ก่อกำเนิด : เทพเซียน 9 วิบัติ [จบ]

    เล่มที่ 6 ตอนที่ 170 เกิดเรื่องแล้ว

            “เฝิงเทียนเจ้าออกไปเถอะ อย่ามาขัดความสุขของพวกข้า”

            เฝิงเป่าเป่าบอกให้เฝิงเทียนออกไปจากห้องเขาทำไปเพราะหวังดีต่อเฝิงเทียน ไม่อย่างนั้นพวกเขาสองคนอาจตายที่นี่โดยไม่ทันได้รู้ตัวและตายก็ยังน้อยไป อาจทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างเขาและพวกเสิ่นเสวียนขาดสะบั้นลงได้

            "ดีข้าจะจดจำหมัดนี้ของเจ้าไว้”

            เฝิงเทียนเพิ่งตั้งสติได้หลังจากตื่นตกใจไปก่อนหน้านี้เขามองเริ่นเสี้ยวเทียนทั้งที่ยังคงหวาดกลัว

            พลังหมัดของเริ่นเสี้ยวเทียนดูเหมือนไม่มีอะไรแต่ในความเป็นจริงมันทะลวงผ่านจิตใจของเขาเข้าไปแล้ว

            แม้พลังยุทธ์ของเขาอยู่ในขั้นราชันระดับสูงแล้วแต่ก็เป็นเพราะสมุนไพรต่างๆ ไม่ได้มีประสบการณ์การต่อสู้เลย

            “อยากฝึกฝนอีกไหม”

            เริ่นเสี้ยวเทียนทำท่าทางไม่ใส่ใจคนสำรวยเช่นนี้เขาเจอมาเยอะ ไม่ได้ต่างไปจากเฝิงเทียนสักเท่าไร

            “หากมีเวลาพวกเราสามารถฝึกฝนกันอีกได้”

            ชายชราแต่งกายธรรมดาที่ยืนอยู่ข้างๆมองเริ่นเสี้ยวเทียนด้วยความสนใจ

            “ผู้ไร้นามไม่คู่ควรที่จะได้สู้กับข้า”ไม่มีใครคาดคิดว่าเริ่นเสี้ยวเทียนจะทำให้อีกฝ่ายอกแตกตายได้ด้วยประโยคเดียว

            “พวกเราไปจำไว้ว่าเรื่องนี้ยังไม่จบ”

            เฝิงเทียนมีความเชื่อมั่นในตนเองมากใครจะไปคาดคิดว่าเด็กคนหนึ่งจะทำลายความเชื่อมั่นของเขาไปได้ทำให้เขาไม่พอใจอย่างมาก

            แต่เขาก็รู้ว่าสู้กันที่นี่ไม่ได้หากต้องสู้กันจริงๆ เขาคือคนแรกที่จะถูกลงโทษ

            “เจ้าช่างน่าสนใจยิ่งนัก”

            ชายชราแต่งกายธรรมดาผู้นั้นมองเริ่นเสี้ยวเทียนพลางยิ้มเย็นแล้วเดินตามเฝิงเทียนออกไป

            หลังจากนั้นประตูห้องก็ปิดสนิทลงอีกครั้งที่นี่จึงกลับมาเงียบสงบ

            “ขอโทษทุกคนด้วยทำให้พวกเจ้าต้องเจอเรื่องแย่ๆ น้องชายข้าคนนั้น...”

            “ไม่ใช่ความผิดเจ้าหรอก”

            เริ่นเสี้ยวเทียนกล่าวหากเทียบกับเฝิงเทียนแล้ว เขาอยากช่วยเฝิงเป่าเป่าจริงๆ

            การแย่งชิงตำแหน่งภายในตระกูลพลังยุทธ์ของลูกคนที่สองเหนือกว่าลูกคนโตมาก เป็นเรื่องปกติที่ลูกคนโตจะเสียใจ

            “ขั้นจักรพรรดิอย่างนั้นหรือ”

            ขณะนั้นเสิ่นเสวียนพลันกล่าวถามเริ่นเสี้ยวเทียน

            “ใช่ขั้นจักรพรรดิ”

            เริ่นเสี้ยวเทียนพยักหน้าชายชราผู้นั้นมีพลังยุทธ์ขั้นจักรพรรดิแล้ว

            “ใช่เขามีพลังยุทธ์ขั้นจักรพรรดิ เป็นที่นับหน้าถือตาในตระกูลเฝิงของข้าเขาชื่ออู๋หมิงที่แปลว่าไร้ชื่อ แต่เขาเชื่อฟังเจ้าสองเพียงคนเดียว” เฝิงเป่าเป่ากล่าว

            “เขาชื่ออู๋หมิง?”

            เริ่นเสี้ยวเทียนตะลึง

            เสิ่นเสวียนก็ตะลึงเช่นกันจากนั้นทั้งสองคนก็หัวเราะเสียงดังลั่น

            ถามเขาว่าชื่ออะไรเขากลับบอกมาแล้วตั้งแต่แรก เริ่นเสี้ยวเทียนยังบอกอีกฝ่ายว่าเขาไม่คู่ควรที่จะสู้กับตนเอง

            “หวังว่าสหายทั้งหลายจะคิดรอบคอบไม่ไปยุ่งเกี่ยวกับพวกเขา”

            เฝิงเป่าเป่าลุกขึ้นยืนก่อนโค้งกายให้เริ่นเสี้ยวเทียนและเสิ่นเสวียนอย่างนอบน้อมแสดงถึงการขอโทษ

            “เจ้าเป็นพี่ใหญ่ที่ดีจริงๆข้าไม่ยุ่งเกี่ยวกับพวกเขาได้ แต่พวกเขาต้องมาหาเรื่องเจ้าอย่างแน่นอน”

            เริ่นเสี้ยวเทียนกล่าวเตือน

            “ทำอย่างไรได้ล่ะในเมื่อพลังยุทธ์ของเจ้าสองแข็งแกร่งกว่าข้า และยังฉลาดกว่าข้าอีกตระกูลชุบเลี้ยงเขามาเป็นอย่างดีเพื่อให้เขาได้สืบทอด ข้าได้ช่วยเขาก็ดีแล้ว” เฝิงเป่าเป่ายิ้มน้อยๆในเมื่อสู้ไม่ได้ ต่อให้แย่งชิงอย่างไรก็ไร้ประโยชน์

            “แล้วแต่เจ้าก็แล้วกัน”เริ่นเสี้ยวเทียนกล่าว

            เสิ่นเสวียนเข้าใจได้ถึงการกระทำของเฝิงเป่าเป่าในฐานะของพี่ใหญ่ หากไม่จำเป็นจริงๆ คงไม่อยากหักหน้าน้องชายตนเอง

            “สหายเสิ่นนี่คือเงินยี่สิบล้านเหรียญทอง โปรดรับไว้ด้วย”

            เฝิงเป่าเป่ายื่นบัตรมณีม่วงให้เสิ่นเสวียนด้วยสองมือ

            “ข้าบอกแล้วว่าสิบล้านเหรียญทองส่วนที่เหลือเจ้าไปจัดการเอง เอาส่วนของข้าให้เสี่ยวเม่ยก็พอ”

            เสิ่นเสวียนไม่ได้ยื่นมือออกไปรับแต่บอกให้เฝิงเป่าเป่าส่งให้เสิ่นเสี่ยวเม่ยเลย

            เสิ่นเสี่ยวเม่ยตะลึงไปชั่วขณะนางไม่เคยเห็นเงินมากมายขนาดนี้มาก่อนเลย

            “ท่านพี่ข้า...”

            “หลังจากนี้พวกเจ้าสองคนต้องอยู่ในเมืองนี้จำเป็นต้องใช้เงิน ข้าไม่ต้องใช้”

            “ขอบคุณท่านพี่”

            เสิ่นเสี่ยวเม่ยพยักหน้ามีพี่ชายช่างดีจริงๆ

            “มาเอาแผ่นกระดาษออกมา ข้าจะวาดกระดานหมากให้เจ้าดู”

            เสิ่นเสวียนกล่าวกับเฝิงเป่าเป่า

            “ได้เก็บโต๊ะให้เรียบร้อยแล้วยกน้ำชาเข้ามา”

            หลังจากเฝิงเป่าเป่าออกคำสั่งคนที่รออยู่ด้านนอกก็เข้ามาเก็บจานอาหารไปทันทีและถูกเก็บกวาดจนสะอาดในเวลาไม่กี่เค่ออีกทั้งมีน้ำชาวางอยู่บนโต๊ะตรงหน้าทุกคนอีกด้วยเป็นการทำงานที่ค่อนข้างมืออาชีพเลยทีเดียว

            เสิ่นเสวียนวางกระดาษลงบนโต๊ะข้างๆ กันมีพู่กันและหมึกวางอยู่

            เขาหลับตาครุ่นคิดเล็กน้อยจากนั้นก็วาดบางอย่างลงไปบนกระดาษอย่างรวดเร็ว

            การเดินหมากไม่สามารถเลียนแบบได้ไม่อย่างนั้นคงไม่ต่างอะไรกับรนหาที่ตาย เขาแก้ไขในหลายๆ ตำแหน่งทำให้ต่างจากก่อนหน้านี้เล็กน้อย และยังเพิ่มความปลอดภัยให้มากขึ้นอีกด้วย

            เสิ่นเสวียนมองกระดาษที่วาดเสร็จแล้วอดไม่ได้ที่จะถอนหายใจกับความสามารถของตนเองดัดแปลงไปอย่างนี้ทำให้สนุกสนานขึ้นกว่าเดิมหลายเท่าเลยทีเดียว

            “ให้เจ้าผลักดันออกสู่ตลาดตามนี้ก็พอ”

            เสิ่นเสวียนส่งกระดาษให้เฝิงเป่าเป่าเฝิงเป่าเป่ารับกระดาษมาดูแล้วพยักหน้าไม่หยุด

            “ยอดเยี่ยม! เยี่ยมมาก!”

            เฝิงเป่าเป่ากล่าวในตอนนี้เขาเลื่อมใสเสิ่นเสวียนมากกว่าเดิมอีกเล็กน้อย

            ของเล่นที่น่าสนใจเช่นนี้เหตุใดเขาถึงคิดไม่ออกนะ! หากความคับข้องใจของทุกคนสามารถแก้ไขได้ในพื้นที่เล็กๆ นี้โลกใบนี้จะงดงามมากเพียงใด!

            “เอาล่ะเวลาผ่านมานานแล้ว ข้าควรต้องไปสักที” เสิ่นเสวียนส่งกระดาษให้เฝิงเป่าเป่าแล้วต้องดูว่าเฝิงเป่าเป่าจะทำอย่างไรต่อไป

            “มีอะไรให้ช่วยไหม”

            เริ่นเสี้ยวเทียนถามเสิ่นเสวียนอยู่ในสถานที่ที่ไม่คุ้นเคย มากคนก็มากความช่วยเหลือเสิ่นเสวียนลงจากเรือเสวียนอู่ก็จะแยกตัวไปเลย อย่าเจอเรื่องไม่คาดคิดเข้าก็พอ

            “ไม่เป็นไรข้าจะไปจัดการธุระส่วนตัวสักหน่อย พวกเจ้าพักผ่อนอยู่ที่นี่ไปก่อน ใช่แล้วอย่าไปรบกวนอู๋หมิงคนนั้นนัก เขาไม่ธรรมดาเลย”

            เสิ่นเสวียนไม่ลืมกล่าวเตือนเริ่นเสี้ยวเทียนก่อนเดินออกไป

            “ได้ข้ารู้แล้ว เจ้าเองก็ระวังตัวด้วย” เริ่นเสี้ยวเทียนพยักหน้าหลังจากติดตามเสิ่นเสวียนมา ผ่านความเป็นความตายด้วยกันทำให้เขาเห็นเสิ่นเสวียนเป็นเหมือนครอบครัวไปแล้ว

            และแม้ว่าสำนักบุปผาจะยิ่งใหญ่แต่ก็ต้องการคนรุ่นใหม่อย่างเสิ่นเสวียนเช่นเดียวกัน

            “เสี่ยวเม่ยเสิ่นเลี่ยน หลังจากนี้พวกเจ้าติดตามเขาไปก็แล้วกัน เขาช่วยพวกเจ้าได้”

            เสิ่นเสวียนกล่าวกับเสิ่นเสี่ยวเม่ยและเสิ่นเลี่ยนพลางชี้ไปทางเฝิงเป่าเป่า

            เฝิงเป่าเป่าพยักหน้ารับด้วยความตื่นเต้น

            “เอาล่ะพวกเจ้าคุยกันไปก่อน ข้าจัดการธุระเรียบร้อยแล้วจะกลับมา”

            เสิ่นเสวียนกล่าวกับทุกคนเล็กน้อยจากนั้นคลื่นพลังมิติพลันสั่นไหวรอบๆ ร่างของเขา แล้วเขาก็หายตัวไป

            “เอ๋? หายไปไหนแล้ว”

            เฝิงเป่าเป่าไม่เคยเห็นพลังเช่นนี้ของเสิ่นเสวียนมาก่อนจึงเกิดความสงสัย

            “เขาไปแล้ว”

            เริ่นเสี้ยวเทียนยิ้มเสิ่นเสวียนลึกลับเช่นนี้ตลอดกาล

            “เอาล่ะพวกข้าเองก็กินอิ่มกันแล้ว พาพวกข้าไปหาที่พักเถอะ!”

            เริ่นเสี้ยวเทียนบิดขี้เกียจหลายวันมานี้เขาไม่ได้ฝึกฝนให้ดีๆ เลย หาที่พักได้แล้วฝึกฝนเสียก่อนอย่างอื่นค่อยว่ากัน

            “ข้ามีที่อยู่ทางตะวันตกของเมืองชางฉงปกติแล้วมีเพียงข้าที่พักอยู่ที่นั่น พวกเจ้าอยากไปที่นั่นไหม”

            “ได้เลย”

            เสิ่นเสี่ยวเม่ยและเสิ่นเลี่ยนพยักหน้าพร้อมกันไม่ต้องกล่าวถึงว่าอยู่คนเดียวแล้วสบายใจ ยังลดปัญหาได้อีกด้วย

            หากพักอยู่ในตระกูลของเฝิงเป่าเป่าอาจเกิดการปะทะกันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ไม่ต้องกล่าวถึงคนอื่นเลยแค่เฝิงเทียนคนเดียวก็เป็นเหมือนตะเกียงที่มีน้ำมันอยู่เต็มเปี่ยมแล้ว

            “ได้ในเมื่อเป็นอย่างนี้พวกเราก็ออกเดินทางกันเลย”

            เฝิงเป่าเป่าดีใจมากที่ดินเล็กๆ ของตนเอง หลายปีมานี้ไม่ค่อยคึกคักมากนัก

            ก่อนหน้านี้เขาไม่อยากให้ใครเข้าไปเลยแต่ตอนนี้เขาต้องการพาคนเหล่านี้เข้าไปพัก

            หลังจากที่ทุกคนเดินออกจากโรงเตี๊ยมที่นี่ก็เงียบสงบลง

            และเมื่อทุกคนเดินออกไปแล้วประตูของอีกห้องหนึ่งค่อยๆ เปิดออก เฝิงเทียนและอู๋หมิงผู้นั้นนั่งอยู่บนเก้าอี้มองแผ่นหลังของพวกเขาเหล่านั้นที่เดินจากไป

            “คนเหล่านี้ไม่ธรรมดาเลยทีเดียวหากไม่กำจัดทิ้งจะเป็นภัยต่อคุณชาย”

            อู๋หมิงมองพวกเริ่นเสี้ยวเทียนพลางกล่าวด้วยสีหน้าเคร่งเครียด

    คล้ายกับเรื่องก่อกำเนิด : เทพเซียน 9 วิบัติ [จบ] ที่คุณอ่าน