บันทึกเซียนลู่อิงหมิง(อ่านฟรี)

    บทที่ ห้าสิบเจ็ด

    บทที่ ห้าสิบเจ็ด

     

            พริบตาทั้งสองก็มาสุดทางสิ่งที่ปรากฏอยู่ตรงหน้าเป็นม่านน้ำไหลจากแสงเบื้องบนทั้งที่ไหลมาจากที่สูงขนาดนั้นแต่ว่าเสียงน้ำที่ตกกระจายกลับไม่ดังอย่างที่ควร

            ไม่รอช้าสวีจ้าวหรงพานางลอยขึ้นไปทะลุม่านน้ำขึ้นไปสายน้ำไหลผ่านทั้งสองคนจนตัวเปียกโชก แสงสว่างจ้าเหนือหัวทำตาพร่ามัวลู่อิงหมิงมองทางข้างหน้าต่อไม่ไหวจึงหลับตาลง แล้วจู่ๆ แสงก็หายไปนางจึงลืมตาขึ้นหันกลับไปมองข้างหลังอาณาเขตของแม่น้ำสู่หลุมอนธการหายไปแล้ว

            “ที่นี่ที่ไหน?”

            “ลองนึกดู เจ้าอาจจะเคยมา”

            ไม่ใช่ว่าตัวเองจำได้หรอกนะแต่ก่อนหน้านี้ทั้งสองคุยกันแล้วว่าทางออกที่เหลือคือทางนี้“ยมโลก?”

            ร่างสูงปล่อยหญิงสาวลงพอเดินได้ไม่ถึงสามก้าวก็มีคนโผล่ออกมาพร้อมใบหน้ายุ่งยากคิ้วขมวดมุ่น

            “เจ้าอีกแล้ว มาอีกทำไม” ชายผู้นั้นเอ่ยถามทันทีที่เห็นหน้าสวีจ้าวหรง

            “แค่ผ่านทาง” ผู้เป็นจอมมารกล่าว

            เหยียนโหรวมองผ่านจากสวีจ้าวหรงไปที่หญิงสาวข้างกาย“เจ้าเลิกมาที่นี่ได้แล้ว ที่นี่ไม่ใช่สวนหลังบ้านแล้วก็ห้ามพาคนอื่นมาด้วยเจ้าทำข้าลำบาก”

            ลู่อิงหมิงมองตรวจสอบชายผู้นั้นหากที่นี่เป็นยมโลกคนผู้นี้มีตำแหน่งหน้าที่อะไรน่าจะมีอำนาจพอตัวถึงกล้าคุยออกรสแบบนี้กับจอมมารแต่ที่แปลกใจคือสิ่งที่ชายผู้นั้นพูด สวีจ้าวหรงไม่ได้มายมโลกเป็นครั้งแรกและดูเหมือนจะมากกว่าหนึ่งครั้งเสียด้วย

            “อืม..จะไปแล้ว” ครั้งนี้จอมมารเอ่ยตอบอย่างรำคาญใจ เดินนำลู่อิงหมิงไปก่อนส่วนนางที่เดินตามก็ผงกหัวอย่างแสดงความยำเกรงต่อคนแปลกหน้าอยู่บ้างตอนเดินผ่าน

            “เราจะออกไปอย่างไร ที่นี่เป็นดินแดนคนตายนี่ มาที่นี่ไม่ผิดกฎหรือ”

            “หลุมอนธการที่นั่นก็ต้องห้าม” ชัดเจน สมเป็นจอมมารข้าอยู่เหนือทุกสิ่ง

            หลังจากนั้นก็ไม่นับว่าลำบากเท่าไรถึงจะต้องผ่านด่านค่ายกล อาคมต่างๆนานาชนิดแต่พอมีสวีจ้าวหรงอยู่ด้วยก็รอดปลอดภัยคล้ายเดินอยู่ในสวนที่มีแต่หนามกุหลาบแต่ก็ใส่ชุดป้องกันไว้อะไรก็ทำร้ายทั้งคู่ไม่ได้

            ตอนที่ทั้งสองกลับออกมาสู่ภพมนุษย์ที่นี่ก็เป็นเวลากลางคืนพระจันทร์ลอยเด่นส่องสุกสกาวให้ฟ้ายามค่ำคืนไม่มืดมิด

            “ไม่เคยคิดว่าจะคิดถึงพระจันทร์ขนาดนี้”ไม่รู้ว่าเสียเวลาไปนานเท่าไรนับตั้งแต่พรายน้ำส่งทั้งคู่เข้าอาณาเขตไม่รู้วันรู้คืนของจริง “ท่านจะกลับภพปีศาจเลยหรือไม่”

            เวลานี้ควรที่จะรีบกลับไปเฉินหยวนหายเงียบไปไม่ใช่เรื่องปกติ ลู่อิงหมิงคิดว่านี่อาจจะเป็นช่วงเวลาที่เกิดเรื่องนั้นขึ้นตามนิยายที่เคยอ่าน‘กบฏ ภายใน’ แต่นางก็ยังไม่กล้าพูดออกไป คงต้องให้มั่นใจเสียก่อน

            “ให้เจ้าพักคืนนี้ก่อน”

            สวีจ้าวหรงคืนร่างแล้วเขาคงไม่จำเป็นต้องพักฟื้นพลังอีกแต่ต่างจากนางที่กำลังจะร่างแหลกเป็นปีศาจจิ้งจอกแย่กว่าเป็นเซียนชายขอบเสียอีก นางไม่มีปราณที่ฟื้นฟูได้เองต้องกินจากคนอื่นเท่านั้นถึงจะเพิ่มพลังพอรู้ว่าจะได้พักร่างกายก็แทบจะยืนไม่อยู่เซเหมือนคนจะล้ม

            ชายหนุ่มเห็นร่างบางที่ยืนโอนเอียงก็ใช้มือข้างหนึ่งโอบนางเอาไว้“ไหวหรือไม่”

            “ไหวๆ” บริเวณนี้อยู่ห่างจากเมืองไม่ไกล ลู่อิงหมิงมองไปสุดสายตาเห็นกำแพงเมืองให้ทนอีกหน่อยก็คงพอไว้แต่อีกฝ่ายคงไม่เห็นด้วยถึงนางจะบอกว่าไหวแต่นางก็ถูกอุ้มขึ้นแนบอกแล้ว

            ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าแบบนี้ก็สบายดีไม่ต้องเดินเอง‘ขอครั้งนี้อีกครั้งก็พอ’ ลู่อิงหมิงจึงปล่อยเลยตามเลยยอมถูกอุ้มอยู่แบบนั้น

            ลู่อิงหมิงตื่นมาอีกทีก็นอนอยู่บนเตียงแล้วร่างกายรู้สึกสดชื่นไม่น้อย แค่ได้นอนพักนิดหน่อยดีขึ้นถึงเพียงนี้เชียวแต่พอได้ลืมตาตื่นจริงๆ ถึงเห็นว่าข้างกายนางมีชายหนุ่มนอนอยู่ด้วยเขาตระกองกอดนางเอาไว้ จึงรู้ทันทีว่าต้นเหตุที่รู้สึกดีก็เพราะถูกกอดเอาไว้นี่เองเขาป้อนปราณให้นางกินอีกแล้ว

            เคยคิดว่าตอนสวีจ้าวหรงคืนร่างนางจะบอกเขาว่าแท้จริงแล้วนางเป็นลู่อิงหมิงเองนางมาเกิดใหม่ในร่างจิ้งจอกแต่ตลอดทางยาวนานที่ฝ่าค่ายกลออกจากยมโลกนางไม่ปริปากบอกอีกฝ่าย นั้นก็มีสาเหตุ..

            ‘นางแตะไปแล้ว ลำธารสีนิลนั่น’ แต่เพียงปลายนิ้วเท่านั้นเพราะถูกสวีจ้าวหรงเรียกไว้เสียก่อนสิ่งที่เห็นจึงเป็นเวลาชั่ววูบพอหันมาเห็นร่างสูงที่คิดถึงทำให้ดีใจมากจนลืมสิ่งที่เห็นไปเสียสนิทแต่พอหนีออกมาได้แล้วก็เริ่มทบทวนซ้ำแล้วซ้ำเล่าเรื่องที่ตนจะไปจากโลกนี้ในสักวันแล้ว ‘กลับไปที่ตนจากมา’

            ‘แล้วคนผู้นี้จะทำอย่างไร’ ครั้งแรกที่นางตายเขาก็คลั่งถึงขั้นถล่มสวรรค์จะให้เขารู้ไม่ได้ว่าจิ้งจอกตนนี้คือเซียนลู่อิงหมิง นางควรตัดไฟแต่ต้นลมสูญเสียไปแล้วหนึ่งครั้งไม่ควรจะต้องให้เขาเผชิญสิ่งนั้นอีก

            “ข้าขอโทษ” นางเอ่ยเบายิ่งกว่าเสียงกระซิบคล้ายเป็นคำพูดไร้เสียงเพียงขยับปากเท่านั้นนางควรไปจากเขาก่อนที่เขาจะยึดติดไปมากกว่านี้แต่ขอแค่เพียงคืนนี้ลู่อิงหมิงซุกตัวเข้าหาชายหนุ่มพิงศีรษะที่อกแกร่งแล้วหลับไป

            เป็นเวลาเข้าช่วงสายของวันแล้วกว่าที่นางจะตื่นทุกอย่างยังคงเป็นเหมือนเดิม สวีจ้าวหรงยังคงกอดนางอยู่ไม่ปล่อยแต่ชายหนุ่มตื่นอยู่ก่อนเพียงแค่นอนหลับตา พออีกคนตื่นขึ้นเขาก็ลืมตามองนาง

            สายตาสองคู่สบกันลู่อิงหมิงรีบชันตัวลุกขึ้นเหมือนโดนของร้อน“ท่านตื่นแล้วทำไมไม่ปลุกข้า!”

            “หิวหรือไม่?” คำถามนี้อีกแล้วครั้งนี้นางไม่หลงกลหรอก

            “ไม่หิวเลย ไม่อยากกินอะไรทั้งนั้น”

            “งั้นหรือ..”ไม่รู้ทำไมถึงรู้สึกว่าน้ำเสียงของท่านจอมมารถึงมีความขบขันอยู่ในทีทั้งที่นางว่าคำพูดเมื่อครู่ก็ไม่มีตรงไหนที่แปลกจนน่าขัน

            “ท่านควรกลับไปภพปีศาจได้แล้ว ท่านขุนพลคงตกที่นั่งลำบากถึงหายไปเช่นนี้”

            สวีจ้าวหรงพยักหน้ารับขณะจัดชุดที่ยับตอนนอน“ข้าจะไปส่งเจ้าที่หนึ่งก่อน ที่นั่นปลอดภัยกว่า”

            “ข้าไปด้วยอาจจะมีบางอย่างที่ข้าทำได้”

            ร่างสูงก้มมองหญิงสาวแล้วเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยก่อนเอ่ยเยาะ“จิ้งจอกสองหางจะช่วยอะไรข้า”

            “ช่วยได้ก็แล้วกัน!”

            “นั้นสินะ เจ้าอ่านตำรามามาก รู้จักทั้งมังกร รู้แม้วิธีปราบเหนียน อาจจะรู้อะไรอีกเยอะ”มือหนาลูบผมของลู่อิงหมิงอย่างอ่อนโยน

            ลู่อิงหมิงถูกพามาที่ภพปีศาจด้วยอย่างที่ต้องการแต่แค่ถูกพามาเก็บไว้ในบ้านหลังเล็กๆชายขอบภพปีศาจเพราะไม่ว่าจะพูดอย่างไรสวีจ้าวหรงก็ไม่ยอมพานางไปด้วย

            “ข้าจะไม่พาเจ้าไปเสี่ยงมากกว่านี้ เวลานี้ไม่มีใครรู้ว่าปีศาจจิ้งจอกยังมีชีวิตอยู่เจ้าควรอยู่เงียบๆ” จอมมารให้เหตุผลไว้เท่านี้แล้วจากไป

            ลู่อิงหมิงกลับมาอยู่คนเดียวอีกครั้งหลังจากที่ไม่ได้สัมผัสมานานช่วงที่ผ่านมานี้ได้มีคนข้างกายมาตลอดก็ทำให้ไม่ชินกับความเงียบเช่นนี้นางจะต้องรู้ให้ได้ว่าเกิดเหตุอะไรในภพปีศาจ

            หญิงสาวมองหาทางแอบเล็ดลอดออกไปนางคิดว่าครั้งนี้สวีจ้าวหรงคงลงอาคมรอบบ้านเอาไว้แล้ว กันนางแอบหนีไป“เป็นจิ้งจอกสองหางทำไมถึงลำบากอย่างนี้นะ”

            จากฟ้าสว่างจนฟ้ามืดนางก็หาวิธีออกไปไม่ได้เสียทีไม่อาจรู้ได้เลยว่าเรื่องดำเนินไปถึงไหนแล้วจนนางต้องถอดใจทำได้เพียงออกมานั่งที่หน้าบ้านระหว่างที่กำลังเหม่อลอยประตูบานใหญ่อยู่ๆ ก็เปิดออก ลู่อิงหมิงจดๆ จ้องๆแต่ก็ไม่เห็นใครเข้ามา

            “ใครน่ะ?” หากก็ไม่มีคนตอบรับจึงตัดสินใจลุกขึ้นไปดูก็ไม่พบใคร มีเพียงประตูที่เปิดออกไม่มีทางเป็นเพียงลมพัดแน่ มีใครมาเปิดประตูแล้วก็หายไป ไม่รู้เป็นใครที่มาคลายอาคมให้แต่ไม่ยอมเผยตัวคนผู้นั้นจะรู้หรือไม่ว่ามีคนอยู่ในบ้านแต่การกระทำเช่นนี้สร้างความไม่ไว้วางใจให้ลู่อิงหมิงก็คิดหนักไม่รู้ว่าควรตามน้ำหนีออกไปดีหรือไม่

            ถ้าไม่ออกไปก็ไม่มีทางหนีไปได้อีกแล้ว“ไปก็ไป” ลู่อิงหมิงหลบหนีออกมาได้ในที่สุด

            ด้านในภพปีศาจสำหรับลู่อิงหมิงไม่ใช่สถานที่คุ้นเคยนางไม่รู้ว่าเผ่าห้าพิษแต่ละเผ่าแบ่งกันอย่างไร ในนิยายที่เคยอ่านเผ่าที่กบฏส่องสุ่มกำลัง อาศัยจังหวะจอมมารละสายตาไปจากภพปีศาจก็เข้ายึดเผ่าอื่นๆจากนั้นก็คบคิดกับแดนสวรรค์จะส่งสวีจ้าวหรงให้ถูกประหาร ดีที่ตอนนั้นสองเผ่าจากห้าเผ่ากลายมาเป็นเมียของท่านจอมมารเสียแล้วจินอวี้หยูและหลิงฉีหรานแกล้งสยบต่อผู้กบฏ แล้วตลบหลังจนจอมมารทวงคืนภพปีศาจได้

            แต่ปัญหาตอนนี้คือเหมือนสวีจ้าวหรงจะยังตัวเปล่าไม่มีเปิดตำหนักในรับเมียสักคน ลู่อิงหมิงไม่รู้ว่าปีศาจสาวหัวหน้าเผ่าทั้งสองจะเข้าข้างใครแต่ดูเหมือนพวกนางก็มีใจให้สวีจ้าวหรงไม่น้อยอาจจะยอมช่วยก็ได้

            “อย่างแรกไปช่วยเฉินหยวนก่อนดีกว่า”

            ตามนิยายเฉินหยวนน่าจะถูกขังไว้ที่ภายในเผ่าปีศาจงูถ้านางจำไม่ผิดแต่ทางไปเผ่าปีศาจงูไปทางไหนกันละ?

            เผ่าปีศาจงูเป็นเผ่าที่ภักดีที่สุดเฉินหยวนเป็นขุนพลข้างกายนั้นก็เพราะสายเลือดส่วนหนึ่งในบรรพบุรุษของสวีจ้าวหรงเป็นปีศาจงูเพราะฉะนั้นเผ่าปีศาจงูไม่ว่าอย่างไรจะไม่ยอมก่อกบฏต่อจอมมารจึงกลายเป็นเผ่าที่ถูกเข้ายึดและกักขังก่อนเผ่าอื่น

            อย่างแรกจะอยู่ในร่างเซียนเช่นนี้ไม่ได้ไม่นานคงถูกจับได้ นางเลือกเปลี่ยนร่างเป็นปีศาจแมงป่องชั้นต่ำที่เคยพบเจอสมัยก่อนน่าจะพอหลอกคนอื่นๆ ได้บ้าง

            ปีศาจจิ้งจอกในร่างแมงป่องตัวใหญ่สีดำมะเมื่อมตาสีเหลืองโปนวิ่งไปทั่วภพปีศาจจากที่คิดว่าจะหายากพอได้ลองหาก็พบไม่ยากเลย เพราะนางใช้ประสาทสัมผัสด้านกลิ่นปีศาจแต่ละชนิดมีกลิ่นต่างกัน ไม่นานก็มาถึงเผ่างูบริเวณนี้เงียบสนิทดูท่าจะถูกจับเป็นเชลยกันหมดแล้ว

            ปีศาจแมงป่องตัวสีดำแอบลอบเข้ามาด้านในได้อย่างเหนือความคาดหมายแต่พอเข้ามาจึงได้รู้ว่าที่เข้ามาได้เพราะไม่มีใครอยู่ที่นี่เลย! ไม่มีเชลยไม่มีพวกกบฏ

            ไปไหนกันหมด? ไม่อยู่ที่นี่จะหายไปไหนกันเล่าลู่อิงหมิงตามกลิ่นที่หลงเหลือของปีศาจงูไป

            ไม่แปลกใจแล้วว่าทำไมไม่มีปีศาจสักตัวเหลืออยู่ที่เผ่างูเพราะทุกตัวน่าจะมาปิดล้อมเผ่าตะขาบกันหมดแล้ว

            “พวกเขารู้อยู่แล้วหรือว่าจะมีการกบฏ ?” ลู่อิงหมิงประเมินสถานการณ์

            ตอนแรกเป็นหยางเหว่ยอี้ที่นำเผ่าตะขาบก่อกบฏคุมแต่ละเผ่าเอาไว้ใครที่ไม่สวามิภักดิ์ก็จะถูกจับเป็นเชลยแต่ตอนนี้กลับเป็นเผ่าปีศาจตะขาบถูกปิดล้อมเสียเอง

            ลู่อิงหมิงแฝงตัวเข้าไปทัพปีศาจที่ตั้งอยู่ห้อมล้อมเผ่าตะขาบเพื่อสืบสถานการณ์ก่อนหน้านี้หลายวันหลังจากที่ท่านจอมมารหายไปหยางเหว่ยอี้นำกำลังที่ซ่องสุมบุกยึดเผ่าอื่นแต่ไม่คาดคิดว่าเผ่างูเตรียมพร้อมอยู่แล้ว โต้กลับได้ในทันทีเกิดการต่อสู้ข้ามเผ่ายืดเยื้อนานหลายวันจนกระทั่งวันนี้ท่านจอมมารกลับมาแล้วจึงจะเตรียมบุกกำจัดพวกกบฏ ให้สิ้น

            ไม่คาดคิดว่าสวีจ้าวหรงกับเฉินหยวนจะรู้ทันก่อนแล้วเช่นนี้ก็ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง พระเอกก็คือพระเอกไม่ใช่ว่าจะปราบแล้วปราบได้ง่ายๆหยางเหว่ยอี้คงไม่ได้มีบทบาทมากเท่านิยายเสียแล้ว

            พระจันทร์ลอยเหนือหัวขุนพลเฉินนำอยู่หน้ากองทัพเผ่างูส่วนลู่อิงหมิงที่จำแลงกายเป็นปีศาจงูที่อยู่หลังท้ายก็สุ่มมองเหตุการณ์ ก่อนที่จะยกทัพเข้าจู่โจมร่างสูงองอาจอาภรณ์สีดำสนิทลอยขึ้นเหนือฟ้าตัดกับดวงจันทร์เต็มดวง

            “เปิดตัวใหญ่เสียจริง” นางอดจะนึกขำไม่ได้ถ้าไม่ใหญ่จะเป็นพระเอกได้อย่างไรสินะ

            เฉินหยวนที่อยู่หน้าทัพตะโกนสั่งบุกเสียงลั่นปีศาจตัวอื่นก็ค่อยๆ วิ่งกรูเข้าไปที่พื้นที่ถูกปิดล้อมแต่ลู่อิงหมิงกลับถอยออกห่างจากพื้นที่ต่อสู้เป็นทหารหนีทัพ

            ‘ถึงเวลาจากไป’

            ลู่อิงหมิงตรงกลับบ้านหลังเล็กชายขอบเพื่อเตรียมการล่วงหน้า

            ดวงจันทร์ยังไม่ทันเคลื่อนคล้อยสุดขอบฟ้าสงครามก็จบลงสวีจ้าวหรงก็ตรงกลับมาทันทีทำเหมือนไม่อยากเสียเวลาสักนิดที่จะไม่ได้อยู่กับนางแต่พอมาถึงหน้าบ้านก็พบว่าบ้านหลังน้อยถูกไฟไหม้โหมกระหน่ำ

            ไฟพวกนี้ไม่สามารถทำอะไรจอมมารได้อยู่แล้วเขาบุกเข้าไปโดยไม่เกรงกลัวสิ่งใดประตูที่ผุพังทำให้เห็นด้านในก่อนที่จะก้าวเข้าไป

            สวีจ้าวหรงเข้ามาถึงในตัวบ้านก็มีเศษผ้าที่คล้ายเสื้อของหญิงสาวที่เขาพามาที่นี่วางอยู่บนเตียงเสื้อผ้านั้นไหม้แทบไม่เหลือแล้วร่างสูงมองพลันขมวดคิ้วเล็กน้อยแต่ไม่ได้มีสีหน้าตื่นตกใจหวาดกลัวหรือแม้แต่ความเศร้ามีแต่เพียงความไม่เข้าใจ

            ร่างสูงก้าวเท้าออกมาจากบ้านแล้วสะบัดชุดเล็กน้อยแต่มันก็ไม่มีแม้แต่รอยไหม้ก่อนจะเหาะขึ้นฟ้าตามใครบางคนไปคนที่ไม่รู้ว่าทำเรื่องทั้งหมดนี่ไปทำไม เหมือนจงใจทำให้เขาเข้าใจผิดว่านางตาย

            ลู่อิงหมิงที่กำลังวิ่งออกจากภพปีศาจด้วยความเร็วที่สุดที่ฝีเท้าจะเร็วได้แต่ก็ไม่อาจจะสู้มารชุดดำ เขาลอยลงมาจากฟ้าอยู่หน้าปีศาจจิ้งจอกในร่างก้อนขนสีขาวนางชะงักเท้าชนิดที่ตัวไถลไปกับพื้นหญ้าอีกนิดก็จะชนร่างสูงเสียแล้ว

            “รีบไปไหน?” เขาเอ่ยถามนางทันที แต่นางตอบไม่ออกนางไม่มีที่ไปและก็ไม่รู้จะอธิบายอย่างไรจึงไม่เปลี่ยนร่างเป็นร่างมนุษย์“ถ้าไม่ชอบบ้านหลังนั้นก็บอก ถึงกลับต้องเผาทิ้งเลยหรือ อิงอิง?”

            ในที่สุดนางก็ต้องยอมจำแลงกายเป็นมนุษย์ร่างที่ไม่ใช่เซียนลู่อิงหมิง “เห็นแก่ที่ข้าเคยช่วยท่านไว้สักเล็กน้อยปล่อยข้าไปได้หรือไม่?”

            สวีจ้าวหรงเงียบไปมองพิจารณาร่างหญิงสาวตรงหน้าพักหนึ่งจึงเอ่ยปาก “ร่างเซียนเจ้าไปไหน?”

            “..เออ แต่เรื่องนั้นข้ารู้ว่าไม่ควรจำแลงกายเป็นท่านเซียน ก่อนหน้าเป็นเพราะความจำเป็นอภัยให้ข้าด้วย”

            ใบหน้าคมขมวดคิ้วหากัน“เจ้าพยายามโกหกอะไรอยู่”สวีจ้าวหรงเอ่ยถามนั้นเพราะเขาสงสัยว่าทำไมจนป่านนี้นางก็ยังไม่เผยอีกว่าจำเรื่องทั้งหมดได้แล้วหัวใจเขาเริ่มบีบรัด เหมือนว่านางไม่อยากให้เขารู้..เพื่อจะหนีเขาไปอีก

            “ข้า..เปล่า” หน้าหญิงสาวถอดสี

            “หึ ข้าไม่ใส่ใจ เจ้าใช้ร่างนางจนชินแล้วจะบอกว่าเพราะความจำเป็นได้อย่างไรจากนี้ก็ใช้ต่อไป!”

            “ข้าไม่กล้าแล้วจริงๆ”

            “ไม่กล้าก็ไม่กล้าเช่นนั้นก็ไม่มีอะไรต้องคุย กลับกันได้แล้ว”จอมมารตรงเข้าไปหมายจะโอบเอวนางเพื่อพากลับ

            วิกฤตแล้วเหมือนว่านี่เป็นความจำเป็นอีกรูปแบบหนึ่งลู่อิงหมิงจำยอมกลับคืนร่างเซียนร่างเดิมอย่างน้อยตนจะต้องได้ต่อรองก่อนจะไม่ยอมกลับง่ายๆ “กรุณาข้าเถอะท่านจอมมาร ปล่อยข้าไป”

            “ปล่อยเจ้า? แล้วเจ้าจะไปไหน?”

            “ข้าแค่อยากออกเดินทาง ก่อนหน้านี้ข้าอยู่แต่กับมนุษย์ไม่ได้เห็นโลกใบนี้เลยท่านปล่อยจิ้งจอกสักตัวได้หรือไม่”ลู่อิงหมิงยอมถึงขั้นจะเตรียมโน้มตัวคำนับให้ผู้เป็นจอมมารแต่กลับถูกร่างสูงดึงเข้าไปหาเสียก่อน เขาโอบเอวนางเอาไว้

            “ได้!” คำตอบของชายหนุ่มทำให้ลู่อิงหมิงแปลกใจ ไม่คิดว่าจะได้รับอนุญาตแต่ก็เพียงไม่นานเพราะประโยคต่อไป “แต่เจ้าเป็นผู้มีพระคุณของข้าเพราะฉะนั้นข้าจะเป็นผู้คุ้มครองเจ้าตอนออกเดินทางเอง”

    คล้ายกับเรื่องบันทึกเซียนลู่อิงหมิง(อ่านฟรี) ที่คุณอ่าน