หลังฝ่าศึกกับหุ่นเฝ้าเสามาทั้งสี่ตน
ผู้คนในกลุ่มต่างมีาแติดกายไม่น้อย
โลหิตบางส่วนยังไม่ทันแห้ง
ลมหายใจของหลายคนยังหนัก
ทว่าเมื่อมองประตูหินมหึมาที่ตั้งตระหง่านอยู่ตรงหน้า
ไม่มีผู้ใดใส่ใจาแเล็กน้อยเ่าั้อีก
เพราะสิ่งที่อยู่ตรงหน้านี้
ชัดเจนเกินกว่าจะเป็เพียงส่วนหนึ่งของแดนทดสอบชั้นนอก
ประตูสีดำหม่นสูงเกือบสิบจั้ง
กว้างหลายวา
ผิวของมันมิใช่หินหยาบสามัญ
หากแน่นละเอียดดุจเหล็กดำหลอมรวมกับศิลาโบราณ
ตรงกลางสลักภาพสัตว์โบราณเก้าตนล้อมกันเป็วง
เขี้ยว
กรงเล็บ
เขา
ปีก
เกล็ด
ดวงตา
ทุกส่วนถูกแกะสลักอย่างวิจิตรดุดันจนดูราวกับว่า หากมีโลหิตหยดลงบนรอยสลักเ่าั้เมื่อใด สัตว์ทั้งเก้าคงคำรามก้องแล้วหลุดออกมาจากบานประตูได้จริง
ที่ฐานประตูมีร่องเว้ารูปวงแหวนหนึ่งวง
ไม่ใหญ่ไม่เล็ก
อยู่ต่ำลงมาระดับเอวคน
และยิ่งมอง...ยิ่งรู้สึกว่าร่องนั้นเหมือน “รอ” สิ่งใดบางอย่างมาสวมแนบอย่างพอดี
สายตาของอี้ซินหยุดอยู่ที่ร่องวงแหวน
แหวนลึกลับโบราณที่นิ้วมือซ้ายเย็นวาบขึ้นอีกครั้ง
หยกดาราในชีพจรอุ่นเรื่อ
สิ่งลึกลับคล้ายไข่ในอกเต้นหนักเป็จังหวะสม่ำเสมอ
ทั้งสามสิ่งตอบสนองพร้อมกันโดยไม่มีข้อกังขา
ทว่าก่อนเขาจะก้าวเข้าไป
จ้าวคุนก็เป็ฝ่ายเอ่ยขึ้นก่อน
“อย่าเพิ่งแตะ”
น้ำเสียงของมันต่ำและเย็น
ทั้งยังแฝงความระวังชัดเจน
คนทั้งกลุ่มหันไปมอง
จ้าวคุนก้าวออกมาช้า ๆ แม้าแที่บ่ายังทำให้มันขยับแขนไม่ถนัดเต็มที่
ดวงตาของมันจับอยู่ที่ประตูโบราณอย่างไม่วางใจ
“ที่นี่ไม่เหมือนส่วนอื่นของแดนนี้” มันกล่าว “ผู้ใดแตะส่งเดช อาจปลุกค่ายกลที่หนักกว่าหุ่นทั้งสี่เมื่อครู่”
โจวเหอพยักหน้าทันที
หาใช่เพราะมันคิดได้เองไม่
แต่เพราะมันไม่อยากให้อี้ซินได้แตะต้องสิ่งตรงหน้าก่อนผู้ใด
สือเหยียนขมวดคิ้วเล็กน้อย
“คำนี้ก็ใช่ว่าจะไร้เหตุ”
หลินเซวียนมองรอยสลักสัตว์เก้าตนบนประตูอีกครา
ก่อนจะกลืนน้ำลายอย่างไม่ปิดบัง
“ข้าไม่เคยเห็นประตูของสถานที่ใดในแดนทดสอบสร้างเช่นนี้”
เยี่ยซูซินย่อตัวลงตรวจพื้นหินใกล้ประตู
ปลายนิ้วลูบผ่านรอยบิ่นและร่องร้าวหลายจุด
จากนั้นนางจึงกล่าวเบา ๆ
“ที่นี่เคยมีคนมา”
“และไม่ใช่เพียงหนึ่ง”
หานหลงซึ่งแขนยังพันผ้าอยู่หันขวับ
“เ้ารู้ได้อย่างไร”
เยี่ยซูซินชี้ไปยังพื้น
รอยบิ่นตรงฐานประตูนั้นมิได้เกิดจากกาลเวลาเพียงอย่างเดียว
บางรอยเป็แนวเฉือนตรง
บางรอยเป็รอยทะลวงลึก
บางรอยคล้ายสิ่งหนักมากกระแทกใส่หลายครั้ง
มีคนเคยพยายามเปิดประตูนี้
และส่วนใหญ่คงไม่สำเร็จ
หนิงเยว่อิงยืนมองอยู่ข้างอี้ซิน
แสงหม่นในโพรงหินตกต้องใบหน้างามเย็นของนางครึ่งหนึ่ง
ยิ่งขับให้คิ้วตาและสันจมูกงามคมประหนึ่งงานแกะสลักจากหยกหิมะ
นางมิได้ก้มตรวจพื้น
เพียงมองรอยสลักสัตว์โบราณเก้าตนอยู่ครู่หนึ่ง
ก่อนจะกล่าวขึ้นแ่เบา
“บนประตูมีค่ายกลปิดผนึกอยู่จริง”
“แต่ค่ายกลนี้ไม่ได้ถูกสร้างไว้เพื่อฆ่าผู้บุกรุกั้แ่แรก”
จ้าวคุนหันไปมองนางทันที
“เช่นนั้นเพื่ออะไร”
หนิงเยว่อิงเหลือบตามองมันเพียงครู่เดียว
แววตาเย็นสงบดังสายน้ำค้างก่อนรุ่งสาง
“เพื่อคัดเลือก” นางตอบ
คำตอบนั้นทำให้บรรยากาศยิ่งนิ่งหนักขึ้น
อี้ซินมองประตูอีกครา
จากนั้นจึงก้าวเข้าไปสองก้าวโดยไม่รีบร้อน
จ้าวคุนเอ่ยลั่น
“อี้ซิน!”
อี้ซินไม่หันกลับ
เพียงกล่าวเรียบ ๆ
“เ้ากลัวก็ถอยไป”
จ้าวคุนใบหน้ามืดลงทันที
แต่คราวนี้มันมิได้สวนในทันที
เพราะหลังผ่านหุ่นสี่ตนมาแล้ว แม้มันยังไม่ยอมรับด้วยปาก
ลึกในใจก็เริ่มรู้แล้วว่า ในสถานที่เช่นนี้ การพุ่งเอาชนะกับคนตรงหน้าโดยไร้สติ มีแต่จะฆ่าตนเองก่อน
อี้ซินหยุดยืนหน้าแผ่นประตู
ระยะใกล้เช่นนี้
แรงกดเก่าแก่จากรอยสลักทั้งเก้าชัดเจนขึ้นอีกมาก
ราวกับดวงตาของสัตว์โบราณเ่าั้กำลังจับมองเขาเงียบ ๆ อยู่จริง
เขายกมือซ้ายขึ้นช้า ๆ
ปลายนิ้วแตะแหวนลึกลับโบราณเบา ๆ
ยังไม่ถึงเวลาลองสวมมันลงร่อง
เขาต้องแน่ใจก่อน
เพียงครู่เดียว
ความรู้สึกหนึ่งก็แล่นผ่านสติอีกครั้ง
ไม่ใช่ห้วงว่างในแหวน
แต่เป็ภาพรอยเส้นบาง ๆ
เส้นแสงสีเงินอมคราม
หมุนวน
แยก
คล้ายลวดลายบางอย่างบนท้องฟ้ายามค่ำ
อี้ซินหรี่ตาลง
รอยเส้นนี้...เขาเคยเห็น
มิใช่ที่ประตู
หากในหยกดารา
ความทรงจำเก่าจากหุบเหวมรณะพลันหวนกลับ
หลังตกลงสู่หุบเหวในวันนั้น
กายเขาแทบแหลกสลาย
ชีพจรทั่วร่างปั่นป่วน
ลมหายใจติดขัดราวจะขาดทุกเมื่อ
เขารอดตายมาได้เพราะหยกดาราอุ่นวาบขึ้นกลางอก
พาเขาเข้าสู่ความมืดลึกที่ไม่รู้ว่าเป็ฝัน สมาธิ หรืออีกโลกหนึ่งกันแน่
ในความมืดนั้น
เขาเคยเห็นรอยแสงดาราวาดผ่านมากมาย
บางเส้นทอดตรง
บางเส้นหมุนวน
บางเส้นซ้อนทับกันเป็รูปเท้าที่คดเคลื่อนดุจหมอก
เร็วเกินมอง
ลึกล้ำเกินเข้าใจ
คราแรก เขาเพียงจดจำได้เป็เศษเสี้ยว
คราต่อมา ยามฝึกโคจรปราณลำพังในห้อง เขาจึงลองขยับเท้าตามรูปเส้นเ่าั้ครั้งแล้วครั้งเล่า
พลาดบ้าง
ล้มบ้าง
เืลมปั่นป่วนบ้าง
แต่ทุกครั้งที่ขยับได้ถูกส่วนใดส่วนหนึ่ง
หยกดาราในชีพจรกลับตอบรับด้วยความอุ่นแ่
และร่างกายของเขาก็เบาขึ้นเร็วกว่าก่อนเล็กน้อย
อี้ซินมิได้ “ได้ท่าร่างลึกลับมาแบบไร้ที่มา”
หากเขาเรียนรู้เศษเสี้ยวของมันจากรอยสลักในหยกดารา
ผ่านการลองผิดลองถูก
ผ่านการฝึกซ้ำยามไร้ผู้คน
ผ่านความเจ็บและความผิดพลาดนับครั้งไม่ถ้วน
จนในที่สุด
เขาจึงพอคว้าส่วนต้นของมันไว้ได้เพียงก้าวแรก
แม้มันยังห่างไกลคำว่าสมบูรณ์
แต่ก็เพียงพอให้ฝีเท้าของเขาเร็ว วูบ และคาดเดายากกว่าผู้คนระดับเดียวกันมาก
ตอนนั้นเอง เขาตั้งชื่อมันในใจตามรอยเส้นที่เคยเห็นไว้เงียบ ๆ ว่า
ท่าเท้าสิบดารากลืนฟ้า
ทว่าที่ใช้ได้จริงในยามนี้
ยังเป็เพียงเงาจางที่สุดของขั้นแรกเท่านั้น
ความทรงจำหายวาบไปในชั่วอึดใจ
อี้ซินลืมตาขึ้นอีกครา
สายตาของเขาจับอยู่ที่รอยสลักวงแหวนบนประตูแน่นกว่าเดิม
รอยเส้นที่สลักอยู่รอบร่องนั้น
บางส่วนตรงกับเส้นทางการเคลื่อนเท้าที่เขาเคยถอดออกจากหยกดาราอย่างน่าประหลาด
มู่เจิ้งซึ่งยืนอยู่ไกลออกไปเผลอถามขึ้น
“เ้าพบอะไรหรือ”
อี้ซินไม่ตอบตรง
เพียงกล่าวว่า
“บนประตูมีรอยสลักซ้ำกับบางสิ่งที่ข้าเคยเห็น”
จ้าวคุนหรี่ตา
“บางสิ่งใด”
อี้ซินหันกลับมามองมันเพียงครู่
แล้วตอบเรียบ
“ของข้า”
คำตอบนั้นสั้น
แต่ตัดบททุกความอยากซักของอีกฝ่ายในคราวเดียว
จ้าวคุนเย็นวาบในอก
เพราะมันได้ยินชัดว่า คนตรงหน้าไม่มีความคิดจะเปิดเผยสิ่งใดให้มันรับรู้แม้แต่น้อย
สือเหยียนเดินเข้ามาใกล้ขึ้นเล็กน้อย
ลดเสียงลง
“เ้าคิดจะลองเปิดหรือ”
“อืม”
“มีมั่นใจเท่าใด”
อี้ซินมองร่องวงแหวนอีกครา
ก่อนตอบตรงตามจริง
“ไม่ถึงครึ่ง”
หลินเซวียนได้ยินดังนั้นก็หน้าเปลี่ยน
“ไม่ถึงครึ่งก็จะลอง?”
อี้ซินมิได้หันไปมอง
“ที่นี่ไม่มีทางให้มั่นใจเต็มส่วนอยู่แล้ว”
คำพูดนี้ตรงเกินเถียง
หนิงเยว่อิงพลันก้าวเข้ามาข้างเขาอีกครา
นางหยุดห่างเพียงครึ่ง่แขน
กลิ่นเย็นสะอาดจาง ๆ จากกายของนางพลันแทรกอยู่ในกลิ่นหินเก่าและโลหิตจนชัดเจนอย่างประหลาด
“หากจะลอง” นางกล่าว “อย่าวางแหวนลงในร่องทันที”
อี้ซินเหลือบมองนาง
“เหตุใด”
“ดูรอยสลักรอบวงก่อน” นางตอบ “มันไม่ใช่แค่ช่องใส่แหวน แต่เป็ส่วนหนึ่งของค่ายกล”
“หากเ้าฝืนวางส่งเดช ประตูอาจไม่เปิด...แต่อาจดูดพลังจากเ้าจนหมดแทน”
น้ำเสียงของนางยังเย็นดังเดิม
แต่หาใช่คำเตือนลอย ๆ ไม่
เพราะดวงตาคู่นั้นจับอยู่ที่รอยสลักอย่างจริงจัง
อี้ซินจึงก้มลงมองตามอีกครั้ง
รอบร่องวงแหวนมีเส้นเล็กมากอยู่เก้าชั้น
แต่ละชั้นโยงต่อกับภาพสัตว์โบราณคนละตน
เส้นเหล่านี้มิใช่วาดสุ่ม
หากมีลำดับ
และยิ่งเพ่งมอง
อี้ซินก็ยิ่งพบว่า เส้นลำดับบางส่วนสอดคล้องกับรูปแบบการหมุนเวียนปราณที่เขาเคยฝึกจากหยกดารา
หยกดารา
รอยสลักบนประตู
แหวนลึกลับโบราณ
สิ่งคล้ายไข่ในอก
ทุกอย่างกำลังโยงเข้าหากันทีละส่วนอย่างเงียบงัน
อี้ซินไม่เสียเวลาอีก
เขายกเท้าถอยออกมาหนึ่งก้าว
จากนั้นหลับตาลงช้า ๆ
ผู้คนรอบด้านต่างชะงัก
จ้าวคุนขมวดคิ้ว
“มันจะทำอะไร”
ไม่มีผู้ใดตอบมัน
เพราะครานี้แม้แต่สือเหยียนเองก็จับตาอี้ซินไม่กะพริบ
อี้ซินปล่อยลมหายใจออกช้า ๆ
หยกดาราในร่างค่อย ๆ อุ่นขึ้น
เส้นทางรอยแสงดาราที่เคยเห็นในความมืดลึกวันนั้นค่อย ๆ ปรากฏในจิตอีกครั้ง
ก้าวแรก
เฉียงครึ่งส่วน
หมุนเอว
เปลี่ยนน้ำหนัก
ถอน
แทรก
วน
ฝ่าเท้าของเขาเริ่มขยับช้า ๆ บนพื้นหินหน้าแผ่นประตู
มิใช่การวิ่ง
มิใช่การพุ่ง
แต่เป็การก้าวตามจังหวะลึกลับบางอย่าง
ก้าวแรกตรงกับรอยเส้นชั้นนอกสุด
ก้าวที่สองตัดเฉียงสู่แนวสัตว์ตนที่สอง
ก้าวที่สามหมุนกลับ
ก้าวที่สี่พาดผ่านศูนย์กลาง
ก้าวที่ห้าถอนหลบครึ่งวง
ก้าวที่หกดันซ้ำกลับเข้าไป
ทุกก้าวของเขาเบา
แม่น
ไม่เร็วถึงกับมองไม่เห็น
แต่กลับทำให้ผู้คนรู้สึกว่าร่างของเขาพร่าเลือนไปเล็กน้อยอย่างประหลาด
หนิงเยว่อิงเห็นดังนั้น แววตานิ่งเย็นของนางก็ไหววาบเป็ครั้งแรก
ไม่ใช่เพราะนางมองไม่ทัน
แต่เพราะ “จังหวะเท้า” ของอี้ซินนั้นมีร่องรอยของวิชาเก่าแก่บางอย่างซ่อนอยู่
จ้าวคุนยิ่งมองยิ่งขมวดคิ้ว
เพราะตอนนี้มันพอเข้าใจแล้วว่า ฝีเท้าวูบรวดเร็วของอี้ซินมิใช่พร์ล้วน ๆ
หากเป็รากวิชาบางอย่างที่มันไม่เคยเห็นมาก่อน
หลินเซวียนถึงกับกลั้นหายใจ
สือเหยียนเองก็ดวงตาวูบหนัก
เพราะั้แ่รู้จักกันมา เขาเห็นอี้ซินใช้ฝีเท้ารวดเร็วหลายครั้ง
แต่ไม่เคยเห็น “ต้นทาง” ของมันชัดเจนเช่นนี้มาก่อน
ก้าวที่เจ็ด
แปด
เก้า...
เมื่ออี้ซินก้าวถึงจังหวะสุดท้าย
อักขระรอบร่องวงแหวนบนประตูก็พลันเรืองแสงทีละชั้น
แสงแรกสีเทาเงิน
แสงที่สองสีครามหม่น
แสงที่สามสีแดงเข้มจาง ๆ
ผู้คนทั้งกลุ่มถึงกับสูดหายใจพร้อมกัน
เพราะประตูที่เดิมเงียบงัน
บัดนี้ “ตอบสนอง” จริงแล้ว
อี้ซินลืมตา
หยุดยืนตรงหน้าร่องวงแหวนอีกครา
หยดเหงื่อบาง ๆ ซึมขึ้นที่ขมับ
ไม่ใช่เพราะการก้าวเท้าเมื่อครู่ใช้แรงกายมาก
หากเป็เพราะทุกก้าวนั้นดึงลมปราณในร่างไปอย่างแม่นยำยิ่ง
ผิดพลาดเพียงเสี้ยวหนึ่ง ค่ายกลอาจไม่เปิดหรือย้อนทำร้ายตนเองได้
หนิงเยว่อิงกล่าวเบา ๆ
“ตอนนี้”
อี้ซินไม่ลังเลอีก
เขาถอดแหวนลึกลับโบราณออกจากนิ้ว
แล้วค่อย ๆ วางลงในร่องนั้น
ทันทีที่แหวนแตะลงพอดี
ครืนนนน—
ทั้งแผ่นประตูพลันสั่นะเื
แสงทั้งเก้าชั้นเรืองขึ้นพร้อมกัน
รอยสลักสัตว์โบราณทั้งเก้าตนบนประตูเหมือนมีชีวิตขึ้นชั่วครู่
เขี้ยว กรงเล็บ และดวงตาของพวกมันลุกวาบด้วยแสงสีต่างกัน
แรงกดเก่าแก่สายหนึ่งพุ่งกดลงมาจากเบื้องบนจนหลายคนถึงกับต้องย่อเข่า
หลินเซวียนหน้าเผือด
หานหลงร้องอุทานลั่น
โจวเหอเกือบทรุดลงกับพื้นในทันที
แต่อี้ซินยังยืนอยู่ที่เดิม
แม้ไหล่จะหนักราวถูกูเากด
แม้ลมหายใจจะฝืดขึ้นหลายส่วน
แต่หยกดาราในร่างกลับอุ่นเรื่อยขึ้น
สิ่งคล้ายไข่ในอกเต้นแรงและมั่นคง
คล้ายกำลังรับแรงกดนั้นไว้ส่วนหนึ่ง
จ้าวคุนมองภาพนั้น ดวงตาแดงวาบด้วยทั้งตะลึงและริษยา
ทำไมอีกแล้ว...
ทำไมประตูนี้จึงตอบรับมัน
ทำไมแหวนถึงอยู่ในมือมัน
ทำไมแม้แต่ก้าวเท้าเปิดค่ายกล มันยังทำได้
คำถามทั้งหมดแผดร้องอยู่ในใจมัน
แต่ไม่มีคำตอบแม้แต่ข้อเดียว
แล้วเสียงแตกดังต่ำลึกก็ดังมาจากกลางประตู
แคร่ก...
รอยแยกเส้นหนึ่งค่อย ๆ ผ่าออกจากกลางวงสัตว์เก้าตน
จากเส้นบางขยายเป็ช่อง
จากช่องขยายเป็ประตูเปิดออกช้า ๆ
ลมเย็นยิ่งกว่าหมอกด้านนอกพุ่งออกมาในทันที
แฝงกลิ่นเก่าแก่ลึกล้ำกว่าทุกส่วนของแดนที่พวกเขาเคยผ่าน
อีกฟากของประตูมิใช่ห้องหินแคบหรือทางเดินธรรมดา
หากเป็โถงกว้างมืดลึกที่มองไม่เห็นสุดสายตา
ตรงกลางโถงมีสะพานหินทอดยาวไปเบื้องหน้า
ใต้สะพานเป็เหวสีดำที่ไม่มีผู้ใดเห็นก้น
และบนผนังโถงทั้งสองข้าง
มีภาพสลักสัตว์โบราณขนาดมหึมาซ้อนกันเป็ชั้น ๆ
บางตนแผ่ปีก
บางตนม้วนกาย
บางตนชูเขี้ยวแหงนสู่ฟ้า
ยิ่งใหญ่
เก่าแก่
น่าหวั่นเกรง
เพียงมองก็รู้ว่า ที่นี่ต่างหาก...คือเขตที่แท้จริง
อี้ซินจ้องโถงนั้นนิ่ง
ในอกของเขา สิ่งคล้ายไข่เต้นขึ้นชัดกว่าทุกครา
แหวนลึกลับโบราณซึ่งยังวางคาอยู่ในร่องของประตูก็เย็นจัดจนเกือบเป็น้ำแข็ง
หนิงเยว่อิงมองโถงเบื้องในอยู่ครู่หนึ่ง
แววตาเย็นสงบของนางกลับมีคลื่นไหวอีกครั้ง
ครานี้ชัดกว่าคราก่อน
“ในที่สุด...” นางกล่าวเบา ๆ
สือเหยียนถามทันที
“เ้ารู้จักที่นี่?”
หนิงเยว่อิงกลับไม่ตอบคำถามนั้น
เพียงหันมามองอี้ซิน
“เ้าดึงแหวนกลับมาได้หรือไม่”
อี้ซินลองแตะที่แหวน
มันไม่ติดแน่น
แต่ก็ไม่ยอมหลุดออกทันทีเช่นของธรรมดา
เขาส่งลมปราณเบา ๆ เข้าไป
แหวนจึงคลายตัวออกช้า ๆ และหลุดกลับมาสู่นิ้วเขาดังเดิม
ทันทีที่แหวนกลับมาอยู่ที่นิ้ว
ภาพลวงเรืองแสงบนประตูก็ดับลง
แต่ประตูกลับยังคงเปิดค้างอยู่
จ้าวคุนเห็นดังนั้น
ใจยิ่งคันร้อนเหมือนไฟเผา
ถ้าแหวนอยู่ในมือมัน
ผู้ที่เปิดประตูนี้ได้ก็คงเป็มัน!
ทว่าในความเป็จริง
ตอนนี้มันทำได้เพียงยืนมองหลังของอี้ซินด้วยแรงอาฆาตที่ยิ่งทวีขึ้นทุกขณะ
อี้ซินเก็บแหวนลึกลับโบราณกลับสู่มือซ้าย
จากนั้นจึงก้าวไปยืนตรงปากทางเข้าสะพานหิน
ลมเย็นจากเหวด้านล่างพัดขึ้นมาปะทะใบหน้า
เบื้องหน้าเป็โถงลึกและสะพานทอดยาว
เงามืดด้านในนิ่งเกินไป
แต่ในความนิ่งนั้นกลับซ่อนแรงเรียกบางอย่างที่เขารู้สึกได้ชัดขึ้นเรื่อย ๆ
เขาหันกลับมามองคนทั้งกลุ่ม
“จากตรงนี้ไป” เขากล่าวเรียบ “ผู้ใดไม่อยากเสี่ยง จงรออยู่ด้านนอก”
หลินเซวียนลังเลชั่วครู่
แต่สุดท้ายกัดฟันส่ายหน้า
สือเหยียนยิ่งไม่ต้องถาม
เยี่ยซูซินมองโถงมืดด้วยแววตาหวั่นลึกแต่ยังไม่ถอย
หานหลงเองแม้าเ็ก็ยังเลือกยืนต่อ
จ้าวคุนแค่นหัวเราะเย็น
“เปิดถึงเพียงนี้แล้ว เ้าคิดว่าข้าจะปล่อยให้เ้าเข้าไปคนเดียวหรือ”
โจวเหอแม้สีหน้าไม่ดีนัก
แต่เมื่อเห็นจ้าวคุนก้าวขึ้น มันก็จำต้องตาม
หนิงเยว่อิงมิได้เอ่ยคำใด
เพียงก้าวขึ้นมายืนข้างอี้ซินอีกครั้ง
เสี้ยวใบหน้างามเย็นของนางต้องแสงหม่นจากโถงจนดูราวจันทร์ในคืนหิมะ
อี้ซินมองนางแวบหนึ่ง
ก่อนหันกลับสู่สะพานหิน
จากนั้นเขาก็ก้าวนำเข้าสู่โถงเบื้องในเป็คนแรก
เสียงฝีเท้าแรกของเขากระทบสะพานหินดังแ่ลึก
แล้วสะท้อนกลับไปไกลอย่างประหลาด
ทั้งกลุ่มทยอยตามเข้าไปทีละคน
และเมื่อคนสุดท้ายก้าวพ้นประตู
บานประตูเก้าสัตว์ด้านหลังก็ค่อย ๆ ปิดลงเองโดยไร้ผู้แตะต้อง
ครืนนนน...
เสียงนั้นก้องยาวอยู่ในโถงมืด
คล้ายการตัดขาดจากโลกภายนอกอย่างสมบูรณ์
ครานี้
แม้อยากถอย
ก็มิใช่เื่ง่ายอีกแล้ว