บทที่ 46 การสกัดน้ำมัน(เปิดฟรี 05/09/2568)
หนิงเวยตอบ “จะเรื่องอะไรอีกเล่า ก็เพราะอาสะใภ้หวังบอกว่าภรรยาเจ้าของร้านในเมืองชื่นชอบลายปักที่เจ้าวาดไว้มาก นางตั้งใจจะใช้ลายนี้ทำเป็นลวดลายบนรองเท้า หากพวกเรามีลายปักอื่นๆ เพิ่มขึ้น พวกเราก็อาจได้รับงานเพิ่มขึ้น และถ้าทำได้ดี บางทีอาจจะได้รับค่าแรงที่สูงขึ้นด้วย”
เมื่อได้ยินดังนั้น หนิงลั่วก็เข้าใจทันที รีบกล่าวว่า “แค่นี้เอง ไม่ใช่เรื่องยากอะไร เดี๋ยวข้าจะวาดลายเพิ่มให้อีกสองสามแบบ พี่รองไปพักก่อนเถอะ ข้าขอจัดการของพวกนี้ให้เรียบร้อยก่อน แล้วเดี๋ยวข้าจะตามไป”
หนิงเวยรู้ว่าน้องสาวของนางเป็นคนมีความคิดเด็ดเดี่ยว เมื่อหนิงลั่วตัดสินใจทำสิ่งใดแล้ว ก็คงไม่มีอะไรที่นางจะช่วยได้มากนัก จึงพยักหน้ารับ “เช่นนั้นข้าจะไปที่เตียงก่อน จะนั่งทำงานปักไปด้วย และรอเจ้ากลับมา”
กล่าวจบ หนิงเวยก็เดินไปหยิบตะเกียงน้ำมัน พร้อมกับนำขวดน้ำมันเล็กๆ ติดมือไปด้วย จากนั้นก็พูดขึ้นอย่างยิ้มแย้ม “น้องสามเจ้าคิดว่าแปลกหรือไม่ น้ำมันตะเกียงของพวกเราดูเหมือนจะใช้ได้นานกว่าแต่ก่อน อีกทั้งยังให้แสงสว่างมากขึ้นด้วย”
แน่นอนว่าหนิงลั่วย่อมรู้สาเหตุของเรื่องนี้ดี แต่แค่แสร้งทำเป็นไม่รู้ หากพี่สาวรู้ถึงแหล่งที่มาที่แท้จริงของน้ำมันตะเกียงนี้ เกรงว่านางคงยิ้มไม่ออกเช่นนี้แล้ว ปล่อยให้นางเชื่อว่านี่เป็นเพียงเรื่องเข้าใจผิดที่สวยงามเถิด
หนิงลั่วหัวเราะเสียงเบา แล้วตอบ “นั่นเป็นเรื่องดีเลย พวกเราจะได้ประหยัดขึ้นอีกนิด”
เมื่อหนิงเวยเข้าไปในห้องแล้ว หนิงลั่วจึงเทผลชาน้ำมันทั้งหมดออกจากย่าม แล้วตรวจสอบทีละลูก ลูกที่ยังดีอยู่ก็แยกเก็บไว้ ส่วนที่เสียหรือมีรอยช้ำก็โยนทิ้งไป
คืนนี้หนิงลั่วตั้งใจจะสกัดน้ำมันจากเมล็ดชา เมื่อก่อนนางคุ้นเคยกับสิ่งเหล่านี้ดี การสกัดน้ำมันไม่ใช่เรื่องยากสำหรับนาง ทว่าในสภาพแวดล้อมที่จำกัดเช่นนี้ วิธีเดียวที่ทำได้ก็คือสกัดแบบดั้งเดิม
วิธีการสกัดน้ำมันด้วยวิธีดั้งเดิมก็คือ ใช้เครื่องมือที่มีอยู่มาช่วยปอกเปลือกออก นำไปคั่ว จากนั้นบดและอัดรีดน้ำมันออกมา หนิงลั่วทำเครื่องอัดน้ำมันแบบง่ายๆ ขึ้นมาเอง โดยใช้ไม้กระดานประกอบเป็นรางน้ำมัน ใช้เชือกและลวดมัดเป็นโครงยึด จากนั้นทำแท่นกระแทกสำหรับกดอัดน้ำมัน เมื่อทำแป้งน้ำมันเสร็จ ก็ใช้ไม้ท่อนหนักกระแทกลงไปบนรางเพื่อรีดน้ำมันออกจากแป้งน้ำมัน
แม้กระบวนการจะไม่ง่ายนัก แต่สุดท้าย หนิงลั่วก็ทำสำเร็จทีละขั้นตอน
กว่าน้ำมันจากเมล็ดชาจะไหลออกมา ก็ผ่านไปกว่าสามชั่วยามแล้ว
เมื่อเห็นน้ำมันเมล็ดชาไหลออกมาเป็นสีทองอร่าม หนิงลั่วก็ดีใจราวกับเด็กตัวน้อย นางรีบตักใส่ขวดเล็กๆ อย่างทะนุถนอมราวกับเป็นของล้ำค่า ส่วนที่เหลือก็เทใส่ไหเก็บไว้แยกต่างหากอย่างเป็นระเบียบ
น้ำมันเหล่านี้จะเป็นวัตถุดิบสำคัญสำหรับการทำเครื่องปรุงรสเปรี้ยวเผ็ดที่นางตั้งใจจะทำในวันพรุ่งนี้
หนิงลั่วใช้เวลาทั้งคืนจนกระทั่งฟ้าใกล้สางกว่าจะสกัดน้ำมันจากเมล็ดชาได้ราวสี่ถึงห้าจิน ซึ่งน่าจะเพียงพอสำหรับใช้ชั่วคราว
หลังจากทำงานเสร็จ หนิงลั่วก็นำกากเมล็ดชาน้ำมันและเศษที่เหลือจากกระบวนการสกัดทั้งหมดไปฝังไว้ใต้ต้นไม้ใหญ่ในลานบ้าน กากเหล่านี้สามารถใช้เป็นปุ๋ยได้ อาจช่วยให้ต้นอิงเถา[1]ต้นนี้เติบโตงดงามยิ่งขึ้นในปีหน้า
พูดถึงต้นอิงเถานี้ มันถูกปลูกมาหลายปีแล้ว ลำต้นสูงใหญ่ แต่ยังไม่เคยออกดอกออกผลเลย หนิงลั่วจึงไม่ใส่ใจมันนัก แค่เทเศษเหลือทั้งหมดลงไปในหลุมที่ขุดไว้ จากนั้นก็รดน้ำพลังวิญญาณลงไปเล็กน้อย หวังว่าปีหน้าต้นไม้นี้จะให้ผลผลิตเป็นครั้งแรก
หลังจากจัดการทุกอย่างเสร็จเรียบร้อยและเก็บน้ำมันอย่างดีแล้ว หนิงลั่วจึงกลับเข้าห้องนอน
เมื่อเข้าไปในห้อง นางเห็นพี่สาวนอนฟุบอยู่บนเตียง คงเหนื่อยจากการทำงานหนักจนเผลอหลับไป หนิงลั่วเรียกเบาๆ “พี่รอง...พี่รอง...”
แต่หนิงเวยหลับสนิทแล้ว มือของนางถือรองเท้าที่ยังปักลายไม่เสร็จค้างไว้ หนิงลั่วจึงค่อยๆ เอาออกจากมือของพี่สาว จากนั้นก็ช่วยปลดเสื้อคลุมชั้นนอก และห่มผ้าให้เรียบร้อย
หนิงลั่วมองรองเท้าที่พี่สาวกำลังปัก เป็นลายแมลงปอที่นางวาดเมื่อตอนกลางวัน ทำให้นึกขึ้นได้ว่าตนรับปากว่าจะช่วยวาดลายเพิ่มให้อีกสองสามแบบ
หนิงลั่วจึงไปหยิบกระดาษกับพู่กันมา จากนั้นใช้คัมภีร์ว่านเจี๋ยฉวนเป็นตัวช่วย ใช้เวลาไม่นานก็วาดลวดลายใหม่ได้ห้าหกแบบ มีทั้งดอกไม้ นก และสัตว์ ทุกลายดูมีชีวิตชีวาและน่าสนใจ
เมื่อวาดเสร็จ หนิงลั่วรู้สึกง่วงจนแทบทนไม่ไหวแล้ว จึงเป่าตะเกียงจนไฟดับ แล้วล้มตัวลงนอนพักผ่อน
เพิ่งจะล้มตัวลงนอนได้ไม่นาน ก็ได้ยินเสียงลมพัดหวีดหวิวจากด้านนอก หนิงลั่วจึงดึงผ้าห่มขึ้นคลุมศีรษะ ปล่อยให้ความมืดโอบล้อมและความอบอุ่นจากผ้าห่มซึมซับเข้าสู่ร่างกาย วิธีนี้ช่างเป็นการกล่อมให้หลับสบาย นางซุกตัวแนบชิดพี่สาว ไม่นานก็หลับสนิทไป
การนอนครั้งนี้ผ่านไปโดยไม่มีความฝันใดๆ เพื่อให้เช้านี้ได้ทานอาหารดีๆ หนิงลั่วจึงยอมตื่นเช้าขึ้นมาเองแทนที่จะนอนต่อ
ในครัวยังมีผักกาดขาวและไข่ไก่อยู่ หนิงลั่วจึงตัดสินใจนวดแป้งทำเส้นบะหมี่ด้วยมือตัวเอง เมื่อปรุงน้ำแกงเสร็จ ก็ตอกไข่ลงไป ทำให้ได้ไข่ลอยตัวในน้ำแกง กลิ่นหอมอ่อนๆ ของน้ำแกงผสมกับเส้นบะหมี่ทำมือ ชวนให้น้ำลายสอ
จากนั้นหนิงลั่วจึงหยิบผักกาดขาวดองที่ดองไว้ตั้งแต่เมื่อคืนขึ้นมา ลองชิมดู พบว่ารสชาติเพิ่งเริ่มเข้าที่ คาดว่าหากปล่อยทิ้งไว้ถึงตอนเย็น รสชาติคงยิ่งดีขึ้นกว่าเดิม ตอนนี้มีรสชาติกรอบและมีรสเปรี้ยวอ่อนๆ นางจึงใส่ลงไปในบะหมี่เพียงเล็กน้อยเพื่อเพิ่มรสชาติ แล้วรับประทานอย่างเอร็ดอร่อย
“เฮ้อ หากมีผักสดหรือมะเขือเทศใส่ลงไปในบะหมี่ด้วย ก็คงอร่อยขึ้นไปอีก หรือถ้ามีเนื้อวัว หรือขาไก่สักชิ้น คงจะเป็นมื้อที่วิเศษสุดๆ ไปเลย” ตั้งแต่มาอยู่ที่นี่ หนิงลั่วแทบไม่ได้กินอาหารดีๆ เลย แค่เพียงนึกถึงไก่ทอด กุ้ง ปู หรือสเต๊กเนื้อนุ่มๆ น้ำลายของนางก็เริ่มไหลออกมาโดยไม่รู้ตัวแล้ว
เมื่อคิดว่าตนเองในตอนนี้ถึงกับโหยหาของกินที่แต่ก่อนเคยกินทุกวันจนอดน้ำลายสอไม่ได้ หนิงลั่วก็รู้สึกอับอายเล็กน้อย เส้นทางที่จะกลับไปใช้ชีวิตสุขสบายเช่นเดิมยังอีกยาวไกลนัก
ขณะกินข้าวเช้า หนิงลั่วก็คิดว่าจะไปหาท่านอาถง และนำหัวใจกับปอดหมูกลับมาอีกสองชุด ตลอดสองวันนี้นางเตรียมการอยู่ตลอดเพื่อให้กิจการเล็กๆ ที่วางแผนไว้เริ่มต้นขึ้นได้เสียที
นอกจากนี้ หนิงลั่วยังต้องจัดการกับซานเย่าด้วย นางตั้งใจจะทำซานเย่าบดแห้งและแป้งซานเย่าเพื่อใช้ทำอาหารหรือต้มน้ำแกง ซึ่งล้วนเป็นวัตถุดิบที่มีประโยชน์
ขณะที่กำลังกินมื้อเช้าใกล้จะเสร็จ หนิงเวยก็เพิ่งตื่นพอดี หนิงลั่วจึงส่งเสียงทักทายด้วยรอยยิ้ม “พี่รอง ตื่นแล้วหรือ เมื่อคืนหลับสบายดีหรือไม่”
“น้องสาม เจ้าตื่นเช้าเหลือเกิน” หนิงเวยทักทาย “เฮ้อ ดูข้านอนสิ ถึงกับลืมทำอาหารเช้าเลย”
“ไม่เป็นไรหรอก ใครทำก็เหมือนกัน ข้าทำเสร็จเรียบร้อยแล้ว อุ่นอยู่ในหม้อ” หนิงลั่วเอ่ย
หนิงเวยยิ้มเก้อเขิน แต่เมื่อเปิดหม้อดูเห็นน้ำแกงที่หนิงลั่วและบะหมี่ที่นางคิดว่าหนิงลั่วทำจากแป้งสาลีบดละเอียด สีหน้าของนางก็เปลี่ยนไปทันที “น้องสาม! เจ้าใช้แป้งขาวด้วยหรือ”
“ใช่แล้ว พี่รอง กินแป้งอบทุกวัน ข้ารู้สึกว่าตัวเองจะกลายเป็นแป้งอบอยู่แล้ว วันนี้ข้าเลยตื่นเช้าเพื่อทำอะไรที่แตกต่างออกไปให้พวกเรากิน” หนิงลั่วตอบ
หนิงเวยพูดไม่ออก สีหน้าของนางเต็มไปด้วยความรู้สึกที่ซับซ้อน แต่เมื่อแป้งขาวถูกใช้ไปแล้ว นางก็ไม่สามารถพูดอะไรได้อีก หลังจากนิ่งไปครู่หนึ่ง จึงกล่าวว่า “น้องสาม ข้ารู้ว่าเจ้าต้องการให้พวกเรามีชีวิตที่ดีขึ้น แต่ตอนนี้พวกเรายังอยู่ในช่วงลำบากนะ หากประหยัดได้ก็ควรประหยัดไว้บ้าง”
“พี่รอง พวกเราต้องหาเงินเพิ่ม ไม่ใช่แค่ประหยัดอย่างเดียว เงินไม่ได้เกิดขึ้นจากการเก็บออม แต่มันมาจากที่นี่” หนิงลั่วพูดพลางชี้นิ้วที่ขมับของตน แสดงให้เห็นว่าสิ่งสำคัญอยู่ที่ความคิด
“ข้าเข้าใจ แต่สิ่งที่เราคิดได้ คนอื่นก็คงคิดได้เหมือนกัน ส่วนข้านั้นนอกจากงานเย็บปักแล้ว ข้าก็ไม่ถนัดเรื่องอื่นเลย” หนิงเวยกล่าวขณะล้างหน้าเสร็จ ครั้นได้ลองชิมน้ำแกงและเส้นบะหมี่ที่หนิงลั่วทำ นางก็อดพยักหน้าชื่นชมไม่ได้ “ไม่เลวนะ รสชาติใช้ได้เลย อ้าว นี่เจ้าผสมก้านผักกาดขาวลงไปด้วยหรือ กรอบดีจริงๆ ไม่เลวเลย”
เมื่อได้รับคำชมจากพี่สาว หนิงลั่วก็ยิ่งมั่นใจในฝีมือทำอาหารของตนมากขึ้น นางยิ้มพลางกล่าวว่า “พี่รองวางใจเถอะ สิ่งที่ข้าพูดไว้ ข้าต้องทำให้ได้แน่นอน”
“ดี ข้าเชื่อเจ้า แต่วันนี้ข้าต้องออกไปข้างนอก อาจกลับช้าหน่อย เจ้ากับเสี่ยงเสี่ยงอยู่ที่บ้านกันดีๆ ล่ะ” หนิงเวยเห็นว่าน้องสาวเป็นเพียงเด็กคนหนึ่ง จึงไม่ได้เก็บคำพูดของอีกฝ่ายมาคิดจริงจัง วันนี้นางตั้งใจจะหาโอกาสเข้าไปในเมือง หากโชคดีอาจได้พบพี่ใหญ่และมีโอกาสพูดคุยถึงสถานการณ์ของครอบครัว รวมถึงสอบถามว่านางใช้ชีวิตในตระกูลเมิ่งเป็นอย่างไรบ้าง
เมื่อเห็นว่าพี่สาวกำลังรีบออกไป หนิงลั่วจึงรีบเรียกไว้ “พี่รอง มาดูนี่ก่อน ข้าตั้งใจวาดลายปักให้ท่าน ดูสิว่าพอใช้ได้หรือไม่”
หนิงเวยรับกระดาษปึกหนามาจากน้องสาว เปิดดูทีละแผ่นแล้วก็รู้สึกประหลาดใจขึ้นทุกครั้งที่เห็นลวดลายใหม่ พอเปิดดูจนครบ ใบหน้าของนางก็เปี่ยมไปด้วยรอยยิ้ม “น้องสาม เจ้าช่างเก่งขึ้นทุกวัน ลายที่เจ้าวาดวันนี้สวยยิ่งกว่าของเมื่อวานเสียอีก เจ้าช่างเป็นน้องสาวที่ดีที่สุดของข้า” หนิงเวยดีใจมาก เมื่อมีลายปักเหล่านี้ การขออนุญาตอาสะใภ้หวังเพื่อเข้าเมืองคงไม่ใช่เรื่องยากแล้ว
“แค่นี้เอง ถ้าพี่รองต้องการ ข้าวาดให้ทุกวันก็ยังได้” ตั้งแต่มาอยู่ที่นี่ หนิงลั่วเพิ่งเคยเห็นพี่สาวมีความสุขขนาดนี้เป็นครั้งแรก
หนิงเวยพลิกดูอีกครั้ง คราวนี้นางยิ้มกว้างขึ้น ก่อนจะเก็บกระดาษเหล่านั้นไว้อย่างระมัดระวัง แล้วกล่าวอย่างตื่นเต้น “ข้าจะไปหาอาสะใภ้หวังเดี๋ยวนี้เลย! จริงสิ มื้อเที่ยงเจ้ากับเสี่ยงเสี่ยงกินกันก่อนนะ ข้าอาจจะกินที่บ้านอาสะใภ้หวัง แล้วค่อยกลับมา”
สำหรับเรื่องนี้ หนิงลั่วไม่ได้แปลกใจเลย นางจึงแกล้งเย้าแหย่ “พี่รอง ท่านไปกินข้าวที่บ้านพวกเขาทุกวันเช่นนี้ ทำไมไม่แต่งเข้าบ้านพี่เผาเสียเลยเล่า อย่างน้อยเราก็จะได้ประหยัดอาหารไปอีกคนหนึ่ง”
“ดีจริงๆ ตอนนี้เจ้าถึงกับเริ่มรังเกียจข้าแล้ว ดูสิว่าข้าจะกล้าฉีกปากเจ้าหรือไม่!” หนิงเวยแสร้งทำเป็นโกรธ ก่อนจะพุ่งเข้าหาน้องสาว
แต่หนิงลั่วหรือ จะยืนรอให้พี่สาวจับตัวได้ง่ายๆ นางรีบกระโดดหนีไปอีกทาง หนิงเวยจึงไล่ตามติดไป นานๆ ทีพี่น้องทั้งสองจะได้หยอกล้อกันเช่นนี้
ทว่าในขณะที่ทั้งสองกำลังเล่นกันอยู่นั้น ก็มีเสียงคนเดินมาหยุดอยู่ที่หน้าบ้าน
ตั้งแต่พวกนางแยกบ้านออกมา คนที่เคยมาเยือนก็มีเพียงหนิงเซวียนที่มาเพียงครั้งเดียว ยังมีหลิ่วชิงเฟิงกับเว่ยเหมิง รวมถึงหวังเฮ่าและหวังเผาเท่านั้นที่เคยแวะมา
“มีคนมา!” สองพี่น้องสบตากัน ก่อนจะหันไปมองทางเข้าบ้าน และเมื่อเห็นผู้มาเยือน สีหน้าของทั้งคู่ก็เปลี่ยนเป็นเคร่งขรึมขึ้นทันที
เป็นหัวหน้าหมู่บ้าน! เขาสวมเสื้อผ้าฝ้ายสีน้ำเงินเข้ม ศีรษะคลุมด้วยหมวกกันลมกันหิมะ ส่วนเท้านั้นสวมรองเท้าฝ้ายราคาแพงที่ชาวบ้านทั่วไปไม่มีปัญญาซื้อ ร่างของเขาอวบเล็กน้อย เขาก้าวเดินไปตามลานบ้านทีละก้าวอย่างมั่นคง
นี่มันเรื่องอะไรกัน เขามาที่นี่ทำไมกันแน่
[1] ต้นอิงเถา คือ ต้นเชอร์รี