ตอนที่ 65 กู้ฉางเกอผู้มุ่งปรารถนาในแสงสว่าง ราวกับเจตนาเหยียดหยามดูแคลน
หน้าต่างคุณสมบัติที่ปรากฏขึ้นใหม่นั้นทำให้กู้ฉางเกอพึงพอใจอย่างยิ่ง การปลูกเลี้ยงต้นกล้ามายาวนาน ในที่สุดก็เก็บเกี่ยวผลผลิตได้อย่างอุดมสมบูรณ์
ได้รับค่าชะตาสวรรค์เกือบหมื่นแต้ม และค่าวาสนาอีกเกือบสองพันแต้ม
นอกจากนี้ เขายังได้รับผลประโยชน์อื่นๆ อีกมหาศาล
ด้วยสิ่งเหล่านี้ ทำให้เขาสามารถเริ่มดำเนินแผนการต่างๆ ที่เคยวางไว้ได้ และที่สำคัญที่สุดก็คือเป้าหมายในการลงมายังโลกเบื้องล่างของเขาก็ได้สำเร็จลุล่วงแล้ว
หลังจากกำจัดเย่เฉินได้ ทวนมารทลายสวรรค์ก็จะกลายเป็นของเขาไปโดยปริยาย
ส่วนมรดกในเขตแดนลี้ลับโบราณแห่งเทียนหยวนสำหรับกู้ฉางเกอแล้ว ก็แทบมินับว่ามีความสำคัญอันใดเลย
มรดกของผู้ทรงอำนาจระดับว่าที่มหายุทธ์สูงสุดอาจจะดึงดูดสายตาของเย่เฉินที่เป็นเพียงคนธรรมดา แต่สำหรับเขาผู้เป็นชนชั้นสูงจากแดนสวรรค์เบื้องบน ผู้เปี่ยมไปด้วยเคล็ดวิชาขั้นสูงและระบบที่หนุนหลัง มรดกเหล่านี้กลับนับว่าเล็กน้อยนัก
"จากรางวัลพิเศษเพิ่มเติมจากสวรรค์ที่ข้าได้รับมา แก่นกระดูกแห่งสุญญตานี้ น่าจะเกี่ยวข้องกับสายเลือดหรือพรสวรรค์ที่ซ่อนเร้นของเย่เฉินสินะ"
"แต่ถึงแม้จะมีอะไรแฝงอยู่ ก็มิมีความสำคัญอันใดอีกแล้ว"
กู้ฉางเกอครุ่นคิดเล็กน้อย ก่อนจะสลัดความคิดนั้นทิ้งไป
จากนั้นกู้ฉางเกอก็เริ่มสำรวจความสามารถในการควบคุมพลังมิติของตนเอง พลังนี้มิได้มีไว้เพียงเพื่อช่วยในการต่อสู้เท่านั้น แต่ยังช่วยเขาในการหลบหนีและซ่อนตัวได้อีกด้วย
ท้ายที่สุดแล้ว พลังมิติ ก็คือพลังแห่งห้วงอวกาศนั่นเอง แม้แต่ในแดนสวรรค์ก็มีเพียงขุมอำนาจไม่กี่กลุ่มที่เชี่ยวชาญในศาสตร์นี้
เคล็ดวิชาและศาสตร์เกี่ยวกับพลังแห่งห้วงอวกาศมักเต็มไปด้วยความลึกลับและทรงพลังอย่างยิ่ง
นี่จึงกลายเป็นอีกหนึ่งไพ่ลับของกู้ฉางเกอ
"เมล็ดพันธุ์โลกทั้งสามชิ้น ข้าจะพักไว้ก่อน ไว้มีเวลาค่อยหลอมรวมและสร้างโลกภายในของข้าขึ้นมาเอง…"
เขาครุ่นคิด ก่อนจะมองไปรอบโถงวิหาร ก่อนสายตาจะหยุดลงที่ทวนมารทลายสวรรค์ สายตาแฝงไปด้วยความพึงพอใจ นี่คือเป้าหมายสำคัญของเขา
พลังมารที่พวยพุ่งออกมาอย่างดุดัน ทำให้จิตมารของเขากระสับกระส่าย ราวกับมีสายสัมพันธ์อันลึกซึ้งบางอย่างเชื่อมโยงระหว่างเขากับอาวุธชิ้นนี้
เขาแทบอดใจมิไหวที่จะครอบครองอาวุธมารอันทรงพลังไร้เทียมทาน นี้
เมื่อเขากลับสู่แดนสวรรค์พร้อมกับอาวุธนี้ มันจะกลายเป็นไพ่ตายและที่พึ่งพิงอีกชิ้นหนึ่งสำหรับเขา นับว่าช่างคุ้มค่ากับความพยายามและแผนการที่เขาใช้ไปยิ่งนัก
"กู้ฉางเกอ เจ้าได้ลงมือทำสิ่งใดไว้กับข้ากันแน่"
เย่หลิวหลีเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเจือความสับสน ขณะมองเขาด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความขัดแย้ง ดวงหน้าแสดงอารมณ์หลากหลาย ทั้งสับสน โกรธเกรี้ยว และเย็นชา
แต่กลับไร้ซึ่งความเกลียดชัง
นางรู้ดีว่าตนเองมิควรรู้สึกเช่นนี้ แต่มิอาจหลีกเลี่ยงได้ เพียงแค่มีความคิดจะเกลียดชังกู้ฉางเกอ นางก็กลับรู้สึกราวกับกำลังเผชิญหน้ากับพลังอำนาจอันยิ่งใหญ่ที่กดทับจิตใจ
ความรู้สึกนั้นทำให้นางเจ็บปวดอย่างล้ำลึก
นี่ต้องเป็นเล่ห์กลของกู้ฉางเกอแน่ นางเสียใจนัก เหตุใดนางถึงได้โง่เขลา คิดว่าตนเองเฉลียวฉลาด แต่สุดท้ายกลับตกเป็นเพียงหมากในกำมือของเขาเช่นนี้
"เจ้าสมควรเรียกข้าว่าอันใด" กู้ฉางเกอเหลือบมองนางด้วยความสนใจ ก่อนเอ่ยกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชา
ในความเป็นจริงแล้ว เขาก็มิได้สนใจในตัวเย่หลิวหลีมากนัก
สิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับเขาก็คือ ฐานะคุณหนูแห่งตระกูลเซียนโบราณของนาง ซึ่งเป็นที่โปรดปรานของหัวหน้าตระกูลเย่
หากเขาใช้ประโยชน์จากสถานะนี้ ร่วมกับตำแหน่งทายาทตระกูลกู้ของเขาเอง การแสวงหาผลประโยชน์จากตระกูลเย่ก็มิใช่เรื่องยากอันใด
มิฉะนั้นแล้ว เขาจะเก็บเย่หลิวหลีไว้ด้วยเหตุผลอันใดกัน
เมื่อได้ยินคำกล่าวของกู้ฉางเกอที่แฝงไว้ซึ่งความเย็นชาและเล่นลิ้น เย่หลิวหลีก็รู้สึกราวกับมีเสียงดังสนั่นในหัวอีกครั้ง นางยืนนิ่งด้วยความสับสนและอับจนคำพูด
ความรู้สึกนั้นได้กลับมาอีกครั้ง เบื้องหน้าของเย่หลิวหลีปรากฏภาพของเทพเจ้าในยุคบรรพกาลผู้ลึกลับ ดวงตาที่เย็นชาและไร้อารมณ์จับจ้องนางอย่างมิละสายตา
สิ่งนี้ทำให้นางสั่นสะท้านลึกถึงจิตวิญญาณ จนแทบยั้งตนเองมิให้คุกเข่าลงมิได้
"นายท่าน…" หลิวหลีเปล่งเสียงด้วยความอัปยศ น้ำตาเริ่มเออคลอในดวงตา
ชายผู้นี้คือศัตรูผู้สังหารท่านพี่เย่เฉิน ทว่าตอนนี้นางกลับต้องเรียกขานเขาว่านายท่าน
นางจะทนรับสิ่งนี้ได้อย่างไร ทั้งที่นางมิอาจต่อต้านเขาได้เลย
เย่หลิวหลีอยากจะสลบไปเสียตอนนี้ ตั้งแต่ได้พบกับกู้ฉางเกอ นางก็มิเคยพบเจอกับเรื่องราวดีๆ อันใดเลย มีแต่พบเจอกับความอัปยศซ้ำแล้วซ้ำเล่า
"วิธีการและความเฉลียวฉลาดของคุณชายช่างเหนือชั้นกว่าเย่เฉินหลายเท่านัก หากคิดจะเป็นศัตรูคู่แค้นกับคุณชาย ก็อย่างหวังว่าเขาจะมีทางรอดหรือพบเจอกับความสงบสุขในชีวิตไม่"
เยี่ยนจีมองดูเหตุการณ์ทั้งหมดด้วยความสงบนิ่ง ก่อนจะกลายร่างเป็นหมอกควันสีแดงบางเบา กลับเข้าสู่หยกหล่อเลี้ยงจิตวิญญาณระดับเทพ
เมื่อเทียบกับแหวนธรรมดาแล้ว หยกหล่อเลี้ยงจิตวิญญาณระดับเทพนั้นทรงคุณค่าอย่างล้ำลึก
มันสามารถหล่อเลี้ยงและเสริมสร้างจิตวิญญาณ ปกป้องพลังแห่งจิตวิญญาณได้อย่างมหัศจรรย์ แม้แต่ผู้ที่บรรลุถึงระดับเทพเจ้ายังต้องรักษาไว้ใกล้ตัว
แต่ในหยกหล่อเลี้ยงจิตวิญญาณระดับเทพของกู้ฉางเกอ กลับถูกเพิ่มข้อจำกัดและพันธนาการพิเศษเอาไว้
หากมิได้รับอนุญาตจากเขา เยี่ยนจีก็มิมีทางใช้หยกนี้เพื่อมองดูโลกภายนอกได้
นี่คือเหตุผลที่เขาเกลียดอาวุธปราณวิเศษของพวกเทพเจ้าในยุคก่อน เพราะราวกับเขาจะต้องถูกจับตามองอยู่ตลอด มิมีความลับส่วนตัวเลยแม้แต่น้อย
กู้ฉางเกอวางแผนการทุกอย่างอย่างรอบคอบ และเขาก็ได้คิดถึงจุดนี้ไว้ก่อนแล้ว
เยี่ยนจีก็เข้าใจสิ่งนี้ดี และนางก็มิใช่ผู้ที่จะชอบสอดรู้เรื่องของผู้อื่น
โดยเฉพาะคนอย่างกู้ฉางเกอ ผู้ที่มีความลับมากมายผู้นี้
สิ่งที่กู้ฉางเกอทำนั้น แม้จะดูเยือกเย็น แต่กลับมีเหตุผลรองรับทุกประการ เยี่ยนจีจึงมิอยากให้เขาเข้าใจผิด
และที่สำคัญแล้ว หยกหล่อเลี้ยงจิตวิญญาณระดับเทพนั้นก็มิได้เป็นกรงขังใด หากนางต้องการ นางก็สามารถปรากฏตัวออกมาได้ทุกเมื่อ
เมื่อคิดถึงเรื่องนี้ เยี่ยนจีก็รู้สึกซาบซึ้งใจอย่างยิ่ง เพราะกู้ฉางเกอนั้นรอบคอบ คำนึงถึงความรู้สึกของนางในทุกแง่มุม ทำให้นางรู้สึกมีอิสระและสบายใจอย่างยิ่ง มิมีสิ่งใดที่ทำให้นางรู้สึกมิพอใจเลย ซึ่งแตกต่างจากเย่เฉินอย่างสิ้นเชิง
ในขณะนั้น นางจึงเริ่มนั่งสมาธิอย่างสงบ เพื่อบำรุงรักษาจิตวิญญาณของตน
เมื่ออยู่ในแหวนธรรมดาก่อนหน้านี้ นางก็ทำได้เพียงแต่อยู่ไปวันๆ อย่างไร้จุดหมาย แต่ตอนนี้กลับต่างออกไป ด้วยพลังแห่งหยกนี้ นางสามารถซ่อมแซมจิตวิญญาณที่แตกร้าวของตนได้
ประสบการณ์ที่ผ่านมาทำให้นางเข้าใจถึงความแตกต่างของการปฏิบัติเหล่านี้ได้อย่างลึกซึ้ง
"อาวุธที่สามารถเจาะทะลวงร่างของว่าที่มหายุทธ์สูงสุดได้อย่างง่ายดาย และครอบครองพลังที่สามารถฉีกท้องนภาเช่นนี้ อย่างน้อยก็ต้องเป็นอาวุธระดับมหาจอมยุทธ์ขึ้นไป…"
"หากต้องการควบคุมมัน ก็คงต้องใช้เล่ห์กลและความพยายามไม่น้อย"
"ค่าชะตาสวรรค์จะช่วยในการหลอมรวมและควบคุมอาวุธได้หรือไม่นะ เพราะกระทั่งยังสามารถเพิ่มพลังให้แก่เคล็ดวิชาและพลังแห่งเทพได้แล้ว...”
ในขณะที่กู้ฉางเกอครุ่นคิด เขาก็ก้าวเท้าเดินเข้าสู่โถงวิหารอันยิ่งใหญ่
ครืน!
แรงกดดันอันมหาศาลแผ่ปกคลุมรอบด้าน ราวกับมีเทพเจ้าแห่งยุคบรรพกาลจ้องมองลงมาจากเบื้องบน ทำให้ผู้คนสั่นสะท้านไปถึงจิตวิญญาณ แต่กู้ฉางเกอกลับมิได้สนใจสิ่งเหล่านี้
จิตแห่งเทพศักดิ์สิทธิ์กำเนิดฟ้าตื่นขึ้นในทันใด ดวงตาอันลึกล้ำและเย็นยะเยือกคู่นั้นราวกับจะฉีกกระชากห้วงอากาศ และมองทะลุทุกสิ่งตรงหน้า!
พรึบ!
เขาก้าวเดินผ่านแรงกดดันอันหนักหน่วง
มิอาจทราบได้ว่าแรงกดดันนี้มาจากพลังที่เหลืออยู่ของผู้ที่เคยครองเขตแดนลี้ลับเทียนหยวนแห่งนี้ หรือว่ามาจากทวนมารทลายสวรรค์เองกันแน่
พลังเพียงเสี้ยวเดียวของมันก็กลับดูราวกับจะถล่มสรวงสวรรค์ลงมา
จิตมารในร่างของกู้ฉางเกอฟื้นคืนในทันที
พลังมารอันน่าสะพรึงแผ่ซ่านออกมาจากร่างของเขา ด้านหลังปรากฏภาพเงาโลกนับมิถ้วนลางๆ
ภายในโลกเหล่านั้นมีเสียงสวดสรรเสริญดังกึกก้อง ราวกับทุกสรรพชีวิตในโลกเหล่านั้นกำลังกราบไหว้บูชาเงามารลึกลับที่ปกครองเหนือทุกสิ่ง!
ดูเหมือนว่าทวนมารทลายสวรรค์จะสัมผัสได้ถึงพลังอันมีต้นกำเนิดเดียวกัน
กลิ่นอายความน่าสะพรึงกลัวบนทวนค่อยๆ สลายไปบางส่วน
กู้ฉางเกอรู้สึกเบาใจขึ้นเล็กน้อย
เขาเร่งฝีเท้าเข้าไปในโถงวิหารอย่างรวดเร็ว
ครืน!
ทว่าทันใดนั้น เหตุการณ์มิคาดคิดก็เกิดขึ้น
ร่างที่ถูกทวนมารทลายสวรรค์ปักทะลุตรึงไว้บนบัลลังก์ จู่ๆ ก็เกิดการสั่นสะเทือน พร้อมกับคลื่นพลังอันน่าสะพรึงกลัวแผ่กระจายออกมา
แสงเรืองรองไหลเวียนอยู่บนร่างนั้น เผยให้เห็นเงาร่างเลือนรางที่กำลังจะฟื้นคืนชีพ
"ที่แท้มรดกนี้ก็ถูกทิ้งไว้เช่นนี้เอง โชคดีที่ข้าจัดการเย่เฉินไปก่อนแล้ว มิเช่นนั้นอาจมีปัญหายุ่งยากตามมาได้…" กู้ฉางเกอหยุดฝีเท้ากะทันหัน ขมวดคิ้วมองสถานการณ์ตรงหน้า
ผู้ใดก็ตามที่อยู่ในสถานการณ์นี้ย่อมเข้าใจได้ทันทีว่ามีบางอย่างมิชอบมาพากล
โดยทั่วไปแล้ว หากร่างที่ตายไปแล้วนับหมื่นปีฟื้นคืนชีพขึ้นมาได้ ก็มีเพียงสองความเป็นไปได้เท่านั้น
หนึ่งคือเขายังมิเคยสิ้นชีพ และสองคือมรดกที่เขาทิ้งไว้ยังคงหลงเหลือเจตจำนงหรือจิตวิญญาณบางส่วน
มิว่าจะเป็นกรณีใด ก็ล้วนเป็นอันตรายต่อกู้ฉางเกอในเวลานี้
เขามาที่นี่มิใช่เพื่อรับมรดก แต่กลับเพื่อหลอมรวมและครอบครองทวนมารทลายสวรรค์ ซึ่งสุดท้ายก็เพื่อฝืนทำลายผนึกของเจ้าของเดิมที่ทิ้งไว้
เมื่อเจ้าของเดิมยังคงเหลือเจตจำนงไว้ในที่นี้ ก็ย่อมมิมีทางปล่อยเขาไปได้โดยง่าย
กู้ฉางเกอคิดทบทวนอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเข้าใจสถานการณ์ได้อย่างรวดเร็ว
หากเป็นไปตามธรรมเนียมปกติแล้ว พรหมลิขิตมักกำหนดให้ผู้ครองชะตาฟ้าลิขิตฝ่าฟันอุปสรรคจนมาถึงที่นี่ ได้รับการยอมรับจากเจ้าของเขตแดนลี้ลับเทียนหยวน และก็ได้รับมรดกสืบทอดไป พวกเขาก็ควรเป็นผู้ที่ปกป้องความยุติธรรม และเสริมความแข็งแกร่งให้กับผนึกของทวนมารทลายสวรรค์
แต่กู้ฉางเกอกลับมิเพียงฉกฉวยผลประโยชน์ของผู้ครองชะตาฟ้าลิขิตเท่านั้น แต่ยังกลับสังหารผู้ครองชะตาฟ้าลิขิตผู้นั้นไปด้วย
โอกาสที่เตรียมไว้สำหรับผู้ถูกเลือกนี้ กู้ฉางเกอกลับมิมีความสนใจอันใด ผู้ใดจะไปรู้ว่ามรดกที่ดูเหมือนสูงส่งนี้ อาจจะเต็มไปด้วยอันตรายแฝงอยู่ก็เป็นได้
"จงมาหาข้า รับสืบทอดมรดกของข้า…"
ในเวลานั้น เงาร่างหนึ่งปรากฏขึ้นเหนือร่างที่ไร้ชีวิตบนบัลลังก์ แผ่แรงกดดันอันมหาศาลพวยพุ่งออกมา
ชายผู้สวมมงกุฎทองคำพร้อมกับอาภรณ์ห่มกายสีทอง ดูราวกับจักรพรรดิผู้ยิ่งใหญ่จากยุคบรรพกาล
จับจ้องมองมายังกู้ฉางเกอ ก่อนเอ่ยคำด้วยเสียงอันทรงอำนาจ
ด้วยพลังระดับว่าที่มหายุทธ์สูงสุด เขาย่อมเป็นผู้ครอบครองอำนาจสูงสุดในเขตแดนลี้ลับแห่งนี้ กู้ฉางเกอคิดถึงสถานการณ์ต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้น
เขามีทางเลือกในการใช้ยันต์ทำลายมิติเพื่อหลบหนีเมื่อเกิดสถานการณ์เลวร้ายขึ้น แต่หากทำเช่นนั้น ความหวังในการครอบครองทวนมารทลายสวรรค์ก็จะสูญสิ้นไป
‘มิเป็นไร ข้ายังมีทางออก หากสถานการณ์มิสู้ดี ข้าก็แค่ใช้ยันต์ทำลายมิติหนีไปเท่านั้น…’
กู้ฉางเกอยังคงมีสีหน้าสงบนิ่ง คิดหาทางแก้ไขได้ในทันที เขาระงับพลังมารในตัวจนหายไปสิ้น และเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงสงบ
"ขอรับ ท่านผู้อาวุโส"
เขาเอ่ยตอบอย่างใจเย็น เดินตรงดิ่งไปยังร่างไร้ชีวิตบนบัลลังก์
เจ้าของเขตแดนลี้ลับผู้นี้น่าจะเป็นผู้ที่ยึดมั่นในคุณธรรมในยามที่ยังมีชีวิตอยู่ ดังนั้นมิน่าจะใช้เล่ห์เพทุบายใดๆ กู้ฉางเกอจึงมิกังวลว่าอีกฝ่ายจะจู่โจมเขา
"เจ้าเต็มไปด้วยจิตคิดร้าย จิตใจมืดมน…"
"วิถีแห่งแสงสว่างของข้า ย่อมมิอาจมอบให้เจ้าได้"
ในขณะที่กู้ฉางเกอยืนอยู่ในตำแหน่งนั้น แววตาอันเย็นเยียบจากเงาร่างเลือนรางก็จับจ้องมายังเขา
จากนั้น เสียงทรงอำนาจที่เปี่ยมไปด้วยความโกรธเกรี้ยวและอารมณ์ขุ่นมัวก็สะท้อนก้องออกมา เสียงนั้นเกือบจะทำให้วิหารทั้งหลังสั่นสะเทือนพังถล่มลงมา จนกู้ฉางเกอรู้สึกได้ถึงโลหิตในกายที่ปั่นป่วนพลุ่งพล่าน
แต่โชคดีที่เขาเตรียมตัวมาอย่างดี ใช้พลังปกป้องร่างไว้แต่แรก มิเช่นนั้นคงได้รับบาดเจ็บจากคลื่นพลังอันมหาศาลนี้
ท้ายที่สุดแล้ว การเผชิญหน้ากับสิ่งที่ผู้มีพลังระดับว่าที่มหายุทธ์สูงสุดทิ้งไว้ ย่อมมิใช่เรื่องง่าย
อย่างไรก็ตาม สิ่งนี้กลับช่วยยืนยันข้อสันนิษฐานของกู้ฉางเกอได้อย่างชัดเจน
สิ่งนี้ยังคงมีจิตสำนึกของตนเอง มิใช่เพียงเป็นแค่ซากศพไร้ชีวิต นับเป็นโชคดีที่กู้ฉางเกอสามารถเก็บพลังมารของตนได้ทันเวลา หากช้าไปเพียงนิด เขาก็คงจะถูกจับได้ และหากเป็นเช่นนั้น อีกฝ่ายคงมิแม้แต่จะพูดคุยด้วยคำพูดเช่นนี้
และอาจจะโจมตีเขาอย่างไร้ความปรานี ท้ายที่สุดแล้ว ทวนมารทลายสวรรค์ซึ่งสังหารเจ้าของเดิมนั้น มีความเกี่ยวข้องกับกู้ฉางเกออยู่มิน้อย
"ข้าคิดว่า แม้แต่เย่เฉินเองก็หาได้มีจิตใจบริสุทธิ์ไม่ ทั้งโลภหลงในร่างของอาจารย์หญิง ทั้งยังขี้อิจฉาและจอมปลอม ยามคับขันกลับแสร้งทำตัวเป็นผู้เสียสละที่มิหวั่นเกรงความตาย…"
"หากเป็นผู้ครองชะตาฟ้าลิขิต ท่านจะยังคงกล่าวเช่นนี้อีกหรือไม่"
กู้ฉางเกออดมิได้ที่จะรู้สึกขัดใจกับการตัดสินของเจ้าของเขตแดนลี้ลับนี้
มันช่างเต็มไปด้วยอคติต่อผู้เป็นตัวร้ายเช่นเขา ราวกับเจตนาเหยียดหยามดูแคลน
"ท่านผู้อาวุโส โปรดวินิจฉัยให้ถ่องแท้เถิด แม้ผู้น้อยจะมีด้านมืดในจิตใจ แต่แท้จริงแล้ว ข้าปรารถนาแสงสว่าง มีใจช่วยเหลือโลกหล้า และพร้อมพิทักษ์ความยุติธรรม…"
"หากท่านประทานมรดกตกทอดแก่ข้า ข้าย่อมใช้มันเพื่อขจัดความชั่ว ปกป้องความดี และจะมิทำให้แปดเปื้อนเป็นอันขาด"
เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายยังคงมีสติรับรู้ กู้ฉางเกอก็รู้สึกว่าจัดการได้ง่ายขึ้น
หลังจากกำจัดเศษเสี้ยวจิตวิญญาณที่หลงเหลือ การครอบครองทวนมารทลายสวรรค์ก็ย่อมง่ายดายขึ้นตามไปด้วย
ทันใดนั้น สีหน้าของกู้ฉางเกอก็แปรเปลี่ยนเป็นผู้ทรงธรรมอย่างแนบเนียน ก่อนเอ่ยวาจาอย่างมาดมั่นและเปี่ยมไปด้วยจริยธรรมออกมา