จารึกที่ 7 : หัวใจศิลาและน้ำตาแห่งความสูญเสีย : การฟื้นฟูพู่กันขั้นต้น
ในยามวิกาลที่ดวงจันทราลอยเด่นกลางเวหา แสงสีเงินยวงสาดส่องลอดผ่านแมกไม้ลงมากระทบผืนธรณีในป่ารกร้าง ความเงียบสงัดเข้าปกคลุมสรรพสิ่ง มีเพียงเสียงหอบหายใจรวยรินของเด็กหนุ่มและเสียงวิหคราตรีที่เริ่มกรีดปีกขับขาน อาเจียยังคงนั่งพิงต้นไม้ใหญ่ มือข้างหนึ่งกำเศษเหล็กบิ่นๆ ที่เก็บได้จากดาบของนักฆ่าไว้แน่นประหนึ่งสมบัติล้ำค่า ส่วนอีกข้างประคองกล่องไม้ราคา 40 ตำลึงด้วยแววตาอาลัยอาวรณ์
"เหล็กชั้นดีจากสำนักหออัคคีทมิฬ... น่าจะขายให้ร้านตีเหล็กได้สัก 50 อีแปะ..." อาเจียพึมพำพลาง "ดีดลูกคิดรางแก้ว"ในสมอง ด้วยความหน้าเงินที่ยังคงทำงานอย่างแข็งขันแม้ในยามเหนื่อยล้าเจียนตาย "แต่เมื่อหักลบกับ 40 ตำลึงที่จ่ายไป... ขาดทุนย่อยยับ! ขาดทุนป่นปี้จนข้าอยากจะกระอักเืออกมาจริงๆ!"
[เลิกคร่ำครวญเหมือนสตรีขี้แยเสียที!] เสียงของ มู่เฉิน ตวาดดุขึ้นในห้วงจิติญญาด้วยความระอา [เ้ารู้หรือไม่ว่าสิ่งที่อยู่ในมือเ้านั้นมีค่ามากกว่าทองคำทั้งเมืองหลินรวมกันเสียอีก!]
อาเจียขมวดคิ้วด้วยความสงสัยแต่ก็ยอมเปิดกล่องไม้ ชิ้นส่วน มารศิลา (石傀 - สือขุ่ย) แห่งยุคา สีดำทมึนนอนสงบนิ่งอยู่ภายใน ผิวััของมันเย็นเยียบและหยาบกร้าน ทว่าเมื่อพินิจดูดีๆ ภายใต้แสงจันทร์ รอยจารึกที่ดูคล้ายรอยขีดข่วนกลับเริ่มเรืองแสงสีม่วงจางๆ ออกมาอย่างน่าอัศจรรย์
[นี่มิใช่เศษหินธรรมดา...] มู่เฉินอธิบายด้วยน้ำเสียงที่เปลี่ยนเป็จริงจังและเปี่ยมด้วยความเคารพ [แต่มันคือ 'ดวงจิตปฐี'ของศัสตรามารา ภายในบรรจุ โลหิตเงินไหลวน (流银 - หลิวอิ๋น) ที่ผ่านการหลอมรวมกับพลังิญญามานับพันปี มันคือวัสดุเพียงสิ่งเดียวที่จะสามารถซ่อมแซม 'รอยร้าวที่แกนกลาง' ของ พู่กันนิรันดร์ (永恒笔 - หย่งเหิงปี่) ได้]
"ซ่อมแซม?" อาเจียหูผึ่งราวกับสุนัขได้กลิ่นเนื้อ "ถ้าซ่อมแล้ว... พู่กันนี่จะเสกเงินออกมาได้หรือไม่ขอรับ?"
[เ้าศิษย์โง่!] มู่เฉินตวาดลั่นจนอาเจียสะดุ้งโหยง [มันจะช่วยให้เ้า 'กักเก็บพลัง' ได้! เ้าจำไม่ได้รึว่าทุกครั้งที่เ้าจารึกยันต์ เ้าแทบจะหมดสติเพราะ พลังแท้เจินชี เหือดแห้ง นั่นเพราะพู่กันนิรันดร์ในสภาพเสียหายนี้มันสูบพลังเ้าโดยตรงประหนึ่งปลิงดูดเื แต่หากซ่อมแซมแกนกลางได้ มันจะสามารถดึงพลังฟ้าดินมาสำรองไว้ ช่วยให้เ้าจารึกอักขระได้ต่อเนื่องโดยไม่ต้องนอนซมเป็ผักปลา!]
อาเจียตาโตเท่าไข่ห่าน สมองคำนวณความคุ้มค่าด้วยความเร็วแสง "ไม่ต้องนอนซม = มีเวลาทำงานมากขึ้น = ทำยันต์ขายได้เยอะขึ้น = รวย!"
"ตกลงขอรับท่านอาจารย์! ข้าต้องทำอย่างไร?"
[วางพู่กันนิรันดร์ลงบนศิลา... แล้วใช้อักขระหลิงกระตุ้นมัน]
อาเจียปฏิบัติตามคำชี้แนะเขาจรดปลายพู่กันลงบนผิวขรุขระของหินม่วง วาด วงล้อสูญตา (O) ขึ้นอย่างแ่เบา... ณ ใจกลางวงกลมนั้น อักขระหลิง (零) ปรากฏขึ้นในสภาวะวูบไหว แสงสีม่วงจากหินก็พุ่งพล่านขึ้นมาเหมือนเกลียวคลื่นสมุทร มันหมุนวนและไหลทะลักเข้าไปในด้ามพู่กันไม้ดำ ดูดซับแก่นพลังงานบริสุทธิ์ให้ไหลย้อนกลับเข้ามาสู่ด้ามพู่กันราวกับวาฬกลืนน้ำ พู่กันนิรันดร์สั่นระริก เปลือกไม้ที่เคยดูผุพังเริ่มหลุดร่อนออก เผยให้เห็นเนื้อไม้สีดำมันขลับดุจนิลกาฬที่ซ่อนอยู่ภายใน ลวดลายสีทองจางๆ เริ่มปรากฏขึ้นที่ด้ามจับอย่างวิจิตรบรรจง
ทว่าในขณะเดียวกัน... หินราคา 40 ตำลึงก้อนนั้นก็เริ่มแตกร้าว... และค่อยๆ สลายกลายเป็ฝุ่นผงปลิวว่อนไปต่อหน้าต่อตา!
"เฮ้ย! เดี๋ยว! หยุดก่อน!" อาเจียร้องเสียงหลง พยายามจะเอามือไปกอบกู้เศษหิน ด้วยความตระหนี่ที่พุ่งปรี๊ดขึ้นสมอง "เงินข้า! สี่สิบตำลึงของข้า! มันกำลังสลายไป!"
[สงบใจไว้!] มู่เฉินสั่งเสียงเฉียบขาด [นี่คือการ 'ถ่ายโอนลักษณ์' ตามวิถีแห่งศาสตร์า วัตถุหนึ่งต้องดับสูญเพื่อให้ศัสตราหนึ่งตื่นรู้!]
"แต่ท่านไม่ได้บอกว่ามันจะหายไป!" อาเจียนั่งคุกเข่ามองกองฝุ่นสีดำด้วยสายตาว่างเปล่าและหัวใจที่แตกสลาย น้ำตาใสๆ ไหลอาบแก้มด้วยความรวดร้าว "นั่นมันค่า หมั่นโถวไส้เนื้อ สามปี... หายไปในพริบตาเดียว... ท่านปู่... หลานอกตัญญูผู้นี้เอาเงินท่านมาเผาทิ้งเล่นเสียแล้ว..."
บรรยากาศเงียบสงัดลงอีกครา มีเพียงเสียงสะอื้นเบาๆ ของเด็กหนุ่มที่อาลัยอาวรณ์ทรัพย์สิน มู่เฉินถอนหายใจยาวเหยียดในจิติญญาอย่างเอือมระอาเต็มทน [เ้าหนู... ลองจับพู่กันดูสิ]
อาเจียปาดน้ำตาป้อยๆ แล้วเอื้อมมือไปคว้าพู่กันนิรันดร์ ทันใดนั้น ความรู้สึกอบอุ่นสายหนึ่งก็ไหลวูบเข้ามาในฝ่ามือ มันไม่ใช่ความรู้สึกดูดกลืนพลังเหมือนแต่ก่อน แต่เป็ความรู้สึก "เต็มเปี่ยม" ราวกับพู่กันนี้มีชีพจรเป็ของตัวเอง และพร้อมจะแบ่งปันพลังให้กับเขา
อาเจียลองตวัดพู่กันไปในอากาศวาด อักขระไฟ (火 - หั่ว) เล่นๆ โดยไม่ได้ตั้งใจ
วูบ! ลูกไฟดวงเล็กๆ พลันพุ่งออกมาจากปลายพู่กัน ลอยคว้างอยู่กลางอากาศ สว่างไสวและอบอุ่น โดยที่อาเจียไม่รู้สึกเหนื่อยเลยแม้แต่น้อย!
"นี่มัน..." อาเจียเบิกตากว้าง ความเศร้าโศกเมื่อครู่มลายหายไปสิ้น แทนที่ด้วย ความหน้าเงิน ที่กลับมาลุกโชน "ข้าใช้พลังได้โดยไม่เหนื่อย! แบบนี้ข้าก็รับจ้างจุดเตาไฟให้โรงเตี๊ยมได้วันละร้อยรอบโดยไม่ต้องพักเลยสิ!"
[...] มู่เฉินถึงกับกุมขมับอีกครั้ง [มีพลังระดับนี้ เ้าคิดได้แค่อาชีพจุดเตาไฟรึ... ช่างเถอะ อย่างน้อยเ้าก็รอดตายกลับบ้านได้แล้ว]
อาเจียยิ้มกริ่ม เก็บพู่กันลงในอกเสื้ออย่างทะนุถนอมราวกับเป็ไข่มุกราตรี ก่อนจะหันไปโกยเอา "ฝุ่นผงสีดำ" ที่เหลือจากหิน 40 ตำลึงใส่ถุงผ้าอย่างระมัดระวังทุกเม็ด
[เ้าจะเก็บขยะนั่นไปทำไมอีก?] มู่เฉินถามด้วยความสงสัย
"ท่านอาจารย์ไม่รู้อะไร..." อาเจียแสยะยิ้มเ้าเล่ห์ท่ามกลางแสงจันทร์ "ผงจากหินา... เอาไปผสมน้ำขาย บอกว่าเป็ 'ผงยาอายุวัฒนะจากยุคโบราณ' ซองละ 50 อีแปะ ข้าว่าต้องมีคนโง่... เอ้ย คนมีวาสนามาซื้อแน่ๆ ของเสียเงินซื้อมาแล้ว จะทิ้งขว้างไม่ได้แม้แต่ผงธุลีขอรับ!"
อาเจียลุกขึ้นปัดฝุ่นที่ก้น เดินผิวปากกลับหมู่บ้านด้วยความเบิกบานใจ ทิ้งให้ิญญาาอย่างมู่เฉินได้แต่นิ่งอึ้งในความงกที่กู่ไม่กลับของศิษย์เอกผู้นี้...