บทที่ 14 การกินและกามาอยู่ในกมลสันดานของมนุษย์
กู้อวี้ยิ้มอย่างมั่นใจ “ยอมสิ พวกเขาไม่เพียงแต่ยินดีบริจาค มิหนำซ้ำยังจะคว้าไว้แทบไม่ทัน”
ความจริงแล้วนางกล่าวเช่นนี้ก็มีความเห็นแก่ตัวอยู่ เจิ้นกั๋วกงด่วนจากไป แม้ฮูหยินใหญ่จะเก่งกล้าสามารถ แต่ก็เป็สตรีที่ตระกูลชนชั้นสูงอบรมเลี้ยงดูมาจึงไม่สันทัดเื่การค้าขาย
เกือบยี่สิบปีมานี้ สตรีและเด็กในจวนได้แต่กินบุญเก่า จวนกั๋วกงเหลือเพียงเปลือกที่งดงามเท่านั้น
แต่ถึงปีที่นางอายุสิบหกก็เริ่มเข้าบริหารกิจการของตระกูลอย่างเป็ความลับ ฟื้นฟูร้านค้าบางส่วนกลับมาใหม่อีกครั้ง จวนกั๋วกงถึงค่อย ๆ พลิกฟื้นขึ้นมาตามลำดับ
หอหยกงามและร้านภูษาฟ้าที่ได้รับความนิยมในหมู่ธิดาตระกูลใหญ่ในเมืองหลวงอย่างล้นหลามใน่สองปีหลังมานี้ก็คือผลงานของนาง
หาก้าสนับสนุนองค์ชายหกชิงตำแหน่งรัชทายาท อาศัยกำลังเพียงเท่านี้ยังห่างไกลจากคำว่าพอ นางจึงคิดจะใช้โอกาสนี้ขยายกิจการไปยังเจียงหนานที่ร่ำรวยและมีประชากรมาก
เงินเป็ของดี ใครเล่าจะไม่ชอบ?
“พ่อค้ามีสถานะต่ำต้อยมาช้านาน ถ้าสามารถยืมปากของเหล่าบัณฑิตสร้างชื่อก็ถือว่าเป็เื่มีเกียรติสำหรับพวกเขา”
คนทั้งหลายถูกวาจาประหนึ่งราชสีห์อ้าปากกว้าง*[1] ของนางทำให้จิตใจปั่นป่วนหวั่นไหว ราวกับว่าพริบตาถัดไปเงินขาววาววับเต็มหีบก็จะถูกนำมาส่งถึงที่ทำการกรมขุนนางกระนั้น
“ถ้าเื่นี้ดำเนินการได้จริง พวกเราก็ไม่จำเป็ต้องทูลขอจากฝ่าาแล้ว หากใช้อย่างประหยัดก็อาจมีเงินส่วนเกินเหลือไว้ที่กรมขุนนางก็เป็ได้” รองเ้ากรมหลี่กล่าวด้วยสีหน้าตื่นตะลึง
เ้ากรมจางได้ยินดังนั้นก็ตีขอบหมวกขุนนางของรองเ้ากรมหลี่อย่างอดไม่ได้ “เห็นเงินเป็ต้องตาโต งานชุมนุมปราชญ์ยังไม่ทันเริ่ม เ้าก็ฝันหวานถึงเงินส่วนเกินแล้วรึ”
แม้จะพูดเช่นนี้ แต่ใบหน้าสูงวัยของเ้ากรมจางที่หันไปทางกู้อวี้กลับยิ้มจนแก้มปริ “คลื่นลูกใหม่ล้ำหน้าคลื่นลูกเก่าจริง ๆ กู้ซื่อจื่อมีสายตาเฉียบแหลม วันหน้าจะต้องมีอนาคตยาวไกลไม่สิ้นสุดเป็แน่”
“ท่านอาชมเกินไปแล้ว ข้าเพียงคิดหาวิธีจากพื้นฐานที่พวกท่านปูทางเอาไว้เท่านั้น รายละเอียดหลายอย่างยังคงต้องให้ผู้าุโทั้งหลายช่วยปรับแก้” กู้อวี้กล่าวถ่อมตน
เ้ากรมจางลูบเครายิ้ม ๆ ก่อนนี้ไร้วี่แวว แต่เพียงแสดงความสามารถออกมาก็ทำให้ทุกคนต้องตะลึง ทั้งยังสุภาพอ่อนน้อมมีมารยาท จวนเจิ้นกั๋วกงมีหวังแล้ว
เ้ากรมจางกล่าว “เื่ที่เหลือไว้ค่อยหารือกันใหม่พรุ่งนี้เถอะ”
ม่านราตรีคลี่คลุมลงมาอย่างเงียบเชียบ กู้อวี้เดินออกมาจากที่ทำการขุนนางแล้วบิดเอวอย่างเกียจคร้าน รู้สึกเหมือนกระดูกทั่วร่างส่งเสียงลั่นกรอบแกรบ เหนื่อยก็จริง แต่ผลลัพธ์ที่ได้ก็ไม่น้อยเลย
รถม้าคันหนึ่งเคลื่อนมาหยุดลงตรงหน้านาง ผ้าม่านถูกเลิกขึ้น เซียวสิงจือโผล่หน้าออกมา “กู้อวี้ ข้ามารับเ้า”
กู้อวี้ขึ้นไปบนรถม้า ถามเซียวสิงจือว่า “ทางด้านสำนักศึกษาหลวงเป็อย่างไรบ้าง?”
เซียวสิงจือตอบ “เฮ้อ อย่าพูดถึงเลย ราชครูเจิ้งถูกย้ายจากห้องเรียนของเหล่าองค์ชายมาสอนพวกข้าแทนแล้ว คนผู้นี้คร่ำครึหัวโบราณยิ่ง ปั้นหน้าเคร่งอยู่ได้ทั้งวัน มิหนำซ้ำยังสั่งการบ้านเยอะอีกต่างหาก เคี่ยวกรำพวกข้าเอาเื่เชียวละ”
ราชครูเจิ้งก็คือราชครูที่ก่อนหน้านี้มีปากเสียงกับองค์ชายห้าจนภายหลังไปคุกเข่าหน้าตำหนักฉิงเจิ้งเพื่อขอลาออกจากราชการผู้นั้นเอง
ได้ยินเซียวสิงจือกล่าวเช่นนั้น กู้อวี้ก็เดาว่าราชครูใหญ่ของสำนักศึกษาหลวงคงกลัวว่าราชครูเจิ้งกับองค์ชายห้ามาพบหน้ากันอีกจะกลายเป็เื่ชวนกระอักกระอ่วนใจ จึงย้ายเขามาสอนลูกศิษย์ที่เป็ลูกหลานตระกูลใหญ่แทน
รถม้ามาถึงหอร่ำเมรัยยามฟ้ามืด ที่นี่คือแหล่งละลายทรัพย์ที่ใหญ่ที่สุดของเมืองหลวง
การพนัน ร่ายรำขับร้อง สนามประลอง งานประมูลของล้ำค่าล้วนมีครบเครื่อง บุตรหลานชนชั้นสูงนิยมมาเยือนสถานที่แห่งนี้ ใช้จ่ายคราวละพันตำลึงทองมีให้เห็นเป็เื่ธรรมดา
แต่มีลักษณะพิเศษประการหนึ่ง สตรีในหอร่ำเมรัยใช้ความสามารถเลี้ยงชีพ บ้างเชี่ยวชาญการขับร้องร่ายรำ บ้างสันทัดกลอนกวี บ้างแตกฉานการดนตรี สรุปคือขายศิลปะไม่ขายเรือนร่าง
เคยมีคนไม่เชื่อ อาศัยฐานะของตนเองมาทำรุ่มร่ามกับแม่นางคนหนึ่ง ผู้ใดจะคาดว่ายังไม่ทันได้ทำมิดีมิร้ายอันใดก็ถูกผู้ดูแลของหอร่ำเมรัยรุมกระทืบไล่ออกมาจากหอเสียแล้ว
หลังเกิดเื่ คนผู้นี้ยังคิดจะมาเอาเื่กับหอร่ำเมรัย แต่หาเื่อีกฝ่ายยังไม่ทันสำเร็จ ตำแหน่งขุนนางของครอบครัวตนเองกลับร่วงเอาร่วงเอา ทุกคนจึงทราบว่าเ้านายของหอร่ำเมรัยไม่ใช่ผู้ที่คนธรรมดาจะไปตอแยได้
เมื่อลงมาจากรถม้า กู้อวี้ก็เดินตามเซียวสิงจือเข้าไปข้างใน
พอเข้าประตูไปแล้วก็มีคนของหอร่ำเมรัยเดินมาต้อนรับทันที “นายท่านเซียว เหมือนเดิมใช่ไหมขอรับ โอ๊ะ นายท่านผู้นี้ไม่คุ้นหน้าคุ้นตา ท่านทั้งสอง้าละเล่นอะไรหรือขอรับ”
เซียวสิงจือโยนถุงเงินให้อีกฝ่าย กล่าวอย่างเจนจัดคุ้นเคยว่า “ไปเปิดห้องส่วนตัวสักห้อง ยกสุราอาหารมาให้พร้อม แล้วเชิญแม่นางหลันเยียนมาที่ห้อง”
แม่นางหลันเยียนเป็นักบรรเลงฉิน*[2] ดาวรุ่งคนใหม่ของหอร่ำเมรัย บทเพลง ‘ถวิลหา’ ที่แสนโศกซึ้งนั้นโด่งดังไปทั่วเมืองหลวง
ยามบรรเลงจะแขวนผ้าโปร่งกั้นเอาไว้หน้าแท่นตั้งฉิน นางนั่งอยู่เื้ั ไม่เปิดเผยรูปโฉมที่แท้จริงแก่ผู้ใด
เพื่อเพิ่มค่าตัวนาง ยังเรียกร้องให้ผู้ขอพบตอบคำถามที่หลันเยียนตั้งสามข้อเป็การทดสอบว่ามีคุณสมบัติพอจะให้นางเข้าไปบรรเลงเพลงให้รับฟังในห้องส่วนตัวหรือไม่
กู้อวี้ก็เป็บุตรหลานตระกูลชั้นสูงเช่นกัน เข้าใจดีว่านี่เป็เพียงกลวิธีหนึ่งในการเพิ่มค่าตัวของผู้ดูแลหอ
กฎเช่นนี้มีไว้สำหรับผู้ที่อ้างตัวว่ามากไมตรี หากแท้จริงในกระเป๋าว่างเปล่าก็เท่านั้น
ที่ว่าคำตอบของคำถามสามข้อสามารถทำให้แม่นางหลันเยียนพึงพอใจได้หรือไม่ ความจริงแล้วกลับดูที่ฐานะสูงต่ำของผู้ตอบคำถาม
ด้วยเหตุนี้ นางจึงเรียกเซียวสิงจือมาด้วย เขาใช้จ่ายมือเติบ เป็แขกประจำของที่นี่ เชิญหลันเยียนมาพบก็ไม่จำเป็ต้องอ่านคำถาม สะดวกอย่างยิ่ง
กู้อวี้พิจารณาการตกแต่งภายในหอร่ำเมรัย สมแล้วที่ได้ชื่อว่าเป็ ‘หออันดับหนึ่งแห่งเมืองหลวง’ โอ่อ่าฟุ้งเฟ้อ มีโฉมงามเยื้องกรายผ่านไปมา รูปกายอรชรงดงามไม่ธรรมดา
เซียวสิงจือเห็นกู้อวี้เดินอยู่ในสถานที่อโคจรเช่นนี้ก็ยังคงมีท่าทีเฉยชาเยือกเย็นราวกับเดินอยู่ในโถงทางเดินของสำนักศึกษาหลวง เขานึกอยากแกล้งขึ้นมา จึงจงใจพูดขึ้นว่า
“หอร่ำเมรัยมีเื่สนุกสนานน่าสนใจมากมาย หลังเสร็จธุระข้าพาเ้าไปหาอะไรน่าสนใจทำต่อดีหรือไม่”
กู้อวี้พยักหน้าตอบ “ดีสิ”
กู้อวี้สวมชุดเขียว ยืนอยู่ตรงนี้แลดูประหนึ่งต้นอ่อนของต้นไผ่ที่ปักอยู่ท่ามกลางพุ่มดอกไม้ที่เต็มไปด้วยหมู่ผีเสื้อกระนั้น ดูอย่างไรก็ไม่เข้ากันสักนิด ครั้นนางตอบรับ กลับกลายเป็เซียวสิงจือเสียอีกที่ไปต่อไม่ถูก
เซียวสิงจือเห็นนางมีสีหน้าเคร่งขรึมจริงจังก็เข้าใจว่านางประชด จึงรู้สึกกระดากใจขึ้นมา “ข้าล้อเล่นหรอกน่า สหายกู้ไม่ใช่คนที่จะสนใจเื่พรรค์นี้เสียหน่อย”
“ข้าไม่ได้พูดเล่น ประเดี๋ยวอย่าลืมพาข้าไปเปิดหูเปิดตาด้วยล่ะ” กู้อวี้ตวัดสายตามาทางเซียวสิงจือ
แม้นางจะไม่ใช่คนในแวดวงอาหาร แต่หอร่ำเมรัยสามารถดำเนินกิจการมาได้อย่างรุ่งเรืองในเมืองหลวงที่รุ่งโรจน์แห่งนี้ จะต้องมีสิ่งที่ควรค่าแก่การเรียนรู้อย่างแน่นอน
นอกจากนี้ ได้ยินว่าเ้านายที่อยู่เื้ัหอร่ำเมรัยลึกลับยิ่ง หากได้ลาดเลาอะไรกลับไปบ้างก็เป็เื่ดีเช่นกัน
เซียวสิงจือเกาศีรษะ “ก็… ได้”
ทันใดนั้น กู้อวี้พลันััได้ว่ามีใครมองมาจากข้างหลัง เมื่อเหลียวกลับมามองก็พบเพียงภาพของความคึกคัก ไม่มีความผิดปกติแต่อย่างใด หรือนางจะคิดมากไปเอง?
กู้อวี้ลดสายตาลง เดินตามเซียวสิงจือขึ้นไปชั้นบน
ชั้นบนสุดของหอร่ำเมรัย จวินเจ๋อซ่อนตัวอยู่หลังบานหน้าต่าง โม่เจ๋อเยี่ยน ที่ปรึกษาที่มาด้วยกันกับเขามองตามสายตาของเขาไปแล้วก็ขมวดคิ้ว
“ภาษิตที่ว่าใกล้หมึกกลายดำ*[3] กล่าวไว้ไม่ผิด กู้ซื่อจื่อที่ดูเหมือนคนเก็บตัวรักสันโดษกลับมาที่นี่กับเซียวซื่อจื่อเสียได้”
ในเมืองหลวงไม่มีใครทราบว่าเ้านายผู้อยู่เื้ัหอร่ำเมรัยคือเซียวเหยาอ๋องจวินเจ๋อ
บรรดาบุตรหลานชนชั้นสูงมักมาละลายทรัพย์กันที่นี่ สถานที่อโคจรแห่งนี้จึงกลายเป็แหล่งข้อมูลที่ใหญ่ที่สุดในมือจวินเจ๋อ อำนวยความสะดวกให้จวินเจ๋อเป็อย่างมาก
แลเห็นหลันเยียนสวมชุดกระโปรงเบาบางสีเขียวอมเหลืองปล่อยชายลากพื้น ผลักประตูเข้าไปในห้องส่วนตัวด้วยกิริยานุ่มนวลอ่อนช้อย
จวินเจ๋อยกจอกเหล้าขึ้นพลางเหยียดยิ้มหยัน “ใกล้หมึกกลายดำ? ข้าว่าธาตุแท้ยากจะปิดบังมากกว่า”
โม่เจ๋อเยี่ยนรู้สึกว่าน้ำเสียงของจวินเจ๋อแปลกไปจึงเหลือบมองเขาแล้วกล่าวว่า “อยากให้ถามไหมว่าพวกเขาเข้าไปทำอะไรในห้องส่วนตัว”
จวินเจ๋อเห็นห้องส่วนตัวที่กู้อวี้เข้าไปปิดประตูลงแล้ว จึงกล่าวว่า “มีอะไรน่าถาม การกินและกามาอยู่ในกมลสันดานของมนุษย์ ถึงเปลือกนอกจะแลดูสูงส่งเพียงใดก็ไม่อาจต้านทานความลุ่มหลงในราคะได้หรอก”
โม่เจ๋อเยี่ยนกล่าวอย่างเหนือความคาดหมาย “ฮ่า ท่านอ๋องกล่าววาจาประดานี้ออกมาได้อย่างไร องค์หญิงใหญ่เร่งให้ท่านแต่งงานมานานเพียงนี้ ก็ไม่เห็นว่าท่านจะใส่ใจธรรมชาติด้านนี้ของมนุษย์ตรงไหน”
จวินเจ๋อหมุนจอกเหล้าในมือไปมา จอกกระเบื้องเคลือบชั้นเลิศเป็ประกายมลังเมลืองอยู่ภายใต้แสงจากโคมไฟ
“ใต้หล้านี้มีสตรีมากเกินไป รบกวนสายตาผู้คน จนถึงตอนนี้ข้ายังหาคนที่พึงใจไม่พบ แล้วจะแต่งงานได้อย่างไร?”
[1] ราชสีห์อ้าปากกว้าง (狮子大开口 ) หมายถึง เรียกร้องราคาสูงลิ่ว หรือเสนอเงื่อนไขที่มากเกินเหตุ
[2] ฉิน หรือ กู่ฉิน (พิณ) คือเครื่องดนตรีโบราณประเภทสายของจีน
[3] ใกล้หมึกกลายดำ (近墨者黑) หมายถึง คบคนเช่นไรก็จะกลายเป็คนเช่นนั้น