ตำนานสามภพ ภาค พลิกชะตายุทธภพ จบแล้ว(มีE-Book)

    บทที่ 2 ตอนที่ 7 แยกย้าย 2/2

    “เจ้าสองคนอูหลินเฟิงกับจงหมิ่นสินะ” เฟิ่งหวงหยางชุนกล่าวถามหลังจากที่พี่สาวของเขาได้จากไปแล้ว

    “ใช่ พ่ะย่ะค่ะท่านชาย” อูหลินเฟิงกล่าว

    “มาเข้าร่วมกับข้าซะ” เฟิ่งหวงหยางชุนเข้าประเด็น ในครั้งนี้ที่เขายอมมาพบอีกฝ่ายก็เพราะความสามารถของอีกฝ่ายเท่านั้น

    “ต้องอภัยพ่ะย่ะค่ะ อีกไม่นานข้าต้องไปกับท่านอาจารย์แล้ว” อูหลินเฟิงกล่าวปฏิเสธ

    “ข้าเองอีกไม่กี่วัน อาจารย์ของข้าก็จะเดินทางมารับแล้วเช่นกันพ่ะย่ะค่ะ” จงหมิ่นเองก็ปฏิเสธเช่นกัน

    “คิดดูให้ดี แม้เก้าปราชญ์จะเป็นตัวตนที่แข็งแกร่งแต่ว่าก็ไม่อาจเทียบกับแดนศักดิ์สิทธิ์ได้ หากเจ้าเข้าร่วมกับข้าไม่ว่าทรัพยากรแบบไหนข้าย่อมสามารถหาให้พวกเจ้าได้” เฟิ่งหวงหยางชุนไม่ยอมแพ้ ในใจของเขาตัวตนของเก้าปราชญ์ก็เป็นเพียงกลุ่มคนที่มีความแข็งแกร่งเท่านั้น ไม่ว่าอย่างไรก็ไม่อาจสู้กับอำนาจและความแข็งแกร่งของราชวงศ์ได้

    อูหลินเฟิงที่เห็นที่ฝ่ายไม่มอบแพ้ง่ายได้กล่าวว่า “ถ้าเช่นนั้นเรามาพนันกันดีหรือไม่ ท่านชายหยางชุน”

    “หืออ พนัน?? เจ้าจะพนันอะไรกับข้า” เฟิ่งหวงหยางชุนกล่าวถาม น่าสนใจนักอีกฝ่ายกับกล้าพนันกับเขาแต่ไม่ว่าจะพนันอะไร เขาไม่แพ้แน่นอน

    “ข้ารู้ว่าท่านไม่เชื่อเรื่องในนิยายที่ข้ามอบให้ เอาแบบนี้ดีหรือไม่ อีกสี่เดือนข้างหน้า หากเกิดเหตุการณ์ตามนิยายจริงถือว่าข้าชนะ ท่านต้องล้มเลิกความตั้งใจในการดึงข้าสองคนเข้าฝ่ายท่าน แต่ว่าถ้าหากเรื่องในนิยายไม่เกิดขึ้น ข้าสองคนจะเข้าร่วมฝ่ายของท่านโดยไม่มีข้อแม้” อูหลินเฟิงกล่าว เขาได้เห็นแล้วว่าเฟิ่งหวงเซียนเอ๋อร์จัดการกับเฟิ่งหวงหยางชุนเช่นไร การพูดตรงๆ อีกฝ่ายย่อมไม่ยอมจำเป็นต้องใช้ลูกล่อลูกชนในการพูด ให้รู้สึกว่าอีกฝ่ายเหนือกว่าจึงจะสามารถทำให้เฟิ่งหวงหยางชุนติดกับได้

    “ก็ได้ เอาตามที่เจ้าว่าในอีกสี่เดือนหากไม่เกิดอะไรขึ้น เจ้าต้องเข้าร่วมฝ่ายของข้า” เฟิ่งหวงหยางชุนกล่าวอย่างมั่นใจเพราะไม่ว่าอย่างไรเขาก็ไม่เชื่อเรื่องในนิยายเด็ดขาด

    “เช่นกันข้าสองคนขอตัวพ่ะย่ะค่ะ” อูหลินเฟิงที่เห็นว่าเฟิ่งหวงหยางชุนยอมถอยชั่วคราวก็เลือกที่จะรีบกลับให้เร็วที่สุด เขาทั้งสองได้เดินกลับมาหาโอวหยางฉาง

    “ท่านโอวหยางฉาง รบกวนท่านส่งข้าสองคนกลับได้หรือไม่”

    “ได้ ข้าเองก็ได้รับคำสั่งให้กลับไป เข้าร่วมสืบสวนกับสำนักตรวจตราแผ่นดินเรื่องการโจมตีตระกูลจงและตระกูลอู คิดว่าอีกไม่นานจะสามารถทวงความยุติธรรมให้เจ้าได้ คุณชายจง” โอวหยางฉางกล่าว

    “ขอบคุณขอรับ” จงหมิ่นกล่าวขอบคุณ ในที่สุดกรรมก็ตามสนองพวกที่เล่นงานตระกูลจงของเขา

    “ไปกันเถอะ” โอวหยางฉางใช้ค่ายกลแสงหวนกลับอีกครั้งเพื่อกลับไปยังตระกูลอู การไปที่ตระกูลโอวหยางครั้งนี้กินเวลาไม่ถึงหนึ่งชั่วโมง อย่างน้อยอูหลินเฟิงก็สามารถทำให้เฟิ่งหวงเซียนเอ๋อร์เชื่อได้แล้ว หลังจากนี้จะต้องมีการเคลื่อนไหวอย่างลับๆ ของกองกำลังฝ่ายท่านหญิงเฟิ่งหวงเซียนเอ๋อร์แน่นอน

    หลังจากกลับมายังตระกูลอู อูหลินเฟิงและจงหมิ่นได้กลับไปคุยกันที่ห้องของอูหลินเฟิง ส่วนอูไต้หรงต้องจัดการความเรียบร้อยต่างๆ หลังศึกทั้งจัดการกับผู้เสียชีวิตของนักสู้ตระกูลอู จัดการความเสียหายของอาคาร และ ไปยังที่ว่าการสำนักตรวจตราแผ่นดินเพื่อให้ปากคำต่างๆ แก่มือปราบ

    “หลังจากนี้..อีกสี่เดือนสินะ” จงหมิ่นกล่าวออกมาเมื่อเหลือเขากับอูหลินเฟิงสองคน

    “ใช่ หลังจากนี้ก็แยกย้ายกันไปฝึก ค่อยกลับมาเจอกันอีกสี่เดือนก่อนงานเทศกาลโคมไฟที่เมืองจรัสแสง” อูหลินเฟิงบอกในอีกสี่เดือนเขาจะต้องพัฒนาพลังของตัวให้แข็งแกร่งขึ้นไปอีก

    “อีกสี่เดือนเจ้าอาจตามข้าไม่ทัน” จงหมิ่นกล่าวอย่างมั่นใจหากว่าในอีกสี่เดือนเขาสามารถใช้ปราณเพลิงและปราณวารีพร้อมกันได้เมื่อไหร่ เขาจะสามารถใช้ปราณทั้งสี่ธาตุพร้อมกันได้เมื่อนั้น ระดับลมปราณของเขาอาจจะทะลวงสู่จอมยุทธ์ทันที

    “ไม่แน่เหมือนกัน อาจารย์ของข้าคือปราชญ์ที่แข็งแกร่งที่สุด ต่อให้ระดับลมปราณของเจ้าเพื่อสูงแค่ไหนก็คงไม่อาจเอาชนะข้าได้อยู่ดี” อูหลินเฟิงกล่าว

    “เช่นนั้นอีกสี่เดือน เราจะได้รู้กัน”

    ..

    หลังจากนั้นไม่นานอูหมินจิงที่ถูกส่งออกไปจากตระกูลอย่างลับๆ โดยมีองครักษ์ระดับหกคุ้มกันก็ได้กลับมายังตระกูลอู ในเวลาไม่นานได้มีจดหมายเชิญเข้าร่วมจากสถาบันร้อยศาสตราหนึ่งในสิบยอดสำนักเชิญตัวของอูหมินจิงให้เข้าศึกษาที่นั่นเป็นกรณีพิเศษทั้งๆ ที่อายุของอูหมินจิงยังไม่ถึงเกณฑ์สมัครเรียน อูไต้หรงตัดสินใจให้อูหมินจิงเข้าศึกษาก่อนกำหนัด

    ด้านของพันธมิตรสิบตระกูลต่างถูกสอบสวนอย่างหนัก ทั้งสิบตระกูลโดนลงโทษตามกฎหมายของราชวงศ์ บางส่วนโดนใช้ตราผนึกปราณไม่อาจฝึกลมปราณและเลื่อนระดับได้อีกต่อไป ทรัพย์สินของตระกูลทั้งสิบโดนยึดบางส่วนได้ถูกแบ่งให้กับตระกูลอูและจงหมิ่นในฐานะผู้เสียหาย บางส่วนได้ถูกยึดเข้าราชวงศ์ คนภายในสิบตระกูลหลายคนที่มีส่วนร่วมในการสังหารตระกูลจงโดนทำลายพลังยุทธ์และส่งไปทำงานเหมืองตลอดชีวิต ส่วนตระกูลเซวียนเยวี๋ยนสามารถพ้นจากข้อกล่าวหาได้เพราะคำพูดก่อนตายของเซวียนเยวี๋ยนเหอชิว แต่ก็ยังโดนราชวงศ์จับตามองอย่างใกล้ชิด

    ในที่สุดก็ถึงวันที่สองปราชญ์จะมารับศิษย์ ปราชญ์วิญญาณและปราชญ์ดาบก็ได้เดินทางมายังตระกูลอูเพื่อรับศิษย์เช่นกัน ปราชญ์ดาบไม่พูดพร่ำทำเพลงทันทีที่มาถึงแล้วเห็นหน้าจงหมิ่นได้คว้าตัวลูกศิษย์ของตนแล้วหายออกจากตระกูลอูทันที เรียกได้ว่ายังไม่มีการทักทายกันแม้แต่น้อย จงหมิ่นก็โดนพาตัว หายไปจากตระกูลอูแล้ว

    “คารวะท่านปราชญ์วิญญาณ” อูไต้หรงกล่าวตอบรับผู้ยิ่งใหญ่ตรงหน้า ตอนแรกที่เขาได้ยินเรื่องของการที่อูหลินเฟิงถูกรับเป็นศิษย์สร้างความตื่นตะลึงให้กับเขาอย่างมาก ภาพที่เขาเห็นคือปราชญ์วิญญาณ คือชายชราผมและเคราสีขาวสวมชุดองค์เมียวจิสีขาวทั้งตัวท่าทางใจดี ดวงตาสีทองของปราชญ์วิญญาณราวกับสามารถมองทะลุได้ทุกสิ่ง ความรู้สึกที่สัมผัสจากปราชญ์วิญญาณคือไร้ตัวตน หากเดินสวนกันอูไต้หรงต้องไม่รู้แน่นอนว่าอีกฝ่ายคือเก้าปราชญ์

    “ไม่ต้องมากพิธีประมุขอู ข้าเพียงมารับศิษย์ของข้าเท่านั้น” น้ำเสียงอันอบอุ่นออกมาจากปราชญ์วิญญาณ

    “คารวะท่านอาจารย์” อูหลินเฟิงกล่าวทักทายอาจารย์ของตน ปราชญ์วิญญาณของไปยังศิษย์คนแรกและคนเดียวของตน

    “เจ้าพร้อมจะที่เดินทางแล้วหรือไม่” ปราชญ์วิญญาณถาม

    “ข้าพร้อมแล้วขอรับท่านอาจารย์” อูหลินเฟิงตอบ

    “เช่นนั้นก็เดินทางกันเถอะ”

    “ท่านพ่อ ทุกคนข้าขอตัวก่อน” อูหลินเฟิงหันไปกล่าวกับคนของตระกูลที่ทั้งมาส่งเขาและมาต้อนรับสองปราชญ์พร้อมๆ กัน

    “ท่านพี่โชคดีขอรับ” อูหลินเฟิงกล่าว

    “โชคดีขอรับคุณชายใหญ่” เจี้ยนฝูกล่าว

    หลังจากนั้นไม่ว่าจะเป็นอูไต้หรงและห้าผู้อาวุโสต่างมาส่งและอวยพรให้กับอูหลินเฟิงทั้งสิ้น

    “เฟิงเอ๋อร์ จงตั้งใจเรียนให้มาก อาจารย์ของเจ้าคือผู้ที่ยิ่งใหญ่รู้หรือไม่” อูไต้หรงกล่าวกับบุตรชาย

    “ขอรับท่านพ่อ ข้าจะตั้งใจศึกษา” อูหลินเฟิงตอบรับเข้าย่อมต้องตั้งใจอยู่แล้วได้เรียนจากผู้ที่ใช้พลังวิญญาณที่แข็งแกร่งที่สุดในทวีปปราณฟ้า

    ปราชญ์วิญญาณได้สร้างยันต์วิญญาณสีทองหนึ่งมาหนึ่งใบ วิชายันต์ วิญญาณภูตรับใช้ (ชิกิงามิ) วิหคยักษ์ปัณฑูร สิ่งที่อูหลินเฟิงเห็นคือยันต์สีทองนั้นค่อยๆ กลายร่างเป็นวิหคสีขาวขนาดใหญ่ กระแสพลังวิญญาณที่ปราชญ์วิญญาณใช้ออกมานั้นแทบจะเรียกได้ว่าไร้คลื่นพลัง ถึงจะเป็นอยู่ว่าอีกฝ่ายใช้พลังที่ยิ่งใหญ่ แต่กลับไม่อาจสัมผัสการเปลี่ยนแปลงของกระแสพลังได้เลย ทุกอย่างสงบนิ่ง ปราชญ์วิญญาณได้กระโดดขึ้นไปบนหลังของวิหคสีขาว อูหลินเฟิงก็กระโดดตามขึ้นไป จากนั้นวิหคสีขาวได้บินออกจากตระกูลอย่างรวดเร็ว ความเร็วของวิหคสีขาวยังมากกว่าปราณแสงของตระกูลโอวหยางเสียอีก แต่ว่าแรงลมที่ควรจะมีจากการเคลื่อนไหวอันรวดเร็วของวิหคขนาดใหญ่กลับไม่มีเลยแม้แต่น้อย

    “ท่านอาจารย์วิชายันต์ของท่านคือวิชาอะไรงั้นหรือ” อูหลินเฟิงที่เห็นวิชายันต์แบบนั้นก็ถามทันที

    “วิชายันต์ภูตรับใช้หรือชิกิงามิ เป็นวิชายันต์ขั้นสูงที่ต่อยอดมาจากยันต์พื้นฐานแปดรูปแบบของเจ้า” ปราชญ์วิญญาณกล่าว

    “ท่านรู้วิชาของข้าด้วยอย่างนั้นหรือ” อูหลินเฟิงกล่าวถาม เขาแทบจะไม่ได้ใช้แปดรูปแบบพื้นฐานของยันต์เขาเลยนอกจากยันต์ระเบิด ต่อให้เป็นยันต์ซ่อนเร้น เขาก็ประสานเขากับวิชาซ่อนจิตและจิตมายา ทำให้ยันต์ของเขาแตกแขนงออกไปมากกว่าแปดรูปแบบดั้งเดิม

    “วิชาวิญญาณสายยันต์หากต้องการฝึก ต้องเริ่มจากยันต์แปดรูปแบบ หลังจากนั้นเมื่อสามารถฝึกแปดรูปแบบได้ชำนาญแล้วค่อยพัฒนาเข้าสู้รูปแบบอื่นๆ” ปราชญ์วิญญาณอธิบาย หมายความว่าหากอูหลินเฟิงฝึกวิชายันต์ยังไงก็ต้องเริ่มจากวิชายันต์แปดรูปแบบอยู่แล้ว

    “อ๋อ” อูหลินเฟิงที่ได้รับมาเพียงคัมภีร์ไม่มีผู้ใดสอนได้แต่เรียนรู้ด้วยตนเองเท่านั้น

    “รู้หรือไม่เหตุใดข้าจึงรับเจ้าเป็นศิษย์” ปราชญ์วิญญาณถาม

    “ไม่ทราบขอรับ แต่ว่าข้าเองก็นึกสงสัยเพราะว่าภายในทวีปแห่งนี้มี แม้จะหาผู้ใช้พลังวิญญาณได้ยาก แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะหาไม่ได้ แต่ท่านยังไม่เคยรับศิษย์เลยแม้แต่คนเดียวกระทั่งได้เลือกข้าเป็นศิษย์คนแรก” อูหลินเฟิงกล่าว แม้ทวีปปราณฟ้าจะหาผู้ใช้พลังวิญญาณได้ยากแต่ว่าก็ยังถือว่ามีมากพอสมควร การที่เขาเป็นศิษย์คนแรกนั้นถือว่าแปลกมาก

    “แม้จะหาสามารถหาผู้ใช้พลังวิญญาณได้ แต่ว่าพลังจิตสมาธิของเขาเหล่านั้นไม่สูงมากพอที่จะสืบทอดวิชาของข้า วิชาของข้าคือวิชาสายยันต์วิญญาณเช่นเดียวกับเจ้า คนพวกนั้นไม่มีความสามารถมากพอจะเขียนยันต์ออกมาได้ทันทีที่ต้องการ” ปราชญ์วิญญาณกล่าว บนโลกลมปราณแห่งนี้มีวิชาวิญญาณหลายสายไม่ว่าจะเป็นผนึกวิญญาณลงอาวุธ มอบวิญญาณให้อาวุธ เนตรวิญญาณ

    วิชายันต์เองก็มีทั้งรูปแบบของยันต์จิตและยันต์วิญญาณแต่ว่าไม่ว่าจะเป็นยันต์จิตและยันต์วิญญาณก็ไม่เป็นที่นิยม เพราะว่าวิชายันต์พื้นฐานแปดรูปแบบเกิดจากการเขียนอักษรทั้งยี่สิบสี่ มาประสานเป็นยันต์แปดรูปแบบ หากไม่มีจิตสมาธิมากพอจะไม่อาจเขียนยันต์ในระหว่างต่อสู้ได้ แต่ปราชญ์วิญญาณเห็นว่าอูหลินเฟิงสามารถใช้ยันต์ได้หลายรูปแบบและสามารถใช้ได้ทันทีที่ต้องการ จึงเลือกอูหลินเฟิงเป็นศิษย์ และอีกเหตุผลที่เขาไม่ได้กล่าวคือพลังวิญญาณสีขาวที่เขาได้เห็นตอนที่อูหลินเฟิงสู้กับอสุรกายไร้ผิว เป็นพลังวิญญาณที่เขาคุ้นเคยเป็นอย่างมาก

    ..

    ..

    จบตอน

    คล้ายกับเรื่องตำนานสามภพ ภาค พลิกชะตายุทธภพ จบแล้ว(มีE-Book) ที่คุณอ่าน