใช่เลือด แต่เป็นวิญญาณของเหล่าคนตาย มันเป็นอีกครั้งที่เขาได้ใช้ทักษะของมารกลืนวิญญาณดูดซับดวงวิญญาณของคนเหล่านี้เข้าไปเติมเต็มตันเถียนของตัวเขา
วูฟ~!
ความรู้สึกไม่ต่างจากดูดกลืนพิษปรากฎบริเวณผิวหนังของตงฟางหลังจากวิญญาณคนจำนวนมากลอยเข้ามาสัมผัสกับผิวหนังของเขาก่อนจะซึมเข้าไปในร่างกายเปลี่ยนตัวเองให้กลายเป็นพลังวิญญาณมุ่งหน้าสู่ตันเถียน แม้เขาจะไม่มีการเลื่อนขั้นของระดับพลังวิญญาณก็ตาม ดวงวิญญาณที่เขาดูดซับเข้าไปยังสามารถนำไปต่อยอดได้เพราะมันเป็นพลังวิญญาณสะสมในตันเถียนของเขา
พรึ่บ~!
ตงฟางออกวิ่งอีกครั้งหนึ่งพลางคิดถึงระดับราชาวิญญาณทั้ง 50 คนที่เขาวางแผนเอาไว้ว่าจะฆ่าพวกมัน ด้วยเลือดและวิญญาณจะทำให้เขาพัฒนาขึ้นไปได้มากกว่านี้อย่างแน่นอน
—---------------------
“ท่านนักเวทย์ เราน่าจะพักกันก่อน ยิ่งเราเดินทางไกลมากเท่าไหร่ กลไกของวงกตก็ยิ่งซับซ้อนมากยิ่งขึ้น ข้าว่าเราควรจะพักผ่อนก่อนดีหรือไม่”
ตระกูลเฉินกล่าวกับนักเวทย์ทั้ง 2 ที่เดินอยู่ใจกลางกลุ่มของพวกมัน ตอนนี้ไม่ว่าจะเป็นด้านหน้าเส้นทางที่กำลังก้าวเดินไปหรือจะเป็นเส้นทางที่เดินผ่านมา ล้วนไม่มีใครนอกจากกลุ่มของพวกมัน จากการลงมือก่อนที่ทุกคนจะเข้ามาในสุสานสับปลี่ยนการส่งตัวของค่ายกล ทำให้ทุกกลุ่มกระจัดกระจายไปตามเขาวงกต ยกเว้นกลุ่มของพวกมันที่กำลังก้าวเดินอย่างมั่นคงไปตามเส้นทางเริ่มต้น
“ยังพักไม่ได้ เราควรต้องรีบเดิน”
เข็มทิศในมือนักเวทย์คนหนึ่งกระดิกชี้นำทางให้พวกมันได้ก้าวเท้าเดินต่อไป ทางฝั่งตระกูลเฉินที่เหน็ดเหนื่อยจำเป็นต้องเดินตามต่อไป ในระยะเวลาราว 10 วันที่พวกมันเดินในเขาวงกตที่ปรับเปลี่ยนตัวเองเรื่อยๆแทบไม่ได้พัก การเดินภายในพื้นที่ชื้นแฉะเต็มไปด้วยความมืด ทำให้เวลาที่ค่อยๆล่วงเลยผ่านไปมีผลกระทบต่อจิตใจของพวกมันไม่น้อย
หากพวกมันไม่รีบเดินทางออกไปดูแสงพระอาทิตย์พวกมันจะต้องมีอาการกระทบทางจิตอย่างแน่นอน แม้ภายในสุสานจะไม่มีสัตว์อสูร ความมืดและเขาวงกตอันซับซ้อนที่ปรับเปลี่ยนเส้นทางได้เรื่อยๆ กลับโหดร้ายไม่ต่างจากพวกมันเจอสัตว์อสูรเลยด้วยซ้ำ
—---------------------------
“จะกลับมายังนะ”
ซิงเยียนมองไปยังแหวนภายในมือของเธอเพื่อตรวจหาตำแหน่งของตงฟาง เธอกลับพบว่าเขายังไม่ได้กลับมาจึงถอนหายใจด้วยความรู้สึกวิตกเล็กน้อย ตอนนี้ผ่านมาแล้ว 25 วันที่ตงฟางหายหน้าไป เธอจึงกลัวว่าเขาจะกลับมาไม่ทันงานหลอมยาที่จะจัดขึ้นในอีก 5 วันต่อจากนี้
“ช่างเถอะ ระแวงไปก็ไม่ทำให้อะไรดีขึ้นมา”
ซิงเยียนไล่ความกังวลออกไปจากหัวแล้วเริ่มมองดูบัญชีตึกยาสวรรค์ต่อ เธออยากรู้ว่าระยะเวลาเกือบจะ 3 เดือนยอดการขายเม็ดยาและยอดการรับซื้อสมุนไพรเพิ่มขึ้นมากน้อยแค่ไหน
หากมองด้วยตาเธอรู้ว่าเม็ดยามีการขายออกจำนวนมากและสมุนไพรมีการรับซื้อในปริมาณที่น่าพอใจ แต่สายตาของเธอไม่สามารถระบุจำนวนที่แน่ชัดเป็นตัวเลขได้ เธอจึงจำเป็นต้องดูบัญชีของทางร้าน เพื่อจะได้สรุปผลว่าเธอนั้นสมควรปล่อยให้พนักงานดูแล หรือว่าเธอต้องดูแลด้วยตัวเองไปอีกสักระยะจนกว่าจะเข้าที่เข้าทาง
—----------------------------------
กริ๊ก~!
เข็มทิศในมือนักเวทย์ที่มองมันมาตลอดหลายสิบวันหยุดเคลื่อนตัวหลังจากมันชี้บอกตำแหน่งสุดท้ายภายในสุสานแห่งนี้ จากเสียงที่เกิดขึ้นทำให้นักเวทย์ทั้งสองฉีกยิ้มดีใจเพราะตอนนี้พวกมันเดินทางมาถึงพื้นที่ที่มีเพียงแค่นักเวทย์เท่านั้นที่เปิดเข้าไปได้
“กระจายกำลังออกไป พวกเราจะเปิดประตู”
เข็มทิศถูกเก็บเข้าไปในแหวนเก็บของ จากนั้นนักเวทย์ทั้งสองก็เริ่มเปิดใช้งานจิตยุทธ์ของพวกเขาจนเกิดแรงกดดันถาโถมเข้าใส่ทุกๆคนที่อยู่รอบๆ ทันใดนั้นเหล่าตระกูลเฉินที่อยู่รอบๆต่างตื่นเต้นเมื่อสัมผัสได้ถึงพลังงานวิญญาณเข้มข้นกำลังรวมตัวกันตรงหน้านักเวทย์ทั้ง 2 หลังจากพวกเขาปลดปล่อยจิตยุทธ์ของตัวเองเชื่อมต่อเข้ากับค่ายกลที่เกิดมาจากจิตยุทธ์ที่ปิดกั้นห้องตรงหน้าเอาไว้ ระหว่างที่รอคอยให้พลังวิญญาณรวมตัวกันนักเวทย์กลับหันมองจ้องไปยังทางเดินด้านซ้าย เมื่อสัมผัสได้ถึงคนมากมายเดินเข้ามาหา
“มาช้าจังเลยนะ”
ชายที่อยู่หน้าสุดพูดด้วยน้ำเสียงเป็นกันเองแต่คำพูดของมันกลับแสดงความต้องการเยาะเย้ยออกมาอย่างเห็นได้ชัด คนของตระกูลเฉินที่อยู่รอบข้างต่างพยายามเข้ามาขวางทางไม่ให้กลุ่มคนที่เดินมาถึงเข้าทำร้ายนักเวทย์ทั้งสองที่กำลังเปิดประตูเข้าไปยังห้องโถงตรงหน้า
เมื่อชายที่กำลังใช้มือของมันหมุนเข็มทิศรูปแบบเดียวกันกับที่นักเวทย์ใช้เดินทางมายังสถานที่แห่งนี้ก็ได้หัวเราะเยาะออกมาพร้อมปลดปล่อยแรงกดดัน ทำให้คนของตระกูลเฉินล้มตัวลงไปนอนบนพื้นดิน จากพลังที่ห่างชั้นกัน
คลืน~!
“ระ..ระดับราชาวิญญาณ ท่านนักเวทย์ได้โปรด ได้โปรดช่วยพวกเราด้วย”
พรึ่บ~!
แรงกดดันมหาศาลกระจายหายไปในทันที เมื่อหนึ่งในนักเวทย์ปลดปล่อยจิตยุทธ์รูปแบบกดดันเข้ามาสลายพลังของระดับราชาวิญญาณ ถึงอย่างนั้นกลุ่มคนที่เข้ามาทั้ง 50 กลับรู้สึกสนุกสนานที่ต้องมาปะทะกับระดับราชาวิญญาณแล้วก็เป็นนักเวทย์ พวกมันได้ยินมานานว่านักเวทย์แข็งแกร่งมาก จึงอยากรู้ว่านักเวทย์เพียงแค่ 2 จะรับมือกับพวกมันที่มี 50 คนได้ไหม
“นี่นักเวทย์ เรามาทำข้อตกลงกันไหม ในฐานะที่เรามาจากเมืองหลวงเช่นเดียวกัน”
“ฝันไปเถอะ”
วิ๊ง บู้ม~!
พลังงานวิญญาณมหาศาลระเบิดออกมาจากพลังจิตยุทธ์ของนักเวทย์ทั้งสอง เกิดเป็นประตูพลังงานสีฟ้าขนาดใหญ่ตรงหน้าพวกเขาทั้งสองคนจนสามารถมองลอดผ่านไปเจอห้องที่อยู่ข้างในได้ ชายทั้ง 50 เมื่อรู้ว่านักเวทย์เปิดประตูเข้าไปได้จึงคิดจะพุ่งตาม แต่แล้วประตูกลับปิดตัวลงหลังจากนักเวทย์วิ่งผ่านเข้าไป
“ชิ วางกำลังเอาไว้ จะไม่มีใครออกไปได้”
“แล้วพวกนี้ล่ะ”
“ฆ่าพวกมันซะ”
คนตระกูลเฉินเบิกตากว้างหลังจากรู้ว่าพวกมันจะต้องตาย นักเวทย์ทั้ง 2 ที่เชิญมากลับหักหลังไม่ได้พาพวกมันเข้าไปข้างในด้วย
“ยะ…อย่า”
บู้ม~!