อี้เจ๋อเจี้ยน สยบมิติฟ้า ธิดาเทพยุทธ์ (จบ)

    161 ลำดับความสำคัญ

    คืนนั้น ร่างของหญิงสาวนางหนึ่งและชายหนุ่มสองคนปรากฏอยู่ข้างทะเลสาบรกร้างแห่งหนึ่ง….  ทะเลสาบแห่งนี้ที่จริงตั้งอยู่นอกเมืองหลวงไม่ไกล ทว่ากลับไม่มีผู้ใดกล้าเข้าใกล้ โดยเฉพาะยามหลังพระอาทิตย์ตกดินเช่นนี้  ด้วยเหตุที่ว่ามันถูกขนานนามเป็น ‘ทะเลสาบอาถรรพ​์’ นั่นเอง


    หลายร้อยปีก่อน ทะเลสาบแห่งนี้เคยมีสัตว์น้ำมากมาย ด้วยทิวทัศน์ที่สวยงามและความกว้างใหญ่ของมัน ทำให้สถานที่แห่งนี้ถือเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่งของแคว้นฝู ทว่าจู่ๆวันหนึ่ง ทะเลสาบแห่งนี้ก็เปลี่ยนไปเป็นแห้งสนิทในวันเดียว ! สัตว์น้ำหลายหมื่นชีวิตหายสาบสูญไปโดยไร้ร่องรอย ในก้นบึงแห่งสนิท เหลือเพียงตาน้ำเล็กๆผุดขึ้นมาอย่างแปลกประหลาดเท่านั้น .. 


    ตาน้ำนี้น่าหวาดกลัวอย่างมาก ขอเพียงเข้าใกล้ ร่างของสิ่งมีชีวิตจะค่อยแห้งลงอย่างช้าๆ ราวกับถูกสูบน้ำในร่างไป  จนในที่สุดไม่มีผู้ใดกล้าเข้าใกล้มันอีก น้ำสีฟ้าใสที่ไหลออกมาจากตาน้ำนั้นวันแล้ววันเล่าในที่สุดก็เติมทะเลสาบแห่งนี้จนเต็มอีกครั้ง ทว่าแม้กระนั้นหากผู้ใดก็ตามที่ลงไปในน้ำร่างก็จะแห้งเหือดไปอย่างรวดเร็วเช่นกัน สุดท้ายทะเลสาบแห่งนี้จึงถูกเรียกเป็นทะเลสาบอาถรรพ์และถูกทิ้งเอาไว้ไม่มีผู้ใดกล้าเหยียบเข้ามาใกล้


    ‘ทะเลสาบอาถรรพ์ คือสถานที่สุดท้ายที่พบพวกเขา’ จูเก่อหมิงให้ข้อมูลกับนาง มู่เชียนพยายามสอบถามถึงเหตุที่พวกเขามาที่นี่ ทว่าบุรุษเจ้าเล่ห์ผู้นั้นกลับหัวเราะและบอกว่าข่าวนี้มิได้อยู่ในข้อตกลง หากนางต้องการข่าวนี้ต้องจ่ายเพิ่มอีกเล็กน้อย


    ‘อยู่กับข้าปีหนึ่ง แล้วข้าจะช่วยเจ้าตามหาพวกเขา’


    มู่เชียนทำหน้าเมื่อย ‘เจ้าคิดจะเปลี่ยนบุคลิกทุกวันสามร้อยกว่าหน้าเลยหรือ  ?” ปีหนึ่งหากมิใช่นางรำคาญเขาก็คงเป็นเขาที่เหนื่อยจนตาย กล่าวจบก็สะบัดหน้าหนีมาทันที บุรุษจอมกะล่อนผู้นั้นตะโกนไล่หลังมาว่า


    ‘เทพอสูรธาตุดินที่เจ้าตามหา อยู่ที่เกาะฉีหลิน ทวีปตะวันออก อย่าลืมล่ะ !’ 


    มู่เชียนนึกแปลกใจไม่น้อยที่เขาไม่บิดพลิ้วเรื่องนี้ ทว่าเมื่อเขามีน้ำใจนางก็ย่อมรับไว้


    “น้ำนี้แปลกจัง  แม้ยามค่ำคืนยังมองออกว่าเป็นสีฟ้าใส” มู่เฉิงหลินเอ่ยพลางเดินสำรวจไปรอบๆอย่างสนใจ 


    “ปราณธาตุน้ำอัดแน่นมหาศาลมาก” ลวี่ซานถงกลายร่างเป็นมนุษย์ยืนอยู่ด้านหลังนายหญิงอย่างเรียบร้อย “ดูท่าตาน้ำในตำนานนั่น คงเป็นของวิเศษ” 


    “พวกเราลองลงไปดูสักหน่อยดีหรือไม่ ?”  เสี่ยวจิ้งเอ่ยขึ้นเช่นกัน รับรู้ถึงสายตาตำหนิของพี่ชาย ทว่าเขายังเกาะนิ่งอยู่บนไหล่ผู้เป็นนายอย่างไม่รู้ไม่ชี้


    ทันใดนั้นลวี่ซานถงพลันนิ่งชะงักไป   จมูกโด่งชูขึ้นร่อนไปมาในอากาศครู่หนึ่ง ก่อนจะหันกลับมาเอ่ยกับมู่เชียนด้วยสีหน้าเคร่งขรึมว่า


    “นายหญิง.. มีกลิ่นโลหิตมาร”


    “… หรือแถวนี้มีบ่อโลหิต ?” มู่เชียนเอ่ยพลางเหลือบตามองสำรวจบึงน้ำสีฟ้าใสสะอาดนั้นทันที  แต่กลับสัมผัสถึงปราณสีดำไม่ได้  จึงคิดจะเดินไปดูใกล้ๆ ทว่าลวี่ซานถงกลับดึงผู้เป็นนายไม่ให้ออกห่างตัวเอง


    “พวกมันล้อมเราไว้แล้ว !”


    “มากันเท่าไหร่ ?”  เสี่ยวจิ้งเอ่ยหลังจากเปลี่ยนร่างเป็นมนุษย์ หนุ่มน้อยผมแดงยืนอยู่ด้านข้างของมู่เชียนอย่างระแวดระวัง เขารับรู้ได้คร่าวถึงปราณมืดรอบด้าน ทว่าหากเทียบประสาทสัมผัสแล้วยังด้อยกว่าพี่สามของตนมาก


    “อย่างน้อยก็ร้อยคน” 


    “อะไรนะ ! เฉิงหลินกลับมานี่ !” มู่เชียนตะโกนเรียกน้องชายที่เดินอยู่ไกลอย่างตกใจ ต่อเมื่อเขาเข้ามาใกล้แล้ว สิ่งแรกที่มู่เชียนคิดคือ “จูเก่อหมิงทรยศเรา ?”


     ทว่าทันใดนั้นร่างๆหนึ่งก็ปรากฏขึ้นข้างกายนางทันที “ข้าเปล่านะ.. !” 

    บุรุษที่อยู่ในความคิดคำนึงของนางปรากฏร่างขึ้นอย่างกะทันหัน ก่อนจะชูยันต์ล่องหนให้นางเห็นตรงหน้า. “ข้าตามเจ้ามา เผื่อพบเหตุการณ์น่าสนใจเท่านั้น  อีกอย่างชาวแคว้นฝูเกือบครึ่งก็ล้วนเป็นสายให้ทูติรัตติกาล เจ้าถูกตามเจอก็ไม่เห็นแปลก”  


    เขาหันมองรอบด้านอย่างตื่นๆ เงาตะคุ่มในชุดคลุมสีดำนับร้อยกำลังตีวงล้อมเข้ามา   และเท่าที่เขาเห็นนั้น พวกมันมีระดับราชันย์ยุทธ์ขึ้นไปทั้งสิ้น


    “ทูติรัตติกาล” จูเก่อหมิงเป็นผู้นำของหอข่าวย่อมต้องรู้จักคนกลุ่มนี้ดี  “จากจำนวนที่เห็นนี้… ข้าว่าพวกมันขนกันมาหมดกองทัพเพื่อฆ่าเจ้าแล้ว”


    “เจ้าบ้า.. สอดรู้สอดเห็นจนจะตายแล้ว ยังจะไม่กลัวอีกเล่า” มู่เชียนโวยเสียงลั่น


    “เจ้ากลัวอะไร ข้ามีม่านแสง เจ้าอยู่กับข้า ให้พวกมันดิ้นพล่านกันอีกกี่ชั่วยามก็เข้ามาไม่ได้” กล่าวจบจูเก่อหมิงก็ถือวิสาสะรวบร่างนางมากอดไว้ ทว่าก็ถูกบางอย่างแทรกเข้ามาเสียก่อน


    “ระวังมือเจ้าหน่อย”  กระบี่เพลิงสุริยันในมือของเสี่ยวจิ้งย่อมไม่ทำร้ายมู่เชียน … ทว่ากับจูเก่อหมิงนั้นต่างออกไป เพลิงอสูรสีแดงจ้า.. ที่หมุนอยู่รอบดาบนั้นกระตุ้นแหวนของเขาให้เปล่งประกายจ้า ก่อนจะดีดร่างของชายหนุ่มทั้งสองให้กระเด็นออกไปเกือบสิบก้าว...​ อาวุธเวทย์ระดับเทพและอาวุธกึ่งเทพทักทายกันอย่างรุนแรง


    “อะไรกันท่านหก.. ข้าหวังดีกับเชียนเชียนแท้ๆ” 


    “ถ้าหวังดีจริงก็ถอดแหวนโยนมาทางนี้ แล้วก็ไสหัวไปซะ” ลวี่ซานถงเอ่ย.. สีหน้าของเขาไม่พอใจนักที่มีคนคิดล่วงเกินนายของตนต่อหน้าต่อตา.. 


    “พวกมันมาแล้ว !” มู่เชียนเอ่ยเสียงกร้าว..   เงาร่างตะคุ่มนับร้อยทั้งบนพื้นและบนฟ้า ทำให้มู่เชียนรู้สึกหวั่นใจนัก  นางรีบดึงน้องชายของตนเข้ามิติไปอย่างรวดเร็ว ศึกนี้ใหญ่เกินกว่าที่นางจะดูแลเขาได้  หากสุดความสามารถนางจะพุ่งตัวเข้าไปหลบในมิติทันที 


    ….ส่วนจูเก่อหมิง หวังว่าเขาจะมีทางออกให้ตนเองบ้าง !


    “ลงมือ !”  มังกรบนดาบเพลิงสุริยันคำรามลั่น ก่อนจะพุ่งออกไปบนฟ้า.. กลืนกินร่างราชันย์ทูติรัตติกาลไปหนึ่งร่าง จากนั้นเสี่ยวจิ้งก็พุ่งร่างขึ้นไป ในบรรดาคนทั้งสามเขาเป็นคนเดียวที่สามารถเปิดศึกบนอากาศได้


    ด้านล่างนั้น ร่างมารกรูกันเข้ามา ลวี่ซานถงถือพัดเล่มหนึ่งฟาดฟันไปรอบด้าน แม้เขาจะสำเร็จระดับมหาราชันย์แล้ว ยามนี้สู้กับระดับราชันย์แม้จะตึงมืออยู่บ้าง แต่ก็ไม่ยากลำบากเท่าครั้งก่อน 


    มู่เชียนนั้นก็เช่นกัน.. ปราณระดับมหาราชันย์ชั้นต้นของนาง เทียบได้กับราชันย์ยุทธ์.. แม้ศัตรูจะมีจำนวนมาก แต่หากให้เวลาสักหน่อยก็ไม่ใช่ว่าพวกนางจะไม่อาจรอดพ้นไปได้


    ท่ามกลางสนามรบอันวุ่นวาย มีเพียงจูเก่อหมิงที่นั่งสบายอยู่ท่ามกลางครอบแก้ว.. ตราบใดที่มู่เชียนมิได้ตกอยู่ในอันตราย เขาก็ไม่คิดยื่นมือไปช่วย  ทั้งยังคอยตะโกนเรียกนางให้เขามาพักดื่มชากับเขาในม่านพลังเป็นระยะ


    มู่เชียนรับมือราชันย์ทูติรัตติกาลยี่สิบกว่าคน ต่อให้เก่งกาจอย่างไรก็เหน็ดเหนื่อยอยู่บ้าง นางไม่เพียงไม่อาจสังหารได้แม้แต่คนเดียวแล้วยังถูกคนผู้นั้นก่อกวนสมาธิ สุดท้ายก็ตัดสินใจเรียกจื่อฮั่วออกมา


    “ไปจัดการเจ้าตัวน่ารำคาญนั่นให้ข้าที…”


    จูเก่อหมิงเห็นผีซิวก็ใจหายวาบ.. เขารู้ว่านางมีผีซิวตัวหนึ่งก็จริงแต่กลับลืมไป สิ่งมีชีวิตชนิดนี้สามารถฝ่าม่านพลังได้ทุกชนิด ทั้งยังรวดเร็วอย่างมาก.. ขณะที่เขายังไม่หายตกใจ ก็พบว่าถ้วยชาราคาแพงทั้งชุดของเขาหายไปแล้ว…


    “นั่นมันถ้วยชาหยกดำ ราคาสามล้านหินปราณเชียวนะ” เสียงโอดครวญนั้นน่ารำคาญน้อยลงมาก เมื่อบรรจุความเจ็บปวดใจลงไป  และนั่นเป็นจังหวะเดียวกับที่มู่เชียนสามารถสังหารราชันย์ยุทธ์คนหนึ่งได้สำเร็จ  


    ขณะที่หญิงสาวคลี่ยิ้มยินดี พลันรับรู้ถึงความเจ็บปวดของเทพจิ้งจอก  นางหันมองเขาก็พบว่าเขาได้ถูกเชือกสีดำสนิทเส้นหนึ่งรัดเอาไว้  


    มู่เชียนวิ่งเข้าไปหา มือเรียวยื่นไปคิดจะกระชากเชือกเส้นนั้นออกให้ ทว่าอึดใจต่อมา ก็เป็นคราวของเสี่ยวจิ้งบ้าง..เหนือศีรษะของนาง ร่างที่ถูกรัดแน่นของเสี่ยวจิ้งก็ร่วงลงมาเช่นกัน 


    มู่เชียนถึงปราณออกจากร่างของซานถงเรียบร้อยก็ปราดไปหาเสี่ยวจิ้ง ทว่าซานถงกลับถูกปราณสีดำสนิทจากพื้นยืดขึ้นมาพันเขาไว้ทั้งตัวอีกครั้ง … มู่เชียนกวาดตาไปรอบด้านก็พบเส้นปราณสีดำจำนวนนับพันหมื่นสายยืดยาวออกจากพื้น คล้ายกับหนอนขนาดใหญ่นับพันโบกไสวอยู่เหนือพื้นในรัศมีหลายสิบลี้.. พวกมันบางส่วนกรูเข้ามาพันร่างเหล่าเทพอสูรไว้   ร่างของราชันย์ยุทธ์ทั้งหลายลอยขึ้นเหนือฟ้า ราวกับเจตนาให้ปราณรัตติกาลเหล่านี้ทำงานได้อย่างเต็มที่


    ปราณเหล่านี้มาจากที่ใดกัน ในเมื่อนางเพิ่งสังหารร่างทูติเหล่านี้ไปคนเดียวเท่านั้น มู่เชียนตัดสินใจช่วยซานถงที่อ่อนแอกว่าก่อน หญิงสาวปล่อยปราณอี้เจ๋อมหาศาลออกมาสลายปราณนั้น ทว่าก็ถูกพอกกลับมาอย่างรวดเร็วราวกับไม่รู้จักหมดสิ้น 


    “อึ่ก..​นายหญิง มีร่างมารอยู่ที่นี่” ลวี่ซานถงเอ่ยขึ้นอย่างยากลำบาก ก่อนจะสลบไปด้วยเจ็บปวดจากการถูกปราณรัตติกาลนับหมื่นสายเล่นงาน  การโจมตีอันรุนแรงนี้มากเกินกว่าที่เทพอสูรเช่นเขาจะทนทานได้ 


    “คีก คีก คีก…” เสียงหัวเราะแปลกประหลาดแหลมแห้ง คล้ายเสียงหญิงชรา ดังขึ้น จากนั้นมู่เชียนก็ได้พบกับร่างของสตรีนางหนึ่ง 


    นางเดินอยู่ท่ามกลางวงล้อมของเส้นใยรัตติกาลด้วยท่าทางสนิทสนมคุ้นเคยอย่างมาก  พวกมันบางส่วนพัวพันร่างนางอย่างรักใคร่ ขณะบางส่วนก็ถอยออกไปเพื่อเว้นทางนางให้เดินได้สะดวกใบหน้าของนางงดงามอย่างมาก ทว่าผิวกายกลับบวมเป่ง จนเป็นสีม่วงอมเขียว เนื้อหนังบางส่วนหลุดร่อนออกมา มองอย่างไรก็ไม่ต่างจากซากศพเปื่อยยุ่ยร่างหนึ่ง..


    “ร่างมาร !” จูเก่อหมิงอุทานออกมา ก่อนจะลุกขึ้นวิ่งมาหามู่เชียนด้วยสีหน้าร้อนใจ ดึงนางและลวี่ซานถงไว้ในม่านพลัง


    “สู้ไม่ได้แล้ว.. รีบหนีเร็วเข้า นั่นมันร่างมารระดับมหาราชันย์ ! ”   


    “คีก คีก คีก… มู่เชียน.. วันนี้คือวันตายของเจ้า”


    มู่เชียนได้ยินก็ไม่คิดสู้อีกแล้ว นางจับมือซานถงไว้ ยามนี้อยู่ในม่านพลังไม่มีปราณสีดำรบกวน นางสามารถทำลายปราณสีดำทั้งหมดบนร่างเขาได้อย่างง่ายดาย เทพจิ้งจอกสลบไปแล้ว ทั่วร่างเต็มไปด้วยบาดแผลจากการถูกกัดกร่อน ..มู่เชียนรักษาเขาต่ออีกเล็กน้อย จนเมื่อสำรวจว่าอาการของเขาพ้นขีดอันตรายจึงคิดจะโยนเข้ามิติกำไลไป ทว่ากลับไม่สำเร็จ !


    “เกิดอะไรขึ้น ?!”  นี่เป็นครั้งแรกที่มิติกำไลไม่ตอบสนองคำสั่งของนาง แม้แต่ตัวนางเองก็ไม่สามารถเข้าไปได้ !!


    “คีก คีก คีก…” เสียงหัวเราะน่าสยดสยองดังขึ้น จากนั้นมู่เชียนก็เห็นภาพน้องชายของตนถูกปราณสีดำยึดไว้กลางอากาศ


    ‘เฉิงหลิน ?!’ มู่เชียนหน้าซีดด้วยความเป็นห่วง จากนั้นก็คิดบางอย่างขึ้นมาได้… เฉิงหลินคนเมื่อครู่ที่นางดึงเข้ามิติไป ไม่ใช่ตัวจริงหรือ ?!


    ‘แย่แล้ว !’ มู่เชียนสำรวจตราประทับของตนเองทันที


    ตราประทับของนางที่สร้างจากกำไลมิติยามนี้เป็นสีดำไปจนเกือบหมด.. ด้วยต้องพิษโลหิตมาร นั่นหมายความนอกจากนางจะไม่อาจใช้มิติได้แล้ว  อีกไม่นานแม้แต่ปราณยุทธ์ธาตุอื่นๆก็ไม่อาจใช้ได้


    “จูเก่อหมิง..” มู่เชียนเอ่ยเสียงเคร่งเครียด “ท่านมีวิธีไปจากที่นี่ได้หรือไม่ ?”


    “มี….แต่ว่าไปได้แค่สองคนนะ” ชายหนุ่มตอบด้วยสีหน้าตึงเครียดอย่างมาก ขณะเฝ้ามองปราณรัตติกาลนับร้อยนับพันสายที่โบกสะบัดอยู่รอบด้านค่อยๆเพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อยๆ…  


    ร่างมารที่ยืนอยู่นั้นสามารถดึงปราณจากกระจกรัตติกาลมาใช้ได้เกือบหนึ่งส่วน ปราณที่ถูกเก็บรวบรวมจากมิติแห่งนี้มาหลายร้อยปีมีปริมาณมหาศาลเพียงใด หนึ่งส่วนของมันจะมหาศาลเพียงไหนไม่ต้องเอ่ยก็คงจะพอรู้ได้


    “จื่อฮั่ว !” ผีซิวตัวน้อยรับรู้ความต้องการของนางทันที พาร่างของมู่เชียนพุ่งไปหามู่เฉิงหลินและเสี่ยวจิ้งด้วยความเร็วที่ไม่ต่างจากมหายุทธ์ผู้หนึ่ง 


    “ฟรึ่บ..” มู่เชียนกลับเข้ามาม่านพลังอีกครั้ง นางกอดร่างของมู่เฉิงหลินและเสี่ยวจิ้งไว้อย่างรู้สึกผิด ร่างของทั้งสองเย็นเฉียบด้วยปราณรัตติกาลทำร้าย จนสลบไปนานแล้ว  นางรีบปล่อยปราณอี้เจ๋อเข้าไปรักษาอย่างรวดเร็ว เกือบสิบนาทีต่อมา สีหน้าของพวกเขาจึงค่อยดีขึ้น 




    เห็นพวกเขานอนหลับไปอย่างสงบ มู่เชียนจึงยิ้มออกมาอย่างโล่งใจ นางอุ้มเฉิงหลินไว้ ก่อนจะส่งจูเก่อหมิงด้วยสีหน้าขอร้องแน่นอนว่าชายหนุ่มไม่มีทางเห็นด้วย


    “เจ้าต้องไปกับข้า..  ชีวิตของเจ้ามีค่ามากกว่า” จูเก่อหมิงเอ่ยด้วยน้ำเสียงหนักแน่น เพราะคำนี้เขาพูดแทนคนทั้งใต้หล้า ทว่ามู่เชียนกลับส่ายหน้าปฏิเสธ


    “แต่สำหรับข้า..เขามีค่ามากกว่า ข้ายินดีแลกชีวิตเพื่อปกป้องเขา” นี่คือน้องชายคนเดียวของนาง ต่อให้ต้องตายนางก็ต้องปกป้องเขาไว้ให้ได้ !


    จูเก่อหมิงยังคงไม่ยินยอมรับชายหนุ่มไป “มู่เชียน..เจ้าคือธิดาเทพยุทธ์ จะมาตายที่นี่ไม่ได้ !” 


    “ข้ามีวิธีของข้า แค่เจ้าเอาเขาออกไปก่อน..”


    “แต่..”


    “หากเจ้าไม่ไป ก็เท่ากับพวกเราตายพร้อมกัน..!”  ดวงตาสีน้ำตาลของนางฉายประกายจริงจัง


    จูเก่อหมิงมีสีหน้าไม่พอใจนัก…. ทว่าสุดท้ายก็ถอนหายใจออกมา ด้านนอกม่านนั้นถูกคลุมด้วยปราณสีดำสนิทจำนวนมาก.. เขาถอดแหวนม่านพลังในมือส่งให้นาง ก่อนจะเอ่ยเตือนว่า


    “ระวังตัวด้วย..หากร่างมารนั่นลงมือเมื่อไหร่ แหวนนี่ก็ทนการโจมตีได้ไม่เกินหนึ่งเค่อเท่านั้น..”   


    “แค่นั้นก็พอแล้ว” เห็นมู่เชียนยิ้มออกมาอย่างมั่นใจ   จูเก่อหมิงจึงระเบิดยันต์สลายร่างออกมา ร่างของเขาและมู่เฉิงหลินหายวับไปทันที


    “คีกคีกคีก.. ​เปรี้ยงงงง !” ร่างมารเหวี่ยงเส้นสายสีดำมโหฬารฟาดลงมาอย่างแรงเป็นครั้ง  


    มู่เชียนหลับตาลงพิจารณาปราณอี้เจ๋อที่อยู่ในร่างของนาง ยามนี้เหลือราวหกหรือเจ็ดส่วนเท่านั้น หญิงสาวหลั่งเลือดออกมาสามส่วน อาบร่างของจื่อฮั่ว เสี่ยวจิ้ง และลวี่ซานถงทั้งสามไว้ ขอเพียงมีเลือดของนางพวกเขาทั้งสามย่อมไม่เป็นไร..   


    สำหรับนาง  ตำแหน่งธิดาเทพยุทธ์ ก็แค่สายเลือดเทพในอีกมิติเท่านั้น ให้ซิ่งชางซ่างเสินหาคนใหม่เอาก็ได้… แต่เทพอสูรอย่างพวกเขาต่างหากที่ไม่อาจหามาทดแทนได้  โดยเฉพาะเสี่ยวจิ้ง ซานถง และจื่อฮั่ว พวกเขาพวกเขาคือคนสำคัญของนาง ..​มีเพียงหนึ่งเดียวเท่านั้น นางเสียพวกเขาไปไม่ได้จริงๆ !


    “เปรี้ยงงง !” เส้นที่สอง มู่เชียนเรียกตราประทับของตนออกมา สาดเลือดอีกส่วนลงไป  ล้างปราณธาตุมืดออก นางรู้ดีว่าต่อให้ใช้ปราณที่มีทั้งหมดในร่างก็ไม่อาจล้างตราประทับได้ แต่อย่างน้อยก็ให้นางสามารถใช้ปราณต่อไปได้อีกสักหน่อยก็พอ


    จื่อฮั่วเฝ้ามองพฤติกรรมของผู้เป็นมารดาด้วยดวงตาไร้เดียงสา เลือดของมารดาที่อาบอยู่บนตัวนางให้ความรู้สึกอบอุ่นและปลอดภัยขณะเดียวกันก็รู้สึกเศร้าใจอย่างไม่อาจหาสาเหตุได้


    “จื่อฮั่ว… พาพวกเขาออกไปจากที่นี่  ดำดินไป..” มู่เชียนนั่งลงออกคำสั่งอย่างอ่อนแรง ทว่าจื่อฮั่วกลับส่ายหน้าออกมา แม้นางไม่เข้าใจสถานการณ์นัก แต่ก็รู้สึกสังหรณ์ใจว่าไม่ควรทิ้งท่านแม่ไปในตอนนี้


    “ท่านแม่ไปกับข้าสิ” เสียงใสไร้เดียงสาเอ่ยออกมา


    “ข้าไปไม่ได้…” พวกมันต้องการตัวนางเป็นหลัก.. หากนางไป ไม่ว่าสุดหล้าฟ้าเขียวพวกมันก็จะไล่ตามไปอย่างแน่นอน และสุดท้ายพวกเขาก็ต้องพบภัยไปด้วย


    “พาพวกเขาไปให้ไกลที่สุด เข้าใจหรือไม่ ?” มู่เชียนเอ่ยพลางลูบศีรษะเล็กของผีซิวตัวน้อยอย่างอ่อนโยน “ไปนะเด็กดี แม่ขอร้อง ถึงที่ปลอดภัยแล้วเจ้าค่อยกลับมาหาแม่นะ…”


    มู่เชียนแทนตัวเองว่าแม่อย่างอ่อนหวาน จื่อฮั่วจึงตายใจ คิดตามนั้นก็รู้สึกเห็นด้วยว่า นางควรไปหาที่ปลอดภัย สะอาดๆไว้ แล้วค่อยมาพาท่านแม่ออกไปก็ดีเหมือนกัน 


    จื่อฮั่วแบกร่างเทพอสูรไว้ แล้วดำดินออกไปห้านาทีต่อมา มู่เชียนก็รับรู้ได้ว่าพวกเขาไปถึงที่ปลอดภัยแล้ว หญิงสาวยิ้มอย่างโล่งใจ จากนั้นก็อาศัยพันธะสัญญาบีบบังคับให้จื่อฮั่วหลับใหล ก่อนจะตัดพันธะสัตว์อสูรของเสี่ยวจือจือออกเพื่อไม่ให้นางเป็นอันตราย  


    ในบรรดาสัตว์อสูรทั้งหมดของนาง มีเพียงพันธะระดับสูงของเสี่ยวจือจือเท่านั้นที่ผูกพันกันมากที่สุด หากนางตายเสี่ยวจือจือย่อมต้องตายเช่นกัน … มู่เชียนคิดถึงสาวใช้ตัวน้อยของตนผู้นั้น ไม่รู้ยามนี้จะโมโหนางจนเป็นเช่นไรแล้ว


    “ข้าขอโทษ ขอให้เจ้ามีชีวิตที่ดีนะ..” 


    ขณะเดียวกันที่แคว้นเยี่ยน


    เสี่ยวจือจือรู้สึกสังหรณ์ใจแปลกๆตั้งแต่เช้า  จู่ๆก็รู้สึกได้ว่านายของตนกำลังสลายพันธะสัญญาออก ก็รู้สึกตกใจอย่างมาก !


    ‘ขอให้เจ้ามีชีวิตที่ดี….’ เสียงหวานแฝงด้วยความรู้สึกผิดของผู้ที่นางรักสุดหัวใจแว่วผ่านมา พร้อมกับสายสัมพันธ์ที่ขาดลงทำให้อสูรสาวกรีดร้องออกมาด้วยความไม่ยินยอม


    นางพยายามเกี่ยวเส้นใยสายสุดท้าย หมายจะพุ่งร่างไปปรากฏอยู่ด้านนายของตน ทว่าสายสัมพันธ์กลับขาดลงเสียก่อนในยามที่นางอยู่ชายแดนแคว้นหนานเท่านั้น 


    “คุณหนู !! ท่านสัญญาแล้วว่าจะเรียกข้า ท่านสัญญาแล้ว ….​ กรี้ดดดดด !!” เสี่ยวจือจือกลายร่างเป็นสัตว์อสูร บิดตัวกรีดร้องอย่างไม่ยินยอม เสียงกรีดร้องและอาณุภาพทำลายล้างระดับมหาอสูรนั้น ทำให้ภูเขาเล็กๆด้านข้างนั้นราบเป็นหน้ากลอง


    คล้ายกับเรื่องอี้เจ๋อเจี้ยน สยบมิติฟ้า ธิดาเทพยุทธ์ (จบ) ที่คุณอ่าน