ค่ำคืนที่บ้านไผ่ในยามนี้นอกจากจะหนาวจากอากาศแล้วชาวบ้านทุกคนยังต้องนอนหวาดผวาอยู่ทุกคืนด้วยเสียงลากเท้ายาวๆและเสียงวี๊ดร้องที่แสดงถึงความเจ็บปวดที่ไม่รู้ว่ามาจากไหนอีกมันช่างดังเสียดแทงบาดลึกเข้าไปยังจิตใจของผู้คนที่ได้ยินเป็นอย่างมากซึ่งเสียงนี้สามารถทำให้ขนหัวลุกและขนแขนตั้งชันได้เลยทีเดียวยามนี้บ้านไผ่แห่งนี้ต่างก็หนาวทั้งตัวหนาวทั้งใจกันเป็นอย่างมาก
“ผู้ใหญ่เราอยู่กันอย่างนี้ต่อไปไม่ไหวแน่เสียงอะไรเราก็ไม่รู้ จะเปิดประตููหรือหน้าต่างออกมาดูก็ไม่กล้าอีก”ชาวบ้านชายคนหนึ่งพูดกับผู้ใหญ่บ้านของตน
“ฉันว่าเราไปหาหลวงพ่อที่วัดกันดีไหมเพราะเสียงวี๊ดยาวๆ ตามสมัยปู่ย่าตายายเขาบอกกันว่ามันน่าจะเป็นเสียงร้องของเปรตนะแต่ทำไมเวลามันเดินถึงได้มีเสียงลากเท้าด้วยอันนี้ฉันเองก็ไม่เคยได้ยิน”ลูกบ้านอีกคนเสนอกับผู้ใหญ่บ้าน
“ฉันเองก็ได้ไปดูรอยลากตามทางที่ได้ยินมาหลายวันแล้วก็ไม่เห็นว่าจะเหมือนรอยเท้าอย่างเราๆด้วยมันลากยาวๆยังไงก็ไม่รู้บอกไม่ถูก รอยมันจะหายไปหยุดอยู่ตรงบ้านลุงชื่นตลอดเลยดีว่าตอนี้เจ้าของคนใหม่เขายังไม่ได้มาปลูกบ้านอยู่หากเขารู้เรื่องนี้เขาคงได้ไปตามหาเจ้าชัยเพื่อเอาเรื่องมันเป็นแน่”ลูกบ้านคนที่สามพูดขึ้นมาบ้างด้วยความแปลกใจ
“ว่าแต่ไอ้ลูกทรพีอย่างมันไปอยู่ที่ไหนว่ะสองสามวันก่อนก็มีตำรวจมาถามหาตาชื่นพวกเอ็งรู้กันไหม”ผู้ใหญ่บ้านถามกับลูกบ้านของตน
“ได้ยินว่ามันไปอยู่ที่บ้านเมียใหม่ของมันแต่พวกฉันเองก็ไม่รู้ว่าอยู่ที่ไหนหรอกจ๊ะคนชั่วแบบมันใครเขาอยากจะคบค้าด้วยละจ๊ะ ไล่พ่อออกจากบ้านทิ้งลูกไม่ดูดำดูดี”ชาวบ้านชายคนที่หนึ่งพูด และทุกคนต่างก็พยักหน้าเห็นด้วย
พวกเขาเหล่านี้เมื่อปรึกษากันที่บ้านผู้ใหญ่ของตนเสร็จแล้วก็ได้พร้อมใจกันเดินมาที่วัดเพื่อจะได้นำเรื่องที่เกิดขึ้นในหมู่บ้านตอนนี้มาปรึกษากับหลวงพ่อเจ้าอาวาส
“พวกโยมมาทำไมกันล่ะทุกวันอาตมาไม่เคยเห็นพวกโยมจะมาเข้าวัดเข้าวากันเลยอาตมาไม่มีวัตถุมงคลให้หรอกนะ” หลวงตาเจ้าอาวาสถามผู้คน ที่เข้ามากราบตนถึงในกุฏิ
“พวกผมไม่ได้มาขอวัตถุมงคลหรอกครับที่มากันวันนี้ก็ด้วยเรื่องว่ามีเรื่องแปลกๆ ในหมู่บ้านช่วงนี้ที่ทำให้คนไม่กล้าหลับกล้านอนหรือลงจากบ้านตอนดึกๆดื่นๆกันแล้วหลวงพ่อไม่ทราบเลยเหรอครับ” ผู้ใหญ่บ้านเป็นตัวแทนกล่าวออกมา
“โยมไม่ต้องกังวลกันหรอกเมื่อถึงเวลาเขาก็จะไปเองแหละ เขาได้ทำกรรมหนักเอาไว้มากเลยต้องมาวนเวียนชดใช้ยังสถานที่จิตสำนึกของเขาอาวรณ์อยู่ อีกไม่นานเดี๋ยวเขาก็ไป”หลวงพ่อเจ้าอาวาสพูดขึ้นมา
“กว่ามันจะไปพวกผมไม่กลัวจนผมร่วงหมดหัวเสียก่อนเหรอครับหลวงพ่อมาได้ทุกคืนตรงเวลาเป๊ะๆ เจ้าด่าง เจ้าดำและพวกสมุนของมันก็ต่างพากันเห่าหอนสามัคคีต้อนรับมันกันดีสะเหลือเกิน”ชาวบ้านคนที่สองก็พูดกับหลวงพ่อตามความจริง
“เอาน่าพวกโยมก็ทนกันเอาหน่อยหากไม่อยากผมหมดหัวก็แค่อย่าเปิดประตูหน้าต่างออกมาดูก็พอ อีกสามวันเขาก็ไปแล้วถ้าวันนี้พวกโยมไม่มีอะไรแล้วก็พากันกลับไปเถอะช่วงนี้ตอนดึกๆเวลานั้นก็แค่อย่าออกมานอกบ้านก็พอ” หลวงพ่อพูดจบพร้อมกับหลับตานั่งสมาธิของตนต่อ
“กราบลาครับ”ผู้ใหญ่บ้านและลูกบ้านทั้งหมดต่างก็พากันกราบลาหลวงพ่อที่ตนนับถือแล้วก็พากันลงมาจากกุฏิเมื่อเดินลงบันไดมาแล้วต่างก็พากันแยกย้ายกลับบ้านของแต่ละคนต่อไป
ทางหมู่บ้านหนองนาค่ำคืนนี้คนของสวนขวัญและรวมถึงชาวบ้านที่สนิทกับครอบครัวของขวัญ ก็ต่างพากันมาช่วยงานศพของลูกชายปู่ชื่นกันหลายคนภาพเหล่านี้ต่างก็ทำให้ปู่ชื่นรู้สึกตื้นตันใจเพราะทุกคนที่มาช่วยงานที่วัดในวันนี้และรวมถึงครอบครัวของเพื่อนเขาอย่างทูลด้วยทั้งที่ไม่ใช่ญาติกันและก็ไม่เคยรู้จักกันมาก่อนยังยื่นน้ำมิตรไมตรีอันดีนี้มาให้เขาไม่รู้ว่าจะตอบแทนอย่างไรดี
การสวดศพคืนแรกก็ผ่านไปด้วยดีหลวงตาท่านบอกว่าให้สวดสักสามคืนแล้วก็นำไปเผาซะไม่ต้องฝังหรอกเพราะเขาจะได้ไปตามทางของเขาโดยเร็วที่สวดสามคืนท่านเองก็แค่หวังว่าวิญญาณบาปนี้จะได้มาฟังพระบ้างก็เท่านั้นทางด้านสัปเหร่อเมื่อได้ยินที่หลวงตาพูดแบบนี้เขาก็จะต้องรีบเตรียมฟืนให้พร้อมเช่นกัน
เนื่องจากช่วงนี้อากาศเย็นไม้แห้งไม่ค่อยจะมีสักเท่าไหร่เขาจะต้องไปหาเก็บแล้วนำมาตากให้แห้ง เนื่องจากวัดชนบทในตอนนี้ยังไม่มีเมรุเผาศพต้องเผากันบนกองไม้
ขวัญเมื่อเห็นว่าวัดที่บ้านเกิดขาดเมรุเผาศพ เธอจึงคิดที่จะนำเงินที่ขายของได้ที่มีอยู่ในมิติออกมาสร้างสิ่งที่ขาดนี้ให้กับที่วัดหากมีสิ่งใดขาดอีกก็จะนำเงินออกมาสร้างให้อีก แต่ต้องค่อยๆเอาออกมาเพราะถ้ามันมากเกินไปเธอกลัวว่าจะผิดสังเกตได้
เช้าวันต่อมาขวัญและครอบครัวและทุุกชีวิตที่อยู่ในสวนขวัญต่างก็นำข้าวปลาอาหารมาทำบุญส่วนหมูตอนนี้ก็ได้บวชเณรอยู่ที่วัดแล้วพร้อมกับน้องชายทุกคนของขวัญรวมทั้งพี่โชติเองก็บวชด้วยเช่นกันซึ่งการบวชนี้ก็ได้นำพามาซึ่งความปิติให้กับปู่ทูล ปู่ชื่นย่ามีพ่อแม่รวมทั้งตายายฝั่งแม่นวลด้วยทุกคนต่างก็มาร่วมอนุโมทนาบุญกันอย่างพร้อมเพรียง เณรจะบวชอยู่ที่วัดเป็นเวลาเจ็ดวันทางด้านตายายฝั่งลุงมิ่งนั้นขวัญไม่ได้บอก
“พ่อจ๊ะเราไปคุยกับหลวงตากันเถอะจ๊ะ”ขวัญพูดกับพ่อขึ้นมาเมื่อพระทุกรูปกำลังจะกลับไปยังกุฏิหลังจากที่ให้ศีลให้พรจบแล้ว
“มีอะไรเหรอโยม”หลวงตาถามขึ้นเมื่อเห็นว่าพ่อและขวัญมากราบตน
“หนูคิดจะนำเงินที่ได้จากการขายของมาสร้างเมรุเผาศพให้กับวัดค่ะหนูก็เลยมาปรึกษากับหลวงตาว่าจะต้องทำอย่างไร” ขวัญพูดออกมาเมื่อพ่อและหลวงตาได้ยินต่างก็คิดเหมือนกันว่าขวัญมีเงินมากเลยเหรอ
“โยมก็หาช่างมาสร้างเอาเองก็แล้วกันอาตมาไม่ขอรับเงินเอาไว้หรอกมีอะไรก็คุยกับเจ้าค่อมเขาเอา เขาน่าจะแนะนำพวกโยมได้อาตมาก็ขออนุโมทนาบุญนี้กับโยมด้วยนะ ขอให้อายุมั่นขวัญยืน เจริญๆกันทั้งครอบครัว”หลวงตาท่านกล่าวออกมา
“เณรโชติไปเรียกค่อมมาหาอาตมาที”หลวงตาก็บอกกับเณรโชติที่อยู่ใกล้ๆหลังจากที่เณรลุกไปแล้วท่านก็หันมาสนทนากับพ่อทวนต่อ
“อาตมาขอบใจโยมทวนแทนเด็กกำพร้าพ่อแม่พวกนี้ด้วยนะที่โยมรับพวกเขาเป็นลูกโยมและครอบครัวเป็นเหมือนผู้มอบแสงสว่างให้กับพวกเขาโดยแท้จริงพวกเขาจะได้ไม่เดินทางหลงผิดกันอีกในชาตินี้พ่อทวนที่ได้ฟังก็ฟังเข้าใจบ้างไม่เข้าใจบ้างแต่ก็ยังคงยิ้มรับ
แต่สำหรับขวัญเธอเข้าใจอย่างถ่องแท้ดีเดียวว่าหลวงตาหมายถึงเรื่องอะไรเธอคิดว่านี่ก็ยังขาดอยู่อีกคนหนึ่งซึ่งชื่อก็มาซ้ำเอากับเจ้าหินลูกชายคนโตของน้าบัวอีกแต่เมื่อเธอดูแล้วก็คิดว่าไม่ใช่หินคนเดียวกันแล้วป่านนี้เจ้าหินคนนั้นจะเป็นอย่างไรกันแล้วชะตากรรมเป็นแบบไหนโตขึ้นถึงได้มาเป็นนักเลงได้
“ค่อมเอ็งมาแล้วก็มาคุยกับโยมทวนและโยมขวัญซะเขาต้องการที่จะสร้างเมรุเผาศพให้กับวัดของเรา”หลวงตาพูดกับลุงสัปเหร่อที่หลังค่อมตามชื่อของตน
“พูดจริงใช่ไหมที่จะสร้างมันต้องใช้เงินมากเลยนะ” ลุงค่อมถามมาทางสองคนพ่อลูก
“จริงจ๊ะลุงสะดวกวันไหน ก็บอกมาได้เลยเพราะหนูจะได้นัดช่างให้มาคุยกับลุง”ขวัญเป็นคนตอบคำถาม
“ได้ทุกวันแหละหนู ลุงขอให้เอ็งและครอบครัวเจริญๆนะลูก” ลุงค่อมแกก็อวยพรออกมา
เมื่อคุยกันเรื่องนี้จบแล้วขวัญและพ่อก็ขอตัวลากลับเพราะยังคงต้องมาจัดการเรื่องของงานในคืนนี้ต่อ ปู่ชื่นก็ได้เดินเข้าหาพ่อทวนและขวัญปู่ชื่นได้เล่าถึงเรื่องไหใบนั้นออกมาให้กับทั้งสองรู้
“หนูดีใจกับปู่ด้วยนะจ๊ะปู่จะอยู่กับหนูที่สวนต่อไป หรือจะซื้อที่ปลูกบ้านเองจ๊ะ”
“หากปู่จะซื้อที่เก็บไว้ให้เจ้าหมูมันอย่างเดียวแต่ไม่ไปปลูกบ้านอยู่เองได้ไหมลูก”ปู่ชื่นถามขวัญออกมาด้วยความกังวลใจ
“ทำไมจะไม่ได้กันล่ะลุงชื่นเจ้าหมูเป็นลูกชายของผมแล้วนี่ผมก็ว่าจะให้ปู่กับหมูย้ายเข้าไปอยู่กับเจ้าเพชรห้องหับมีเยอะแยะพี่น้องจะได้อยู่ด้วยกันที่ทางเราก็ซื้อหาเอาไว้พอเจ้าพวกนี้โตคิดจะมีครอบครัวเองเราก็ค่อยยกที่ทางให้”พ่อทวนเป็นคนตอบออกมา
“ทองที่ปู่มีปู่จะยกให้พวกเธอสองคนด้วยนะถือเสียว่าปู่ยกให้เป็นค่าดูแลเจ้าหมูมันเลี้ยงมันไว้เอาบุญสักคนเพราะปู่ก็ไม่รู้จะอยู่ได้สักกี่มากน้อยกัน”
“พวกหนูไม่เอาหรอกจ๊ะหากปู่คิดว่าเราเป็นครอบครัวด้วยกันแล้วก็เก็บเอาไว้ให้หมูเถอะจ๊ะจะเอาไปขายฝากเป็นเงินในธนาคาร หรือจะเก็บไว้เป็นทองแบบนี้ไปก็ได้เพราะอีกหน่อยมันจะแพงขึ้นเป็นหลายเท่าตัว” ขวัญบอกกับปู่ชื่น
หมูที่บังเอิญเดินมาได้ยินที่ปู่ พ่อและพี่สาวพูดขึ้น เขาก็น้ำตาคลอเขาคิดว่าช่างโชคดีเหลือเกิน ที่เขาได้มาเป็นส่วนหนึ่งในครอบครัวที่ดีแบบนี้เขาคิดว่าเขาจะกตัญญูกับครอบครัวใหม่ของเขานี้ให้ได้มากที่สุด และดีที่สุด
การสวดศพสองคืนผ่านไป จนกระทั่งได้มาสู่คืนที่สามคืนนี้เป็นคืนที่มืดมากกว่าทุกวันและอากาศก็หนาวเย็นเป็นอย่างมากใบไม้ด้านนอกศาลาก็มีลมพัดดังแกรก กราก ในขณะที่พระกำลังเริ่มสวดหมาที่อยู่ในบริเวณวัดต่างก็เห่าหอนรับกันมาเป็นทอดๆ
ตามมาด้วยเสียงวี๊ดร้องที่แสดงความเจ็บปวดพร้อมด้วยเสียงเหมือนคนกำลังเดินลากเท้าลมด้านนอกเองก็พัดแรงขึ้นด้วยเช่นกัน
“ทุกคนอยู่ในความสงบนะ ตั้งใจฟังพระสวดต่อไปเขาเองก็ตั้งใจที่จะมาฟังพระด้วยเหมือนกันเราไม่ได้คิดร้ายใครไม่ต้องกลัวว่าผีจะมาหลอกเข้าใจที่อาตมาพูดกันไหม”หลวงตาพูดขึ้นมาท่างกลางความโกลาหลของผู้คน
“โดยเฉพาะโยมชื่นและเณรหมูโยมทั้งสองต้องหมั่นทำบุญอุทิศให้กับเขาเยอะๆ นะเพราะกรรมที่เขาได้ทำไว้มันหนักเอาล่ะมาฟังพระกันต่อ” จบคำของหลวงตา ทุกคนก็ต้องทำใจให้สงบแล้วก็พยายามตั้งสติในการฟังพระสวดต่อไป
เสียงวี๊ดร้องนั้นก็ยังคงดังอย่างต่อเนื่องพร้อมกับลมที่พัดรุนแรงขึ้นด้วยเช่นกัน พาทำให้ทุกคนที่อยู่ในศาลาตอนนี้เริ่มที่จะนั่งกันไม่เป็นสุขซะแล้วจิตใจก็เริ่มสั่นคลอนด้วยความหวาดกลัวเข้าเกาะกุมทุกขณะ
“โยมชื่นเณรหมูออกไปพบเขาเสียเถอะมีอะไรก็บอกกับเขาไป พ้นวันนี้เขาจะต้องไปรับกรรมของเขาแล้ว”หลวงตากล่าวกับทั้งสองคน
เมื่อได้ยินแบบนี้แม้ในใจทั้งสองจะหวาดกลัว แต่เขาก็คิดว่านั่นเป็นลูกของตนพ่อของตน ก็ทำให้ความกลัวที่อยู่ในใจลดน้อยลงไปพอสมควร จึงได้พากันออกมาจากศาลา
ขวัญและครอบครัวต่างก็ตามมาด้วย ยกเว้นเณรแก้วที่ตอนนี้หลับไปแล้วถึงแม้จะว่าจะเด็กแต่เณรแก้วก็ปฏิบัตตัวตามเณรพี่ๆได้ เวลาปฏิบัติก็ตั้งใจทำให้คนที่พบเห็นต่างก็เอ็นดูเณรเด็กรูปนี้
ส่วนชาวบ้านที่ใจกล้าก็ออกมาด้วย คนไหนที่กลัวมากก็ไม่ออกมาเพราะแค่ได้ยินเสียงร้องก็ขนหัวลุก ขนตั้งกันแล้ว
สิ่งที่ทุกคนได้เห็นเมื่อออกมาจากศาลานั้นเห็นแต่เท้าขนาดใหญ่ที่มีโซ่ตรวนสวมใส่ที่ข้อเท้าทั้งสองข้างพอทุกคนเงยหน้าขึ้นไปมองตามเท้านั้นเรื่อยๆคนที่ขวัญอ่อนอาจจะตกใจจนช็อคไปได้เพราะเขามองเห็นเปรตที่มีรูปลักษณ์น่ากลัวเป็นอย่างมาก
ปากเป็นรูเล็กๆ ตาปูดโปน จมูกยุบกลวง แขนยาวตกลงมาที่พื้นมือใหญ่เท่าใบลาน เสื้อผ้าฉีกขาดรุ่งริ่งปู่ชื่นและเณรหมูเมื่อเห็นผู้ที่เป็นลูกและพ่อของตนเป็นแบบนี้ต่างก็สะเทือนใจน้ำตาไหลด้วยความสงสาร
“พ่อยกโทษให้ลูกแล้วไม่ได้นึกโกรธอะไรพ่อจะทำบุญไปให้เอ็งบ่อยๆนะ เอ็งจะได้หมดกรรมนี้โดยไว”
“พ่อจ๋า หนูไม่ได้โกรธพ่อ และก็ไม่เกลียดพ่อแล้วหนูก็จะหมั่นทำบุญให้พ่อบ่อยๆ ด้วยเช่นกัน หนูขอให้พ่อไปสู่ที่ดีๆนะจ๊ะ” เมื่อจบคำทั้งของผู้เป็นพ่อและผู้เป็นลูกแล้วเปรตตนนี้ก็เหมือนจะหลั่งน้ำตาลงมาที่พื้นเพราะที่พื้นมีรอยเปียกเป็นวงกว้างแล้วเจ้าเปรตตนนี้ก็จางหายไป