ผมติดอยู่ในนครพิศวง

    บทที่ 49 ป่าโลงศพ

    บทที่ 49 ป่าโลงศพ

     

    ผมก้าวต่อไปข้างหน้า นอกจากความมืดมิดเบื้องหน้าแล้ว ก็ไม่เห็นอะไรอีกเลย 

     

    มีเพียงเสียงฝีเท้าของต้าเหว่ยที่ดังมาจากข้างหลังเท่านั้น ที่ทำให้ผมรู้สึกสบายใจขึ้นเล็กน้อย

     

    ก่อนเข้ามา ผมน่าจะใช้เศษผ้าพวกนั้นทำคบเพลิงสักสองสามอัน ผ้าบางผืนดูเหมือนจะเป็นผ้ากำมะหยี่ น่าจะทนไฟได้ดี ถึงแม้ว่าแสงไฟจะไม่ได้ช่วยให้สว่างมากนัก แต่อย่างน้อยก็ดีกว่ามืดสนิทแบบนี้

     

    เสียใจไปก็เท่านั้น ตอนนี้ทำอะไรไม่ได้แล้ว ได้แต่ยอมรับทางที่เลือก

     

    ผมส่ายหัว ตั้งสติอย่างเต็มที่แล้วเดินต่อไปข้างหน้า 

     

    ใช้หนามสั้นสำรวจทางก่อน จากนั้นใช้ฝีเท้ากะระยะทาง การเดินจึงค่อนข้างเชื่องช้า ต้าเหว่ยที่อยู่ข้างหลังมักจะเดินชนกำแพงและส่งเสียงบ่นพึมพำทำให้ผมรู้สึกรำคาญเล็กน้อย ถึงแม้ว่าผมจะขี้เกียจสนใจเขา แต่ปากก็ไม่ยอมแพ้ด่ากลับไปสองสามคำ เขาก็เชื่อฟฟังดี เมื่อได้กลิ่นดินปืนก็หุบปากลง

     

    ผมไม่รู้ว่าเดินมานานแค่ไหนแล้ว แต่ถ้ากะระยะจากฝีเท้า น่าจะประมาณสองร้อยกว่าเมตร แต่กลับไม่รู้สึกถึงความสูงต่ำของทางเดินเลย นี่ดูเหมือนจะเป็นทางตรงยาว ๆ แล้วมันสร้างมาเพื่ออะไรกันแน่?

     

    “ต้าเหว่ย พวกเราเดินมาไกลแค่ไหนแล้ว?” ผมถามไอ้คนที่อยู่ข้างหลัง 

     

    ในพื้นที่แบบนี้ การมีใครสักคนพูดคุยด้วยตลอดเวลาเป็นเรื่องที่น่ายินดีอย่างยิ่ง

     

    “ฉันนับอยู่ น่าจะประมาณเก้าร้อยกว่าก้าวแล้ว” ต้าเหว่ยตอบกลับมา

     

    ก้าวหนึ่งมากสุดก็ไม่เกินหนึ่งเมตร จากความเร็วเต่าแบบที่เราเป็นอยู่ตอนนี้ ก้าวหนึ่งก็น่าจะน้อยกว่าหนึ่งในสามของปกติ ดังนั้นเก้าร้อยก้าวก็ไม่ถึงสามร้อยเมตร เดินมาตั้งนาน แต่ก็ยังไม่เห็นวี่แววของทางออก ผมชักจะเริ่มรู้สึกขนลุกแล้ว

     

    “ไอ้หมูอ้วน ฉันจำได้ว่านายมีไฟแช็กอยู่ในกระเป๋า ลองดูสิว่ายังใช้ได้อยู่หรือเปล่า” ผมนึกขึ้นได้ว่าคนติดบุหรี่มักจะมีไฟแช็กติดตัวตลอดเวลา บุหรี่หมดไปนานแล้ว แต่ไฟแช็กของเขายังอยู่ เมื่อคืนยังโวยวายจะจุดไฟเผารังผีของเสี่ยวหงอยู่เลย

     

    เมื่อต้าเหว่ยได้ยินดังนั้น เขาก็ค้นหาในกระเป๋าอยู่พักหนึ่ง

     

    ฟึ่บ! แสงสว่างวาบขึ้นมา เปลวไฟสีส้มปรากฏขึ้นระหว่างเราสองคน

     

    ผมมองดูเปลวไฟตรงหน้า แม้ว่ามันจะสว่างเพียงริบหรี่ราวกับหิ่งห้อย แต่ก็ทำให้หัวใจของผมรู้สึกอบอุ่น ต้าเหว่ยมีสีหน้ามืดมนภายใต้แสงไฟ เขายิ้มและทำหน้าตาแปลก ๆ แล้วพูดว่า “นายดูสิ ฉันน่ากลัวไหม”

     

    ไอ้หมูอ้วนบ้า! ผมรับไฟแช็กมา อาศัยแสงไฟสลัว ๆ ส่องไปรอบ ๆ พอเริ่มมองเห็น ผมก็รีบกลืนน้ำลายลงอย่างรวดเร็ว

     

    ที่นี่ไม่ใช่ทางเดินแล้ว นี่มันห้องลับอีกห้องหนึ่งต่างหาก!

     

    เป็นห้องที่เต็มไปด้วยโลงศพอีกแล้ว ห้องนี้ใหญ่กว่าห้องก่อนหน้ามาก ข้างในเต็มไปด้วยโลงศพที่เรียงรายกันเป็นแถว ไม่ใช่โลงศพหิน แต่เป็นโลงศพไม้

     

    โลงศพวางซ้อนกันเป็นชั้น ๆ ตั้งแต่พื้นดินขึ้นไปจนถึงเพดาน ราวกับอยู่ในโลกของโลงศพ ซึ่งดูคร่าว ๆ แล้ว น่าจะมีไม่ต่ำกว่าร้อยโลง

     

    แม่งเอ๊ย! ผมเผลอสบถคำหยาบออกมา ดูเหมือนว่าต้าเหว่ยจะตกใจกับภาพที่เห็นตรงหน้าเช่นกัน ไม่กล้าพูดอะไรออกมา เกรงว่าจะไปรบกวนคนที่อยู่ในโลงศพ

     

    แสงไฟดับลง ทันใดนั้นความมืดมิดอันเงียบเชียบก็กลับมาเยือนอีกครั้ง

     

    ผมสะบัดนิ้วที่โดนไฟลวก แล้วรีบจุดไฟแช็กอีกครั้ง

     

    ผมกับต้าเหว่ยยืนหันหลังชนกัน หลังของผมเต็มไปด้วยเหงื่อเย็น ๆ ของต้าเหว่ยก็คงไม่ต่างกัน หลังของเขาเย็นเฉียบ

     

    “นี่นายกลัวแล้วเหรอ?” ผมพูดติดตลกเพื่อให้ตัวเองมีความกล้ามากขึ้น

     

    ต้าเหว่ยส่งเสียงฮึดฮัด “ทำไม นายไม่กลัวรึไง? อย่ามาทำเป็นเก่ง สมองนายดีกว่า รีบคิดหาวิธีออกจากที่นี่เร็ว”

     

    “จะมีวิธีอะไรได้ เจอขุนพลต้องใช้ขุนพลปราบ เจอน้ำท่วมต้องใช้ดินถม*[1] ถ้าเจอผีฉันจะจัดการเอง แต่ถ้าเจอผีดิบ นายตัวใหญ่กว่าก็ช่วยบังฉันไว้” ผมพูดติดตลกพลางใช้แสงไฟสำรวจแผ่นไม้ของโลงศพที่อยู่ห่างออกไปไม่ถึงเมตร โลงศพเหล่านี้น่าจะถูกวางทิ้งไว้เกินร้อยปีแล้ว รูปแบบของโลงศพก็แตกต่างกันไป มีทั้งของคนจนและคนรวย โลงศพไม้บางอันก็ผุพังลงมา ถูกโลงศพที่อยู่ด้านบนทับเอาไว้ เผยให้เห็นโครงกระดูกแห้ง ๆ ที่อยู่ข้างใน

     

    ผมค่อย ๆ หยิบเศษไม้ที่อยู่บนพื้นขึ้นมา ลองใช้ไฟแช็กจุด ถึงแม้ว่าทางเดินจะค่อนข้างชื้น แต่อากาศที่นี่แห้งผิดปกติ ผมได้แต่ด่าตัวเองอยู่ในใจว่าโง่มากจริง ๆ อากาศผิดปกติขนาดนี้ แต่กลับไม่รู้ตัว สมควรตายแล้วจริง ๆ ในเมืองที่แปลกประหลาดแบบนี้ ความประมาทเพียงเล็กน้อยอาจนำไปสู่ผลลัพธ์ที่คาดเดาได้ยาก ยิ่งอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่รู้ว่าข้างหน้าจะเป็นอย่างไร อีกทั้งยังมีคนไล่ตามมาแบบนี้ด้วย

     

    ในที่สุดเศษไม้ก็ติดไฟ ผมดับไฟแช็ก แบ่งให้ต้าเหว่ยอันหนึ่ง จากนั้นก็ฉีกเสื้อโค้ทที่ขาดเป็นชิ้น ๆ แล้วหาเศษไม้เพิ่มอีกเล็กน้อย แม้แต่กระดูกก็เอามาพันกับผ้าทำเป็นคบเพลิง แล้วท่องคาถาไล่ผีอยู่ในใจตลอดเวลา ผมทำไปเพราะจำเป็นจริง ๆ ขอท่าน ๆ ทั้งหลายอย่าได้ถือโทษโกรธเคืองเลย

     

    ขณะที่ผมกำลังก้มหน้าก้มตาทำคบเพลิงพลางท่องคาถาไล่ผีไปด้วยนั้น จี้หยกที่หน้าอกก็ร่วงหล่นลงมา มันทำจากหยกอุ่น ๆ เปล่งแสงสีขาวจาง ๆ ออกมาภายใต้แสงไฟ

     

    ผมทะนุถนอมจี้หยกที่ช่วยชีวิตผมไว้เสมอ จึงรีบยัดมันกลับเข้าไปในเสื้อ แต่เมื่อสัมผัสดูกลับรู้สึกร้อน มันไม่ได้ร้อนเหมือนถูกไฟลวก เพียงแค่รู้สึกว่ามันร้อนกว่าปกติ ผมรู้สึกแปลก ๆ ทุกครั้งที่มันมีอะไรผิดปกติ ก็มักจะมีเรื่องแปลก ๆ เกิดขึ้นเสมอ

     

    ผมรีบมองไปรอบ ๆ ต้าเหว่ยยังคงถือคบเพลิงที่เพิ่งทำเสร็จ เขาสะพายกระเป๋าผ้าที่โป่งพองออกมา ข้างในเป็นของที่ทั้งมีประโยชน์และไม่มีประโยชน์

     

    ไม่มีอะไรผิดปกติ โลงศพยังคงกองทับถมกันเป็นกำแพง เพียงแต่ตอนนี้มีแสงไฟแล้ว พอจะเห็นว่าสีโลงศพมันแตกต่างกัน มีทั้งสีม่วง สีทองอร่ามของคนรวย และโลงศพไม้ธรรมดาของคนทั่วไป พวกคริสเตียนเหล่านี้ คงไม่ใช่ว่าขุดสุสานแถวนี้ทั้งหมดเพื่อหาสมบัติหรอกนะ เมื่อหาสมบัติไม่เจอ กลับได้จัดนิทรรศการโลงศพร้อยโลงแทน พวกหน้าไหว้หลังหลอกเหล่านี้ แอบทำเรื่องชั่วช้าไว้มากมาย อยากจะบดขยี้ให้แหลกคามือจริง ๆ

     

    “นายเป็นอะไรไป?” ต้าเหว่ยเห็นผมเงียบไปจึงหันกลับมามอง ผมพันอันสุดท้ายเสร็จพอดี แต่มันก็พอใช้ได้แค่สักพัก ดังนั้นต้องรีบหาทางออกให้เจอก่อนที่คบเพลิงจะมอด

     

    “อย่ายืนอยู่เฉย ๆ ได้ไหม” ผมมัดคบเพลิงเข้าด้วยกัน ต้าเหว่ยถือคบเพลิงเดินนำหน้า ผมเดินตามหลังไปติด ๆ เดินผ่านไปมาระหว่างโลงศพ

     

    ดูเหมือนว่าผมจะประเมินที่นี่ผิดไป มันไม่ใช่ห้อง แต่เป็นทางเดินยาวผ่านเข้าไปในป่าโลงศพที่คดเคี้ยว ที่นี่มีโลงศพทั้งหมดกี่โลงกันแน่นะ?

     

    “ที่นี่น่าจะมีโลงศพไม่ต่ำกว่าพันโลงนะ” ต้าเหว่ยพูดเสียงเบา

     

    ดูเหมือนว่าเขาจะกลัวของพวกนี้ เดินไปก็มองหน้ามองหลังอย่างระมัดระวัง เกรงว่าจะไปรบกวนวิญญาณเข้า

     

    ผมส่งเสียง “อืม” เป็นการตอบรับ

     

    อากาศที่นี่ขุ่นมัวราวกับว่ามันลอยออกมาจากโลงศพพวกนี้ เหมือนกับว่าเอากระดูกมาบดเป็นผง แล้วโปรยไปในอากาศ หรือว่าอากาศที่ผมใช้หายใจอยู่ตอนนี้จะมีเศษซากของบรรพบุรุษเหล่านี้ปนอยู่

     

    ผมไม่กล้าคิดเลย ที่นี่มันแปลกประหลาดเกินไป

     

    “ข้างหน้าไม่มีทางไปแล้ว” ต้าเหว่ยหยุดเดินแล้วพูดขึ้นมาอย่างกะทันหัน

     

    [1] เจอขุนพลต้องใช้ขุนพลปราบ เจอน้ำท่วมต้องใช้ดินถม = การรู้จักวิเคราะห์ปัญหาและเลือกใช้วิธีแก้ไขที่เหมาะสมกับปัญหานั้น