เช่นนั้นวันที่เข้าวังหลวงอารมณ์ผิดแปลกของเยี่ยนเจาเจายามได้ยินคนเรียกองค์ชายห้าก็สามารถหาคำอธิบายได้แล้ว
หนานหมิงเหอรู้จักเยี่ยนเจาเจาพอสมควร ดังนั้นไตร่ตรองเพียงเล็กน้อยก็เข้าใจแล้วว่าองค์ชายห้าที่เกิดมาฐานะต่ำต้อยและไม่เป็นที่โปรดปรานของฮ่องเต้หญิง ต้องได้รับความเชื่อใจและแรงสนับสนุนจากเยี่ยนเจาเจาด้วยวิธีการบางอย่างแน่นอน
เรื่องทำนองนี้ หากฮ่องเต้หญิงและองค์หญิงยังมีชีวิตอยู่ ย่อมไม่มีทางยอมให้เกิดขึ้นแน่ดังนั้นฮ่องเต้หญิงกับองค์หญิงอาจประสบหายนะแบบเดียวกัน
แม้แต่เยี่ยนเหิงก็อาจตรอมใจจากการจากไปของภรรยาส่วนตนน่าจะติดพันเรื่องสกุลกู้จนปลีกตัวไปไม่ได้ จึงเหลือเพียงแม่นางน้อยเจาเจาต้องทนทุกข์ทรมานบนโลกอย่างเดียวดาย
แล้วเหลียงอินใช้อุบายใดกัน?
สำหรับบุรุษไร้อำนาจบารมี การจะหลอกใช้เด็กสาวกำลังอมทุกข์และโดดเดี่ยวไร้ที่พึ่งวิธีการใดที่ง่ายที่สุด?
ไม่มีอะไรง่ายไปกว่าการแสร้งรัก ใช้คำพูดหอมหวานไร้ความจริงใจทำให้ผู้คนสับสนมึนงงจนสุดท้ายก็ยอมลงเรือโจรของเขาอย่างเต็มใจ
มิเช่นนั้นด้วยอำนาจที่เยี่ยนเจาเจาครอบครองในขณะนั้น องค์ชายฐานะอย่างเหลียงอินต่อให้พลิกใต้หล้าก็ไม่มีทางนั่งบนบัลลังก์ได้
แม่นางน้อยของเขาเลือกคนผิดหลังจากที่สนับสนุนเหลียงอินขึ้นครองบัลลังก์ก็โดนเหลียงอินหักหลังบั่นศีรษะ
หนานหมิงเหอยิ้มหยัน
ในสายตาของหนานหมิงเหอ คนที่ใช้ได้เพียงวิธีการต่ำช้ามาหลอกสาวน้อย ไม่คู่ควรกับการเป็นบุรุษเลยด้วยซ้ำ
เขานึกถึงช่วงเวลาที่เยี่ยนเจาเจาพึ่งกลับมา
นางหวาดระแวงไปหมด พึ่งพาท่านพ่อท่านแม่อย่างไม่เคยเป็นมาก่อนเช่นเดียวกันกับที่เกาะติดเขา ราวกับนางไม่ได้รู้สึกถึงความรักที่ผู้อื่นมอบให้มานานแสนนานอยู่ข้างกายเขาเลยสุขใจเป็นพิเศษและไม่อยากแยกจาก
นี่คือบาปที่เหลียงอินสร้าง
สักวันหนานหมิงเหอจะให้เขาชดใช้ด้วยหยาดโลหิต
ในบางแง่มุม หนานหมิงเหอก็คล้ายคลึงกับเยี่ยนเจาเจาอย่างน่าเหลือเชื่อเยี่ยนเจาเจาดื้อดึง ระแวงคนแปลหน้า เขาเองก็เช่นกัน
เจาเจาหวังพึ่งเขา ดังนั้นหนานหมิงเหอจะดีต่อเยี่ยนเจาเจาเพิ่มขึ้นอีกเท่าตัว
เยี่ยนเจาเจาที่เริ่มต้นใหม่อีกครั้งไม่หลับหูหลับตาเหมือนแต่ก่อนแล้วกลับกันเมื่อได้รับเครื่องรางและถุงหอมจากเขา ก็ส่งกำไลลูกปัดหยกมาตอบแทน ทั้งยังโกรธเกรี้ยวเพราะเรือนของเขาโดนพังจนเละเทะและรู้ว่าเขาชอบทานรสหวาน จึงใส่น้ำผึ้งลงในน้ำขิงของเขาด้วย
เพราะเหตุนี้เอง คราวนั้นเยี่ยนเจาเจาถึงวางทิฐิและความหยิ่งทระนงตลอดสองช่วงชีวิตที่ผ่านมาลงมาหาเขาที่เรือน แม้ฝนตกกระหน่ำราวฟ้าจะถล่ม นางยังปีนต้นไม้ ปีนข้ามกำแพงเข้ามาเอ่ยถามอย่างหวาดระแวงแฝงความเจ็บปวดว่าเหตุใด
นางมิอาจทำใจ มิอาจละทิ้ง มิอาจปล่อยวาง ทั้งยังไม่ยินยอม
เลยดื่มสุราพิษแก้กระหาย เทแกงหยุดน้ำเดือด [1]ทำทุกวิถีทางเหมือนแมลงเม่าบินเข้ากองไฟ มิอาจระงับความโกรธได้เช่นเดียวกันกับเขา
เมื่อเป็นเช่นนี้ทุกครั้งที่นางเจ็บไข้เลยต้องมีคนอยู่ข้างกายด้วยเกรงว่าตนป่วยจนสติพร่ามัวแล้ว จะแยกแยะอดีตชาติกับปัจจุบันไม่ออกหลายครั้งจึงทำได้เพียงเกาะยึดเขาที่อยู่ข้างกายเพียงคนเดียวเพราะกลัวเขาทอดทิ้งนางไปเหมือนกัน
และเป็นเช่นนี้อีก นางถึงพยายามเพิ่มคุณค่าให้กับตนเองหลังจากตั้งสติได้
นางมีศัตรูมากมายนับไม่ถ้วนบางทีนางคงไม่เข้าใจว่าเพราะเหตุใดทั้งองค์หญิงและฮ่องเต้หญิงล้วนประสบเหตุไม่คาดฝันนางจึงระแวดระวังเรื่องของซ่งฝูจินและเยี่ยนฟางอู๋
ดังนั้นตอนนางป่วยเป็นไข้ทรพิษอาการสาหัส นางจึงใกล้ชิดกับหนานหมิงเหออย่างไม่เคยเป็นมาก่อนนางได้รู้ความลับของเขาก็เลยอยากจะแลกเปลี่ยนความลับของตนกับเขาด้วยเช่นกัน
เพียงแต่เวลานั้นเขารู้สึกว่าตนมิอาจเก็บความลับได้ดี จึงปฏิเสธนางไป กระทั่งปัจจุบันเขาก็ยังรู้สึกว่าตนไม่มีความสามารถพอที่จะเก็บงำความลับเหลวไหลไม่น่าเชื่อถือสำหรับคนอื่นอยู่ดี
นางมิอาจบอกเรื่องเหล่านี้กับใครได้ จำต้องเก็บมันไว้ในใจตน ฝืนเติบโตขึ้นดิ้นรนให้ตนกลายเป็นคนที่สามารถปกป้องทุกคนได้
นี่คือเจาเจาของเขาจริงๆ
ความโชคดีเพียงอย่างเดียวของเขา คือเขาเป็นคนพบเจาเจาที่ชอกช้ำกลับชาติมาเกิดพร้อมแผลเป็นทั่วร่างไม่ใช่คนอื่น เป็นเขาที่ได้ปกป้องดูแลนางอีกครั้งไม่ให้ความเสียใจจากชาติก่อนเกิดขึ้นอีก
ชาตินี้เหลียงอินอย่าได้คิดว่าจะชิงคนไปได้เลย เขาจะปกป้องเยี่ยนเจาเจาอย่างแน่นหนาไม่ว่าใครก็ห้ามแย่งชิง
สำหรับเรื่องที่เกิดขึ้นภายหลัง ดูเหมือนหยวนอีย่วนจะไม่ได้พูดโกหก
เมื่อเขากลับไปเมืองเซียงเฉิงได้อีกครั้ง ต้องเป็นตอนที่เขาจัดการสกุลกู้เรียบร้อยแล้วแน่นอน
ด้วยนิสัยของเขา หากรู้ว่าเยี่ยนเจาเจาโชคร้ายจากไปด้วยเหตุผลเช่นนี้เขาคงเต็มใจลากฮ่องเต้คนใหม่ลงมาฝังไปพร้อมกันกับนางหรือกระทั่งลากต้าซีให้พินาศไปพร้อมกัน
ความรับผิดชอบและความหมายของสกุลกู้ในใจเขาสำคัญน้อยกว่าเยี่ยนเจาเจามาก
สำหรับเจาเจาซึ่งเป็นแสงสว่างหนึ่งเดียวในชีวิตเขา แม้จะตายไปแล้วเขาก็ไม่มีทางปล่อยมือ
ดังนั้นหนานหมิงเหอจึงกระตุกมุมปากก่อนเอ่ยถามหยวนอีย่วนเป็นครั้งแรกในบทสนทนานี้“ข้าเก็บป้ายวิญญาณนางไว้ข้างกายใช่หรือไม่”
นี่มิใช่ประโยคคำถาม
หนานหมิงเหอมองสร้อยลูกปัดหยกบนข้อมือตนที่ไม่รู้ว่าร้อยขึ้นใหม่ตั้งแต่เมื่อไรอย่างขบคิดนัยน์ตาแฝงความแน่ใจเจือจาง
เขาไม่เพียงเดาถูก แต่ยังมั่นใจ ไร้ความลังเล
ทำให้หยวนอีย่วนตกตะลึงยิ่งขึ้น
ทันใดนั้นบนใบหน้านางพลันว่างเปล่าไร้อารมณ์ แต่แล้วก็เริ่มเปลี่ยนเป็นหลงใหลยิ่งกว่าเดิม
บางทีอาจเป็นเพราะนางตระหนักว่าหนานหมิงเหอฉลาดหลักแหลมมากกว่าที่นางคิดหรือเป็นเพราะนางคิดว่าหนานหมิงเหอในชีวิตนี้ยอมฟังคำพูดของนางน้ำเสียงจึงตื่นเต้นยินดี “ซื่อจื่อ ข้ายินดีติดตามท่านสุดหัวใจ”
นางเอ่ยข้อห้ามหนึ่งของหนานหมิงเหออย่างหักห้ามใจไม่อยู่
หนานหมิงเหอไม่เอ่ยคำใด
เขาหยิบถ้วยชา “หลงหยิ่น” ขึ้นมา และแน่นอนว่าเขามองเห็นแสงแห่งความหวังเอ่อล้นบนใบหน้าของหยวนอีย่วน
เขายกมุมปากเหยียดยิ้ม จากนั้นคลายมือของตนออกตรงหน้าหยวนอีย่วน
ชาหลงหยิ่นที่ผลาญเรี่ยวแรงทั้งหมดที่หยวนอีย่วนมีในวันนี้กว่าจะได้มาหนึ่งถ้วยถูกหนานหมิงเหอโยนลงกับพื้นอย่างไร้ปรานี ละทิ้งราวกับของไร้ค่า
เศษกระเบื้องเคลือบแตกเป็นเสี่ยงๆ น้ำชากลิ่นหอมสาดกระจายเต็มพื้นหนานหมิงเหอสะบัดแขนเสื้อสีขาวเรียบ ไม่เปรอะเปื้อนแม้แต่น้อย
สีหน้าของหยวนอีย่วนแข็งทื่อ นางมองหนานหมิงเหออย่างไม่เชื่อสายตาตนเองฉับพลันก็กรีดร้อง “มีสิทธิ์อะไร! เยี่ยนเจาเจา นางมีสิทธิ์อะไร!”
เสียงกรีดร้องของสตรีทำให้หนานหมิงเหอแทบทนไม่ไหว เขาหยัดตัวลุกขึ้นในพลันปัดอาภรณ์ของตน แล้วแค่นเสียงหัวเราะเย็นชา
“เพราะนางคือเยี่ยนเจาเจา”
หนานหมิงเหอผลักประตูเปิดออก แล้วเดินจากไป
ไม่รู้ว่าเยี่ยนเจาเจามาตั้งแต่เมื่อไร ดวงตานางเบิกกว้าง กะพริบตาสองทีราวกับตกตะลึงกับคำพูดนี้ของเขา
หนานหมิงเหออดฉีกยิ้มไม่ได้ เขายื่นมือออกไปจูงเจาเจา เจาเจาก็กุมมือตอบเดิมตามเขาออกไปข้างนอกอย่างว่าง่าย
ตั้งแต่ต้นจนจบ นางไม่ได้เหลือบมองหยวนอีย่วนที่ทรุดลงกับพื้นสีหน้าเต็มไปด้วยความเกลียดชังให้เสียสายตาแม้แต่น้อย นัยน์ตาปรากฏเพียงหนานหมิงเหอที่อยู่เบื้องหน้าเท่านั้น
ด้วยเหตุนี้หนานหมิงเหอจึงพูดประโยคหนึ่งขึ้นมาอย่างควบคุมไม่อยู่
เพราะนางคือเยี่ยนเจาเจา เยี่ยนเจาเจาที่ใต้หล้ามีเพียงหนึ่งเดียวไม่มีใครแทนที่ได้
ไม่ว่านางจะกระทำสิ่งใด ขอเพียงนางอยู่ก็จะเป็นแสงจันทร์กับจุดแต้มสีชาด [2]ของเขาเสมอ
หนานหมิงเหอดูอารมณ์ดียิ่งนัก
เยี่ยนเจาเจายู่ปาก ก่อนเอ่ยถาม “เมื่อครู่พี่ชายคุยอะไรกับนางหรือเจ้าคะ?”
สุดท้ายเยี่ยนเจาเจาก็เลือกที่จะไม่ไปฟังว่าหยวนอีย่วนบอกอะไรกับหนานหมิงเหอตอนแรกนางคิดจะไปฟังสักหน่อยแต่พอหนานหมิงเหอจูงนางไปหน้าห้องข้างที่หยวนอีย่วนเลือก นางก็รู้สึกเบื่อหน่าย
พี่ชายรองพานางมาที่ห้องข้างนี้ แสดงว่าหนานหมิงเหอเชื่อใจตน
และนางก็ควรเชื่อใจหนานหมิงเหอ ดังที่หนานหมิงเหอรักและเชื่อใจนางเหมือนกัน
ยิ่งไปกว่านั้น หยวนอีย่วนจะพูดอะไรได้?
ไม่ว่าความลับยิ่งใหญ่ระดับชาติหรือเรื่องเล็กขี้ปะติ๋วก็ไม่เกี่ยวข้องกับเยี่ยนเจาเจาทั้งนั้น
อย่างไรเสีย มุมกำแพงที่เจาะเข้ามาได้ก็ไม่นับว่าดีนัก
ดังนั้นเยี่ยนเจาเจาจึงให้หนานหมิงเหอไปคนเดียวส่วนตนเองเรียกสาวใช้ว่านอนสอนง่ายสองคนไปเป็นสหายตกปลาที่สวนชั้นล่างได้ยินเสียงกรีดร้องของหยวนอีย่วนถึงโยนเบ็ดตกปลาทิ้ง วิ่งขึ้นมาดู
แต่ดูท่าหยวนอีย่วนจะเจาะเจอแผ่นเหล็กเข้าเสียแล้ว
นางขึ้นมาก็ได้ยินหนานหมิงเหอเอ่ยชื่อตัวเอง บอกว่าเพราะตนคือเยี่ยนเจาเจา
ในอดีตเยี่ยนเจาเจาไม่เคยรู้สึกว่าสามคำนี้ไพเราะนักแต่พอเอ่ยออกมาจากปลายลิ้นของเขาช้าๆ ด้วยน้ำเสียงอบอุ่นเปี่ยมความอ่อนเยาว์ของเขาก็แตกต่างไปจากตอนคนอื่นเรียกชื่อนางอย่างสิ้นเชิง
เยี่ยนเจาเจากลั้นยิ้มบนใบหน้าไม่อยู่ ลักยิ้มแต่งแต้มบนแก้มแต่ละข้างแลดูน่ารัก
พี่ชายรองเป็นพี่ชายรองคนเดียวของนาง หมาแมวหน้าไหนก็อย่าริอ่านจะคิด
พลันหยวนอีย่วนกรีดร้องอย่างคลุ้มคลั่ง “เยี่ยน...”
น่าเสียดายที่นางยังเอ่ยไม่ทันจบ มุมกำแพงฝั่งหนึ่งพลันปรากฏคนขึ้นสับคอหยวนอีย่วนอย่างแรงจนนางหมดสติไป
“คุณชาย?”
คนผู้นั้นประสานมือ เยี่ยนเจาเจาถึงจำได้ว่าเป็นหมิงอี
ความหมายของหมิงอีคงกำลังถามหนานหมิงเหอว่าจะจัดการหยวนอีย่วนอย่างไร
หนานหมิงเหอไม่แม้แต่หันกลับไปมอง เขาเพียงสะบัดหลังมือตนบอกเป็นนัยว่าให้หมิงอีจัดการตามสะดวก พลางหันศีรษะมาจับจ้องเยี่ยนเจาเจาตั้งท่าจะอุ้มเยี่ยนเจาเจาขึ้น แต่ตระหนักได้ว่านางโตเป็นสาวแล้ว
แต่ไม่ว่าเยี่ยนเจาเจาจะสูงแค่ไหนก็สูงไม่เท่าเขาหนานหมิงเหอที่เริ่มเติบโตเป็นหนุ่มเลยเอื้อมแขนยาวออกไปอุ้มเยี่ยนเจาเจาไว้เหมือนแต่ก่อน ให้นางนั่งบนปลายแขน เกาะคอของตนเองเป็นท่าน่ารักในการอุ้มแม่นางน้อย
“เจาเจาอยากจัดการนางหรือไม่?”
หนานหมิงเหอรู้สึกว่าเยี่ยนเจาเจากำลังกอดคอเขาแล้วหันกลับไปมองหยวนอีย่วนที่หมดสติอยู่ในห้องข้าง จึงเอ่ยพร้อมรอยยิ้มบางเบา
เยี่ยนเจาเจาส่ายศีรษะ เอ่ยเย้ยหยัน “จัดการคนโง่เช่นนั้นไม่จำเป็นต้องไปแปดเปื้อนหรอก”
หยวนอีย่วนช่างโง่งม นางจองห้องข้างในเหลาอาหารนี้ด้วยความใส่ใจแต่กลับไม่เอะใจสักนิดว่าทั้งร้านถูกหนานหมิงเหอเหมาไว้แล้ว หากนางรู้ตัวบางทีเยี่ยนเจาเจาคงจะมองนางสูงกว่านี้
น่าเสียดายที่นางไม่คู่ควรแก่การยกย่อง
แต่เยี่ยนเจาเจาเหยียดยิ้ม หรี่นัยน์ตาลง มือข้างหนึ่งลูบคอหนานหมิงเหอแผ่วเบา“แต่ข้าเจอคนที่เขลากว่านาง มิสู้ปล่อยพวกนางเล่นกันเองเล่าข้าอยากเห็นด้วยว่าพวกนางจะเล่นกันถึงขั้นไหน”
เยี่ยนเจาเจาปรบมือพลางเอ่ยคำพูดประตูห้องด้านข้างของหนานหมิงเหอพลันเปิดออก หมิงเอ้อร์ที่อยู่ด้านในผลักสตรีเนื้อตัวสกปรกมอมแมมคนหนึ่งออกมา
บนใบหน้านางปราศจากความเยือกเย็นและสง่างามที่เยี่ยนเจาเจาเคยเห็นเมื่อครึ่งปีก่อนร่างกายผอมกะหร่องทั้งยังสั่นระริก ดูน่าเห็นใจอยู่บ้าง
---------------------------------------------------------
เชิงอรรถ
[1] เทแกงหยุดน้ำเดือด หมายถึง แก้ปัญหาที่ปลายเหตุไม่สามารถแก้ปัญหาที่ต้นตอได้
[2] แสงจันทร์กับจุดแต้มสีชาด หมายถึงคนหรือสิ่งของที่อยู่ไกลเกินเอื้อมและมิอาจลืม