นิทานคีตา กาลครั้งนั้น

    ตอนที่ 124 สัญลักษณ์แห่งไฟ

            ตอนที่ 124 สัญลักษณ์แห่งไฟ

             

             

            ในชั่ววินาทีนั้น อริยะเข็มโลหิตเหงื่อไหลโทรมกาย สีหน้าซีดขาว ลมหายใจติดขัด อริยะเช่นเขาถึงกับถูกกดดันจนสีหน้าซีดขาวจากแรกเกิดคนหนึ่ง

             

            เผ่ารูเบียสทั้ง 3 คำนับแล้วจึงรีบถอยกลับเข้ากงจักรไป กงจักรนั้นเริ่มปั่นดั่งสว่าน ก่อนจะมุดดินหายไปอย่างรวดเร็ว ท่ามกลางเศษซากของป่าที่กลายเป็นขี้เถ้าและกลิ่นไหม้ องค์หญิงไพลินและอริยะแปลงเพลิงยืนมองหลุมลึกที่กงจักรนั้นจากไป

             

            เมื่อกงจักรนั้นจากไปจนไม่อาจสังเกตหรือรู้สึกได้อีกต่อไป พวกเขาทั้งสองจึงถอนตัวกลับ ลูกไฟขนาดยักษ์ตัดผ่านห้วงนภาอีกครั้ง มุ่งหน้าสู่นครรัตนะด้วยความเร็วที่เหนือล้ำกว่ากงจักรดำดินไม่รู้กี่เท่า

             

            ภายในกงจักรนั้นแม้ดูจากข้างนอกจะมีขนาดไม่ใหญ่นัก หากภายในนี้กลับใหญ่กว่ารถม้าใด ๆ ที่นิทานเคยโดยสาร ราวกับเป็นห้องห้องหนึ่งที่ปิดทึบ ไม่อาจเห็นภายนอกแต่อย่างใด เพียงเห็นภาพฉายบนผิวดินที่ก่อเกิดจากอาคม

             

            อริยะเข็มโลหิตยังคงมีสีหน้าซีดขาว เขาเกิดความรู้สึกหวาดกลัวจากก้นบึ้งของหัวใจ แม้ยามเผชิญหน้ากับอริยะแปลงเพลิงเมื่อครู่เขายังไม่ปรากฏความหวาดกลัวแม้แต่น้อยแต่เพียงแค่แรกเกิดคนเดียวกลับทำให้เขาสั่นสะท้านได้ถึงเพียงนี้ ราวกับร่างกายมันกำลังกู่ร้องบอกให้เขาระวังตัว

             

            องค์หญิงที่ 4 แห่งราชวงศ์ไฟกัลป์ ไพลิน อัคนี ไฟกัลป์ อริยะเข็มโลหิตพึมพำ

             

            ในชั่วขณะนั้นเขาพลันนึกสับสนไปว่าคนเบื้องหน้าตนไม่ใช่องค์หญิงอายุเพียง 20ต้น ๆ แรกเกิดที่ถูกกล่าวหาว่าไร้ซึ่งพรสวรรค์ หากเป็นตัวตนแห่งไฟที่เขาหวาดกลัว

             

            อริยะเข็มโลหิตเป็นอริยะมานานร้อยปี เขาชะงักอยู่ที่ระดับนักสลักไตรมานานชั่วชีวิตเช่นกัน เขาไม่อาจก้าวหน้าได้อีก จึงรับหน้าที่งานจุกจิกหลาย ๆ อย่างที่เขาทำได้ภายในเผ่า

             

            ในอดีต มีครั้งหนึ่งที่องค์ราชาได้เข้าร่วมงานเลี้ยงกับตัวแทนแห่งไฟ ผู้ปกครองบัลลังก์สีชาด องค์ราชินีโกเมน อัคนี ไฟกัลป์

             

            เขาได้มีวาสนาได้เข้าร่วมงานนั้นในฐานะผู้ติดตามชั้นปลายแถว ไม่ได้แม้แต่จะเข้าไปในงาน เพียงยืนอยู่ด้านนอกงานเช่นผู้ติดตามคนอื่น ๆ หากมีเพียงชั่วขณะหนึ่ง ชั่วพริบตาที่ประตูงานเลี้ยงกำลังจะปิดลง เขาได้ยลโฉมของสัญลักษณ์แห่งไฟ สตรีผู้ควบคุมเพลิงกัลป์ ผ่านซอกของประตูที่กำลังงับปิด

             

            เขาไม่อาจจำหน้าตาของนางได้ ไม่แม้แต่รูปร่างหรือกลิ่นอาย สิ่งเดียวที่เขาสัมผัสได้คือความร้อน

             

            เป็นความร้อนแผดเผาที่เขาไม่เคยประสบมาก่อนในชีวิต ราวกับร่างกายและทุกสิ่งของเขาถูกหลอมละลายโดยไม่อาจขัดขืน เป็นเหมือนก้อนน้ำแข็งเล็กที่จมลงในมหาสมุทรลาวา

             

            สตรีแห่งไฟผู้นั้นน่าหวาดหวั่นถึงเพียงนั้น น่าหวาดหวั่นถึงขนาดที่เขาคิดว่าหากไฟจะมีชีวิต ไม่สิ หากไฟจะมีผู้ปกครอง มีผู้ครอบครองคำว่าไฟ เป็น 'ไฟ' ไปอย่างแท้จริง คงมีเพียงเธอเท่านั้น

             

            และในวันนี้ เพียงพบเห็นแรกเกิดคนเมื่อครู่ เขาถึงกับนึกเลือนรางไปถึงความหวาดกลัวที่เขาเคยมีในอดีตเกือบร้อยปีที่แล้ว

             

            อริยะเข็มโลหิตยามนี้จดจำนามขององค์หญิงไพลินไว้ในใจ สลักลึกลงไปถึงดวงวิญญาณ เขาถึงกับลอบดูถูกคนที่บอกว่าเธอนั้นอ่อนแอ หากเด็กหญิงเช่นนั้นอ่อนแอเขาคงเป็นเพียงมดตัวหนึ่งแล้ว

             

            ——————————————————————————————————————————————-

             

            นิทาน คีตา และโอไรออน ทั้ง 3 นั่งชิดกันอย่างเงียบเชียบภายในห้องขนาดใหญ่ที่ไม่ได้รับการตกแต่งอะไรมากนัก หากก็ได้รับการปฏิบัติด้วยดีพอ พวกเขาไม่ได้รับการจองจำหรือจำกัดใด ๆ เพียงนั่งบนเก้าอี้ที่ถูกตระเตรียมไว้ให้

             

            ทางด้านหลังคือนักสลักโทเผ่ารูเบียสทั้ง 2ที่จับจ้องมาทางพวกเขา ทางด้านหน้าคืออริยะเข็มโลหิตที่เป็นผู้บังคับควบคุมกงจักรนี้

             

            “ฉันยังไม่เคยออกนอกอาณาจักรไฟกัลป์เลยนะ นี่เป็นครั้งแรกเลย ตื่นเต้นมั้ยโอไรออน” นิทานชวนโอไรออนคุยเพื่อลดความกดดันรอบข้าง เขาสังเกตได้อย่างชัดเจนว่าแม้โอไรออนจะทำใจสู้หากตัวเขายังคงสั่นน้อย ๆ

             

            ยังไงโอไรออนก็เป็นเผ่าซือบาสล่ะนะ จะรู้สึกไม่ดีกับเผ่ารูเบียสก็ไม่น่าแปลก นิทานคิด คีตาที่อยู่ด้านข้างนอนลงอิงกับโอไรออน ให้หางยาวที่ไม่ฟูแล้วของมันเพราะอยู่ในรูปลักษณ์พยัคฆ์สนธยาเกยไหล่ของโอไรออน

             

            “ตื่นเต้นครับ ผมก็เคยมีความคิดว่าอยากออกไปตามหาพ่อกับแม่ดูในหลาย ๆ สถานที่ทั่วโลกนะครับ แต่ใครจะไปคิดว่าวิธีการออกนอกอาณาจักรครั้งแรกจะเป็นในรูปแบบนี้” โอไรออนหัวเราะเสียงแห้ง เขาก็พยายามทำให้ตนเองไม่กลัวอยู่เช่นกัน

             

            “เอาน่า ถือว่าไปลองอะไรใหม่ ๆ ไง ฉันไม่ได้ทำอะไรอยู่แล้วเลยไม่กังวลเท่าไหร่ นายก็ไม่ต้องกังวลหรอก โอ๊ะ หรือว่าถ้านายเป็นสายให้โจรสลัดพวกนั้นจริงก็อีกเรื่องนะ” นิทานกล่าวหยอก จิ้มไปที่เอวข้างหนึ่งของโอไรออนจนเจ้าตัวสะดุ้ง

             

            “ไม่ใช่อยู่แล้วครับ! นี่ถ้าตอนนั้นผมไม่ได้บาดเจ็บนะผมรีบเข้าไปช่วยคุณแซฟไฟร์สู้แล้ว!” โอไรออนโวยวายพลางหัวเราะ ดูเหมือนว่าวิธีการหยอกเล่นของนิทานจะได้ผลดีทีเดียว

             

            “จ้า จ้า ขอบคุณที่ช่วยเหลือนะ” นิทานหัวเราะตอบกลับพลางขยี้หัวของโอไรออนอย่างมันเขี้ยว หากเขามีน้องชายก็คงจะรู้สึกประมาณนี้

             

            “พวกข้าหวังว่าที่เจ้าพูดจะเป็นความจริงทุกประการนะ แซฟไฟร์” เผ่ารูเบียสทางด้านหลังกล่าวขึ้น สายตาของเขายังคงจับจ้องมาทางนิทานอย่างไม่วางตา แม้ก่อนหน้านี้จะแทบได้รับคำยืนยันจากตัวองค์หญิงไพลินเองแต่ดูเหมือนว่าเผ่ารูเบียสนั้นจะไม่เชื่อใจคนนอกในเรื่องสำคัญเช่นนี้โดยเด็ดขาด

             

            “รับรองด้วยความสัตย์จริงค่ะ” นิทานตอบกลับ เขาหุบยิ้มลง จับจ้องไปทางทั้งสองกลับด้วยแววตาที่คราวนี้ไร้ซึ่งความกดดันใด ๆ บาดแผลและแขนที่หักของเขาได้รับการฟื้นฟูโดยสมบูรณ์แล้ว โอสถเหล่านั้นได้ผลดีเยี่ยม หากเป็นตอนนี้เขามั่นใจว่าด้วยสมบัติที่อริยะแปลงเพลิงมอบให้เขาสามารถยื้อเวลากับนักสลักโททั้ง 2คนนี้ได้

             

            “พี่แซฟไฟร์เสี่ยงชีวิตช่วยผมไว้ แล้วก็มีเพื่อนคนอื่นอีก ไม่มีทางเป็นเรื่องโกหกหรอกครับ!” โอไรออนตอบกลับ ดูเหมือนว่าพอเขาเริ่มเข้าที่เข้าทางความกล้าและความมุ่งมั่นก็จะเริ่มกลับมาเช่นกัน

             

            “เหอะ เผ่าซือบาสน่ะมันเชื่อถือไม่ได้ พวกสับปลับปลิ้นปล้อนหน้าไหว้หลังหลอกอย่างนั้นน่ะ มีแต่อวดโฉมภาพลักษณ์ทำตัวเป็นผู้มีชาติตระกูลสูงส่ง หากภายในกลับเน่าเฟะ เผ่าพันธุ์ของเจ้ามันก็เหมือน ๆ กันหมด สั่งสอนกันมาให้หลอกลวงรุ่นต่อรุ่น” เผ่ารูเบียสอีกคนหนึ่งพูดขึ้น ดูเหมือนเขาจะมีความแค้นฝังลึกกับเผ่าซือบาส

             

            นิทานขมวดคิ้วน้อย ๆ เตรียมโต้กลับ หากโอไรออนกลับตอบกลับด้วยสิ่งที่ทำให้นิทานอึ้งไปชั่วครู่

             

            “ผมจะไปรู้ได้ยังไง ตั้งแต่จำความได้ก็เป็นเด็กกำพร้าแล้ว หน้าพ่อแม่ก็ไม่เคยเห็น อยู่แต่ที่เมืองท่าข้างสมุทร เพื่อนเผ่าเดียวกันก็ไม่มี มีแต่คุณยายที่สถานรับเลี้ยง ใครจะสอนผมก่อน แต่ละวันแค่ตั้งใจเรียนให้ทันเพื่อนคนอื่นก็เหนื่อยจะแย่แล้ว!” โอไรออนตอบกลับ เขามีสีหน้าไม่พอใจเล็กน้อย

             

            นิทานถึงกับหลุดหัวเราะเสียงดังลั่น ยิ่งเมื่อเห็นสีหน้าแข็งค้างไปของเผ่ารูเบียสทั้งสองนิทานแทบจะกุมท้องหัวเราะ ความใสซื่อของเด็ก ๆ หลายครั้งก็ทำให้พวกผู้ใหญ่ดูไม่ต่างอะไรกับคนโง่

             

            หากสิ่งที่ทำให้นิทานอึ้งยิ่งกว่ากลับเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง เมื่อนักสลักโทเผ่ารูเบียสคนเมื่อครู่ที่กล่าวปรามาสโอไรออนกลับก้มหัวลงโดยไม่สนฐานะ อายุ หรือระดับขั้นการขีดเขียนชะตาเลย

             

            “ข้าต้องขอโทษด้วยที่กล่าวหาเช่นนั้น ข้าไม่ทราบว่าเจ้าไม่ได้รับการปลูกฝังใด ๆ จากเผ่าซือบาสหรือเป็นเด็กกำพร้า เป็นข้าเองที่พูดไม่คิด” นักสลักโทผู้นั้นก้มศีรษะลงอย่างจริงใจ นัยน์ตาจ้องตรงที่โอไรออนจนเขาสะดุ้ง และภายในนั้นไม่มีความเสแสร้งแม้แต่น้อย

             

            นิทานและโอไรออนถึงกับชะงักไป พวกเขาไม่ทราบว่าควรตอบเช่นไรจริง จนเป็นอริยะเข็มโลหิตทางด้านหน้าที่กล่าวขึ้นมา

             

            “นี่ก็คือเผ่ารูเบียสข้า ผู้อื่นมักบอกว่าพวกข้าโง่เง่า ไร้เล่ห์กล หากสำหรับพวกข้าแล้วพวกข้าเพียงซื่อสัตย์ต่อความรู้สึก ศรัทธาต่อความจริงใจ และให้เกียรติความรู้สึกที่แท้จริง” อริยะเข็มโลหิตกล่าว

             

            “เมื่อครู่เอวานกล่าวตำหนิเจ้าจากความโกรธ หากเมื่อรู้ความจริงว่าเขาตัดสินผิดพลาดจึงได้เอ่ยขอโทษอย่างจริงใจ เรื่องทั้งหมดก็แค่นี้ พวกข้าไม่จำเป็นต้องเล่ห์เหลี่ยมใด ๆ” อริยะเข็มโลหิตกล่าวสรุป

             

            นิทานและโอไรออนพยักหน้าน้อย ๆ ความประทับใจในตัวเผ่ารูเบียสของพวกเขาเริ่มเป็นรูปเป็นร่างขึ้นบ้างแล้ว สมกับที่ทั่วมหาทวีปต่างบรรยายไว้ว่าเป็นเผ่าที่ซื่อตรง รู้สึกอย่างไรแสดงอย่างนั้น ไร้ซึ่งเล่ห์เหลี่ยม

             

            ถึงกับมีคำกล่าวติดตลกว่า หากอยากทำการค้าที่เจ้าจะไม่มีวันโดนหลอก เผ่ารูเบียสคือคู่ค้าที่ยอดเยี่ยมที่สุด ส่วนใครที่อยากลองทดสอบว่าตนหลอกลวงเก่งแค่ไหน ให้ทดสอบกับเผ่ารูเบียส เพียงแต่เจ้าต้องหลบหนีไปตลอดชีวิตหากผิดพลาดขึ้นมา

             

            จริง ๆ ก็เป็นเผ่าที่น่าคบดีนะ นิทานคิด ส่วนโอไรออนที่พยักหน้าน้อย ๆ กลับเดินไปจับมือของเอวานที่กำลังก้มหัวขอโทษผู้นั้นขึ้นมา

             

            “ไม่เป็นไรครับ ผมยกโทษให้” โอไรออนยิ้มอย่างจริงใจ จนเอวานผู้นั้นยิ้มตามให้กับความจริงใจและใสซื่อของเด็กชาย

             

            “เช่นนั้นแล้วหวังว่าเจ้าจะจริงใจกับพวกเราเช่นกัน แซฟไฟร์ หากทำได้ข้าหวังว่าเจ้าจะปลดเครื่องปลอมแปลงของเจ้าออก แม้มันจะไม่ส่งผลถึงเรื่องการสอบสวนหากมันก็ทำให้เรามั่นใจในตัวเจ้าได้มากยิ่งขึ้น” อริยะเข็มโลหิตพูดขึ้นพร้อมมองมาทางนิทานด้วยหางตา

             

            นิทานมองตอบ เขาพยายามมองหาดูว่าภายในคำพูดและท่าทางของอริยะเข็มโลหิตนั้นมีอะไรซ่อนอยู่หรือไม่ แต่นัยน์ตาสีแดงดั่งโลหิตคู่นั้นกลับใสกระจ่าง ไม่มีสิ่งใดเจือปนหรือแอบแฝงแม้แต่น้อย

             

            เขาขมวดคิ้วเล็กน้อยเมื่อเห็นว่าความกังวลของเขานั้นจะไม่เกิดขึ้น เผ่ารูเบียสผู้นี้ไม่มีเจตนาร้ายใด ๆ เพียงร้องขออย่างเปิดเผยและโดยตรง


    คล้ายกับเรื่องนิทานคีตา กาลครั้งนั้น ที่คุณอ่าน