มารฟ้าพิชิตสวรรค์

    ตอนที่ 177 : ศิษย์ฝ่ายใน

    ตอนที่ 177 

     

    เมื่อจ้าวเฟิงเดินทางกลับถึงสำนักมังกรศักดิ์สิทธิ์ สิ่งแรกที่เขาทำคือการเข้าพบเหล่าผู้อาวุโสในทันที เขาเริ่มเล่าถึงผลการแข่งขันและเหตุการณ์ซุ่มโจมตีที่เกิดขึ้นระหว่างทางกลับ ความตื่นตระหนกและความกังวลฉายชัดบนใบหน้าของผู้อาวุโสแต่ละคน 

     

    ในตอนแรก พวกเขายังคงเคลือบแคลงสงสัยในคำกล่าวอ้างของจ้าวเฟิงที่ว่าชิงเทียนเป็นช่างตีเหล็กระดับเซียนขั้นสูง บ้างก็คิดว่าจ้าวเฟิงอาจจะเข้าใจผิด หรือไม่ก็ถูกศิษย์หนุ่มหลอกลวง แต่บัดนี้ ความจริงอันน่าเหลือเชื่อกลับปรากฏชัดเจน ชิงเทียนมิได้เป็นเพียงผู้มีพรสวรรค์ธรรมดา หากแต่เป็นอัจฉริยะที่เหนือความคาดหมาย 

     

    ยิ่งพวกเขาได้ยินว่าชิงเทียนถูกทำร้าย โทสะของผู้อาวุโสใหญ่ก็แทบจะระเบิดออกมา ใบหน้าของเขาแดงก่ำ มือที่วางอยู่บนพนักเก้าอี้กำแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน เสียงขบกรามดังลอดไรฟัน ความโกรธเคียดแค้นต่อผู้ที่กล้าลงมือกับศิษย์ของสำนักนั้นรุนแรงจนน่าสะพรึงกลัว 

     

    “พวกมันกล้าทำถึงขนาดนี้เชียวรึ!”ผู้อาวุโสใหญ่คำรามเสียงต่ำ 

     

    อย่างไรก็ตาม ผู้อาวุโสอีกท่านหนึ่งยกมือขึ้นปรามด้วยท่าทีสุขุมกว่า “ใจเย็นก่อนท่านผู้อาวุโสใหญ่ ถึงจะน่าโมโหเพียงใด แต่เรายังไม่มีหลักฐานที่บ่งชี้อย่างชัดเจนว่านิกายค้อนทองคำเป็นผู้อยู่เบื้องหลังเรื่องนี้ การกล่าวหาโดยปราศจากหลักฐาน อาจนำมาซึ่งความขัดแย้งที่นำไปสู่สงครามได้” 

     

    เหล่าผู้อาวุโสพยักหน้าเห็นพ้องต้องกัน ทุกคนตระหนักดีถึงสถานการณ์ที่ละเอียดอ่อน ฝ่ายตรงข้ามเป็นถึงนิกายค้อนทองคำ เครือข่ายอำนาจและอิทธิพลของพวกเขาย่อมแผ่ขยายกว้างขวางกว่าสำนักมังกรศักดิ์สิทธิ์อย่างเทียบไม่ติด หากเกิดการปะทะกันโดยปราศจากการไตร่ตรอง ความเสียหายที่ตามมาย่อมมิอาจประเมินได้ 

     

    “ข้าจะนำเรื่องนี้ไปหารือกับเจ้าสำนักอีกครั้ง ระหว่างนี้ ให้ส่งเด็กคนนั้นไปอาศัยอยู่ที่เขตศิษย์ฝ่ายในเสีย แล้วก็มอบหมายให้เหมี่ยวกวางไห่เป็นคนดูแลคุ้มครองเขาเป็นการชั่วคราว” 

    ทันทีที่ชื่อของเหมี่ยวกวางไห่ถูกเอ่ยขึ้น เหล่าผู้อาวุโสรวมถึงจ้าวเฟิงต่างสบตากันด้วยความกังวล 

     

    “เอ่อ… ท่านผู้อาวุโสใหญ่ เหตุใดจึงต้องให้เหมี่ยวกวางไห่เป็นผู้ดูแลเด็กคนนั้นด้วยเล่า” ผู้อาวุโสท่านหนึ่งอดที่จะเอ่ยถามด้วยความสงสัยไม่ได้ 

     

    ผู้อาวุโสใหญ่ถอนหายใจแผ่วเบา  

     

    “เจ้านั่นทำตัวขี้เกียจสันหลังยาวเกินไปแล้ว วันๆ นอกจากดื่มสุราก็ไม่ยอมทำอะไรให้เป็นชิ้นเป็นอัน นี่ถือเป็นบทลงโทษอย่างหนึ่ง และงานจับตาดูแลคุ้มครองศิษย์เพียงคนเดียว คงไม่ยากเกินความสามารถขนาดนั้นกระมัง” 

     

    ในใจของผู้อาวุโสทุกคนต่างรู้ดีว่าเหมี่ยวกวางไห่คือตัวปัญหาของสำนัก ไม่มีใครเชื่อมั่นว่าเขาจะสามารถปฏิบัติหน้าที่นี้ได้อย่างเหมาะสม บางทีสิ่งที่น่ากังวลยิ่งกว่าคืออาจเป็นตัวเขาเองที่จะนำภัยมาสู่ศิษย์หนุ่มผู้นั้นเสียมากกว่า 

     

    “ท่านผู้อาวุโสใหญ่ ท่านแน่ใจแล้วหรือขอรับ” จ้าวเฟิงเอ่ยถามด้วยความกังวล เขาต้องการให้ผู้อาวุโสใหญ่ทบทวนการตัดสินใจอีกครั้ง 

     

    “ข้าตัดสินใจไปแล้ว เหมี่ยวกวางไห่เป็นสหายเจ้าไม่ใช่รึ จริงอยู่ว่าเจ้านั่นเป็นคนเอาแต่ใจอยู่บ้าง แต่ในยามคับขัน เขาก็เป็นคนที่พึ่งพาได้เช่นกัน เจ้าไม่ต้องกังวลมากนัก หากเจ้านั่นทำหน้าที่บกพร่อง ข้านี่แหละจะเป็นคนลงโทษเขาเอง” 

     

    ในเวลานี้ ผู้อาวุโสส่วนใหญ่ในสำนักล้วนมีภารกิจล้นมือ ผู้ที่พอจะมีเวลาว่างและพอจะมอบหมายงานนี้ได้จึงมีเพียงเหมี่ยวกวางไห่เท่านั้น ทำให้พวกเขามีตัวเลือกไม่มากนัก 

     

    ภายในตำหนักโอสถที่อบอวลไปด้วยกลิ่นหอมของสมุนไพร ชิงเทียนกำลังนอนเอนกายอย่างสบายอารมณ์ ราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น ทว่าความสงบนั้นก็ถูกทำลายลงในฉับพลัน เสียงฝีเท้าและเสียงตะโกนดังสนั่นมาจากด้านนอก ก่อนที่ประตูห้องจะถูกเปิดออกอย่างแรง คนที่ก้าวเข้ามาคือกู่ไท่หยางที่กำลังพ่นลมหายใจออกทางจมูกราวกับวัวกระทิง เขาวิ่งตรงเข้ามาหาชิงเทียน ก่อนจะใช้มือทั้งสองข้างโอบกอดร่างของเขาไว้แน่น 

     

    “เจ้าไม่เป็นไรใช่ไหม หลังจากข้ารู้ข่าวเรื่องที่เจ้าถูกลอบทำร้าย ขข้าก็รีบมาหาเจ้าทันที บอกมาใครมันบังอาจทำร้ายสหายของข้า” กู่ไท่หยางเขย่าตัวชิงเทียนไปมาอย่างแรงจนศีรษะของเขาส่ายคลอน จนเริ่มรู้สึกเวียนหัว 

     

    “ถ้าจะมีใครทำร้ายข้า ก็คงเป็นเจ้านี่แหละ ปล่อยข้าได้แล้ว!” ชิงเทียนเอ่ยด้วยน้ำเสียงเหนื่อยหน่าย  

     

    หลังจากแกะมือที่กอดรัดตัวเขาแน่นราวกับคีมเหล็กออก ชิงเทียนก็หันไปพูดกับกู่ไท่หยางด้วยน้ำเสียงจริงจัง  

     

    “เจ้ามาก็ดีแล้ว ข้ามีภารกิจสำคัญจะให้เจ้าทำ” 

     

    ชิงเทียนหยิบจดหมายฉบับหนึ่งออกมา ยื่นให้กับกู่ไท่หยาง ซองจดหมายถูกผนึกด้วยรูปแบบป้องกันหลายชั้น มันถูกสร้างขึ้นด้วยทักษะระดับสูง หากผู้ใดพยายามเปิดผนึกด้วยวิธีที่ไม่ถูกต้อง รูปแบบเหล่านั้นจะทำลายจดหมายในทันที 

     

    “เดินทางไปยังเมืองเมฆาล่อง แล้วมอบจดหมายฉบับนี้ให้กับคนของนิกายชิง หากเจ้าทำได้ ข้าสัญญาว่าจะสร้างอาวุธระดับเซียนขั้นสูงให้เจ้าหนึ่งชิ้น ตกลงหรือไม่” 

     

    “อาวุธระดับเซียนขั้นสูงอย่างนั้นรึ!” ดวงตาของกู่ไท่หยางเบิกกว้าง รอยยิ้มกว้างปรากฏบนใบหน้า เขาใช้มือขวาทุบหน้าอกตัวเองราวกับกำลังกล่าวคำปฏิญาณ “เชื่อมือข้าได้เลย ข้าจะนำจดหมายนี้ไปให้ถึงมือคนของนิกายชิงอย่างแน่นอน” 

     

    ในรุ่งเช้าของวันถัดมา จ้าวเฟิงเดินทางมารับชิงเทียนที่หน้าตำหนักโอสถด้วยตัวเอง แววตาของเขาฉายความประหลาดใจอย่างปิดไม่มิด เมื่อเห็นศิษย์ที่เมื่อวานยังนอนไม่ได้สติ กลับมาแข็งแรงได้อีกครั้ง แม้แต่ตัวเขาเองก็คาดไม่ถึงว่าชิงเทียนจะฟื้นตัวได้รวดเร็วถึงเพียงนี้  

     

    จ้าวเฟิงยื่นป้ายหยกที่เป็นสัญลักษณ์ประจำตัวศิษย์ฝ่ายในให้กับชิงเทียน 

     

    “ตอนนี้เจ้าได้เป็นศิษย์ฝ่ายในของสำนักมังกรศักดิ์สิทธิ์อย่างเต็มตัวแล้ว ส่วนทรัพยากรที่สัญญาไว้ ข้าจะให้คนนำไปส่งให้เจ้าภายหลัง” 

     

    ชิงเทียนรับป้ายหยกมาพิจารณา ก่อนจะเงยหน้าขึ้นถามด้วยท่าทีตรงไปตรงมา “หวังว่าท่านผู้อาวุโสคงไม่ลืมเรื่องสระแก่นปราณที่เคยสัญญาไว้นะขอรับ” 

     

    จ้าวเฟิงชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะหัวเราะแห้งๆ “เจ้านี่มันจริงๆ เลย ตอนนี้สระแก่นปราณยังไม่พร้อมใช้งาน แต่ถ้าถึงเวลาที่เหมาะสม ข้าจะบอกเจ้าอย่างแน่นอน ไม่ต้องรีบร้อนไปหรอก” 

     

    เมื่อชิงเทียนก้าวเท้าเข้าสู่เขตศิษย์ฝ่ายใน บรรยากาศก็เปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด สายตานับร้อยคู่ต่างจับจ้องมาที่ร่างของเขาอย่างพร้อมเพรียง แววตาเหล่านั้นเต็มไปด้วยความสงสัย ใคร่รู้ และบางส่วนก็แฝงไว้ด้วยความไม่พอใจ ข่าวลือที่ว่าเขาอาศัยเส้นสายบางอย่างในการเลื่อนสถานะเป็นศิษย์ฝ่ายใน แพร่สะพัดไปทั่วภายในเวลาไม่กี่วัน 

     

    สถานะของศิษย์ฝ่ายในนั้นแตกต่างจากศิษย์ฝ่ายนอกอย่างสิ้นเชิง พวกเขามีที่พักส่วนตัวเป็นของตนเอง ซึ่งมีความเงียบสงบและเป็นสัดส่วนมากกว่าหอพักรวมของศิษย์ฝ่ายนอก ทรัพยากรในการบ่มเพาะที่พวกเขาได้รับนั้นก็มากกว่าศิษย์ฝ่ายนอกหลายเท่า ศิษย์ฝ่ายในส่วนใหญ่มีระดับพลังบ่มเพาะอยู่ในขอบเขตเซียนขั้นกลาง ทำให้พวกเขานับได้ว่าเป็นกำลังรบหลักของสำนัก 

     

    จ้าวเฟิงพาชิงเทียนเดินชมทัศนียภาพทั่วพื้นที่เขตศิษย์ฝ่ายใน บรรยากาศที่นี่คึกคักและมีชีวิตชีวากว่าเขตศิษย์ฝ่ายนอกมากนัก จนกระทั่งทั้งสองมาถึงบริเวณลานประลองขนาดใหญ่ เสียงผู้คนกู่ร้องด้วยความตื่นเต้น ด้านบนลานประลอง มีชายหนุ่มสองคนกำลังต่อสู้กันอย่างดุเดือด 

     

    พวกเขาทั้งสองไม่ได้ใช้อาวุธใดๆ ในการต่อสู้ อาศัยเพียงมือเปล่าในการโจมตีและป้องกัน แต่ถึงอย่างนั้น ทุกครั้งที่ฝ่ามือและหมัดปะทะกัน ก็เกิดเสียงดังสนั่น แรงปะทะที่เกิดขึ้นยังส่งผลให้เกิดกระแสลมหมุนวนรอบตัวพวกเขา ทุกกระบวนท่าที่ทั้งสองฝ่ายแสดงออกมานั้นรวดเร็วและรุนแรง จนยากจะจับตามองทัน  

     

    บนลานประลองที่รายล้อมไปด้วยเหล่าศิษย์ที่มาเฝ้าชมการประลองอย่างเนืองแน่น หลังจากสิ้นเสียงประกาศชัยชนะ เสียงโห่ร้องยินดีก็ดังกึกก้องไปทั่ว ทว่า ดวงตาคมกริบของผู้ชนะพลันจับจ้องไปยังร่างของชิงเทียนที่ยืนอยู่ไม่ไกล 

     

    "นั่นศิษย์ใหม่ที่ทุกคนพูดถึงกันใช่หรือไม่" ชายที่อยู่บนลานประลองเอ่ยถาม เนื่องจากเขาไม่เคยเห็นหน้าชิงเทียนมาก่อน จึงสันนิษฐานว่าเขาอาจเป็นศิษย์ใหม่ในข่าวลือ 

     

    ชิงเทียนกวาดสายตามองซ้ายขวาก่อนจะใช้นิ้วชี้มาที่ตนเองอย่างงุนงง "ท่านพูดกับข้ารึ?" 

     

    ชายผู้นั้นหัวเราะเบาๆ "หากมิใช่เจ้าแล้วจะเป็นผู้ใด" 

     

    "มาสิ ศิษย์น้อง แสดงฝีมือให้พวกเราได้ประจักษ์หน่อย ข้ามิได้มีเจตนาจะหาเรื่องหรอกนะ เพียงแต่มีข่าวลือหนาหูว่าเจ้าอาศัยเส้นสายจึงได้เข้ามาเป็นศิษย์ฝ่ายใน ข้าเพียงใคร่อยากจะพิสูจน์ให้เห็นกับตาว่าข่าวลือนั้นเป็นความจริงหรือเปล่าก็เท่านั้น” 

     

    เหล่าศิษย์ที่ยืนล้อมรอบลานประลองต่างจับจ้องมายังชิงเทียนด้วยสายตาเคลือบแคลงและดูแคลน พวกเขาล้วนแล้วแต่บากบั่นฝึกฝนอย่างหนัก เพื่อเลื่อนขึ้นเป็นศิษย์ฝ่ายใน ทว่าศิษย์ใหม่ผู้นี้กลับดูแคลนความพยายามของพวกเขาอย่างน่าไม่อาย อาศัยเพียงเส้นสายจากผู้อาวุโสเป็นบันไดลัดสู่ความสำเร็จ นี่คือสิ่งที่พวกเขาไม่อาจยอมรับได้ 

     

    "เจ้ามิต้องใส่ใจคำยั่วยุเหล่านั้นหรอก" จ้าวเฟิงรีบปรามด้วยความเป็นห่วง 

     

    "ไม่เป็นไร ท่านผู้อาวุโส" ใบหน้าของชิงเทียนยังคงประดับไว้ด้วยความสงบเยือกเย็น ราวกับสายน้ำที่ไร้ซึ่งริ้วคลื่น เขาหันไปกล่าวกับชายที่ยืนอยู่บนลานประลอง 

     

    "ข้าเข้าใจดีถึงความกังขาในใจของพวกท่าน ข่าวลือย่อมก่อให้เกิดความเคลือบแคลงเป็นธรรมดา เอาเป็นว่าข้าจะพิสูจน์ให้เห็นกับตาเอง ว่าข่าวลือที่ว่าข้าใช้เส้นสายนั้น... เป็นจริงหรือเท็จ" 

     

    ว่าแล้วร่างของชิงเทียนก็ก้าวขึ้นสู่ลานประลองอย่างมั่นคง ท่าทางของเขาดูเยือกเย็นจนหลายคนมองว่าเขาเป็นเพียงเด็กใหม่ที่ไร้ประสบการณ์และไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง 

     

    ชายผู้ยืนรออยู่บนลานประลองแสยะยิ้มอย่างผู้มีชัย นี่เป็นเพียงการรับน้องใหม่เท่านั้น เขาจึงมิได้คิดที่จะลงมือรุนแรงจนถึงขั้นบาดเจ็บสาหัส เพียงต้องการสั่งสอนให้ศิษย์ใหม่ผู้นี้รู้จักเจียมตนเสียบ้าง ทว่า ทันทีที่สัญญาณการต่อสู้เริ่มต้นขึ้น ร่างของชิงเทียนก็พลันเลือนหายไปจากสายตา ภาพที่ชายผู้นั้นเห็นเป็นครั้งสุดท้ายคือแผ่นดินเบื้องล่างที่หมุนคว้าง ก่อนที่เท้าของชิงเทียนจะประทับเข้าที่ใบหน้าของเขาอย่างรุนแรง ส่งผลให้ร่างของเขากระเด็นลอยละลิ่วออกจากสนามประลองไปในทันที 

     

    เสียงโห่ร้องก่อนหน้านี้พลันเงียบสงัดลงราวกับป่าช้า ชิงเทียนปัดฝุ่นออกจากอาภรณ์อย่างไม่ใส่ใจ ก่อนจะก้าวลงจากลานประลองด้วยท่าทีสงบนิ่งราวกับไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น หากเขาไม่แสดงให้เห็นเสียบ้าง เกรงว่าศิษย์ฝ่ายในเหล่านี้คงจะตามรังควานเขาไม่เลิก