ช่วงเวลาก่อนที่อูหลินเฟิงจะตกลงไปยังเทือกเอาหมื่นอสูร ณ รอยต่อของเทือกเขาหมื่นอสูรเขตสองและสาม
มีชายสามคนกำลังมองไปยังเทือกเขาหมื่นอสูรเขตที่สอง ชายสามคนเป็นชายร่างผอม ชายร่างเล็ก และชายร่างใหญ่โตที่แบกโลงศพสองโลงอยู่บนหลัง ทั้งสามคนแต่งกายชุดแบบเดียวกันเป็นชุดที่แดงเข้มแทบทั้งชุดที่หน้าอกมีสัญลักษณ์ของดวงจันทร์สีแดงเลือดสลักเอาไว้
"เจ้าคิดว่าพวกมันจะสามารถสร้างความวุ่นวายได้มากเพียงใด"ชายรูปร่างผอมถามสหายอีกสองคน มองไปยังโลงศพที่พวกมันนำมาด้วย
"ตัวทดลองพวกนี้...นายท่านบอกว่าเป็นตัวทดลองที่ผิดพลาด มีสติปัญญาระดับต่ำ แต่ว่ามีกำลังรบสูง มีความกระหายเลือดต้องการกินสิ่งมีชีวิตอื่นตลอดเวลา ระดับความแข็งแกร่งของพวกมัน ตอนนี้พอๆ กับระดับห้าขั้นต้นแต่ยิ่งมันกินมากเท่าไหร่ยิ่งแข็งแกร่งขึ้นมากเท่านั้น"ชายรูปร่างเตี้ยที่เป็นเหมือนหัวหน้ากลุ่มบอก
"หวังว่า…พวกมันจะไม่ทำให้ข้าผิดหวัง"ชายร่างใหญ่กล่าว เขาอยากเห็นพวกผู้เยาว์ของทวีปนี้ทรมานและตายกันไปให้หมด
"แล้วคนจากตระกูลพันธมิตรของเราละ"ชายร่างผอมถาม หากเจ้าปล่อยเจ้านี้ออกไปแล้วเกิดโจมตีไม่เลือก ไปโดนผู้เยาว์จากตระกูลพันธมิตรเข้า ตระกูลนั้นอาจทรยศได้ภายหลัง
"แม้เจ้านี้จะไม่มีสติปัญญามากนัก แต่ยังรับคำสั่งง่ายๆได้ นายท่านได้ฝั่งชุดความคิดบางอย่างไว้ในตัวมันแล้ว มันจะไม่โจมตีใส่คนที่มีกลิ่นอายเหมือนเรา"ชายร่างเตี้ยตอบ จากนั้นก็ปลดโซ่ที่ปิดผนึกโล่งศพเอาไว้
ร่างที่ออกมาจากโรงนั้นเป็นสิ่งมีชีวิตประหลาดที่มีรูปร่างของมนุษย์ แต่ว่ามันกลับไร้ผิวหนังสามารถของเห็นกล้ามเนื้อและเส้นเลือด ได้อย่างชัดเจน ดวงตาโตสีแดงก่ำที่ลูกตาที่เบิกโพลงราวกับดวงตาจะถลนออกมา มีปากที่ใหญ่กว่าครึ่งใบหน้าและฟันที่แหลมคม นิ้วมือมีความแหลมคมราวกับกรงเล็บของสัตว์ร้าย
เมื่อชายร่างใหญ่และชายร่างผอมได้เห็นรูปร่างจริงๆ ของมันก็ถึงกับทำหน้าขยะแขยงทันที
ชายร่างเตี้ยได้นำหยกมายาออกมาฉายภาพของบุคคลสิบสามคนออกมาให้มันดู "จงจำบุคคลเหล่านี้เอาไว้ หากพบเจอสังหารทันที"
"สังหาร สังหาร กิน กิน"เสียงที่ราวเด็กออกมาจากร่างที่ใหญ่โตของอสุรกายประหลาดทั้งสอง
"ใช่ สังหารและกิน พวกเจ้ามีหน้าที่เพียงเท่านี้ จงไปซะ ฆ่าให้หมด"เมื่ออสุรกายประหลาดได้รับคำสั่งก็พุ่งตัวแยกย้ายออกไปทันที
"อสุรกายแค่สองตัว...หากมีความแข็งแกร่งเท่านักสู้ระดับห้า จะทำภารกิจนี้ได้งั้นหรือ "ชายร่างผอมถาม เพราะว่าผู้เยาว์ทั้งหลายก็มีระดับห้าหลายร้อยคนแล้ว
"แล้วถ้าข้าบอกว่า เจ้าพวกนี้เกิดมาเพียงหนึ่งเดือนเจ้าจะเชื่อหรือไม่"ชายร่างเตี้ยตอบ
"หนึ่งเดือน!! เจ้าจะบอกว่าเพียงหนึ่งเดือนก็มีความแข็งแกร่งเท่าระดับห้าขั้นต้นแล้วงั้นหรือ"
"ใช่...สิ่งมีชีวิตประหลาดพวกนี้..เกิดจากการทดลองของนายท่าน ตั้งแต่มันเกิด หากมันได้กินสิ่งมีชีวิตมันจะดูดกลืนทั้งโลหิต ลมปราณ จิต และวิญญาณของสิ่งมีชีวิตนั้นจนสิ้น เพียงหนึ่งเดือนในสถานที่ที่ถูกจำกัดการกิน ก็สามารถมีพลังของนักสู้ระดับห้าขั้นต้นได้แล้ว แต่ครั้งนี้เราปล่อยมันในเทือกเขาหมื่นอสูรมันจะมีพลังถึงเท่าไรกัน มาดูกันเถอะ ตระกูลโอวหยาง ข้ามอบของขวัญให้เจ้าแล้ว ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า"ชายร่างเตี้ยหัวเราะด้วยความสะใจ หากงานนี้มีผู้เข้าร่วมประลองล้มตายเป็นจำนวนมาก หากตระกูลโอวหยางไม่อาจหาคำตอบแก่ตระกูลที่บุตรหลานโดนสังหารได้ ตระกูลโอวหยางก็ต้องแบกรับความเคียดแค้นนั้นไว้เอง เขารอวันที่ตระกูลโอวหยางจะพังพินาศไม่ไหวแล้ว
……….
ปัจจุบัน ด้านจงหมิ่น
จงหมิ่นตอนนี้นั่งขัดสมาธิโคจรลมปราณปรับสมดุล การเปิดขั้นไตรลักษณ์ทำให้ระดับลมปราณของจงหมิ่นหลังจากได้รับการรักษานั้นพุ่งสูงถึงระดับหกขั้นต้น กลายเป็นหนึ่งในสองคนที่มีระดับลมปราณมากที่สุดในการแข่งขันครั้งนี้
กวนซ่างซีเมื่อเห็นทุกอย่างจบแล้วจึงกลับเข้ามารวมที่กลุ่ม
"เจ้าสินะ เจ้าของศรสายลม"ไป๋หลันฮวาที่เห็นผู้มาใหม่สะพายคันธนูไว้ด้านหลังจึงถามออกมา กวนซ่างซีที่เห็นไป๋หลันฮวากับเซี่ยชิงเอ๋อร์ จึงยกมือประสานกันเคารพอีกฝ่าย
"ใช่...ศรของข้าเอง ข้ากวนซ่างซี"
"สกุลกวน….มิน่าศรวายุถึงมีพลังรุนแรงนัก"ไป๋หลันฮวาชม หากอีกฝ่ายมีระดับลมปราณเท่านาง เกาะคลื่นเสียงของนางคงไม่อาจป้องกันไว้ได้แน่นอน
"ขอบคุณที่ชม พวกท่านไม่เดินทางต่องั้นหรือ"กวนซ่างซีถาม เพราะการต่อสู้ทุกอย่างจบลงไปแล้วแต่คนทั้งคู่กลับยังไม่ไปไหน
"หากพวกข้าฟื้นฟูลมปราณได้มากพอแล้ว ก็จะออกเดินทางทันที"เซี่ยชิงเอ๋อร์กล่าว จากนั้นได้หันไปหาเสวี่ยหานเอ๋อร์ ที่ตื่นขึ้นมาแล้ว เซี่ยชิงเอ๋อร์รีบเดินตรงไปหาเสวี่ยหานเอ๋อร์ทันที
"เจ้านะ ชื่ออะไรงั้นหรือ"เซี่ยชิงเอ๋อร์ถาม
"ขะ ข้าหรือเจ้าคะ ข้าชื่อเสวี่ยหานเอ๋อร์เจ้าค่ะ"
"เจ้าสนใจเข้าร่วมสำนักสิบกระบี่หรือไม่"เซี่ยชิงเอ๋อร์บอกความต้องการของนางทันที หากสามารถทำให้อีกฝ่ายเข้าร่วมสำนักได้จะเป็นผลดีต่อสำนักมากมายนัก
'ว่าแล้วเชียว' กวนซ่างซีเองก็เห็นเหตุการณ์ที่เสวี่ยหานเอ๋อร์ช่วยชีวิตจงหมิ่นเช่นกัน เซี่ยชิงเอ๋อร์คิดจะดึงอีกฝ้ายเข้าสำนักของตนแน่
"คะ คือว่าข้า.."เรื่องการเข้าร่วมสำนัก นางคิดแค่ว่าจะเข้าร่วมตระกูลกับสหายสักคนในกลุ่ม แต่ตอนนี้เซี่ยชิงเอ๋อร์ศิษย์สายตรงของปราชญ์กระบี่ที่ควบตำแหน่งหัวหน้าศิษย์สายตรงของสำนักสิบกระบี่หนึ่งในสิบยอดสำนักได้เชื้อเชิญนางด้วยตนเอง
"ขออภัยเจ้าค่ะ ข้าต้องการเข้าร่วมกับตระกูลของสหายข้าเจ้าคะ"เสวี่ยหานเอ๋อร์ตอบ
"ข้าอยากให้เจ้าคิดดีๆ ปราณของเจ้าเป็นที่หมายปองของคนทั้งทวีป เจ้าจะต้องหาสำนักที่ปกป้องเจ้าได้ ตระกูลของสหายในกลุ่มเจ้าเป็นเพียงตระกูลระดับกลางเท่านั้น...หากโดนขุมกำลังระดับสูงมากดดันตระกูลของสหายเจ้าจะปกป้องเจ้าได้งั้นหรือ แต่ว่าหากเป็นสำนักสิบกระบี่ของข้าทำได้แน่นอน"เซี่ยชิงเอ๋อร์พยายามหว่านล้อมต่อไป
"คุณหนูเซี่ย ได้โปรดอย่ากดดันสหายข้า"จงหมิ่นที่ปรับลมปราณเสร็จแล้วลืมตาลุกขึ้นมา เดินมายังจุดที่เซี่ยชิงเอ๋อร์ยืนอยู่เอาตัวบังร่างของเสวี่ยหานเอ๋อร์ที่ทำอะไรไม่ถูก
เซี่ยชิงเอ๋อร์มองไปยังจงหมิ่น "ข้อเสนอนี้มีให้กับเจ้าเช่นกัน" ผู้มีปราณจตุรธาตุเหตุใดสำนักจะไม่รับ ยิ่งหากได้ทั้งสองไปพร้อมกันยิ่งดีเข้าไปใหญ่ หากได้ทั้งสองร่วมสำนักพร้อมกัน ในอนาคตสำนักสิบกระบี่เพียงสำนักเดียว ก็จะยิ่งใหญ่ว่าสี่มหาตระกูลรวมกันแล้ว
"เช่นนั้นพวกข้าขอเวลาปรึกษากับสหายอีกคนก่อนได้หรือไม่"จงหมิ่นกล่าวถ่วงเวลา เพราะดูแล้วไม่ว่าจะปฏิเสธอย่างไรเซี่ยชิงเอ๋อร์คงดึงดันไม่ยอมแพ้ในการชวนเข้าร่วมสำนักแน่นอน
"ชายที่กระโดดลงไปในหุบเหวหมื่นศพงั้นหรือ" เพราะนางสังเกตแล้วเหมือนชายคนนั้นจะเป็นหัวหน้ากลุ่มทั้งๆ ที่ระดับลมปราณน้อยที่สุด
"ใช่"
"เจ้าแน่ใจได้อย่างไรว่าเขามีชีวิตอยู่"เพราะนางรู้ว่าอีกฝ่ายกระโดดลงไปในเหวหมื่นศพ
"เขากระโดดลงไปเองใช่หรือไม่"ลงหมิ่นหันไปถามลี่เจียง
"ใช่ สหายอู กระโดดลงไปเอง ใช่มั้ยกังปี้"ลี่เจียงยืนยัน โดนอาศัยกังปี้มาช่วยยืนยันอีกที
"เจี๊ยก เจี๊ยก"กังปี้ตอบรับ
"ที่ข้าแน่ใจว่าเขายังไม่ตาย หนึ่ง สหายข้าไม่ใช่คนโง่ หากเขากระโดดลงไปเอง เขาต้องมั่นใจว่าตนเองจะรอด สองกังปี้ไม่แสดงอาการอะไร สัตว์อสูรที่มีพันธสัญญา หากเจ้านายของมันตายไปมันจะได้รับอิสระทันที แต่ว่ากังปี้ยังสงบนิ่งทั้งๆ ที่เวลาผ่านมานานแล้ว สหายข้าต้องมีชีวิตอยู่แน่ๆ"จงหมิ่นกล่าว
"ได้ งั้นนี้รับนี้ไป"เซี่ยชิงเอ๋อร์โยนหยกสื่อสารให้กับจงหมิ่น นางเห็นว่าตอนนี้ไม่อาจโน้มน้าวทั้งสองได้ไว้ ค่อยรอโน้มน้าวนักฝึกสัตว์คนนั้นแล้วกัน
"ไว้ข้าจะติดต่อมาใหม่" จากนั้นเซี่ยชิงเอ๋อร์และไป๋หลันฮวาก็เดินจากไป
"ยินดีด้วยคุณชายจง...ที่รอดชีวิตและเลื่อนระดับได้"กวนซ่างซีเดินเข้ามากล่าวคำยินดี
"ยินดีด้วยพี่จงหมิ่น"อูหมินจิงกล่าว
"ยินดีด้วยสหายจง/ยินดีด้วยสหาย"ทั้งถงต้าเหวยและลี่เจียงได้กล่าวแสดงความยินดีเช่นกัน
"ยะ ยิน.."เสวี่ยหานเอ๋อร์ที่กำลังจะแสดงความยินดีกับกลับโดนจงหมิ่นยกมือห้ามไว้
"ข้าต้องขอบคุณต่างหาก...หากไม่มีเจ้าข้าคงไม่อาจมีชีวิตรอดได้แล้วขอบคุณจริงๆ"จงหมิ่นยกมือคารวะแก่เสวี่ยหานเอ๋อร์
"ไม่เป็นไรเจ้าค่ะ ข้ายินดี"เสวี่ยหานเอ๋อร์ยกยิ้มอย่างดีใจ ในที่สุดนางก็มีพลังที่จะสามารถช่วยเหลือคนที่เรียกนางว่าสหายและคนที่ให้การยอมรับนางได้แล้ว
"จากนี้จะทำอย่างไรต่อ"ลี่เจียงกล่าว ตอนนี้สมาชิกเหลือเพียงหกคน กำลังรบสำคัญหายไปสองคน ยิ่งคนที่หายไปเห็นหัวหน้ากลุ่มแล้วด้วย
"ออกล่าสัตว์อสูร ไม่รู้ว่าอีกนานเท่าไหร่กว่าอูหลินเฟิงและคุณหนูกู่จะกลับมา"จงหมิ่นเสนอ
"ตอนนี้สหายจงบรรลุระดับหกขั้นต้น เราอาจสามารถล่าสัตว์ได้จำนวนมากในเวลาอันสั้นได้ งั้นพวกเราเดินเดินทางกันเถอะ"กวนซ่างซีกล่าว
"เจี๊ยก เจี๊ยก" กังปี้เรียกคนทั้งหมด จากนั้นชี้ไปยังทิศทางหนึ่ง
"จะให้เราไปทางนั้นงั้นหรือ"ลี่เจียงถาม
กวนซ่างซีที่อูหลินเฟิงได้มอบยันต์สำหรับมองผ่านดวงตาของสัตว์อสูรได้ใช้ยันต์แปะที่ตาซ้ายเพ่งสมาธิมองดูผ่านสายตาของฮุยฮุย
"ใกล้ๆ มีสัตว์อสูรระดับหกขั้นต้นอยู่หนึ่งตัว แต่ไม่ห่วงเจ้านี้ไม่ใช่สายเลือดพิเศษ"กวนซ่างซีบอกสิ่งที่ตัวเองเห็น
"เช่นนั้นก็ไปกันเถอะ...ข้า อยากลองพลังใหม่ของข้า"จงหมิ่นกล่าว จากนั้นกวนซ่างซีก็เดินนำคนทั้งหมดไปหาสัตว์อสูรดังกล่าว
………
สองชั่วโมงต่อมา อีกด้านหนึ่งของเทือกเขาหมื่นอสูร ณ เขตใกล้กับรอยต่อของเขตที่สองและสาม
"เราเข้ามาใกล้ เขตที่สามขนาดนี้จะไม่เป็นอะไรงั้นหรือ เยว่ฟง"เสียงของหญิงสาวถามอย่างเป็นกังวล มองไปยังชายหนุ่มที่สวมชุดจอมยุทธ์สีขาวบริสุทธิ์ แต่ว่าใบหน้าของชายหนุ่มนาม เยว่ฟง กลับไม่ได้มีความหวาดกลัวเลยแม้แต่น้อย
"เจ้าจะกลัวอะไรนักหนา ปี้หลัน เรามากับเยว่ฟงนะ อีกอย่างเราไม่ได้จะเข้าไปเขตที่สามสักหน่อย แค่จะออกล่าสัตว์อสูรแถวนี้เพราะอสูรระดับห้าขั้นสูง และ ระดับหกขั้นต้นมีจำนวนมาก"เสียงของชายอีกคนดังมาจากข้างหลังของปี้หลัน
"เงียบน่า ซุยฟง ก็ข้ากลัวนี่..หากมีสัตว์อสูรระดับเจ็ดหลุดออกมาจากเขตที่สามละ"ปี้หลันกล่าว
ชายหนุ่มนามเยว่ฟง หรือชายที่ได้ชื่อว่าแข็งแกร่งที่สุดภายในงานล่าอสูรครั้งนี้ ไม่ได้สนใจการทะเลาะกันของสองสมาชิก หันไปหาสมาชิกอีกคนที่เป็นนักฝึกสัตว์ กลุ่มของเยว่ฟงมีสมาชิกเพียงแค่สี่คนแต่ว่า ชายที่ชื่อซุยฟง หานปิง และ หญิงสาวนาม ปี้หลัน ทั้งสามต่างมีลมปราณระดับห้าขั้นสูง แม้ไม่อาจเทียบได้กับเซี่ยชิงเอ๋อร์และไป๋หลันฮวาที่ระดับเท่ากัน แต่ว่าก็ถือว่าแข็งแกร่งกว่าคนในระดับเดียวกัน เป็นอัจฉริยะที่มีฝีมือ
"เป็นยังไงบ้าง หานปิง เจอสัตว์อสูรแถวนี้บ้างหรือไม่"เยว่ฟงถามชายนามหานปิง
"แปลกมาก...ในระยะห้ากิโลเมตร ข้าไม่เจอสัตว์อสูรเลยแม้แต่ตัวเดียว"หานปิงกล่าว เขาที่มองผ่านตาของสัตว์อสูรวิหคของตัวเองไม่เห็นการเคลื่นไหวหรือสัญญาณของสิ่งมีชีวิตเลย
"เป็นไปได้งั้นหรือ?" ยิ่งใกล้เขตสามเท่าไหร่สมควรที่สัตว์อสูรจะมีจำนวนมากเท่านั้น แต่นี่กลับไม่มีเลยงั้นหรือ เยว่ฟงมองไปรอบๆ อย่างแปลกใจ ภายในใจเริ่มกังวลขึ้นมาอย่างไม่ทราบสาเหตุ
"ไม่น่าเป็นไปได้....เว้นแต่ว่ามันจะหนีออกไปจากอะไรบางอย่าง" จากนั้นหานปิงก็มองสิ่งต่างๆ จากดวงของสัตว์อสูรที่ส่งออกไป
"ข้าเจออะไรบางอย่างแปลกๆ ทางนี้"หานปิงได้นำทางไปยังทิศที่เขาพบบางอย่างแปลกๆ
…
จากนั้นไม่นานคนทั้งหมดได้เดินตามหานปิง
"นี่มันอะไรกัน!!!"เยว่ฟงมองสิ่งที่อยู่ตรงหน้าอย่างตกใจ ตรงหน้าเขาคือกองซากศพของสัตว์อสูรจำนวนมาก โดยที่สภาพของแต่ละตัว คือโดนดูดเลือดออกไปจนหมดทั้งตัว เป็นเพียงศพที่แห้งเท่านั้น
"อุ๊บ อ้วก"ปี้หลันหญิงสาวคนเดียวของกลุ่มถังกลับอ้วกหลังจากเห็นภาพตรงหน้า
"ไม่มีเหลือเลือดเลย…แม้แต่หยดเดียว"หานปิงเป็นคนเดียวที่กล้าสัมผัสกับศพเหล่านี้
"ตัวอะไรที่จะทำแบบนี้ได้กัน"เยว่ฟงถาม แต่ว่าก็ไร้คำตอบออกจากหานปิง
"ขะ...ข้าไม่ไหวแล้วขอออกจากตอนนี้ก่อนนะ" ปี้หลันกล่าวโดยความทนภาพตรงหน้าไม่ไหว นางไปยืนพิงต้นใหญ่ใกล้ๆ ในจังหวัดนั้นเองที่นางหันหลังเดินออกจากกลุ่ม ได้มีร่างร่างหนึ่งห้อยหัวลงมายังจุดที่นางอยู่ เมื่อนางหันไปเพราะสัมผัสได้ถึงการเคลื่อนไหว ดวงตาของปี้หลันประสานเข้ากับดวงตาแดงก่ำ ปากที่มีฟันแหลมคมแสยะยิ้มออกมาอย่างสยอง
"กริ๊ดดด เอิ๊ก"เสียงกรีดรองของปี้หลันดังขึ้นเรียกความสนใจจากคนที่เหลือ ทั้งสามหันไปมองพร้อมกัน ภาพที่เห็นคือ มีอสุรกายรูปร่างคล้ายมนุษย์แต่ไร้ผิวหนังกำลังกัดเข้าที่ใบหน้าของปี้หลัน ลำคอของอสูรส่งเสียงราวกับคนที่กำลังดื่มน้ำอย่างกระหาย ร่างของปี้หลันค่อยๆ แห้งเหี่ยวโลหิตภายในร่างกายถูกสูบออกจนหมดภายในไม่กี่วินาที
"ปี้หลัน!!!" ซุยฟงที่เห็นดังนั้นตะโกนออกมาสุดเสียงจับดาบที่เอวฟันตรงเข้าที่คอของอสุรกาย
ฉับ ตึก ตึก ตึก ศีรษะของอสุรกายถูกตัดออกอย่างง่ายได้ทั้งร่างของปี้หลันที่แห้งเหี่ยว หัวและตัวของอสุรกายตกลงสู้พื้นทันที
"ปะ ปี้หลัน"ซุยฟงที่เห็นสภาพของคนรักที่เมื่อกี้ยังมีชีวิตอยู่แห้งเหี่ยวไร้โลหิตอย่างรวดเร็ว ไม่สามารถยอมรับการสูญเสียได้ หันไปยังร่างของอสุรกายจับดาบฟันลงไปอย่างต่อเนื่อง
"เจ้ากล้าสังหารปี้หลันของข้า!!!"ซุยฟงที่สติแตกฟันลงไปไม่ยอมหยุดมือ โดยที่หานปิงและเยว่ฟงไม่ได้ห้ามการกระทำนั้น
'ไอ้เจ้านั่นมันอะไร? เข้ามาใกล้ขนาดนี้โดยที่ข้าไม่รู้ตัวเลย' เยว่ฟงคิดในใจ อสุรกายตัวนี้ผ่านสัมผัสปราณของเขาเข้ามาได้โดยไม่โดนจับได้ แต่กลับตายง่ายๆ เช่นนี้งั้นหรือ สัญชาตญาณของเขาบอกว่ามันอาจจะยังไม่จบ เมื่อจ้องมองไปยังร่างที่ควรตาย มือของมันกลับค่อยๆ เกร็งนิ้วมือ หัวที่หลุดออกไปก่อนก็ค่อยๆ ยกแสยะยิ้มให้กับเขา
"ซุยฟง ออกมาเดียวนี้!!!"เยว่ฟงตะโกนบอกแต่ว่าช้าเกินไป
ชึก "อ๊อค" มือที่เหมือนกรงเล็บของอสุรกายที่สมควรตายไปแล้วแทงทะลุหัวใจของซุยฟง
"บะ...บ้าน่า..ปะ.เป็นไปได้ยังไงกัน" พูดได้เพียงเท่านั้นซุยฟงก็สิ้นใจทันที
ร่างของอสุรกายที่ไร้หัวค่อยๆ ยืนขึ้น จากนั้นหยิบหัวที่กำลังแสยะยิ้มกลับมาวางไว้ที่คอ บริเวณคอเกิดเส้นเลือดหลายเส้นดึงคอกับหัวเข้ามาต่อกันเหมือนเดิม
"บ้าน่า!! ไอ้ตัวบ้านี่..มันตัวบ้าอะไรกัน!!!"หานปิงตกใจกลับอสุรกายตรงหน้า ทั้งๆ ที่โดนตัดหัวไปแล้วแท้ๆ ยังลุกขึ้นมาได้อีก