ระบบอัญเชิญพิชิตโลก

    ป๋อเชี่ยหานและเกาเสวียน

    ครึ่งชั่วยามต่อมา

    จิวหยางได้นำทางหนานหมิงและฟางเจวี๋ยมาที่สุสานของจ้าวยุทธ์ต้วนเทียนเจ๋อ

    ทุกอย่างเป็นอย่างที่จิวหยางกล่าวมาจริงๆ เทือกเขาไห่ซานเต็มไปด้วยค่ายกลมากมายหลายสิบค่ายกลไม่ว่าจะเป็นค่ายกลป้องกัน ค่ายกลสังหาร ค่ายกลลวงตา แถมแต่ละค่ายกลก็ยังสนับสนุนกันอย่างดี ทำให้ค่ายกลเหล่านี้ทรงพลังมากยิ่งขึ้น

    “ คิดว่าไงฟางเจวี๋ย? ” หนานหมิงถามขึ้น

    ฟางเจวี๋ยมองดูค่ายกลเหล่านั้นก่อนที่จะกล่าวขึ้นว่า “ ค่ายกลที่ถูกสร้างขึ้นมาที่นี้นับว่าเป็นค่ายกลระดับศักดิ์สิทธิ์สามดาว เพียงแต่ค่ายกลเหล่านี้สนับสนุนกันอย่างดีทำให้ประสิทธิภาพของค่ายกลนี้เพิ่มมากขึ้นหลายเท่า ทำให้ค่ายกลที่นี้กลายเป็นค่ายกลระดับกึ่งเซียนหนึ่งดาว แม้กระทั้งข้าก็ต้องใช้เวลานานกว่าจะทำลายค่ายกลนี้ได้ 

    ผู้ที่สร้างค่ายกลนี้นับว่ายอดเยี่ยมจริงๆ แม้กระทั้งข้าก็ต้องยอมรับในความสามารถของผู้ที่สร้างค่ายกลนี้ขึ้นมา แต่น่าเสียดายที่ค่ายกลนี้ผ่านกาลเวลามาอย่างยาวนานทำให้พลังของค่ายกลลดลงอยู่บ้าง ทำให้ตอนนี้พลังของค่ายกลจึงเหลือเพียงแค่ศักดิ์สิทธิ์สามดาวเท่านั้น ” 

    หนานหมิงมองดูค่ายกลที่อยู่ด้านหน้าด้วยแววตาประหลาดใจเล็กน้อย แม้ว่าเขาจะพอรู้ค่ายกลอยู่บ้างแต่ก็ไม่ได้รู้เท่ากับฟางเจวี๋ยที่เป็นถึงนักวางค่ายกลระดับกึ่งเซียนสามดาวแบบนี้ 

    “ เช่นนั้นก็หมายความว่าค่ายกลนี้ยอดเยี่ยมใช่หรือไม่? ” หนานหมิงถามขึ้น

    ฟางเจวี๋ยพยักหน้าและกล่าวว่า “ ใช่ขอรับ เหมาะแก่การศึกษาจริงๆเพราะค่ายกลต่างๆสนับสนุนกันอย่างดีถ้าหากผิดพลาดแม้แต่นิดเดียวค่ายกลทั้งหมดก็ต้องพังทลายลง ” 

    “ เช่นนั้นพวกเราก็ไม่สามารถเข้าไปด้านในได้ก่อนใช่ไหม? ” หนานหมิงถามขึ้น เพราะเขาต้องการที่จะส่งคนเข้าไปสำรวจก่อน แม้ว่าสมบัติภายในนั้นจะน่าสนใจแต่มันก็สู้กับสมบัติที่ตัวละครที่เขาอัญเชิญออกมาไม่ได้ แต่เขาก็จะให้ศิษย์ของตระกูลหนานเก็บเกี่ยวสมบัติภายในนั้นแทน

    ฟางเจวีิ๋ยส่ายหน้าและกล่าวว่า “ มันอันตรายเกินไปขอรับ ถ้าหากเกิดผิดพลาดขึ้นมาจริงๆเกรงว่าพื้นที่ทั้งหมดที่ค่ายกลเหล่านี้ปกคลุมอยู่ก็คงถูกทำลายลงทันที ” 

    หนานหมิงพยักหน้าและถอนหายใจด้วยความเสียดาย

    ทันใดนั้นระบบก็ดังขึ้นพร้อมกับบอกว่าเขาสามารถอัญเชิญได้อีกครั้งแล้ว

    ‘ จริงด้วยถ้าหากข้าสามารถอัญเชิญตัวละครที่มีความสามารถด้านค่ายกลระดับเซียนล่ะก็คงสามารถแก้ไขค่ายกลเหล่านี้ได้ง่ายๆ แต่มันก็ใช่ว่าจะสุ่มได้ง่ายๆสักหน่อย ’ หนานหมิงส่ายหน้าเบาๆ เพราะเขาไม่คิดว่าจะสามารถอัญเชิญตัวละครที่มีความสามารถด้านค่ายกลออกมาได้

    เพราะขนาดภายในเกมที่เขาสร้าง คนที่มีความสามารถด้านวางค่ายกล ด้านปรุงโอสถหรือด้านหลอมยุทธภัณฑ์นับว่าหาได้ยากมากจริงๆ โดยเฉพาะยิ่งระดับสูงก็ยิ่งหาได้ยากกว่าเดิมมาก 

    ‘ ระบบข้าอัญเชิญเลย ’ 

    ทันใดนั้นหน้าต่างระบบอัญเชิญก็ปรากฏขึ้น

    การ์ดตัวละครจำนวนมากเคลื่อนไหวไปมาอย่างรวดเร็วจนกระทั้งมาหยุดอยู่ที่สีม่วง

    ดวงตาของหนานหมิงเปร่งประกายขึ้นมาทันที สำหรับสีม่วงยิ่งมีเยอะเท่าไหร่เขาก็ยิ่งได้ประโยชน์มากขึ้นเท่านั้น

    [ ยินดีด้วยโฮสต์ได้ทำการอัญเชิญ ป๋อเชี่ยหานแห่งตำหนักเซียนกลสวรรค์ ตัวละครระดับสีม่วง ความแข็งแกร่งระดับเซียนทองคำขั้นสมบูรณ์ แต่เนื่องจากโลกที่โฮสต์อยู่เป็นโลกระดับต่ำทำให้ไม่สามารถรองรับพลังเซียนได้ระบบจึงปิดผนึกความแข็งแกร่งของไว้เหลือเพียงแค่กึ่งเซียนเท่านั้น ]

    [ ตัวละครที่ถูกโฮสต์อัญเชิญมาจะมีความซื่อสัตย์กับโฮสต์อย่างยิ่งและไม่มีวันทรยศโฮสต์อย่างแน่น ]

    ดวงตาของหนานหมิงเบิกกว้างด้วยความตกใจและไม่อยากเชื่อ

    เขารู้จักตำหนักเซียนกลสวรรค์เป็นอย่างดี ซึ่งสถานที่แห่งนั้นเป็นสถานที่สำหรับนักวางค่ายกล คนที่มีพรสวรรค์ด้านค่ายกลจึงจะเข้าร่วมได้ 

    หนานหมิงข่มความดีใจเอาไว้ จากนั้นเขาก็รีบอัญเชิญอีกครั้งหนึ่งทันที

    เมื่อการ์ดตัวละครหยุดลง ดวงตาของหนานหมิงก็เบิกกว้างขึ้นอีกครั้ง เพราะเขาอัญเชิญได้สีม่วงอีกครั้งแล้ว

    [ ยินดีด้วยโฮสต์ได้ทำการอัญเชิญ เกาเสวียนแห่งสำนักเซียนโอสถนิรันดร์ ตัวละครระดับสีม่วง ความแข็งแกร่งระดับเซียนทองคำขั้นสมบูรณ์ แต่เนื่องจากโลกที่โฮสต์อยู่เป็นโลกระดับต่ำทำให้ไม่สามารถรองรับพลังเซียนได้ระบบจึงปิดผนึกความแข็งแกร่งไว้เหลือเพียงแค่กึ่งเซียนเท่านั้น ]

    [ ตัวละครที่ถูกโฮสต์อัญเชิญมาจะมีความซื่อสัตย์กับโฮสต์อย่างยิ่งและไม่มีวันทรยศโฮสต์อย่างแน่น ] 

    ‘ เกาเสวียน? ทำไมชื่อคุ้นๆ แต่อยู่สำนักเซียนโอสถนิรันดร์เช่นนั้นก็ต้องเป็นนักปรุงโอสถสินะ!! ’ หนานหมิงครุ่นคิดก็ยิ่งตื่นเต้น เพราะเขาทั้งอัญเชิญได้ทั้งนักวางค่ายกลและนักปรุงโอสถระดับลี้ลับมาพร้อมกัน แบบนี้ตระกูลหนานของเขาก็จะพัฒนาขึ้นอย่างมาก

    หนานหมิงไม่ได้คิดอะไรมากเขาจึงอัญเชิญทั้งสองคนมาทันที 

    ป๋อเชี่นหานเป็นชายวัยกลางคนรูปร่างสูงใหญ่ กล้ามเนื้อแขนของเขานั้นดูจะใหญ่กว่าแขนของหนานหมิงสองข้างรวมกันเสียอีก ดูยังไงก็ไม่เหมือนกับนักวางค่ายกลที่ต้องใช้สมองเป็นหลัก แต่ก็อย่าตัดสินคนที่ภายนอก

    เกาเสวียนเป็นชายชรารูปร่างผอมสูง ใบหน้าใจดีราวกับคุณปู่อันเป็นที่รักของหลานๆ หลังค่อมเล็กน้อย กลิ่นตัวของเขานั้นมีกลิ่นสมุนไพรจำนวนมาก 

    ทันทีที่ทั้งสองปรากฏตัว พวกเขาก็โค้งคำนับหนานหมิงด้วยความเคารพ

    “ คาระวะนายท่าน ” ทั้งสองกล่าวขึ้นพร้อมกัน

    หนานหมิงถามข้อมูลของทั้งสองคนทันที

    ป๋อเชี่ยหานเป็นนักวางค่ายกลระดับนิรันดร์และยังเป็นถึงผู้อาวุโสที่เก้าของตำหนักเซียนกลสวรรค์ ด้วยอายุที่น้อยและพรสวรรค์ที่มากที่สุดเท่าที่ตำหนักเซียนกลสวรรค์เคยมีมา เขากลายเป็นนักวางค่ายกลระดับนิรันดร์ที่อายุน้อยที่สุดในตำหนักเซียนกลสวรรค์ 

    ส่วนเกาเสวียนเขาเป็นผู้อาวุโสที่สี่ของสำนักเซียนโอสถนิรันดร์ และเขาก็เป็นถึงนักปรุงโอสถระดับนิรันดร์แค่ไม่กี่คนของสำนักเซียนโอสถนิรันดร์แห่งนี้ ทำให้เกาเสวียนเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงอย่างมากภายในสำนักเซียนโอสถนิรันดร์

    สำหรับระดับพลังในโลกเซียนนั้นถูกแบ่งออกเป็นแปดขั้นด้วยกันได้แก่ เซียน เซียนปฐพี เซียนสวรรค์ เซียนทองคำ เซียนศักดิ์สิทธิ์ เซียนนิรันดร์ เซียนอมตะ จ้าวเซียน ราชันเซียน จักรพรรดิเซียน มหาจักรพรรดิเซียน

    ส่วนลำดับขั้นของนักวางค่ายกล นักปรุงโอสถและนักหลอมยุทธภัณฑ์ระดับเซียนถูกแบ่งออกเป็น เซียน ลี้ลับ นิรันดร์ อมตะ ต้องห้าม เทวะ

    หลังจากที่หนานหมิงทราบข้อมูลคร่าวๆของทั้งสองคนแล้ว เขาก็รู้สึกพึงพอใจอย่างมาก เพราะทั้งสองคนจะทำให้ตระกูลหนานของเขาพัฒนาขึ้นไปอีกหลายระดับ 

    จากนั้นหนานหมิงก็หันไปมองป๋อเชี่ยหานและถามขึ้นว่า “ เจ้าสามารถทำลายค่ายกลนี้ได้หรือไม่? ” 

    ป๋อเชี่ยหานที่ถูกอัญเชิญมาในตอนแรกเขาก็สังเกตเห็นค่ายกลนี้แล้ว แต่เขาก็ไม่ได้สนใจแม้แต่่น้อยเพราะสำหรับเขาแล้วค่ายกลระดับนี้เพียงแค่ดีดนิ้วก็สามารถทำลายได้ง่ายๆแล้ว

    “ นายท่านค่ายกลนี้ข้าสามารถทำลายได้ง่ายๆ ” ป๋อเชี่ยหานตอบด้วยความมั่นใจ

    ฟางเจวี๋ยครุ่นคิดก่อนที่เขาจะถามขึ้นว่า “ ท่านป๋อ ข้ามีคำถาม ข้าหากข้าสามารถทำลายจุดอ่อนของค่ายกลป้องกันตรงนี้แล้ว ค่ายกลโจมตีนั้นจะถูกยับยั้งแล้วถ้าหากข้าทำแบบนี้ไปล่ะ… ” 

    ป๋อเชี่ยหานมองดูฟางเจวี๋ยด้วยแววตาพึงพอใจจากนั้นเขาก็ค่อยๆตอบคำถามที่ฟางเจวี๋ยถามอย่างสบายๆราวกับอาจารย์ที่กำลังสั่งสอนลูกศิษย์อยู่

    หนานหมิงที่ได้ฟังการพูดคุยของทั้งสองถึงกับหน้ามืดเล็กน้อยเพราะมันเหมือนกับเด็กประถมที่กำลังฟังอาจารย์มหาลัยที่กำลังสอนอยู่

    ซึ่งหนานหมิงก็ไม่ได้คิดที่จะเข้าไปห้ามปราบแต่อย่างใดเพราะตอนนี้ดูเหมือนว่าฟางเจวี๋ยกำลังได้รับความรู้อย่างมาก แถมดวงตาของเขาก็ยังเปร่งประกายที่ได้เรียนรู้อีกด้วย

    ทันใดนั้นข้างๆอากาศที่อยู่ข้างๆหนานหมิงก็ถูกบางอย่างฉีกกระชากออกมา จากนั้นก็มีร่างๆหนึ่งเดินออกมาจากมิติที่ถูกฉีกนี้

    หนานหมิงหันไปมองก็เห็นว่าเป็นมู่สือจิน หัวหน้าองครักษ์เงาของเขานั่นเอง

    เกาเสวียนมองไปที่มู่สือจินด้วยความประหลาดใจ

    “ เฒ่าเกาในที่สุดเจ้าก็มาได้เสียทีนะ ” มู่สือจินหัวเราะร่า

    “ เฒ่ามู่นี้เจ้ามาก่อนแล้วงั้นหรอ? จะว่าไปแล้วข้าก็สัมผัสได้ถึงพลังที่คุ้นเคยน่าจะเป็นพลังของเจ้าสินะ ” เกาเสวียนกล่าวด้วยรอยยิ้ม

    มู่สือจินหันไปมองหนานหมิงและกล่าวขึ้นว่า “ นายท่านนี้คือเกาเสวียนนักปรุงโอสถที่ข้าเคยพูดถึง เขาเป็นผู้ปรุงโอสถเบิกยุทธ์นั่นแหละ ” 

    หนานหมิงจำได้ทันทีว่าเขาคุ้นชื่อของเกาเสวียนมาจากที่ไหน แต่ทว่านั้นมันก็ผ่านมานานหลายปีแล้วถ้าหากเขาจะจำไม่ได้ก็ไม่แปลก

    “ เช่นนั้นการอัญเชิญครั้งนี้ของข้าก็คุ้มค่ามากจริงๆ ” หนานหมิงหัวเราะ เพราะโอสถเบิกยุทธ์เขาใช้ไปเกือบหมดแล้ว ตอนนี้ถ้าหากได้เกาเสวียนช่วยเหลือก็น่าจะผลิตออกมาได้เป็นจำนวนมากและมันจะทำให้ตระกูลหนานของเขาแข็งแกร่งขึ้นมาก

    จากนั้นเกาเสวียนก็ทำให้หนานหมิงทึ่งกว่าเดิมเพราะเขาได้นำโอสถจำนวนมากรวมไปถึงผลไม้เซียนหลายลูกออกมาให้กับหนานหมิง

    ผลไม้เซียนเป็นผลไม้ที่มีพลังของเซียนอยู่ ซึ่งคนธรรมดากินเข้าไปก็อาจจะตายได้เพราะพลังมันเยอะเกินไป ถ้าหากจะกินก็ต้องมียอดฝีมือระดับเซียนอยู่ด้วยเพราะพวกเขาจะดูดซัพพลังที่เกินมาทำให้ร่างกายไม่ระเบิด

    หนานหมิงมองดูสมบัติมากมายนับไม่ถ้วนในช่องเก็บของ เขาก็หัวเราะอย่างยินดี เพราะถ้าได้โอสถของเกาเสวียนและผลไม้เซียนช่วยจะทำให้เขากลายเป็นกึ่งเซียนและรอที่จะเปิดประตูสู่การเป็นเซียนในที่สุด

    “ ในเมื่อพวกเจ้ามาเจอกันแล้วเช่นกันก็ไปพูดคุยกันเถอะ ส่วนข้าจะกลับที่พักแล้ว ” หนานหมิงกล่าวขึ้น ตอนนี้เขาไม่ได้สนใจการพบปะสหายเก่าของมู่สือจินและเกาเสวียนแม้แต่น้อย ตอนนี้เขาสนใจสมบัติมากมายต่างๆที่เกาเสวียนมอบให้มากกว่า

    จากนั้นหนานหมิงก็มองไปที่ฟางเจวี๋ยและป๋อเชี่ยหานและกล่าวขึ้นว่า “ ป๋อเชี่ยหานเจ้าก็สอนฟางเจวี๋ยเกี่ยวกับค่ายกลไปก่อนแล้วกัน แล้วก็อย่าเพิ่งทำลายค่ายกลล่ะเพราะอีกไม่นานค่ายกลก็น่าจะเปิดให้เข้าไปด้านในแล้ว ” 

    “ รับทราบขอรับนายท่าน ” ป๋อเชี่ยหานตอบรับก่อนที่จะหันไปสอนฟางเจวี๋ยเกี่ยวกับค่ายกลต่อ

    หนานหมิงจึงเดินทางกลับไปยังเมืองต้านไห่พร้อมกับจิวหยาง

    เมื่อกลับมาถึงหนานหมิงก็ได้ศึกษาโอสถต่างๆตามตำราที่เกาเสวียนให้มาอย่างละเอียดทันที เนื่องจากตำราโอสถที่เกาเสวียนให้มานั้นละเอียดเป็นอย่างมาก มีทั้งรูปภาพและข้อมูลของโอสถอย่างละเอียดรวมไปถึงข้อควรระวังต่างๆอีกด้วย ซึ่งทำให้หนานหมิงสามารถใช้งานโอสถต่างๆได้อย่างถูกต้อง

    ด้วยความช่วยเหลือของโอสถที่เกาเสวียนมอบให้ ความเร็วในการบ่มเพาะของหนานหมิงเร็วขึ้นกว่าเดิมมาก ถึงขั้นที่ว่าเหนือกว่าการที่อยู่ที่เส้นเลือดมังกรเสียอีก

    สำหรับโอสถเบิกยุทธ์ หนานหมิงได้มาจากเกาเสวียนกว่าหนึ่งล้านเม็ด ทำให้เขามีโอสถเบิกยุทธ์เพียงพอที่จะแจกจ่ายให้กับศิษย์ตระกูลหนานแล้ว 

    แม้ว่าศิษย์ตระกูลหนานจะมีเป็นจำนวนมากแต่ก็มีบางส่วนที่อยู่ในระดับราชันยุทธ์อยู่หลายหมื่นคน ถ้าหากพวกเขาได้รับโอสถเบิกยุทธ์ล่ะก็ พวกเขาก็จะทะลวงเข้าสู่ระดับจักรพรรดิยุทธ์ทันที ซึ่งนั่นจะทำให้ตระกูลหนานแข็งแกร่งขึ้นอย่างก้าวกระโดดอีกครั้ง

    หลังจากที่จัดการกับปัญหาต่างๆเรียบร้อยแล้ว หนานหมิงก็ปิดประตูห้องพักและเริ่มฝึกยุทธ์ทันที

    พริบตาเดียวกาลเวลาก็ผ่านไปเกือบหนึ่งเดือน

    หนานหมิงเดินออกมาจากห้องด้วยความตื่นเต้น เพราะในตอนนี้เขาทะลวงเข้าสู่ระดับเทพยุทธ์ขั้นสูงแล้ว ด้วยโอสถที่เกาเสวียนให้มานั้นมีประสิทธิภาพอย่างแท้จริง 

    แถมโอสถบางชนิดก็ยังช่วยเพิ่มทั้งประสิทธิภาพของร่างกายและเส้นเลือดต่างๆและเส้นลมปราณก็ยังแข็งแกร่งขึ้นมากกว่าเดิมหลายเท่า

    ในช่วงหนึ่งเดือนมานี้ กองกำลังทั้งหลายในเมืองต้านไห่ก็ได้รับรู้ถึงความแข็งแกร่งของตระกูลหนานแล้ว พวกเขามีระดับเทพยุทธ์อยู่ในตระกูลจริงๆแถมไม่ใช่แค่คนเดียวแต่มีมากกว่าสิบคนด้วยซ้ำ ทำให้ตระกูลหนานขึ้นสถานะกองกำลังที่แข็งแกร่งที่สุดในทวีปเฮ่อหลุนเป็นที่เรียบร้อย และตอนนี้ตระกูลหนานก็สามารถเรียกได้อย่างเต็มปากว่า ‘ กองกำลังเทพยุทธ์ ’ 

    ส่วนศิษย์ตระกูลหนาน พวกเขาก็แสดงความแข็งแกร่งที่น่าสะพรึงออกมาให้ทุกๆคนได้เห็น เพราะพวกเขาสามารถต่อสู้ในระดับเดียวกันได้อย่างสบายๆ แม้กระทั้งต่อสู้ข้ามระดับหนึ่งหรือสองขั้นย่อยก็ทำได้อีกด้วยแม้ว่าจะต้องทุ่มพลังทั้งหมดก็ตาม 

    สำหรับศิษย์ที่แข็งแกร่งในระดับเหนือยุทธ์ขั้นสมบูรณ์พวกเขาสามารถเอาชนะเซียนยุทธ์ขั้นต้นหรือขั้นกลางได้ ทำให้เวลานี้ชื่อเสียงของศิษย์ตระกูลหนานนับว่าโด่งดังอย่างมาก 

    นอกจากนี้ศิษย์ตระกูลหนานที่อายุน้อยแต่ความแข็งแกร่งระดับเซียนยุทธ์ก็มีหลายคน แม้ว่าพวกเขาจะไม่ได้เข้าร่วมในการเข้าสู่สุสานจ้าวยุทธ์ แต่พวกเขาก็มาที่นี้เพื่อเปิดประสบการณ์เท่านั้น และพวกเขาก็ได้ต่อสู้กับเซียนยุทธ์ที่มีชื่อเสียงและสามารถเอาชนะได้ ทำให้ตอนนี้ศิษย์ตระกูลหนานนับว่าโด่งดัง ชื่อเสียงของตระกูลหนานก็โด่งดังขึ้นตามไปด้วยเช่นกัน

     

    คล้ายกับเรื่องระบบอัญเชิญพิชิตโลก ที่คุณอ่าน