บทที่ 46 เหล่าภูตต้นไม้
ซางเฟยหว่านลุกขึ้นยืนกะทันหัน ศีรษะของเธอก็ไปโขกเข้าที่คางของชายชราอย่างจัง จนเขาร้องออกมาด้วยความเจ็บปวด
พวกเขาเหล่านั้นไม่มีวิธีการอะไรจะใช้แล้ว เขาไม่สามารถทำให้เด็กสาวคนนี้กลัวได้ พวกเขาจึงกลับไปเต้นรำกันต่อ
ในเวลานี้ เพลงในบ้านก็เปลี่ยนเป็นเพลง ‘Lover’
“เธอคือคนรักของฉัน
ดุจดั่งดอกกุหลาบแสนงาม
ริมฝีปากร้อนแรงดั่งเปลวไฟ
พาฉันหลงใหลในภวังค์รักยามราตรี...”
“เนื้อเพลงอะไรกันเนี่ย! หยาบคายไร้มารยาทสิ้นดี!” ซางเฟยหว่านขมวดคิ้วเอ่ยเสียงดัง “เปลี่ยนเพลง! ห้ามร้องเพลงนี้อีกเด็ดขาด!”
เสียงเพลงหยุดลงชั่วครู่ ก่อนจะกลับมาดังต่อ
ซางเฟยหว่านโกรธจัด เธอตบโต๊ะเสียงดัง
“ฉันบอกให้เปลี่ยนเพลง! ไม่เข้าใจภาษาคนหรือไง!”
เสียงเพลงเงียบหายไปในที่สุด เหล่าชายชราและหญิงชราทั้งเก้าต่างพากันซุบซิบ
“เมื่อกี้หล่อนว่าไงนะ? บอกให้พวกเราเปลี่ยนเพลงเหรอ?”
“หล่อนได้ยินพวกเรา แถมยังเห็นพวกเราอีก แต่ทำไมถึงไม่กลัวเลยสักนิด หรือว่าจะเป็นพวกเดียวกัน”
“ไม่หรอก ฉันไม่รู้สึกถึงปราณปีศาจจากตัวหล่อน หล่อนไม่ใช่พวกเดียวกับเรา”
“ไม่ใช่พวกเดียวกัน แล้วจะไปฟังคำพูดหล่อนทำไม พวกเรามาเฮฮาปาร์ตี้กันต่อเถอะ!”
ป้าแก่ ๆ คนหนึ่งที่หัวเต็มไปด้วยใบแปะก๊วยประดับอยู่ ถ่มน้ำลายใส่ซางเฟยหว่านทีหนึ่ง ก่อนจะหันไปชวนพวกพ้องเต้นรำต่อ
ซางเฟยหว่านโมโหจนทนไม่ไหว เธอจึงลุกขึ้นกระแทกโต๊ะ แล้วกระโดดเตะป้าหัวหน้ากลุ่ม ‘ตน’ นั้นจนล้มลงกับพื้น จากนั้นก็ไม่พูดพร่ำทำเพลง ซัดหมัดเข้าใส่อีกหลายหมัด
ใบแปะก๊วยบนหัวหญิงแก่คนนั้นร่วงหล่นลงพื้น เธอถูกซัดจนหน้าอกยุบลงไป ถ้าเป็นมนุษย์ธรรมดาคงตายไปแล้ว แต่ถึงแม้จะเจ็บปวด แต่หญิงแก่คนนั้นก็ยังพูดได้ “ตาเฒ่าหวย ตาเฒ่าเถา ช่วยฉันด้วย! ฉันกำลังจะแตกสลาย”
วิญญาณหญิงและชายชราตนอื่น ๆ เห็นดังนั้น จึงจะเข้ามาช่วย แต่ก็โดนซางเฟยหว่านรัวหมัดใส่ จนล้มลงไปกองกับพื้นร้องครวญคราง “โอ๊ย ๆ ๆ” ไม่หยุด
ซางเฟยหว่านก็พูดอย่างเกรี้ยวกราด “คำพูดของฉันมันไม่ซึมซับเข้าไปในแก่นวิญญาณของแกเลยสินะ ดูเอาเถอะ ฉันจะไม่ทำลายดวงวิญญาณของพวกแก แต่จะทำให้แก่นวิญญาณของพวกแกกลับไปเป็นต้นไม้ผุ ๆ เอาไหม”
หญิงแก่คนแรกที่โดนซัดรู้ดีว่า ซางเฟยหว่านโหดเหี้ยมแค่ไหน จึงรีบคุกเข่าขอร้อง “อย่าทำพวกเราเลย! ถ้าแก่นวิญญาณถูกทำลาย ปราณที่บำเพ็ญเพียรมานับพันปีก็จะสูญเปล่า! ขอท่านเมตตาเราด้วย!”
พวกพ้องคนอื่น ๆ ได้ยินดังนั้น ต่างก็พากันคุกเข่าขอร้อง
“ไว้ชีวิตพวกเราด้วยเถอะ พวกเรารับรองว่าจะไม่มารบกวนความสงบสุขของท่านอีก”
“พวกเรากับยายเฒ่าซิงเป็นภูตที่ดี ท่านเมตตาไว้ชีวิตพวกเราด้วยเถิด!”
“ภูตที่ดีงั้นเหรอ” ซางเฟยหว่านเยาะเย้ย “พวกแกเป็นแค่ ต้นไม้แก่ ๆ ที่ชอบเต้นรบกวนคนในคฤหาสน์ จนไม่มีใครกล้าอยู่ตั้งหลายหลัง แล้วยังมีหน้ามาบอกว่าตัวเองเป็นภูตที่ดีอีกเหรอ”
“พวกเราก็แค่ชอบร้องเพลง เต้นรำออกกำลังกายแขนขากันบ้าง ไม่นึกเลยว่ามนุษย์พวกนั้นจะขี้ขลาดจนไม่กล้ามาอยู่” หญิงแก่ที่ถูกเรียกว่า ‘ยายเฒ่าซิง’ ยังถูกซางเฟยหว่านเหยียบอยู่ใต้เท้า แต่ก็ยังพยายามแก้ตัว
“ไปก่อความวุ่นวายให้คนอื่น แล้วยังกล้าพูดอีกเหรอ” ซางเฟยหว่านเตรียมลงมืออีกครั้ง
ยายเฒ่าซิงก็รีบพูด “ที่นี่มันก็ที่ของพวกเรานี่ พวกเราจะร้องจะเต้นในที่ของตัวเองแล้วมันผิดตรงไหน”
ที่จริงแล้ว ภูตชราที่เต้นรำกันอยู่ที่นี่ ล้วนแล้วแต่เป็นภูตที่บำเพ็ญเพียรมานับพันปี
มีภูตต้นไม้อยู่ด้วยกันหลายตน ได้แก่ ภูตต้นบ๊วย ภูตต้นหลิว ภูตต้นเพกา ภูตต้นเอล์ม ภูตต้นสน ภูตต้นท้อ ภูตต้นไซเปรส ภูตต้นไทร และยังมีภูตต้นจันทน์แดงซึ่งจริง ๆ แล้วควรจะอยู่ทางใต้ แต่ไม่รู้ทำไมถึงมาอยู่ที่นี่ได้อีกหนึ่งตน
ภูตต้นไม้นั้น บำเพ็ญเพียรได้ยากลำบาก ยิ่งอยู่ในยุคเสื่อมโทรมเช่นนี้ ยิ่งมีปราณวิญญาณน้อยนิด
ดังนั้น แม้จะบำเพ็ญเพียรมานับพันปี พวกเขาก็ยังคงเป็นภูตชั้นผู้น้อย ในตอนกลางวันที่แสงแดดเจิดจ้า พวกเขาจะไม่สามารถปรากฏร่างได้ ต้องรอจนถึงเวลากลางคืนจึงจะออกมาอาละวาดได้
และทิวเขาที่คฤหาสน์แห่งนี้ตั้งตระหง่านอยู่นั้น มีชื่อว่า ‘ภูเขาเจี่ยนเยว่’ แต่เดิมนั้นไร้ผู้คน ต้นไม้ใบหญ้าต่างก็งอกงามตามครรลอง
กระทั่ง 100 กว่าปีมานี้เอง ที่นี่จึงค่อย ๆ มีหมู่บ้านและผู้คนอพยพเข้ามาอยู่อาศัย
ต่อมา หมู่บ้านเล็ก ๆ ก็ค่อย ๆ เติบโตเป็นเมืองเล็ก ผู้คนต่างก็ได้รับผลประโยชน์จากยุคสมัย ใช้ชีวิตอย่างร่ำรวยและเรียบง่าย เหล่าผู้เฒ่าเมื่อว่างเว้นจากภารกิจ ก็พากันมารวมตัวที่ลานกว้างบนเชิงเขาเพื่อเต้นรำอย่างสนุกสนานครื้นเครง
เหล่าภูตผีปีศาจที่อาศัยบนเขาลูกนี้มาเป็นพัน ๆ ปี ต่างก็มีจิตใจคล้ายคลึงกับมนุษย์แก่ ซึ่งชื่นชอบการเต้นรำและเสียงดนตรีอันครึกครื้น
ในตอนแรก พวกเขาเพียงแอบดูอยู่เงียบ ๆ ในยามราตรี
ต่อมา เมื่อซึมซับจนชินชา พวกเขาก็เรียนรู้ท่าเต้นรำเหล่านั้นได้ บางครั้งก็แปลงกายเป็นคนชราธรรมดา ๆ ร่วมวงเต้นรำ บิดตัวไปมา เพื่อยืดเส้นยืดสาย
พวกเขาก็อยู่ร่วมกันอย่างสงบสุขโดยที่มนุษย์และภูตผีไม่รู้ตัว
น่าเสียดายที่ความสงบสุขเช่นนี้คงอยู่ได้ไม่นาน
เมื่อกระบวนการขยายตัวของเมืองทวีความรุนแรงมากขึ้น หมู่บ้านและเมืองเล็ก ๆ ในเขตชานเมืองและชนบทต่างก็เผชิญกับการถูกเวนคืน
สถานที่แห่งนี้ก็ไม่มีข้อยกเว้นเช่นกัน
รัฐบาลให้เงินชดเชยจำนวนมาก ทำให้หมู่บ้านและชุมชนใกล้เคียงถูกเวนคืนจนหมด
หมู่บ้านที่เคยคึกคักกลายเป็นซากปรักหักพัง ถูกถมทิ้งอย่างเหี้ยนเตียน
ต่อมาไม่นาน เครื่องจักรขนาดใหญ่ก็เข้ามาทำงานทั้งวันทั้งคืน
เสียงเครื่องจักรดังสนั่นหวั่นไหว ทำให้ภูตพรายหวาดกลัว พวกมันไม่กล้าเผชิญหน้ากับมนุษย์อยู่แล้ว และก็ไม่มีทางสู้ได้ จึงทำได้เพียงหลบซ่อน
แต่บนเขายังมีลูกหลานของพวกมันจำนวนมาก เป็นต้นไม้ที่ยังไม่ได้กลายเป็นภูต ไม่สามารถเคลื่อนไหวได้
ต้นไม้จำนวนมากจึงถูกมนุษย์ถอนรากถอนโคน และทำลายลง
ไม่นาน บ้านคฤหาสน์หรูหราก็ถูกสร้างขึ้น มีทั้งถนนลาดยางใหม่เอี่ยม อาคารบ้านเรือนสวยงาม และต้นไม้ที่เหมาะสมกับการจัดสวนถูกย้ายมาปลูกใหม่
เหล่าภูตต่างโกรธแค้น พวกมันจึงออกมาอาละวาดในตอนกลางคืนที่พลังของพวกมันแข็งแกร่งที่สุด
ทางเจ้าของโครงการก็ได้จ้างหมอผีมาปราบปราม
ทว่า หมอผีที่พวกเขาหาได้ ล้วนแต่เป็นพวกหมอดูธรรมดาที่ปราบผีได้เท่านั้น ไม่สามารถทำอะไรภูตต้นไม้ได้ พวกเขาทำพิธีกันวุ่นวายอยู่หลายวันหลายคืน แต่ก็ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อภูตเลยแม้แต่น้อย
พวกเขายังข่มขู่ผู้คนอย่างหนักข้อ ใครซื้อคฤหาสน์ พอมีคนเข้าไปอยู่ พวกเขาก็เข้าไปในบ้านแล้วเปิดเพลงเต้นรำ เพลงบ้านนอกสลับกันไปมา แล้วยังเลียนแบบฉากในละครทีวี ตอนที่คนอื่นกำลังหลับ พวกเขาก็ไปเป่าลมเย็นใส่คอเจ้าของบ้าน
ไม่ว่าใครเจอแบบนี้ ก็ไม่มีทางทนได้
สุดท้าย ผลที่ตามมาก็คือ เจ้าของบ้านที่ซื้อบ้านไปแล้ว มักจะปล่อยบ้านทิ้งไว้ไม่ยอมเข้าไปอยู่
ส่วนบ้านที่ยังขายไม่ออกก็ยังขายไม่ออก ค้างอยู่ในมือตลอดไป
ได้ยินมาว่าตอนนั้น เจ้าของโครงการเกือบจะล้มละลาย โกรธจนประกาศว่า จะไม่ทำอสังหาริมทรัพย์อีกเลย
พอพูดถึงเรื่องนี้ พวกเขาก็ยังเถียงข้าง ๆ คู ๆ ว่า “พวกนั้นทําร้ายลูกหลานของพวกเราไปตั้งเท่าไหร่ ทําลายชีวิตที่มีความสุขแบบดั้งเดิมของพวกเรา พวกเราก็แค่ขู่พวกเขา ไม่ได้ทำร้ายร่างกายอะไร นับว่าเมตตามากแล้ว”
ซางเฟยหว่านจึงพูดว่า “ฉันรู้ว่าพวกแกน้อยใจ แต่โลกใบนี้มันก็ปลาใหญ่กินปลาเล็ก กฎของโลกนี้มนุษย์เป็นใหญ่ พวกแกก็ควรซ่อนหัวซ่อนหางให้ดี ยังกล้าโวยวายแบบนี้อีก คิดว่าในหมู่มนุษย์ไม่มีนักปราบภูตอย่างนั้นเหรอ”
“พวกแกเป็นภูตที่ฝึกวิชามาเป็นพันปี ถ้าถูกจับได้ โชคดีหน่อยก็แค่ถูกส่งไปที่ห้องทดลอง ถูกศึกษา เจอคนที่ใจร้ายหน่อย ก็อาจจะถูกกำจัด จนวิญญาณแตกสลาย แถมยังอาจจะถูกนำปราณวิญญาณไปเพิ่มพลังบำเพ็ญเพียรให้กับพวกเขาอีก”
พอพูดแบบนี้ เหล่าภูตผีปีศาจก็รู้สึกกลัวขึ้นมาทันที ทุกตนต่างหน้าซีดเผือด
ภูตต้นบ๊วยยืนตัวสั่นพลางเอ่ยถามอย่างหวาดหวั่น “ถ้าอย่างนั้น ท่านคือหมอปราบภูตที่มนุษย์เชิญมาเหรอ?”
ซางเฟยหว่านส่ายหน้า “ฉันเป็นเจ้าของคฤหาสน์คนใหม่”