เส้นด้ายเหลือบมองชายหนุ่มเจ้าของเสียงแข็งกระด้าง ร่างสูงโปร่ง สวมชุดสีดำกางเกงขายาวรองเท้าหนังแบบหุ้มส้น
เขายืนรับไม้กวาดที่ฟาดลงมาด้วยมือเพียงข้างเดียว ในขณะที่เธออยู่บนพื้นกับข้าว
ภาพของเขาตกทอดลงมาสู่คลองจักษุ
แสงแดดและความร้อนรุ่มทำให้เธอมองว่าเขาช่างดูอบอุ่นและพึ่งพาได้
แต่อย่างใดก็ตามเมื่อมองใบหน้าของคนที่เข้ามาช่วยเหลือจนถี่ถ้วน ริมฝีปากสวยขบเม้มด้วยความแข็งกร้าว
ประธานเจมส์!
“ไอ้เด็กเวรมึงมาจากที่ไหนวะ รีบปล่อยมือของมึงซะ ก่อนที่มึงจะเจ็บตัวไปมากกว่านี้” ชายที่มีรอยสักรูปอวัยวะเพศผู้หญิงบนหน้าออกแรงดึงไม้กวาด ต้องการหวดลงบนศีรษะผู้หญิงตรงหน้า แต่กระนั้นเรี่ยวแรงของเขาเมื่อเทียบกับชายใบหน้าเกลี้ยงเกลา ดูไม่ต่างจากเด็กทารกเพิ่งหัดเดิน
“ปล่อยก็ได้” เจมส์ทำตามอย่างที่บอก
ชายหัวโจกดึงไม้กลับมาด้วยความไม่สบอารมณ์
เส้นด้ายที่เห็นเหตุการณ์ทุกอย่างอยากจะตะโกนเหลือเกินว่าอย่าปล่อย แต่สุดท้ายหล่อนทำได้เพียงขบฟันแน่น
“ประธานเจมส์...” ข้าวเอามือกุมศีรษะ มองใบหน้าหล่อเหลาที่ยืนอยู่ท่ามกลางดวงอาทิตย์พลันรู้สึกปลอดภัยขึ้น
“ข้าว...อย่าบอกนะว่าเธอเรียกเขามา” เส้นด้ายถาม น้ำเสียงคาดคั้นความไม่พอใจหลายส่วน
“ใช่ค่ะ ฉันเรียกประธานเจมส์มา”
“ทำไม!”
“ก็เพราะฉันห่วงคุณน่ะสิคะ”
“ไร้สาระ ฉันดูแลตัวเองได้ ไม่ต้องการความช่วยเหลือของเขา” เส้นด้ายปฏิเสธความหวังดีเสียงแข็ง จ้องตาผู้จัดการคนสวยด้วยความโกรธที่คับข้องใจ
“ใครบอกล่ะคะว่าดูแลตัวเองได้ คุณต้องมีคนดูแล ถึงแม้ว่าคุณจะเป็นเจ้าของสวนมณีรัตน์แต่แล้วยังไง สู้กับคนที่มีอิทธิพลได้เหรอคะ นอกจากนั้นคนงานในสวนมีใครบ้างที่กล้าสู้กับพวกมัน มีหรือเปล่าคะ” ข้าวถามกลับ น้ำเสียงโกรธขึงตามองสู้ไม่กระพริบ
“ฉัน...” คราวนี้เธอพูดไม่ออก
เรื่องที่ข้าวเพิ่งพูดมาคือเรื่องจริง
คนงานเมื่อเห็นว่าคนที่เข้ามาในสวนเป็นคนของปั๊บต่างก็พากันกลัว รีบหลบฉากออกไปท่าเดียว ไม่กล้ามีเรื่องด้วย
มีเพียงข้าวเท่านั้นที่ยืนอยู่ข้างเธอ
“พวกมึงคุยบ้าอะไรกันอยู่ได้ มึงลืมกูไปแล้วเหรอฮะ!" ชายที่มีลายสักอวัยวะเพศบนหน้าเหยียดยิ้มมุมปาก ด้วยการโบกมือคราหนึ่งลูกน้องที่ยืนอยู่ด้านหลังกรูกันเข้ามา
“จัดการไอ้ผู้ชายนี่ จากนั้นจับผู้หญิงสองคนไปให้คุณปั๊บ”
“ได้ครับลูกพี่”
พวกอันธพาลหัวไม้พากันยิ้มกรุ่มกริ่ม รีบวิ่งออกมาเหมือนกับม้ารมควันด้วยกัญชาจนมีแรงคึก
พวกนี้อยากสร้างผลงานให้คุณปั๊บได้เห็น ดังนั้นจึงต้องขยันกันสักหน่อย
เส้นด้ายกุมมือข้าวแน่น ในฐานะผู้หญิงคนหนึ่งหล่อนไม่สามารถสู้กับสัตว์ร้ายหิวกระหายที่มากถึง 8 ตัวได้ ตัวข้าวสั่นเป็นลูกนกน้อย ในขณะที่เส้นด้ายจ้องพวกวายร้ายไม่กระพริบตา
“ผมอยู่ที่นี่ คิดเหรอว่าจะทำอะไรตามอำเภอใจได้” เจมส์เผยรอยยิ้มกว้างจนเห็นฟันซี่ขาว มองคนตรงหน้าไม่ต่างจากตัวตลกในคณะละครสัตว์
“วอนตีนนักนะมึง งั้นมึงก็เป็นคนแรกที่อยู่ใต้ตีนกู!” ชายหน้าบากเหวี่ยงหมัดเข้าใส่ เจมส์ที่ยืนอยู่ตรงนั้นไม่ได้หลบหากแต่มีบอดี้การ์ดสวมสูทอาร์มานี่มายืนรับหมัดนั้นไว้
นี่คือหุ่นแบนเนอร์ที่ตามมาด้วย เมื่อเห็นเจ้านายตกอยู่ในอันตรายจึงรีบออกมาช่วย
“อย่าให้มันถึงตาย เดี๋ยวผมจะไม่ได้ใช้งานพวกมัน” เจมส์ไม่ลืมความแข็งแกร่งของหุ่นแบนเนอร์
ครั้งนั้นที่ทอยเล่นงานมนุษย์ พวกเขาที่มีพวกมากกว่าเป็นเท่าตัวถูดจัดการลอยกระแทกถึงเสาไฟ
บางส่วนตอนนี้ยังนอนเป็นผักในโรงพยาบาล
หุ่นแบนเนอร์พยักหน้าแล้วทำการบิดข้อมือชายหน้าบาก อีกฝ่ายเจ็บต้องร้องขอความเมตตา ขาสั่นเทิ้มหมดแรงทิ้งตัวลงบนพื้น
อันธพาลอีกคนเข้ามา อาศัยข้อได้เปรียบด้านจำนวนหวังล้มหุ่นแบนเนอร์ที่ตัวใหญ่กว่า ทั้งหมัดทั้งศอกเตะต่อยเข้ามาตามร่างกายของชายที่ยืนอยู่ตรงหน้า แต่แทนที่จะทำให้อีกฝ่ายล้มลง กลับเป็นพวกเขาเองต่างหากที่เจ็บไม้เจ็บมือจนเปลี่ยนเป็นสีแดง
เจมส์ทำงานสอดประสานกับหุ่นแบนเนอร์ด้านหน้า เขาหยิบสเปรย์ที่นำติดตัวออกมาฉีดใส่ชายหน้าบากเป็นคนแรก ตามด้วยคนที่สองสามสี่ และคนสุดท้าย
พวกเขามีหน้าตามึนงงไปชั่วขณะหนึ่งที่ถูกสเปรย์พ่น
สักพักดวงตาคู่นั้นกลายเป็นสีแดงแข็งกร้าว
ลมหายใจเข้าออกรุนแรงเหมือนสัตว์ร้าย
วิ่งพล่านกลับเข้าไปในรถยนต์ที่จอดขวางไว้ตรงทางเข้าสวน ติดเครื่องแล้วขับออกไปทันที
“จบแล้ว...” เส้นด้ายงงงันกับสิ่งที่เกิด เจ้าบ้าพวกนั้นพ่ายแพ้ให้กับคนน้อยกว่า
เจมส์กับหุ่นแบนเนอร์ล้มคน 8 คนและทำให้พวกเขากลัววิ่งหนีไปเหมือนสุนัข
มันดูราวกับฉากในละครน้ำเน่าหลังข่าวภาคค่ำราคาถูกที่เคยดู
“เอาล่ะพวกมันกลับไปแล้ว พวกคุณไม่เป็นไรนะ” เจมส์เก็บสเปรย์เข้าไปในอกเสื้อ แล้วนั่งลงข้างเส้นด้าย
“ฉันไม่เป็นไร แต่ข้าวเนี่ยสิ หัวของเธอถูกกระแทกลงบนกระถางต้นไม้ น่าจะต้องเย็บแผลเพื่อห้ามเลือด...” เส้นด้ายจับมือผู้จัดการร่างเล็กแนบแน่น
ข้าวในตอนนี้หน้าตาซีดเซียว ริมฝีปากได้รูปขดเป็นวงเพราะเสียเลือดมาก
“งั้นไปโรงพยาบาลกัน” เจมส์อุ้มข้าวไว้ในอก โดยมีหุ่นแบนเนอร์คอยเปิดประตูรถ และขับพาไปโรงพยาบาลเอกชน
เส้นด้ายยอมรับว่าไม่ชอบขี้หน้าเจมส์ แต่ด้วยสภาพตอนนี้ ความปลอดภัยของข้าวสำคัญกว่า
...........
ร้านอาหารภาคิณ
ชายเจ้าของใบหน้าหนวดเครากำลังนั่งรับประทานอาหารกับชายหนุ่มอีกคน ใบหน้าอีกฝ่ายคมคาย แววตาเหมือนราชสีห์นุ่มลึก
“คุณปั๊บ วิธีการของคุณช้าเกินไปไหม แค่สวนเล็กๆ ยังจัดการไม่ได้ มีหวังแบบนี้โครงการได้ล่าช้า เสียหายไม่ต่ำกว่า 20 ล้านบาท คุณจะทำยังไงกับสิ่งที่เกิดขึ้น” เวหาถามเสียงต่ำ ในฐานะมาเฟียมากอิทธิพล เขามองว่าวิธีการของชายหนุ่มที่นั่งอยู่ตรงหน้าค่อนข้างไร้ประสิทธิภาพ
“ไม่จำเป็นต้องรีบ ผมเชื่อว่าวันนี้ทุกอย่างต้องเรียบร้อย คุณแค่รอฟังข่าวดีเท่านั้นพอ” ปั๊บหลับตาพริ้มลง ปล่อยให้หญิงสาวหน้าตาสวยงามนวดไหล่กว้างจากด้านหลัง
เวหาค่อนข้างไม่พอใจปฏิกิริยาของชายหนุ่ม
ไอ้หมอนี่มีดีแค่ฐานะทางบ้านเท่านั้น ไม่งั้นก็คงเป็นได้เพียงเด็กเลวไม่สิ้นกลิ่นน้ำนม
ระหว่างที่เขากำลังจะสอนบทเรียนให้ปั๊บ ด้านนอกเกิดเสียงดังเอะอะโวยวาย พอเวหาหันหน้าไปก็พบกับกลุ่มชายฉกรรจ์ 8 คนที่วิ่งหน้าตั้งเข้ามา
พวกนี้กลิ่นตัวแรง เหม็นฉึ่งจนทำให้อาหารที่อยู่บนโต๊ะเสียรสชาติ
เวหาอยากจะตำหนิติเตียนลูกน้องของปั๊บ แต่ยังไม่ทันกล่าวคำสักคำ พวกเขาก็พุ่งเข้ามา ตบตีปั๊บกันยกใหญ่
ในฐานะลูกหลานมาเฟียมากอิทธิพล ปั๊บเรียนศิลปะการต่อสู้ตั้งแต่ยังเด็ก เขาสามารถสู้กับอันธพาลทีเดียวได้พร้อมกันถึง 3 คน แต่ตอนนี้พวกเขาทั้งหมดคลุ้มคลั่งเหมือนสุนัขบ้า
อย่าว่าแต่ 3 คนเลย ต่อให้เป็น 1 คนปั๊บก็แทบไม่สามารถป้องกันตัวได้
“ไอ้บ้าพวกนี้มันเป็นอะไรของมัน!” ปั๊บถูกอัดจนร่างติดกับโซฟา
หญิงสาวหน้าสวยที่อยู่ด้านหลังร้องตกใจ รีบวิ่งไปหลบนั่งยองๆ ตรงมุมห้อง
“เวหายืนทำอะไรอยู่ รีบๆ ช่วยกูสิวะ!” ปั๊บตะโกนเสียงแหบแห้ง ฟันของเขาถูกกะเทาะจากปากไปหลายซี่ มองเห็นเลือดสีแดงไหลย้อยออกมา ดวงตาข้างหนึ่งหลุบเข้าไปในเบ้า ตอนนี้มองเห็นเพียงข้างเดียว
“ได้สิ” เวหายิ้มกริ่ม เนื่องจากไอ้พวกบ้าเล่นงานแต่ปั๊บเขาจึงค่อนข้างง่ายต่อการเคลื่อนไหว ปืนพกสั้นถูกดึงออกมาจากซองใต้รักแร้ ขึ้นลำกล้องแล้วเล็งไปที่หนึ่งในกลุ่มอันธพาล ตามด้วยเหนี่ยวไกดังปัง
ต่อให้ที่นี่จะเป็นร้านอาหารที่มีห้องส่วนตัว ทว่าเสียงปืนก็ทำให้ลูกค้าท่านอื่นตกอกตกใจ ต้องวิ่งหนีออกไปข้างนอก
“ไอ้เวหา นี่มึงทำอะไรของมึงฮะ!” ปั๊บตกใจกลัวเสียงปืนแตกตื่น ร้องลั่นด้วยความไม่พอใจต่อมาเฟียราคาถูกที่ชักปืนออกมายิงกลางวันแสกๆ
“ก็ช่วยคุณอยู่ไง”
“ช่วยเหรอ มึงจะทำให้เรื่องมันยุ่งยากสิไม่ว่า...อ๊ากกกก!!”
อันธพาลคนหนึ่งล้มลงไปกับพื้นเสียชีวิตทันทีด้วยกระสุนปืน แต่คนที่เหลือไม่ได้ตกใจหรือเหลียวมอง พวกเขาเอาแต่ชกต่อยปั๊บเลือดตกยางออก เรียกได้ว่าสภาพเยินเหมือนสุนัขตกน้ำ
“แปลก พวกนี้ไม่กลัวปืนเลยเหรอ?” เวหาตกใจกับภาพที่เห็นจึงยิงออกไปอีกนัด ผลคือพวกเขาตายไปหนึ่งคน ส่วนที่เหลือต่อยร่างกายของปั๊บไม่มีชิ้นดี และไม่มีทีท่าว่าจะเหนื่อยด้วย
“เฮ้ยๆ มันแปลกเกินไปแล้วนะ พวกมันกินยาไม่เขย่าขวดหรือไง” เวหารู้สึกชาไปถึงหนังศีรษะ เกิดมาไม่เคยพบเรื่องประหลาดแบบนี้ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงคนที่ไม่กลัวปืน ทุกครั้งที่หยิบปืนออกมาก็สามารถบงการได้ทุกสิ่งอย่าง แต่ตอนนี้ดูเหมือนมันจะไร้ประโยชน์
“ดูจากสภาพคุณปั๊บแล้ว อยู่ไปก็คงไม่ต่างจากคนพิการ งั้นก็ตายไปพร้อมกับพวกมันแล้วกัน” เวหาที่มองภาพดังกล่าวคิดหาเหตุผลมาอ้างอย่างถี่ถ้วนในความบริสุทธิ์ของตน
เมื่อตัดสินใจได้จึงเหนี่ยวไก ยิงคนทั้งหมดที่อยู่ในห้องจนเสียชีวิต
“แพะรับบาปคือสวนมณีรัตน์ ส่วนคนที่เก็บเกี่ยวผลประโยชน์คนสุดท้ายก็คือผม”
เวหาเช็ดลายนิ้วมือปืนตัวเอง แล้วนำปืนไปใส่ไว้ในมือหนึ่งในชายที่มีรอยสัก จากนั้นเอาปืนของปั๊บที่ไม่มีเวลานำออกมายิงวางไว้ในมือ
ทำเหมือนกับว่าพวกเขาถูกส่งมาฆ่าปั๊บ โดยเจ้าของสวนเป็นผู้บงการ
ถึงแม้แผนนี้จะมีช่องโหว่และความไม่สมเหตุสมผล แต่เวหารู้ดีว่านิสัยของคุณอิทธิเป็นยังไง
งานนี้เมื่อรู้ว่าลูกชายถูกฆ่าตายคงสนุกพิลึก