มารประหัตถ์ฟ้า (จบ)

บทที่ 219 เทวะวจนะที่หม่นแสง

บทที่219 เทวะวจนะที่หม่นแสง

         

        เหล่าผู้ฝึกญาณเดนตายแทรกตัวมากับฝูงชน ความอึกทึกวุ่นวายทำให้พวกมันยิ่งดูกลมกลืนและไม่เป็นที่จับตาคนของนิกายเทวะวจนะรวมถึงศิษยานุศิษย์ของพวกมันล้วนเกณฑ์กำลังสู่แดนหวงห้ามทั้งสิ้นแดนหวงห้ามจึงเกิดเป็นสภาวะที่คนในห้ามออก ส่วนคนนอกเข้าได้ เหล่าผู้ฝึกญาณจึงอาศัยช่องว่างนี้แฝงตัวไปพร้อมกับเหล่าศิษยานุศิษย์เมื่อได้จังหวะที่สบโอกาส จังหวะที่เหล่าคนจากนิกายเทวะวจนะมุ่งเป้าไปที่ธรรมบาลปัญญาตั้วซุนหง รวมทั้งขุมอำนาจแดนตะวันตกและเจ็ดพรรคใหญ่ที่รวมเป็นหนึ่ง พวกมันก็ลงมือในทีเผลอทันทีเหล่าผู้ฝึกญาณนอกรีตถูกกระทำมามาก ถูกกดขี่เข่นฆ่ามาสารพัด พวกมันจึงลงมืออย่างดุดันไร้ลังเลแววตาของพวกมันมีเพียงแววความอาฆาตและต้องการแก้แค้นเอาคืนเท่านั้น สายตาของทุกผู้ราวกับจอมมารที่เหยียบบนความมืดที่ลึกสุดหยั่งคาดก็ปาน

         

        “พวกมันก็มาแล้ว!”

         

        “เหล่ามารนอกรีต!”

         

        ประชาชนรวมถึงคนทั่วไปที่มีโอกาสได้อยู่ในงานบัดนี้ล้วนขวัญแตกกระเจิงกันทุกผู้ ยิ่งข่าวปากต่อปากเริ่มดังมาหนาหู ร่างที่แตกดับต่อหน้าต่อตาผู้คนของมหาเทวะเทียนหมิงความหวังแลที่พึ่งที่เคยมีของพวกมันจึงพลันมลาย นัยน์ตาของพวกมันทอแววความหวาดกลัวทั้งดูจมจ่อมในห้วงแห่งความผิดหวังอย่างยิ่งยวดราวกับมีแต่ความมืดมัวมาปกคลุม จะหนีกลับก็มิอาจหนี แดนตะวันออกแห่งนิกายเทวะวจนะแห่งนี้เสมือนมีม่านที่มองไม่เห็นปิดกั้นพวกมันเข้ามาได้แต่ออกไม่ได้ ดั่งว่าพวกมันเป็นเหล่าภมรหนอนแมลงที่ถูกครอบขังไว้แล้ว

         

        “นี่มันเกิดอะไรขึ้น เหตุใดพวกเรามิอาจออกจากที่แห่งนี้"

         

        “ต้องเป็นฝีมือของธรรมบาลปัญญาชั่ว หรือไม่ก็พวกมารผู้ฝึกญาณนอกรีตแน่แท้พวกมันคงอยากแก้แค้นที่ปฐพีปฏิเสธพวกมัน”

         

        “ข้าไม่อยากตาย"

         

        “หากเจ้าไม่อยากตายก็มาร่วมภาวนาส่งพลังใจแก่เทวะวจนะให้แสงสว่างกำราบความมืดอย่างพวกมัน"

         

        เมื่อมิอาจออกจากแดนตะวันออก ผู้คนที่สู้ไม่ได้และหนีไม่ได้จึงหันมาภาวนาส่งจิตอันคาดหวังไปยังนิกายเทวะวจนะที่พึ่งของพวกมันมีเพียงนิกายเทวะวจนะเท่านั้น

         

        แดนหวงห้ามบริเวณใต้ขุนเขาที่เรียงรายมากมายมีแสงสีแห่งพลังสองมหาวิถีที่ละลานตา ผสมรวมกับมหาวิถีแห่งคนอันเป็นลมปราณเจ็ดดาราที่พาดผ่านปะทะหักหาญศัตรูของศัตรูก็คือมิตร ตอนนี้กลับกลายเป็นว่ากองกำลังจากแดนตะวันตกรวมถึงเจ็ดพรรคใหญ่ได้จับมือกับเหล่าผู้ฝึกญาณร่วมสู้นิกายเทวะวจนะโดยปริยาย

         

        แม้สองมหาวิถีรวมกันยังมีกองกำลังน้อยกว่ามหาวิถีเทวะวจนะแต่กำลังใจจากการที่เห็นมหาเทวะเทียนหมิงแตกดับ ทำให้กำลังพลน้อยไม่มีปัญหากับการต่อสู้กลับกัน พวกมันมีกำลังใจจนสามารถนำพาแนวโน้มแห่งการต่อสู้ให้มีเปรียบด้วยซ้ำ ฝ่ายที่เพลี่ยงพล้ำจึงเป็นนิกายเทวะวจนะ!

         

        “ครั้งก่อนเป็นพวกเจ้ากวาดล้างพวกเรา เป็นพวกเจ้าที่ทำให้พวกเราต้องพลัดพรากจากคนรักครอบครัว แผ่นดินเกิด ครานี้พวกเราจะทำให้พวกเจ้าได้ลิ้มรสสิ่งนี้ดูบ้าง ฆ่ามัน!”

         

        “ล้างแค้นแทนพ่อ แม่ พี่น้อง และเพื่อนฝูงของพวกเรา"

         

        “ฆ่าาาาา!”

         

        พลังญาณหลากหลายสาย หลากหลายระดับ แผ่พุ่งไปตามอาวุธที่ฟาดฟันแม้ไร้ซึ่งพลังธรรมชาติหนุนเสริม แต่อานุภาพความได้ใจที่ก่อรวมได้กดข่มเหนือเทวะวจนะไปแล้วคนของนิกายขวัญผวา จากที่เคยอยู่จุดสูงสุด มีสมมุติเทพผู้ยิ่งใหญ่หนุนหลัง บัดนี้ไม่มีเทพที่เบื้องหลังความมั่นใจว่าจะชนะจึงลดทอน ตัวตนสำคัญไม่อยู่ บางผู้ทรยศ บางผู้ก็ตกตาย นี่นับเป็นหายนะนับหลายร้อยปีแห่งนิกายอย่างแท้จริง

         

        พวกมันไร้ซึ่งความหวังและไร้ซึ่งความโชติช่วงดังเดิม

         

        “สามผู้เฒ่าศักดิ์สิทธิ์อยู่ที่ใด เหตุใดเวลาเช่นนี้พวกท่านจึงไม่ปรากฏตัว”

         

        “อาศัยเพียงธรรมบาลมุทรา และว่าที่ธรรมบาลยุทธ์ไม่ดีแน่เพราะฝ่ายตรงข้ามเป็นถึงธรรมบาลปัญญากับตั้วซุนหง”

         

        “มิหนำซ้ำลมปราณอันลึกล้ำพิสดารของพวกแดนตะวันตกนั่นก็ยากรับมือยิ่งกว่าพลังญาณเสียอีก”

         

        “นี่จะถึงกาลล่มสลายของนิกายเทวะวจนะอย่างนั้นหรือ!”

         

        เสียงถอดใจของผู้คนดังมาเป็นระยะๆ การต่อสู้อันดุเดือดก็ดำเนินไปผู้คนตกตายระเนระนาด ซากศพของทั้งสองฝ่ายเริ่มท่วมถม แม้จะระวังประชาชนที่อยู่ในเหตุการณ์แต่การต่อสู้ที่ดุเดือดนี้ยากจะควบคุมการสะท้อนของพลังและคมอาวุธได้ จึงมีประชาชนผู้บริสุทธิ์ต้องเคราะห์ร้ายจำนวนไม่น้อย

         

        เจียวมิ่งไม่มุ่งในการต่อสู้ นางพยายามช่วยเหลือประชาชนผู้บริสุทธิ์เป็นสำคัญวจนะปัญญาเร่งเร้าสร้างเป็นค่ายกลปาฏิหาริย์ปกป้องคนเหล่านั้น แม้กินพลังเป็นอย่างมากนางก็ยังกัดฟันฝืนส่งพลังค่ายกลป้องกันนี้ยื่นขยายออกไปไกลถึงที่สุด

         

        อาศัยจังหวะนี้ หัวหน้าหน่วยหนึ่งและหัวหน้าหน่วยสองแห่งวิหารปัญญาจึงชิงลงมือเข้าใส่นาง

         

        “คนทรยศมีเพียงความตายที่สมควรได้รับ"

         

        “หัวหน้าหน่วยสาม ไม่สิ… เจียวมิ่ง เจ้ากับตงหมิงอาจารย์เจ้านับว่าชั่วช้าเนรคุณ สมควรตกตายอย่างอเนจอนาถทั้งคู่!"

         

        เจียวมิ่งมองสองหัวหน้าหน่วยปลดปล่อยค่ายกลสังหารแผ่พุ่งมานางยังคงแสดงสีหน้าสงบราบเรียบ พลางกล่าวว่า

        “เลือกเส้นทางที่แตกต่างมิได้หมายความว่าต้องทรยศเสมอไป…"

        กล่าวจบ นางก็นึกถึงเรื่องที่สองหัวหน้าหน่วยเหล่านี้เคยกระทำเพื่อหวังชิงตำแหน่งธรรมบาลปัญญาและมักลอบกระทำการที่ขัดต่อความถูกต้องอยู่เสมอ จึงกล่าวต่อไปว่า

        “…กลับกัน ผู้ที่ถือตนว่ายึดมั่นในเส้นทางแต่การกระทำกลับหวังทำร้ายผู้อื่นอยู่เสมอ ไม่สนว่านั่นคือพวกพ้องหรือคนบริสุทธิ์หรือไม่นั่นจึงสมควรถูกเรียกว่าทรยศ"

         

        สองหัวหน้าหน่วยแห่งวิหารปัญญาได้ฟังก็บังเกิดโทสะ

        “วาจาสามหาวไม่เคยเปลี่ยน"

         

        “ลิ้มรสค่ายกลสังหารของพวกเราแล้วเจ้าจะไม่มีโอกาสได้พ่นวาจาที่สวยหรูอีก!”

         

        สมาธิและพลังหลักของเจียวมิ่งอยู่ที่ประชาชนหากจะถอนคืนพลังมารับค่ายกลสังหารยากจะทันท่วงที จึงไม่มีทางเลยที่นางจะต่อต้านค่ายกลสังหารสองสายที่พุ่งมาอย่างพร้อมเพรียงได้แต่นางมิได้ตัวคนเดียว ข้างกายของนางยังมีเส้าเทียน จักรพรรดิแคว้นเว่ยผู้นี้ไม่มีทางปล่อยให้ผู้ใดทำร้ายนาง

         

        “อย่าได้หวังว่าจะเข้าถึงตัวนาง!”

         

        วจนะยุทธ์ก่อรูปเป็นมังกรที่ดุดันน่าเกรงขามฉวัดเฉวียนหมุนวนไปตามการกวัดแกร่งกระบี่ของชายหนุ่ม เสียงคำรามของมังกรครืนครั่นสนั่นปฐพีเส้าเทียนฝึกปรือวจนะยุทธ์รุดหน้าเป็นอย่างมาก ด้วยพรสวรรค์ของมัน ไม่ว่าจะฝึกวจนะยุทธ์หรือมหาวิถีเจ็ดดาราก็ล้วนเป็นไปด้วยดีทั้งสิ้นมังกรที่คำรามครืนครั่นนี้จึงต้านทานค่ายกลสังหารของหัวหน้าหน่วยหนึ่งของวิหารปัญญาได้ส่วนค่ายกลสังหารของหัวหน้าหน่วยสอง เป็นหมัดที่นำพาเวิ้งแห่งสุญญากาศปะทะหักล้าง เส้าเทียนมือขวากวัดแกว่งกระบี่ในมหาวิถีวจนะยุทธ์ส่วนหมัดซ้ายชกออกอย่างทื่อด้านนำพาลมปราณเจ็ดดาราที่พิสดารลึกล้ำ หยุดสองสุดยอดค่ายกลสังหารของระดับหัวหน้าหน่วยได้อย่างน่าเหลือเชื่อส่งให้สองหัวหน้าหน่วยแห่งวิหารปัญญาต้องเบิกตา

         

        “คิดไม่ถึงว่าผู้สืบบัลลังก์มังกรแคว้นเว่ยจะร้ายกาจเพียงนี้"

         

        “แต่แค่เป็นมังกร อย่าได้หาญกล้ามาเทียบรัศมีแห่งเทวะ!”

         

        ภายใต้เสียงคำราม มือของสองหัวหน้าหน่วยแปรเปลี่ยนรูปแบบการประสานค่ายกลสังหารเองก็พลันเปลี่ยนตาม ก่อเกิดเป็นสายลมที่คมกริบราวมีดบินจำนวนนับไม่ถ้วนหลบรอดจากการปะทะของหนึ่งมังกรและหนึ่งเวิ้งสุญญากาศแต่การแปรเปลี่ยนรูปแบบค่ายกลจำเป็นต้องอาศัยเวลาที่เพิ่มมากขึ้น ซึ่งเวลาดังกล่าวนี้เพียงพอให้เจียวมิ่งได้ตั้งตัวแล้ว

         

        ค่ายกลที่นางพึ่งสร้างขึ้นเพื่อปกป้องประชาชนได้ถูกหยุดไว้อาศัยจังหวะที่เส้าเทียนลงมือต่อต้านค่ายกลสังหารของสองหัวหน้าหน่วย นางก็วางดวงตาแห่งค่ายกลหนึ่งสำเร็จเส้นสายที่ราวกับใยแมงมุมจำนวนมากแผ่พุ่ง พันธนาการคมมีดสายลมทุกสายมิให้เคลื่อนต่อหยุดยั้งสภาวะการรุกคืบของวจนะปัญญาของพวกมันได้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด สร้างความตื่นตระหนกแก่สองหัวหน้าหน่วยเป็นอย่างมาก

         

        “นี่เจ้าถึงกับฝ่าระดับทัดเทียมกับพวกเราแล้ว”

         

        “ภายใต้ระยะเวลาอันสั้นจะเป็นไปได้อย่างไร"

         

        เจียวมิ่งลดฝ่ามือที่วาดระหว่างอก พลางกล่าววาจาอย่างราบเรียบ

        “ในขณะที่พวกท่านวุ่นวายแต่กับแผนการขึ้นเป็นใหญ่ข้าที่ท่องเผยแพร่คำสอนไปทั่วปฐพี ได้ศึกษาสัจธรรมที่ลึกซึ้งมากมาย เหล่านี้ล้วนขัดเกลาจิตใจของข้าให้สงบมากขึ้นนำพาข้าให้ไปสู่เส้นทางที่ถูกต้องรวดเร็วขึ้น เช่นนั้นไม่มีความเป็นไปไม่ได้บนความพยายาม"

         

        คำกล่าวของเจียวมิ่งเสมือนหนึ่งฝ่ามือที่ตบหน้าพวกมันฉาดใหญ่ก่อนหน้านั้นเจียวมิ่งยังถูกมองเป็นหัวหน้าหน่วยแห่งวิหารปัญญาที่อ่อนด้อยมากที่สุดเป็นคนที่ขึ้นมารับตำแหน่งหัวหน้าหน่วยสามด้วยอาศัยบารมีธรรมบาลปัญญาอาจารย์นาง นางจึงเป็นบุคคลที่พวกมันมองข้ามเสมอแต่ใครจะคิดว่าสตรีนางนี้ สตรีที่เอาแต่ยึดถือในสัจธรรมอันทื่อด้าน สตรีที่ไม่น่าจะก้าวข้ามพวกมันได้บัดนี้กลับแซงหน้าพวกมันไป ซ้ำยังทำให้พวกมันต้องตกอยู่ในสภาพที่เสียเปรียบ!

         

        ไม่ว่าจะค่ายกลสังหาร หรือเศษเสี้ยวแห่งค่ายกลที่แปรเปลี่ยนเหล่านี้กลับมิอาจจัดการศัตรูตรงหน้าได้ มิหนำซ้ำยังถูกหยุดยั้งได้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาดกว่าพวกมันจะสร้างค่ายกลเหล่านี้ล้วนวางแผนและจัดการเวลามาเป็นอย่างดี กระนั้นก็มิอาจชิงเอาชัยกลับกัน กระบี่อาญาแผ่นดินสีเงินวาวที่วาดออกมา พลังวจนะยุทธ์รูปมังกรคำรามก้อง เพลงกระบี่ที่ดุดันแกร่งกร้าวของเส้าเทียนนี้ได้แผ่พุ่งกำราบพวกมันแทน!

         

        เปรี้ยง!!

         

        คมกระบี่เย็นเยือกตวัดฟัน มังกรคำรามก้องตัดผ่านเส้าเทียนร่ายรำเพลงกระบี่ที่รุนแรงที่สุด ร้ายกาจที่สุด ฟันผ่านร่างของสองหัวหน้าหน่วยวิหารปัญญาจนร่างของพวกมันมีโลหิตที่สาดกระจาย บาดแผลไม่ถึงขั้นชีวิตแต่ก็ทำให้พวกมันบาดเจ็บสาหัสแลสิ้นสติมิอาจสู้ต่อไปได้

         

        เจียวมิ่งถอนคืนพลังค่ายกลปาฏิหาริย์ที่พันธนาการคนทั้งสองพร้อมร่างที่สั่นพร่าการรับมือกับระดับสองหัวหน้าหน่วยอย่างพร้อมเพรียง ทั้งที่ได้รับการหนุนเสริมจากเส้าเทียนยังนับว่าตรึงมือเป็นอย่างมาก

         

        เส้าเทียนกล่าวถามอย่างเป็นห่วง

        “ท่านเป็นอะไรหรือไม่"

         

        เจียวมิ่งส่ายศีรษะ

        “ข้าไม่เป็นอะไร”

        ก่อนที่นางจะหันไปควบคุมพลังค่ายกลป้องกันที่ครอบยังเหล่าประชาชนผู้บริสุทธิ์อย่างต่อเนื่อง

         

        ตอนนี้สถานการณ์ของนิกายเทวะวจนะย่ำแย่ถึงขีดสุดตัวตนที่ยังพอสู้ได้อย่างสูสีมีเพียงธรรมบาลมุทรา แต่คู่มือของนางคือธรรมบาลปัญญา ผลแพ้ชนะจึงยากปรากฏ

         

        ในด้านตั้วซุนหง บุรุษชราตาบอดได้อาละวาดอย่างเต็มที่ยิ่งหากมันรู้ว่าได้ต่อสู้กับคนของวิหารยุทธ์ มันยิ่งลงมืออย่างโหดเหี้ยมไร้ปราณี ว่าที่ธรรมบาลยุทธ์บัดนี้จึงมีสภาพที่ทุลักทุเลและอเนจอนาถยิ่งเพราะมันถูกเทพดาเร้นกายผู้นี้หักกระดูกแขนขาทั้งสี่ พลางเล่นงานอย่างหนักหน่วงรุนแรงกลับกลายเป็นคนพิการที่หาประโยชน์ไม่ได้

         

        ตอนนี้มีเพียงแสงสังหารแห่งวจนะที่นางยังคงไม่ลงมือตลอดเวลาที่อยู่บนพิธี นางไม่มีปากเสียงหรือแสดงท่าทีใด กระทั่งเกิดการต่อสู้ หรือแม้แต่ร่างที่แตกดับของมหาเทวะเทียนหมิงที่เกิดขึ้นต่อหน้าต่อตานางก็ยังคงนิ่งเฉย ยังคงยืนมองเหตุการณ์ราวกับไม่มีสิ่งใดตรงหน้า เหล่าคนจากนิกายเทวะวจนะร้องขอให้นางลงมือทว่าไป๋เหิ่นซินกลับยังยืนนิ่งภายใต้ชุดเจ้าสาวสีแดงที่เป็นสง่าเช่นเดิม

         

        ท่ามกลางความสิ้นหวังและความมืดมนไร้แสงสว่างคนจากนิกายเทวะวจนะเริ่มทะยอยล้มตาย บางผู้ก็ทิ้งอาวุธแฝงตัวอยู่กับประชาชนทั่วไป สามผู้เฒ่าศักดิ์สิทธิ์ยังไม่ปรากฏตัวเหตุการณ์คับขันแลย่ำแย่ถึงขีดสุด ขณะที่ความมืดและความสิ้นหวังกลืนกินจิตใจของผู้คนนี้ระหว่างที่ตั้วซุนหงหรือแม้แต่เหล่าผู้ฝึกญาณและกองกำลังแดนตะวันตกได้ใจถึงขีดสุด กลิ่นอายอันศักดิ์สิทธิ์แลสูงส่งเหนือทวยเทพก็ปรากฏขึ้นมาอีกหน

         

        ก่อนหน้ามันพึ่งแตกดับสูญสลายอย่างไม่คาดฝันมาตอนนี้มันก็ปรากฏกายขึ้นอย่างไม่คาดฝัน

         

        เหนือแผ่นฟ้านภาลัย เหนือเปลวไฟที่แผดเผาผาอดีตร่างในชุดคลุมแดงอันโชติช่วงเริ่มก่อตัวลอยเด่น ฝ่าเท้าของมันเหยียบยืนบนเปลวไฟที่เกิดจากสุดยอดค่ายกลปาฏิหาริย์ที่ราวกับไม่มีวันจะดับทว่าเพียงร่างในชุดคลุมแดงนั้นบิดปลายเท้าเล็กน้อยก็ดับมอดสุดยอดพลังค่ายกลปาฏิหาริย์ของธรรมบาลปัญญาที่กำลังแผดเผาผาอดีตได้อย่างไม่ยากลำบาก

         

        ร่างในชุดคลุมแดงค่อยๆ เด่นชัด มหาเทวะเทียนหมิงก่อรวมจากเศษเสี้ยวแห่งธาตุอากาศมันคืนกลับมาเหยียบยืนเหนือโลกหล้าอีกครั้ง!

         

        ตั้วซุนหงสัมผัสได้ถึงพลังอันศักดิ์สิทธิ์ครานี้ถึงกับขมวดคิ้ว

        “อะไร!”

         

        มหาเทวะเทียนหมิงยังคงมีสีหน้าที่เรียบเฉยไร้ความรู้สึกมันเพียงกล่าวอย่างเฉยชาว่า

        “ใช้กฎเกณฑ์ของข้าเพื่อหวังทำลายข้า มันจะไม่ดูง่ายไปหน่อยหรือ"