ตอนที่ 34: ยุทธศาสตร์ดันเจี้ยนแห่งอนาคต และการเตรียมพร้อมศึกไต่ฟ้า
ซู่... ซู่... ซู่...
เสียงปั๊มน้ำกรองรังสีและสายฉีดสารเคมีสะเทือนกรดดังก้องไปทั่วลานปูนหน้าสถาบันวิจัยวิศวกรรมมิติ ทหาร ศป.ม. หน่วยช่างสิบนาย ในชุดคุ้มกันรังสีสีเหลืองก้าวเท้าเร่งฉีดพ่นสารเคมีสะเทือนน้ำกรดสีเขียวของปูอสูรเกราะดินกรดที่นอนตายเกลื่อนกลาด เพื่อป้องกันไม่ให้กรดกัดกร่อนฐานรากคอนกรีตของสถาบัน
ทหาร ศป.ม. อีกนับสิบนายกระจายกำลังเป็นแนวหน้ากระดาน คอยกวาดซากก้ามปูโลหะ เศษเกราะคอนกรีตมิสริล และชิ้นส่วนไซเบอร์ของการ์กอยล์อสูรเข้าสู่ 'กล่องสลายสสารชีวภาพ' บรรยากาศแห่งความโล่งอกเริ่มปกคลุมไปทั่วพื้นที่รอบฐานทัพส่วนหน้า (FOB)
น้ำมนต์ยืนปรับระดับลมหายใจอานาปานัสสติอยู่ข้างเสาปูนต้นใหญ่ ชุดเกราะผ้ายันต์นาโนด้ายทองคำบนร่างของเขายังคง ส่งออร่าอบอุ่นสีทองคำสว่างไสวเป็นจังหวะเบาๆ บาดแผลไหม้และคราบกรดที่เคยสาดกระเซ็นใส่เนื้อผ้า บัดนี้ถูกซับแรงและสลายตัวไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงความสดชื่นและพลังอาคมที่อัดแน่นอยู่ภายในเรือนร่าง
"น้ำมนต์... นั่งพักก่อนสิ" เสียงหวานของโมนาดังขึ้นข้างๆ หญิงสาวสวมชุดวอร์มฮู้ดที่ปรับจูนเข้ากับเตาปฏิกรณ์ Hyper-Nano ยื่นกระป๋อง 'น้ำแร่ผสมวิตามินมานา (Mana-Electrolyte Stream) ' มาให้เขา
น้ำมนต์ยิ้มบางๆ รับกระป๋องน้ำมาจิบ "ขอบคุณครับโมนา... สภาพร่างกายคุณเป็นยังไงบ้าง? เร่งสปีดแปดสิบเท่าติดต่อกันแบบนั้น มีอาการเกร็งของกล้ามเนื้อไหม?"
"สบายมากเลย!" โมนาชูหมัดขวาขึ้นพร้อมกับยักคิ้วให้เขาอย่างร่าเริง "เตาปฏิกรณ์ตัวใหม่ที่คุณพ่อส่งมาให้ มันช่วยฉีดสารชีวภาพลดการคั่งของกรดแลกติกในกล้ามเนื้อทันทีที่สปีดตก... ตอนนี้ฉันรู้สึกโปร่งและพร้อมลุยกว่าตอนอยู่หน้าประตูมิติแรกๆ ซะอีก!"
ภายในห้องควบคุมแผนที่ 3 มิติ ชั้นล่างของสถาบันวิจัย...
ร้อยเอกสิงขร ผู้กองเดช จ่าสิบเอกหญิงลันตา พร้อมด้วยน้ำมนต์และโมนา เดินก้าวเข้ามาล้อมรอบโต๊ะวางแผนโฮโลแกรม เอเต้ลอยลอยอยู่ใจกลางโต๊ะ ฉายภาพจำลอง 3 มิติของ 'หอคอยแกนกลาง (The Core Tower) ' ที่มีออร่าสีดำทองหมุนวนอยู่ตรงปลายยอด
"ผู้กองคะ... จากการถอดรหัสคลื่นมานามืดที่พุ่งขึ้นจากยอดหอคอยเมื่อครู่นี้" ลันตารัวนิ้วบนแป้นพิมพ์แฮกเกอร์ ฉายกราฟความถี่คลื่นให้ทุกคนดู
"ฉันกับ AI เอเต้ได้ทำการคำนวณอัตราการสะสมพลังงานของแกนหัวใจจอมมารอย่างละเอียดแล้วค่ะ!"
"ผลเป็นยังไงลันตา?" สิงขรถามด้วยน้ำเสียงหนักแน่น นัยน์ตาสีเข้มเพ่งมองภาพหอคอย
"สัญญาณที่เพิ่มขึ้นสิบเท่านั้น... ไม่ได้แปลว่าสถาบันนี้จะระเบิดหรือประตูมิติจะพังทลายในไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้านี้ค่ะ!" ลันตาอธิบายด้วยน้ำเสียง
ชัดเจน "แต่มันคือ 'คลื่นแรงดันกดทับ (Aether Pressure Wave) ' ที่แกนหัวใจจอมมารปล่อยออกมาเพื่อลองเชิงระบบดาวเทียม Aether ของเรา! คลื่นนี้จะค่อยๆ ทับซ้อนและสะสมความเข้มข้นขึ้นทีละน้อย"
"ถูกต้องครับ!" เอเต้ฉายแสงสีฟ้าเสริมความมั่นใจ "จากอัตราการก่อตัวของคลื่นมืด มันต้องใช้เวลาอย่างน้อย 240 ชั่วโมง... หรือประมาณ '10 วันเต็ม' ครับ! ก่อนที่คลื่นมานามืดจะมีความเข้มข้นพอที่จะมาบดขยี้สัญญาณดาวเทียมบนชั้นสิบของเราได้!"
ผู้กองเดชถอนหายใจยาวด้วยความโล่งอกอย่างเห็นได้ชัด "สิบวันงั้นเหรอ... หมายความว่าเรามีหน้าต่างเวลาปลอดภัย (Safety ) มากพอที่จะวางยุทธการได้อย่างรอบคอบ ไม่ต้องบุกแบบวิ่งลนลานจนเสียหลัก!"
"สิบวัน..." น้ำมนต์พึมพำ นัยน์ตาสีเข้มทอประกายลึกซึ้ง "สิบวันสำหรับการบุกไต่หอคอยแกนกลางหนึ่งร้อยชั้น... ถือเป็นระยะเวลาที่กำลังพอดีสำหรับยุทธการจู่โจมระยะยาว!"
"แต่การบุกหอคอยร้อยชั้นครั้งนี้..." ร้อยเอกสิงขรเอ่ยขึ้นพร้อมกับเดินไปที่หน้าต่าง มองออกไปทางม่านน้ำมิติเสถียรกลางลานกว้าง "ไม่ได้มีความสำคัญแค่การดับชีพจอมมารวิวิชเท่านั้น แต่มันคือ 'การเปิดประตูสู่ทางรอดใหม่ของมนุษยชาติ' ด้วย!"
คำพูดของสิงขรทำให้ทุกคนในห้องควบคุมต้องหันมามองด้วยความสนใจ
"ทางรอดใหม่... ยังไงครับผู้กองสิงขร?" น้ำมนต์ถาม
สิงขรหันกลับมา ฉายภาพผังโครงสร้างภายในหอคอยแกนกลาง 100 ชั้น บนหน้าจอโฮโลแกรม
"จากการวิเคราะห์ข้อมูลกล่องดำของสถาบันวิจัย..." สิงขรอธิบายลงลึก "หอคอยแกนกลางแห่งนี้ ในอดีตมันเคยเป็น 'สถานีจัดเก็บพลังงานมานาบริสุทธิ์ และคลังเก็บวัตถุดิบข้ามมิติ' ของสถาบันวิจัย ก่อนที่จะถูกจอมมารยึดครอง! ในแต่ละชั้นของหอคอย ตั้งแต่ชั้นที่ 1 ถึงชั้นที่ 99 อัดแน่นไปด้วย 'คริสตัลมานาบริสุทธิ์, แร่โลหะผสมมิสริล, แผงวงจรไซเบอร์โบราณ, และตำราอาคมที่สูญหาย'!"
ลันตาพยักหน้าเสริมด้วยสายตาตื่นเต้น "ถ้าพวกคุณน้ำมนต์และโมนา บุกทะลวงเปิดทางชั้นต่อชั้น... กองพัน ศป.ม. ของพวกเรา รวมถึง 'กลุ่มนักล่าทรัพยากร (Resource Hunters) และทหารรุ่นหลัง' จากโลกมนุษย์ ก็สามารถก้าวผ่านม่านน้ำมิตินี้ เข้ามาลำเลียงวัตถุดิบและใช้หอคอยแห่งนี้เป็น 'สนามฝึกจริง (Training Ground) ' เพื่ออัปเกรดระดับพลังงานและอาวุธให้ทหารและคนในโลกภายนอกได้!"
"หมายความว่า..." โมนา ตาเป็นประกาย "สถาบันวิจัยที่นี่จะกลายเป็น 'ศูนย์กลางการขนส่ง (Hub) ' แล้วหอคอยร้อยชั้นก็จะกลายเป็น 'ดันเจี้ยนทรัพยากร' ที่ช่วยให้คนฝั่งโลกมนุษย์เข้ามาเก็บเลเวลและฝึกวิชาได้ด้วย!"
"ถูกต้อง!" สิงขรตบโต๊ะดัง ปัง! ด้วยความสะใจ "โลกมนุษย์เบื้องนอกจะไม่ใช่ฝ่ายตั้งรับรอความตายอีกต่อไป! เมื่อเรายึดสถาบันนี้ได้ และเปิดทางหอคอยสำเร็จ มนุษย์เราจะใช้ทรัพยากรในมิติต้องคำสาปนี้ ย้อนกลับไปอัปเกรดวิทยาศาสตร์และอาคมสายขาวให้แข็งแกร่งขึ้นจนไม่มีอสูรหน้าไหนกล้าแหย็มอีกเลย!"
เพื่อให้การบุกไต่หอคอย 100 ชั้นเป็นไปอย่างสมบูรณ์แบบที่สุด...
ตลอดช่วงบ่ายของวันนั้น น้ำมนต์ โมนา สิงขร และลันตา จึงได้เข้าสู่ 'ขั้นตอนการเตรียมพร้อมและเบิกจ่ายยุทโธปกรณ์ฉุกเฉิน (Gearing & Logistics Phase) ' ภายในห้องคลังอาวุธชั้นล่างของสถาบันวิจัย
ลันตานำกล่องโลหะสีส้มสามกล่องมาวางลงบนโต๊ะ "นี่คือ 'กล่อง MRE มานาเข้มข้นเกรดจู่โจมพิเศษ (Combat Mana Ratios) ' จำนวนสามสิบชุดค่ะ อาหารอัดแท่งพวกนี้ให้สารอาหารและฟื้นฟูพลังสมาธิฌานได้เทียบเท่ากับการพักผ่อนแปดชั่วโมงเต็ม ขนาดเล็กเบา พกพาสะดวก ไม่เป็นภาระในยามเคลื่อนที่เร็ว"
นอกจากอาหารแล้ว ลันตายังส่ง 'กระติกน้ำกรองรังสีนิวเคลียร์และมานาพิษ (Aether-Purified Canteen) ' ที่มีระบบหมุนเวียนกลั่นน้ำจากอากาศอัตโนมัติ ให้ทุกคนคนละสองกระติก
โมนาเข้าทำการตรวจเช็กเตาปฏิกรณ์ Hyper-Nano Core บนข้อมืออีกครั้ง โดยมีทหารช่าง ศป.ม. ช่วยติดตั้ง 'ช่องใส่ตลับแคปซูลระบายความร้อน (Cooling Capsule Slot) ' เพิ่มเติมสี่ช่อง เพื่อให้เธอสามารถเปิดใช้งานสปีด 80 เท่าและบาเรียนาโนอัดอากาศได้ต่อเนื่องยาวนานขึ้นโดยที่เตาปฏิกรณ์ไม่เกิดอาการความร้อนสูงเกินไป (Overheat)
ส่วนน้ำมนต์... สิงขรได้มอบ 'ม้วนคัมภีร์แผ่นโลหะทองแดงโบราณ' ที่จารึกด้วยพระคาถาชินบัญชรและคาถาวาตานิวายุ ให้เขานำไปศึกษาและประจุลงในชุดเกราะนาโนด้ายทองคำเพิ่มเติม
น้ำมนต์นั่งขัดสมาธิอยู่เบื้องหน้ากล่องโลหะ นัยน์ตาปิดหลับลงชั่วครู่ รวบรวมกระแสสมาธิฌานอานาปานัสสติบริสุทธิ์ นำม้วนแผ่นโลหะทองแดงทาบลงบน 'รอยสักยันต์เกราะเพชรสายฟ้า' บนหน้าอกชุดเกราะนาโน!
วิ้งมมมมมมมมมมมมมมม!
แสงสีทองคำสุกใสสว่างวาบขึ้นทั่วเรือนร่าง! เส้นด้ายทองคำบริสุทธิ์บนชุดเกราะนาโน ดูดซับอักขระคาถาวาตานิวายุเข้าไปทีละตัว จนเส้นใยทองคำทอประกายแสงระริกคล้ายคลื่นสายฟ้าและสายลมผสานกันอย่างอัศจรรย์!
"ยอดเยี่ยมมากเจ้าโฮสต์!" เอเต้ลอยหมุนรอบตัวเขาด้วยความตื่นเต้น "การประจุคาถาวาตานิวายุลงในชุดเกราะนาโนด้ายทองคำ ส่งผลให้อัตราความเร็วในการเคลื่อนที่และการออกอาวุธดาบของแก เพิ่มขึ้นอีก 50%! แกสามารถก้าวตามสปีดของยัยหนูโมนาได้แบบไม่ตกขอบแล้ว!"
"พร้อมรึยัง... ทุกคน?" น้ำมนต์ลืมตาขึ้น นัยน์ตาสีเข้มฉายแววเด็ดเดี่ยว ร่างในชุดเกราะผ้ายันต์นาโนด้ายทองคำยืนหยัดขึ้นอย่างสง่างาม
โมนา สิงขร และลันตา เดินเข้ามาหยุดยืนเคียงข้างเขา ยุทโธปกรณ์ เสบียง อาวุธ และจิตใจของขุนพลทั้งสี่คน บัดนี้พร้อมสมบูรณ์แบบ 100% ไร้รอยต่อ!
ตึง! ตึง!
ผู้กองเดชเดินก้าวเข้ามาหาคนทั้งสี่ พร้อมกับทหาร ศป.ม. และชาวบ้านที่ยืนส่งรอยยิ้มและสายตาแห่งความศรัทธาให้อยู่เบื้องหลัง
"พวกแกสี่คน..." ผู้กองเดชเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจัง ตบบ่าของสิงขรและน้ำมนต์หนักๆ "เรื่องแนวหลังที่สถาบันวิจัยนี้... ไม่ต้องเป็นห่วง! กองกำลัง ศป.ม. หนึ่งร้อยสิบสองนาย จะรักษาฐาน FOB นี้ไว้ คุ้มกันม่านน้ำมิติ และคอยเปิดทางให้นักล่าทรัพยากรจากโลกมนุษย์เข้ามาสมทบอย่างปลอดภัย!"
"ฝากทางนี้ด้วยนะคะผู้กองเดช!" โมนาส่งยิ้มสดใสให้
"ขอให้พระพุทธคุณ คุ้มครองพวกเธอทุกคน..." หลวงตาธรรมส่งกระแสจิตแผ่เมตตาผ่านม่านน้ำมิติข้ามมาจากโลกมนุษย์ เสียงกังวานสงบระงับดังขึ้นในจิตของน้ำมนต์อย่างน่าอัศจรรย์
น้ำมนต์ยกมือขึ้นไหว้อย่างเคารพ "กระผมจะนำชัยชนะ... และปิดประตูมิตินี้ลงให้สำเร็จครับหลวงตา"
ครืนนนนนนน!
ประตูเหล็กกล้าหน้าสถาบันวิจัยวิศวกรรมมิติเลื่อนเปิดออกอีกครั้ง!
เบื้องหน้าของขุนพลทั้งสี่คน—น้ำมนต์ (ขมังเวทย์ไซเบอร์) , โมนา (สาวน้อยสปีดนาโน) , สิงขร (ผู้บัญชาการอาวุธหนัก) , และลันตา (สไนเปอร์แฮกเกอร์) —คือทุ่งหินมิติมืดอันกว้างใหญ่ และปลายทางคือ 'หอคอยแกนกลาง 100 ชั้น' ที่ตั้งผงาดเสียดฟ้าสีแดงฉานอยู่อย่างน่าเกรงขาม!
การเดินทางแห่งมหากาพย์... การล่าทรัพยากร... และการบุกไต่ดันเจี้ยนหอคอยร้อยชั้นเพื่อเปลี่ยนโชคชะตาของมนุษยชาติ... ได้เริ่มต้นขึ้น ณ บัดนี้!