ไม่นานจากนั้น รถของผมก็แล่นอยู่บนถนนยามค่ำคืน ไฟถนนสองข้างทางทอดยาวเป็นเส้นสายสลับกับเงามืดที่ค่อย ๆ เคลื่อนผ่านไป
ในขณะที่ผมกำลังจับพวงมาลัย จ๋าที่นั่งข้าง ๆ กลับดูเมามากกว่าเดิม เธอเอนตัวไปกับเบาะ ร้องเพลงเสียงดังอย่างสนุกสนาน เสียงหัวเราะและท่อนเพลงที่หลุดออกมาไม่เป็นจังหวะทำให้บรรยากาศในรถเต็มไปด้วยความวุ่นวายปนขบขัน
ผมเหลือบตามองเธอเป็นระยะ รู้สึกทั้งเอ็นดูและกังวลในเวลาเดียวกัน
ผมก็อดหัวเราะไม่ได้กับอาการเมามายของเธอ บางครั้งจ๋าก็หันมาขอร้องให้ผมร้องเพลงด้วย แต่ผมก็ปฏิเสธไปทุกครั้ง
จ๋าตอนที่เมา…แตกต่างจากตอนที่ไม่เมาอย่างสิ้นเชิง ราวกับเป็นอีกคนหนึ่งที่ไม่ยอมฟังใคร เถียงทุกคำ พูดสวนทุกประโยค จนผมได้แต่ยิ้มบาง ๆ อย่างเอ็นดูและปล่อยให้เธอเป็นไปตามอารมณ์
ไม่นานนัก ความเหนื่อยล้าก็เริ่มปรากฏ เธอเอื้อมมือไปปิดเพลง เสียงในรถพลันเงียบลง ท่าทีของเธอดูสงบลงอย่างเห็นได้ชัด ราวกับพลังงานที่พลุ่งพล่านเมื่อครู่ถูกใช้ไปจนหมดสิ้น
หลังจากเงียบไปนาน จ๋าก็เอ่ยถามเสียงแผ่ว ราวกับพึมพำไปกับความมืดนอกกระจกรถ “น้องมีแฟนรึยัง…”
สายตาของเธอทอดออกไปไกล ไม่หันมามองผม
ผมเหลือบมองเธอแวบหนึ่ง ก่อนตอบด้วยน้ำเสียงเรียบง่าย “ไม่มีครับ…ทำไมเหรอครับ”
“ถึงว่าล่ะ…ทำไมถึงมากับพวกพี่ได้” จ๋าพึมพำเบา ๆ ก่อนจะเงียบไปครู่หนึ่ง แล้วถามต่อด้วยเสียงที่แผ่วลง “แล้วแฟนคนล่าสุด…เลิกไปนานแล้วรึยัง”
ผมตอบออกไปโดยไม่ได้คิดอะไรนัก “ผมจำไม่ได้ว่าเคยมีแฟน”
จ๋าหันหน้ามาทางผมทันที ใบหน้านิ่งแต่ดวงตาเยิ้มด้วยฤทธิ์แอลกอฮอล์ “แปลว่า…เลิกไปนานมากจนจำไม่ได้เลยงั้นเหรอ”
ผมหัวเราะออกมาเบา ๆ ก่อนจะโกหกไปว่า “ก็ประมาณนั้นครับ”
จ๋าขมวดคิ้วเล็กน้อยเหมือนกำลังคิดตาม ก่อนจะพูดเสียงแผ่วแต่จริงจัง “น้องเพิ่งอายุ 25…โห้ มีตั้งแต่ก่อนอายุ 20 อีกเหรอ ก็คงใช่แหละ หน้าตาดีขนาดนี้”
เธอพูดพลางจ้องมาที่ผมด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความสนใจ แม้ดวงตาจะเยิ้มเพราะฤทธิ์แอลกอฮอล์
ผมฟังที่เธอพูดแล้วก็รู้สึกว่าเธอเริ่มพูดไปเรื่อย ไม่ได้คิดอะไรมากนัก คำพูดที่พรั่งพรูออกมาน่าจะเป็นผลจากอาการเมาที่ทำให้เธอปล่อยใจไปตามความคิดโดยไม่ทันกรอง
ผมถามกลับขณะที่เธอยังจ้องผมอยู่ “แล้วพี่ล่ะครับ มีแฟนหรือเปล่า” แล้วหันไปสบตาเล็กน้อยแล้วหันกลับ
เธอยิ้มออกมา เล็กน้อย ผมเห็นจากหางตา แล้วเธอก็เอ่ยว่า “คุยกันเฉย ๆ เรียกว่าแฟนได้ไหม”
ผมตอบกลับทันควันโดยไม่คิดมาก “คุยกันเฉย ๆ ก็เรียกว่าแฟนได้นะครับ…”
จ๋ายังคงมองผมด้วยใบหน้านิ่ง แต่ดวงตายังเยิ้ม เธอพูดออกมาอย่างตรงไปตรงมา ราวกับไม่ได้ตั้งใจเน้นย้ำอะไร “แต่ไม่เคยไปกินข้าวด้วยกัน…ไม่เคยไปดูหนังด้วยกัน…อือ…ไม่เคยไปเที่ยวด้วยกัน และก็ไม่เคยมีอะไรกันด้วยนะ”
ผมเลิกคิ้วขึ้นทันควันพร้อมกับหันไปมองเธอทันที แต่ก็ต้องรีบหันกลับมามองถนนอย่างรวดเร็ว “เอ่อ... จริงเหรอครับ” ผมถามกลับ “แล้วไม่มีคนมาจีบพี่บ้างเลยเหรอครับ”
“ก็... มีนะ”
จ๋าพูดพลางเอนหลังพิงพนัก สายตามองตรงไปข้างหน้า “แต่ก็น้อยนะ ลองคิดดูสิ ตั้งแต่ต้นปีจนจะขึ้นปีใหม่แล้ว แทบจะไม่มีใครมาจีบเลย” จ๋าหยุดพูดแล้วถอนหายใจแผ่วเบา “แต่คนล่าสุดที่เข้ามาจีบก็ไม่ใช่สเปกพี่ พี่เลยไม่ได้คุยด้วย”
“อะไรนะ!” ผมตอบกลับด้วยความตกใจ “สวยขนาดนี่ ไม่มีคนมาจีบพี่”
“ใช่ไหมล่ะ” จ๋าพูดพลางเชิดหน้าเล็กน้อย “พี่ก็สวยใช้ได้อยู่นะ หน้าอกก็เต็มมือเลยล่ะ” เธอยกมือขึ้นกุมหน้าอกตัวเองแล้วออกแรงนวดคลึงเบา ๆ ขณะที่พูด “ผิวก็ขาว ก้นก็มี” จ๋าลดมือลงไปที่ต้นขา แล้วลูบไล้ลงไปถึงบั้นท้ายก่อนจะบีบกระชับเบา ๆ
การแสดงท่าทางประกอบคำพูดของจ๋า มันช่างเย้ายวนสายตาผมเหลือเกิน แต่เพราะกำลังขับรถอยู่ ผมจึงทำได้เพียงเหลือบมองเธอเป็นระยะ ไม่อาจจ้องเต็มตาได้
ไม่ทันที่ผมจะได้ตอบ เธอก็เอ่ยขึ้นเสียงเบา ราวกับพึมพำไปกับความเงียบในรถ “บางทีพี่ก็อยากมีแฟนนะ…อยู่คนเดียวมันก็เหงา ไปไหนมาไหนเห็นคนอื่นเขามากันเป็นคู่พี่ก็อิจฉา”
คำพูดนั้นตามมาด้วยเสียงถอนหายใจอีกครั้ง
“ตอนนี้ก็อายุ 35 แล้ว…” จ๋าพูดเสียงเบา “พี่ไม่อยากมีแฟนตอน 40 เดี๋ยวแก่เกินไป ไม่มีแรงเอา…พี่ยังอยากไปเที่ยวกับแฟน ไปดูหนังกับแฟน อยากทำอะไรที่คนเป็นแฟนกันเขาทำกันรวมถึงเรื่องบนเตียงด้วย”
คำพูดนั้นเหมือนการสารภาพที่หลุดออกมาจากใจ เธอถอนหายใจเบา ๆ สายตายังคงทอดออกไปนอกกระจก
ผมฟังเธอบ่นพึมพำไปเรื่อย ๆ จนในที่สุดรถก็เลี้ยวเข้ามาจอดหน้าบ้านของเธอ ตอนนี้จ๋าเมามาก แม้จะยังพอมีแรงเดิน แต่ก้าวเท้าแต่ละก้าวกลับดูโอนเอนจนทำเอาผมเสียววาบอยู่ตลอดเวลา
ผมจึงรีบเดินเข้าไปพยุงร่างเธอไว้ แขนของเธอพาดอยู่บนไหล่ผม เสียงหัวเราะเล็ก ๆ ของเธอยังหลุดออกมาเป็นระยะ แม้จะเหนื่อยล้าเต็มทีแล้วก็ตาม
บรรยากาศรอบบ้านเงียบสงบ มีเพียงเสียงรองเท้าของเราที่กระทบพื้นและเสียงลมหายใจของเธอที่ดังใกล้ ๆ ผมพยุงเธอเข้าถึงหน้าบ้าน
หลังจากปลดล็อกประตูอยู่สักพัก ผมก็พยุงร่างจ๋าเข้าไปที่โซฟาหน้าทีวี ดูแล้วน่าจะเป็นห้องนั่งเล่น เธอเอนตัวลงไปอย่างเชื่องช้า ร่างกายหนักอึ้งจากฤทธิ์แอลกอฮอล์
แต่ทันทีที่ผมกำลังจะปล่อยมือ เธอกลับคว้าท้ายทอยผมลงมาอย่างไม่ทันตั้งตัว ใบหน้าของเธออยู่ใกล้จนสัมผัสได้ถึงลมหายใจอุ่น ๆ ที่แผ่วเบา “น้องวายุ…อย่าเพิ่งไปสิ” เธอเอ่ยด้วยเสียงแผ่วพร่า
“ทำไมเหรอครับ” ผมถามพลางหัวเราะเบา ๆ
“จูบพี่หน่อยสิ” เธอเอ่ยขึ้น
ผมหยุดหัวเราะทันที หัวใจเต้นแรงขึ้น ทั้งที่รู้ว่าเธออาจจะพูดเพราะฤทธิ์แอลกอฮอล์
“คุณ... เมาแล้วนะครับ” ผมพยายามดึงสติเธอ แต่ก็ไม่ได้ขยับตัวออกห่าง
ใบหน้าของเธอใกล้เข้ามาอีกนิด ดวงตาคู่หวานจ้องมองผมอย่างไม่ลดละ ในความมืดสลัวภายในห้องนั่งเล่น กลิ่นหอมจาง ๆ ผสมกับกลิ่นเหล้าอ่อน ๆ ชวนให้สติผมพร่าเลือน
“ไม่ได้เมาสักหน่อย” เธอเถียง เสียงแหบพร่า “แค่... อยากจูบ” เธอเว้นจังหวะหายใจ “ให้พี่จูบได้ไหม แค่ครั้งเดียว”
เธอเงียบและจ้องมองผมอยู่แบบนั้น ก่อนจะเน้นย้ำคำพูดของเธอ “แค่ครั้งนี้ครั้งเดียวเท่านั้น”
จ๋าโน้มตัวเข้ามาหาอย่างช้า ๆ ผมไม่รู้ว่าควรจะหลบ หรือควรปล่อยให้ตัวเองอยู่เฉย ๆ ดี จนกระทั่งริมฝีปากนุ่มชื้นของเธอแตะลงมาที่ปากผมแผ่วเบา
ไม่กี่วินาทีต่อมา จ๋าก็ผละจูบออก “ทำแบบนี้ใช่ไหม” เธอถาม
“ใช่แล้วครับ” ผมเอ่ยตอบ ก่อนจะทรุดตัวนั่งลงที่โซฟาแนบชิดร่างของจ๋า ผมไม่รอช้า กลับเข้าไปจูบเธออีกครั้งด้วยอารมณ์ของผมเอง
ตอนนี้ผมอดใจไม่ไหวแล้ว ความรู้สึกนี้มันก่อตัวขึ้นมาตั้งแต่ตอนอยู่บนรถ ตั้งแต่ที่เธอเริ่มพูดว่าไม่เคยมีอะไรกับแฟนเลยสักครั้ง และอยากจะมี
ประสบการณ์นั้นบ้าง
ในใจผมคิดว่าเธอคงกำลังบอกผมทางอ้อมว่าอยากจะมีอะไรกัน ตอนแรกผมไม่ได้คิดอะไรมากนัก เพราะคิดว่าเป็นแค่อาการเมาของเธอ แต่เมื่อสักครู่นี้ที่เธอขอให้ผมจูบ มันราวกับเป็นการยืนยันความคิดของผมทั้งหมด
มาถึงจุดนี้ ผมเองก็หยุดตัวเองไม่ได้แล้วเช่นกัน ถึงแม้จะรู้ว่าเธอยังคงอยู่ในสภาพที่มึนเมาก็ตาม