
แคว้นเหลียงโจว รัชศกเหวินเจิ้งที่หนึ่ง
ณ เมืองซุนหวน อำเภอฟานหัว หมู่บ้านกู่ไหวซู่
ย่างเข้าสู่่สารทน้ำค้างต้นเดือนเก้า บรรดาสกุณาน้อยใหญ่พากันกระพือปีกบินหนีหนาวลงใต้กันให้วุ่น รวงข้าวที่เคยงอกงามสีทองอร่าม บัดนี้คงเหลือเพียงแค่ผืนดินอันแห้งแล้ง ไม่ว่าจะมองไปทางใดล้วนชวนให้ห่อเหี่ยวจิตใจ
ยังดีที่ปีนี้ผลผลิตค่อนขางดีกว่าปีที่ผ่านมา ทางการปรับลดภาษีที่นาเหลือเพียงสองในสิบส่วน จากเดิมที่ในรัชสมัยก่อนชาวนาประชาราษฎร์ต้องจ่ายภาษีโหดถึงเจ็ดส่วน แทบไม่พอประทังกิน ผู้คนอดตาย เด็กเล็กถูกขายออกไปเพราะความยากจน
ฮ่องเต้พระองค์ใหม่มีคุณธรรมสูงส่ง รักปวงประชาดั่งลูกหลาน หลังจากจ่ายภาษีที่นาจึงยังมีเสบียงเหลือเก็บกินได้ตลอดปี ราษฎรทุกหนแห่งล้วนสรรเสริญ เปี่ยมความยินดีต้อนรับรัชศกใหม่กันถ้วนหน้า
“เสี่ยวหนวน ก่อไฟ!”
มือของเด็กสาววัยสิบสองปีวุ่นอยู่กับการนวดแป้งจนกลายเป็เนื้อเนียนสวย
เด็กสาวตัวเล็กๆ ผู้นี้มีดวงหน้าหวานละมุน ดวงตาปรากฏให้เห็นถึงความสดใสร่าเริงคล้ายแมวน้อยแสนซนขี้เล่น ขนตางอนยาวขยับขึ้นลงอย่างน่ามองราวกับผีเสื้อสยายปีก ริมฝีปากเล็กจิ้มลิ้มน่าเอ็นดูรับเข้ากับรูปหน้าได้อย่างหมดจด
ข้างกันเป็เด็กชายตัวผอมกะหร่องวัยเก้าปี แต่ตัวเตี้ยเล็กแกร็นราวกับเด็กเจ็ดแปดปีเสียมากกว่า สิ่งโดดเด่นมากที่สุดเห็นจะเป็ใบหน้าหวานราวกับเด็กผู้หญิง จนมีใครหลายคนคิดว่าเมิ่งเฉินหนวนไม่ใช่เด็กชาย
“รับทราบ!” เด็กชายหย่อนก้นลงนั่งยอง มือข้างหนึ่งจับตะบันไฟ อีกข้างเร่งสุมกองฟืนอย่างชำนาญ
ขณะเดียวกันเมิ่งหว่านก็หยิบต้นหอมขึ้นมาหั่นซอยเป็ชิ้นเล็กๆ ร้องะโในใจว่าบ้านนี้ยากจนเกินไปแล้ว เกลือสักหยิบมือก็ยังไม่มีให้ใช้
มือน้อยโรยต้นหอมซอยลงบนแผ่นแป้ง สีเขียวตัดรับกับความขาวนวลช่วยเพิ่มความน่ากินขึ้นมาก
แผ่นแป้งถูกม้วนเข้าด้วยกัน ไม้นวดปลายบิ่นราวถูกหนูแทะค่อยๆ รีดให้เป็แผ่นบางอีกครา
เมื่อไฟเริ่มโหมร้อนปานกลาง ภายในกระทะปากกว้างส่งควันอ่อนลอยลิ่ว เมิ่งหว่านหยดน้ำมันผักกาดก้านขาวลงไป เขย่าจนน้ำมันในโถหยดสุดท้ายหยดลงในกระทะ
“หอมเหลือเกิน!”
เมิ่งเฉินหนวนเงยหน้าสูดดมไม่หยุด ลอบกลืนน้ำลายลงคอด้วยความหิวโหยหลายครา
“เสร็จแล้ว!” เด็กสาวยิ้มสดใส ยกมือปาดเหงื่อข้างแก้ม
ยังดีที่ในครัวมีแป้งอยู่เล็กน้อย ไม่เช่นนั้นวันนี้ก็ไม่รู้จะกินอะไรกันแล้ว
บ้านประตูหญ้า [1] อันโกโรโกโสแห่งนี้มีเพียงน้องชายวัยเก้าปีตัวเล็กกระจ้อย กับมารดาซึ่งนอนป่วยไม่มีแม้แต่เรี่ยวแรงจะลุกขึ้นมาจัดการงานต่างๆ ภายในบ้าน
หากเด็กสาวไม่ลงมือทำอาหารเองก็มีแต่จะต้องอดตายแน่แล้ว...
เมิ่งหว่านเป็บุตรสาวเพียงคนเดียวของครอบครัว แต่นางยังมีพี่ชายอีกสี่คน
แล้ว...ตอนนี้พวกเขาไปไหนกันล่ะ...?
คนโตอายุห่างจากเมิ่งหว่านมากถึงหกปีมีนามว่าเมิ่งเฉินซง
เมิ่งเฉินซงเป็เด็กหนุ่มรูปร่างสูงใหญ่แข็งแรงและมีความเป็ผู้นำสูง เกิดมาพร้อมพละกำลังมหาศาล จึงได้รับการฝึกฝนวรยุทธ์จากบิดามาั้แ่เด็ก
เมื่อสามปีก่อนทั้งเขาและบิดาล้วนถูกเกณฑ์ไปรบยังด่านหน้าเพื่อป้องกันการถูกรุกรานของเผ่าซยงหนู [2] ข่าวร้ายส่งกลับมาหลังจากนั้นเพียงไม่กี่เดือนว่ามิอาจรักษาชีวิตเอาไว้ได้ทั้งสองคน...
พี่ชายคนรองอายุสิบห้าปีมีนามว่าเมิ่งเฉินเยี่ยน ด้วยเพราะความยากจนและปัญหาบางอย่าง จึงตัดสินใจขายตัวให้สำนักนายหน้า [3] แลกกับเงินห้าตำลึง
อีกสองคนมีนามว่าเมิ่งเฉินเฮ่อและเมิ่งเฉินอวี่ปีนี้อายุสิบสามปี พวกเขาเป็ฝาแฝดที่เกิดในเวลาไล่เลี่ยกัน สองวันนี้ล้วนออกไปทำงานต่างหมู่บ้าน กลับมาอีกครั้งก็คงเป็ยามเย็นของวันนี้
“ร้อน! ร้อนๆๆ!” เมิ่งเฉินหนวนหิวมากเกินไป มือที่ประคองแป้งย่างจึงโดนความร้อนจากแผ่นแป้งไปด้วย กระนั้นปากยังคงเป่าสู้ไล่ความร้อน อ้าปากกัดกินอย่างมูมมามจนควันล่องลอยออกมา
“อร่อย อร่อยเหลือเกิน!”
เด็กชายชมไม่หยุด ดวงตาเปล่งประกาย รู้ตัวอีกทีแป้งย่างในมือก็หายวับลงท้องหมดแล้ว
ผู้เป็พี่สาวยื่นแผ่นแป้งให้น้องชายอีกแผ่น “กินไปก่อน...อีกเดี๋ยวพี่จะขึ้นเขาไปหาของป่า”
เมิ่งเฉินหนวนดีใจมาก ทำท่าจะคว้ามากินด้วยความหิว ทว่าสุดท้ายก็ยั้งมือเอาไว้ได้ทัน
“ข้า...ข้าอิ่มแล้ว...”
ขณะที่พูดก็อดไม่ได้ที่จะลอบกลืนน้ำลายลงคอ ความอร่อยและหอมกรุ่นยังคงติดอยู่ที่ปลายลิ้น
...หากแต่เขาจะเห็นแก่ตัวไม่ได้!
แม้ว่าพี่รองจะส่งเงินมาให้ทุกๆ สองเดือน แต่ก็ใช่ว่าจะเพียงพอสำหรับใช้จ่ายภายในบ้าน เนื่องด้วยมีมารดาที่ป่วยกระเสาะกระแสะประหนึ่งหลุมไร้ก้น ใช้เงินเท่าไหร่ก็ไม่มีวันเติมเต็ม
ยังดีที่เมิ่งเฉินเยี่ยนนับว่ามีโชคดีในโชคร้าย หลังขายตัวให้สำนักนายหน้าไม่นานนัก เขาก็ถูกส่งไปรับใช้ในตระกูลเศรษฐีผู้หนึ่งในตัวเมือง
แม้จะเป็บ่าวรับใช้ฐานะต่ำต้อย แต่ก็ได้รับใช้คุณชายคนสำคัญของตระกูลซู ถึงขั้นได้ติดตามคุณชายรองไปยังสำนักศึกษาในฐานะซูถง [4] ทำให้มีโอกาสได้เรียนอ่านเขียน หลายคราเ้านายยังเรียกใช้งานจัดการธุระ จึงได้รับรางวัลเป็เงินหรือข้าวของอีกเล็กน้อย
ส่วนเฉิงเหม่ยเหนียงผู้เป็มารดานั้นป่วยเป็โรคลมหนาว ซี่พร่องร่างกายอ่อนเพลียไร้เรี่ยวแรง มือเท้าเย็นราวกับแช่อยู่ในหิมะกลางเดือนสิบสอง
แรกเริ่มเกือบรักษาชีวิตไว้ไม่รอด แต่สุดท้ายก็ผ่านพ้นมาได้อย่างยากลำบาก
ด้วยความยากจนจึงเลี่ยงไม่ได้ที่จะหยุดยาบ่อยครั้ง รวมกับไม่ได้พักผ่อนอย่างเพียงพอ อาการของนางจึงทรุดตัวลงเรื่อยๆ กลายเป็โรคเรื้อรังที่รอวันดับแสง
หนักสุดก็เป็หลังจากแยกบ้านเมื่อหนึ่งปีก่อน อาการทรุดหนักแทบก้าวลงจากเตียงไม่ไหวไปเสียแล้ว
โจวเส่าเหวินหรือที่ชาวบ้านเรียกขานว่าท่านหมอโจว กล่าวว่าเหตุที่เฉิงเหม่ยเหนียงอาการทรุดลงเช่นนี้ เป็เพราะนางทำงานหนักแทบไม่ได้หยุดพัก สืบเนื่องจากหนงซื่อ [5] ผู้เป็แม่สามีโยนงานบ้านทุกอย่างมาให้ทำ ไม่ว่าจะเป็ทำอาหาร ปลูกผัก เลี้ยงไก่ ให้อาหารสัตว์ ทำนา แบกฟืน ตัดฟืน หาบน้ำ ซักผ้า อีกสารพัด
โดยเฉพาะการทำนานับเป็งานที่หนักมาก สตรีนางเดียวดูแลที่นากว่าสามสิบหมู่ [6] ในสภาพร่างกายอ่อนแอกลางแดดร้อนจัด เรียกว่าไม่เป็ลมตายกลางทุ่งนาก็นับว่า์เมตตามากแล้ว
ในเวลาต่อมาเมื่ออาการป่วยมีท่าทีทรุดลงจำเป็ต้องใช้เงินจำนวนมาก ประจวบเหมาะกับที่ผู้เฒ่าเมิ่งเสียชีวิตในเวลาไล่เลี่ยกัน หนงซื่อจึงได้เอ่ยปากเื่การแยกบ้านขึ้นมา
แต่ในฐานะที่หนงซื่อเป็แม่สามีและเป็ย่าของเด็กๆ นางก็ยังใจดีแบ่งปันทรัพย์สินให้เล็กน้อย เช่น หม้อดิน ไห ตะเกียบ เก้าอี้ตัวเตี้ยขาเกือบหัก ตะกร้าสานซอมซ่อ โดยรวมๆ แล้วก็มีมูลค่าไม่เกินร้อยอีแปะ...
ส่วนที่นาซึ่งเป็ทรัพย์สินของผู้เฒ่าเมิ่งน่ะหรือ?
หลังจากแยกบ้านได้ไม่นาน ที่นาจำนวนยี่สิบหมู่ถูกขายเปลี่ยนมือ ได้เงินทั้งสิ้นหกสิบตำลึง
เงินเหล่านี้เฉิงเหม่ยเหนียงที่ทำงานหนักประหนึ่งวัวควายไม่ได้แตะแม้อีแปะเดียว...
เมื่อมารดาไร้ปากเสียง ผู้ใหญ่บ้านก็ไม่ได้ออกหน้าช่วยเหลือ เด็กๆ ในบ้านเมิ่งล้วนถูกปิดหูปิดตา คิดเพียงว่าเงินของบ้านใหญ่เมิ่งเดิมทีมีไม่มาก ก่อนหน้านี้ยังต้องเอามาจ่ายค่ารักษาให้มารดาของพวกเขาไปเกือบหมด
ฉะนั้นในคราแยกบ้านจึงไม่ได้เรียกร้องขอสิ่งใดอีกเพราะละอายแก่ใจที่จะเอ่ย
หารู้ไม่ว่าแท้จริงแล้ว...
“ตามใจ แต่หากกินน้อยไปแล้วไม่มีแรงเดินขึ้นเขา พี่ไม่แบกเ้าหรอกนะ”
เมิ่งหว่านหยิบแผ่นแป้งขึ้นมากัดกินชดเชยความหิวโหยที่สะสมมานาน
ความรู้สึกทันทีที่กลืนแป้งย่าง ทั่วทั้งร่างกายมีความอบอุ่นกระแสหนึ่งไหลผ่าน ร่างกายเบาหวิวราวกับกำลังลอยล่องอยู่ท่ามกลางหมู่เมฆคล้อย ความเหนื่อยล้าค่อยๆ ลดน้อยลง
เพราะเคล็ดลับในการทำแป้งย่างได้ใส่ส่วนผสมพิเศษลงไป หาไม่เช่นนั้นแค่อาศัยแผ่นแป้งที่บางเฉียบยิ่งกว่าใบไม้ ย่อมจะไม่สามารถทำให้ร่างกายฟื้นฟูความอ่อนล้าได้รวดเร็วเช่นนี้แน่
“คิดอะไรมากมายกันตัวเล็กแค่นี้ มีให้กินก็กินไปเถอะน่า”
พูดจบก็ยัดแป้งย่างเข้าปากเด็กชายที่กำลังขมวดคิ้วอย่างเคร่งเครียด
“ตอนเย็นพี่สามกับพี่สี่ก็กลับมาแล้ว พวกเขาคงไม่ปล่อยให้พวกเราอดตายหรอกน่า”
เด็กสาวหวนนึกถึงพี่ชายฝาแฝดทั้งสอง พลันรู้สึกสงสารเห็นใจอยู่มาก...
เมิ่งเฉินเฮ่อและเมิ่งเฉินอวี่แม้ปีนี้จะอายุสิบสามปีเข้าไปแล้ว หากแต่ร่างกายผอมแห้งราวกับคนขาดสารอาหาร ผิวแห้งกร้าน หัวโต ดูแล้วไม่มีสิ่งใดบ่งบอกได้ว่าเขาอยู่ใน่เจริญวัยเป็หนุ่มน้อยเลยสักนิด
ฉะนั้นเมื่อไปสมัครทำงานที่ใดก็ไม่ค่อยมีคนกล้ารับ เนื่องด้วยพวกเขาดูไม่มีเรี่ยวแรงแม้กระทั่งจะเชือดไก่ ผู้ว่าจ้างกังวลว่าจะเสียเงินไปเปล่าๆ มิสู้เอาเงินไปจ้างคนหนุ่มเรี่ยวแรงดียังจะคุ้มเสียกว่า
จะมีก็เพียงแต่งานตักบ่อเกรอะอันแสนสกปรก ที่รับเด็กหนุ่มเช่นพวกเขาไปทำงาน
พวกผู้ใหญ่ได้ค่าแรงคนละ 12 อีแปะต่อวัน แตกต่างจากพวกเขาพี่น้องที่ได้คนละ 6 อีแปะเท่านั้น
ซึ่งค่าแรงงานตักบ่อเกรอะนี้นับว่าเป็ค่าแรงจำนวนน้อยแสนน้อย หากเทียบกับงานอื่นๆ ที่ได้ค่าแรงขั้นต่ำอยู่ที่ 15-20 อีแปะต่อวัน
“พี่ห้า ข้าอิ่มแล้ว”
เด็กชายเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจัง กังวลว่าเมิ่งหว่านจะยัดแป้งย่างเข้าปากเขาอีกครั้ง
หากยัดมา...เขาจะ...จะกินจริงๆ นะ!
แป้งย่างของพี่ห้าอร่อยถึงเพียงนี้ ต่อให้กินสักสิบแผ่นก็ยังไหว!
เด็กชายคิดอย่างแปลกใจ ว่าฝีมือการทำอาหารของพี่สาวเหตุใดจึงดีขึ้นกว่าเมื่อก่อนนักนะ?
“เอาล่ะ พี่รู้แล้ว” เมิ่งหว่านยิ้มเอ็นดู “ไปเตรียมตะกร้าไป พี่จะเอาแป้งย่างไปให้ท่านแม่ อีกเดี๋ยวพวกเราค่อยไปขึ้นเขาด้วยกัน”
เด็กชายพยักหน้ารับอย่างจริงจัง “เข้าใจแล้ว” เดินไปตระเตรียมเครื่องมือสำหรับการขึ้นเขา
เมิ่งหว่านหยิบแผ่นแป้งและชามใส่น้ำอุ่นเข้าไปหาเฉิงเหม่ยเหนียงซึ่งนอนหลับพักผ่อนอยู่ในห้อง
ผ้าห่มผืนบางถูกห่มจนโผล่มาเพียงส่วนหัว ใบหน้าของมารดาซีดเซียวเนื่องด้วยล้มป่วยมานานปี อีกทั้งร่างกายก็อ่อนเพลียเพราะได้รับสารอาหารไม่เพียงพอ ทำให้แก้มซูบตอบ ปากซีด เนื้อหนังห่อหุ้มกระดูกจนน่าใจหาย
ยิ่งหลังจากรับรู้ข่าวการเสียชีวิตของสามีกับบุตรชายคนโต เฉิงเหม่ยเหนียงก็เป็ลมหมดสติด้วยความะเืใจอย่างหนัก ครรภ์ที่กำลังโตประมาณหกเดือนกลับต้องโชคร้ายและแท้งไปในหนนั้น...
น่าเวทนาเด็กน้อยในครรภ์ยิ่งนัก
หนงซื่อก็ไม่ได้เป็แม่สามีที่ประเสริฐเสียเท่าไหร่นัก หลังจากพูดจาหว่านล้อมให้เมิ่งเฉินเยี่ยนขายตัวออกไป ได้เงินมากว่าสิบห้าตำลึงก็ถูกจ่ายเป็ค่ารักษาเฉิงเหม่ยเหนียงไปห้าตำลึง ยังคงเหลืออีกสิบตำลึงล้วนถูกหนงซื่อกุมเอาไว้อย่างเหนียวแน่น
ปากของหนงซื่อกล่าวว่าได้รับเงินจากนายหน้าเพียงแค่ห้าตำลึง ทั้งเงินส่วนนี้ล้วนได้ใช้จ่ายเป็ค่ารักษาให้เฉิงเหม่ยเหนียงไปจนหมดสิ้นแล้ว!
ร้ายไปกว่านั้นเมื่อหนึ่งเดือนต่อมา หนงซื่อยังใช้เงินของเมิ่งเฉินเยี่ยน ส่งเมิ่งลู่ิเข้าไปร่ำเรียนยังสำนักศึกษา แต่กลับบอกเฉิงเหม่ยเหนียงและลูกๆ ของนาง ว่านี่เป็เงินที่คนในบ้านช่วยกันเก็บหอมรอมริบเพื่อไว้ใช้ส่งเสียเมิ่งลู่ิเรียนต่างหาก
ยิ่งตอนนี้พวกเขาขายที่นากว่ายี่สิบหมู่ได้สำเร็จ นับแต่นั้นมาบ้านใหญ่เมิ่งของหนงซื่อก็ได้ขยับฐานะเป็คนมั่งมีในชั่วข้ามคืน
ส่วนเมิ่งลู่ิก็กำลังเพียรพยายามอย่างหนัก เตรียมตัวที่จะสอบถงเซิง [7] ในเดือนสิบเอ็ดของปีนี้ด้วยความมั่นใจ หนงซื่อผู้เป็ย่าจึงประคบประหงมเอาใจเขาราวกับเป็ท่านอ๋องน้อยก็มิปาน แทบจะป้อนข้าวจ่อปาก หากช่วยเคี้ยวได้ก็คงทำไปแล้ว...
“ท่านแม่ ตื่นขึ้นมากินแป้งย่างสักหน่อยเถิดเ้าค่ะ”
“หว่านเอ๋อร์ พี่ชายลูกกลับมาแล้วหรือยัง”
ดวงตาสะลึมสะลือมองบุตรสาวด้วยความอ่อนโยน ค่อยๆ เอนกายขึ้นนั่งพิงผนังอย่างเชื่องช้า
เฉิงเหม่ยเหนียงรู้สึกหนาวสั่นมากเหลือเกิน
ฤดูหนาวในแดนเหนือทั้งยาวนานและโหดร้าย ปีไหนที่หิมะตกหนักก็จะลำบากไปทุกหย่อมหญ้า อาหารการกิน เครื่องนุ่งห่ม ไม้ฟืนใดๆ ล้วนต้องตระเตรียมเอาไว้ให้พร้อมสรรพ หาไม่เช่นนั้นอาจจะใช้ชีวิตผ่าน่นี้ไปได้ยาก
เฉิงเหม่ยเหนียงป่วยโรคลมหนาว ย่อมหวาดกลัวอากาศหนาวเย็นเป็ที่สุด แค่ย่างเข้าต้นสารทน้ำค้างยังหนาวเ็ปเข้าไปถึงกระดูกเพียงนี้ ไม่อยากจะคิดเลยว่านางจะอยู่รอดพ้นไปถึงสิ้นฤดูหนาวหรือไม่...
“คงจะเย็นๆ จึงจะกลับมาเ้าค่ะ ท่านแม่...ท่านกินแป้งย่างแล้วดื่มน้ำอุ่นให้มากสักหน่อย อีกเดี๋ยวข้าจะไปหาของป่ากับน้องเล็ก ท่านต้องอยู่คนเดียวไปสักพักนะเ้าคะ”
“บนป่าบนเขาอันตรายนัก ่นี้แม้แต่นกกาก็ยังไม่ออกมาหากิน แล้วจะมีสิ่งใดหลงเหลืออีกเล่า” น้ำเสียงเบาหวิวเอื้อนเอ่ยแทบจะฟังไม่ได้ความ
มือรับชามปากบิ่นมา ขยับเลือกมุมที่ยังใช้การได้จรดปาก น้ำอุ่นจึงค่อยๆ ไหลผ่านลงลำคอที่แห้งผาก
ความรู้สึกวูบวาบเกิดขึ้นภายในร่างกาย...
ไม่กี่อึดใจเฉิงเหม่ยเหนียงรู้สึกว่าร่างกายมีเรี่ยวแรงขึ้นเล็กน้อย ความอ่อนล้าราวถูกฟื้นฟู
ทว่านางไม่ได้รู้สึกสงสัยอันใดมากมาย คิดเพียงว่า่นี้ได้กินแค่วันละมื้อ เมื่อมีของกินลงท้องย่อมมีเรี่ยวแรงขึ้นเป็ธรรมดา
กล่าวได้ว่าเมื่อสิ้นฤดูเก็บเกี่ยว บ้านไหนฐานะย่ำแย่เช่นบ้านเมิ่งล้วนกินกันแค่วันละมื้อ เพื่อประหยัดเสบียงอาหารให้คงเหลือได้นานมากที่สุด
หนักกว่านั้นยังมีความคิดที่ว่า หากขยับร่างกายน้อย ก็จะหิวน้อยลง ก็ช่วยประหยัดมากยิ่งขึ้น
ใน่หลายปีที่ผ่านมานี้ หลายครอบครัวยากจนมากจนถึงขั้นพาบุตรหลานออกไปเร่ขายในตัวเมือง หากแลกเงินไม่ได้ก็แลกไข่ไก่ไม่ก็ข้าวสักถุงก็นับว่าประเสริฐนัก ทุกๆ ปีล้วนเป็เช่นนี้ มีให้เห็นเป็ภาพที่ชินตา
น่าเวทนามากเหลือเกิน บุตรหลานมีค่าเพียงแค่ไข่ไก่ไม่กี่ฟอง...
ผู้คนต่างกล่าวว่าเฉิงเหม่ยเหนียงโชคดีเหลือเกินที่เมิ่งเฉินเยี่ยนมีอนาคตที่ดีได้รับใช้ตระกูลผู้ร่ำรวย แต่ในจิตใจของเฉิงเหม่ยเหนียงกลับเ็ปรวดร้าว หากในตอนนั้นไม่ใช่เพราะนางหมดสติจนไม่รับรู้สิ่งใดๆ มีหรือที่นางจะยอมขายลูกกิน
ต่อให้ตายก็ไม่ยินยอม!
บ่าวรับใช้ก็แค่คำเรียกขานที่พูดให้ดูดีขึ้นมาสักหน่อย แต่แท้จริงแล้วก็ไม่ต่างอันใดกับทาสในเรือน ชีวิตเป็ตายล้วนไม่อาจกำหนดเองได้ หากเ้านายไม่ถูกชะตาแล้วหมายเอาชีวิตขึ้นมา ก็มีแต่จะต้องตายตามนาย้าทั้งสิ้น
นี่หรือคือโชคดี?
“ท่านแม่ ท่านลืมไปแล้วหรือเ้าคะ ว่าข้าเรียนรู้วิธีการเอาตัวรอดมาจากในความฝัน ท่านเซียนผู้เฒ่ายังเคยสอนวิชาการแพทย์และสมุนไพรให้ข้าอีกด้วย ไม่แน่ว่าบนูเาอาจจะมีสมุนไพรล้ำค่าก็ได้เ้าค่ะ”
เมิ่งหว่านจำได้ว่าโจวเส่าเหวินเปิดร้านค้าโอสถอยู่ในแถบตัวเมืองห่างจากวัดเสวียนคงไม่มากนัก แม้จะเป็แค่กิจการขนาดเล็ก แต่การค้าก็นับว่าไม่เลวเลย โจวเส่าเหวินมักจะเดินทางขึ้นลงเขาตามหมู่บ้านต่างๆ เพื่อค้นหาสมุนไพร หลายครายังเคยมาเยือนหมู่บ้านกู่ไหวซู่แห่งนี้
กลับลงมาครั้งหนึ่งมักจะมีสมุนไพรหลายอย่างเต็มตะกร้าเสมอ แต่เพราะชาวบ้านในแถบบริเวณนี้อาศัยการหาเลี้ยงชีพโดยการทำนาปลูกข้าวสาลี ปลูกข้าวฟ่าง ถั่ว และใบชา เื่การเข้าป่าล่าสัตว์หรือการหาสมุนไพรนับเป็เื่ยากเย็นเกินไปที่พวกเขาจะสามารถทำได้
ชาวบ้านล้วนมีความรู้น้อย ถนัดใช้แรงงานมากกว่าใช้สมอง พวกเขาไม่เคยสนใจว่าบนูเาจะมีหรือไม่มีสมุนไพรใด
ต้นไม้ก็คือต้นไม้ หญ้าก็คือหญ้า ในสายตาย่อมไม่แตกต่างจากวัชพืชชนิดหนึ่ง
อีกทั้งยังเคยได้ยินมาว่าในป่าลึกมีสัตว์ป่าดุร้าย ทั้งหมีเอย เสือเอย แค่ได้ยินชื่อก็พากันหวาดกลัวจนตัวสั่น ยิ่งในอดีตเคยมีเด็กผู้หนึ่งหลงเข้าไปในป่าลึก สุดท้ายถูกหมีขย้ำจนเหลือเพียงแค่รอยเืลากยาวและเศษชิ้นส่วนเสื้อผ้า
ชาวบ้านพากันหวาดผวาไม่กล้าขึ้นเขาไปลึกมากนัก เรียกว่าหลีกเลี่ยงก็คงจะไม่เกินจริง มีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่ไม่หวาดกลัวความตายเข้าไปในป่าลึก ซึ่งนั่นก็คงหนีไม่พ้นคนสกุลลู่ที่เป็นายพรานใหญ่มาแล้วสามรุ่น
“ท่านเซียนผู้เฒ่าจิตใจดี เมตตาต่อครอบครัวเรายิ่งนัก หากไม่ใช่ว่าแม่ป่วยหนักเช่นนี้ คงจะต้องจัดโต๊ะบูชาท่านเซียนที่มอบชีวิตใหม่ให้กับลูกของแม่แล้ว” เฉิงเหม่ยเหนียงนึกถึงเื่ราวที่เกิดขึ้นเมื่อคืนนี้ได้เป็อย่างดี
บุตรสาวของนาง...ไข้ขึ้นสูงและหมดลมหายใจไปแล้ว...
ทว่าจู่ๆ เมิ่งหว่านก็ฟื้นขึ้นมาราวกับปาฏิหาริย์ ทั้งยังมีท่าทีแปลกประหลาด เอ่ยบอกว่านางฝันนานแสนนาน ในฝันได้พบเจอกับท่านเซียนผู้เฒ่าเกศาขาวผู้หนึ่ง...
ในความฝันยังได้ร่ำเรียนวิชาการเอาตัวรอดมากมายที่ไม่เคยรู้จักมาก่อน ทั้งการแพทย์ สมุนไพร การทำอาหาร งานประดิษฐ์และอีกหลายอย่าง
หากว่าเป็คนอื่นมาพูดเื่นี้ ตีให้ตายเช่นไรเฉิงเหม่ยเหนียงก็ไม่เชื่อ
ทว่า...บุตรสาวของนางหมดลมหายใจไปแล้วจริงๆ
เฉิงเหม่ยเหนียงคิดไม่ออกว่าหากไม่ใช่เพราะ์มีเมตตาต่อบุตรสาวของนาง แล้วจะมีเหตุผลใดกันที่คนตายไปแล้วจะกลับมามีลมหายใจอีกครั้งหนึ่งได้?
“ท่านแม่ ท่านเซียนผู้เฒ่ากล่าวว่า ขอแค่ข้านำวิชาความรู้ที่ได้ร่ำเรียนมาสร้างประโยชน์ให้กับใต้หล้า ใช้วิชาแพทย์ช่วยชีวิตผู้คนจากการเจ็บป่วยได้ เท่านี้ก็นับเป็การตอบแทนที่ดีที่สุดแล้วเ้าค่ะ”
เมิ่งหว่านกุมมือมารดา ในใจรู้สึกสงสารเฉิงเหม่ยเหนียงอยู่ไม่น้อยที่นางต้องปั้นแต่งเื่โกหกเป็ตุเป็ตะออกมาเช่นนี้
ใครไหนเลยจู่ๆ จะไปบอกคนในครอบครัวของผู้ตาย ว่านางไม่ใช่บุตรสาวที่แท้จริงของพวกเขา แต่เป็ิญญาจากโลกอีกใบอันไกลโพ้น คนเขาจะได้พาหมอผีมาขับไล่ิญญานางออกจากร่างเอาน่ะสิ...
เด็กสาวตัวน้อยนั่งย้อนความคิดไปถึงเื่ที่เกิดขึ้นเมื่อคืนนี้
ต้องบอกก่อนว่าแม้ร่างกายนี้จะเป็ของเมิ่งหว่าน แต่ิญญาที่อยู่ในร่างนี้มีนามว่า ‘หรงฉานอี้’ แพทย์ทหารหญิงที่มาจากโลกอนาคตปี 2044!!
ยุคที่เทคโนโลยีก้าวล้ำ ถึงขั้นสามารถค้นพบดวงดาวสำคัญที่ห่างจากโลกมากถึง 50.5 พันล้านปีแสง [8] คาดว่าเกิดขึ้นมาเมื่อ 6,500 ล้านปีหลังจากจักรวาลก่อตัว
บนดาวดวงนั้นยังเป็แหล่งกำเนิดแร่มหัศจรรย์จนทำให้คนทั่วโลกตื่นตะลึง
ชาวจีนแผ่นดินใหญ่เรียกขานมันว่า...แร่พลังหยินหยาง!
ด้วยมีความเชื่อที่ว่าพลังในร่างกายมนุษย์ประกอบด้วยหยินและหยาง
เมื่อหยินหยางสูญเสียสมดุล จะนำไปสู่ความเสียหายทางร่างกาย ก่อให้เกิดโรคภัย การเจ็บป่วยย่อมตามมา สะสมนานเข้ากระทบต่อปราณชีวิตจนทำให้อายุสั้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ชาวจีนแผ่นดินใหญ่ได้สำรวจดวงดาวที่มีชื่อว่าดาวโหย่งเหิง ดาวดวงนั้นมีขนาดใหญ่กว่าดวงอาทิตย์ถึงยี่สิบเท่า บนดาวดวงนั้นมีแร่ชนิดพิเศษที่มีคุณสมบัติหยินหยางเข้มข้น
โดยมีคุณสมบัติมากมายหลายอย่างที่เป็ประโยชน์ตุ่์โลก เช่น ฟื้นฟูร่างกาย ฟื้นฟูปราณชีวิต เพิ่มคุณสมบัติของตัวยาให้มีประสิทธิภาพกว่าเดิมสองเท่า ช่วยในการสมานแผล เชื่อมกระดูก ต่อเส้นเอ็น สามารถเพาะเลี้ยงตัวอ่อนมนุษย์โดยไม่ต้องอาศัยสเปิร์ม [9] และการตั้งครรภ์
ทว่าตอนที่ิญญาของหรงฉานอี้ได้หลุดลอยมาอยู่ในร่างเมิ่งหว่าน ผลจากการเดินทางผ่านข้ามกาลเวลา ทำให้ประสิทธิภาพของแร่พลังหยินหยางเสื่อมประสิทธิภาพลง
จากเดิมที่มีความเข้มข้นเต็มสิบส่วน ตอนนี้สามารถใช้ได้เพียงแค่สองส่วนเท่านั้น
ฉะนั้นการเพาะเลี้ยงตัวอ่อนมนุษย์ ย่อมไม่อาจกระทำได้แล้ว...
สุดท้ายเมื่อลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง ก็พบว่าตัวนางได้มาเกิดใหม่ในร่างของเมิ่งหว่านที่เพิ่งป่วยตายด้วยพิษไข้และพิษแห่งความหิวโหย...
...รัชศกเหวินเจิ้ง แคว้นเหลียงโจว...
ไม่ว่าจะคิดเช่นไร...ยุคสมัยนี้ก็ไม่มีในประวัติศาสตร์ที่เคยร่ำเรียนมา
นางคิดว่านี่อาจจะเป็มิติโลกคู่ขนานก็เป็ได้
วัฒนธรรม การแต่งกาย จารีตประเพณี ล้วนเหมือนกับที่มีบันทึกเอาไว้ในประวัติศาสตร์ เพียงแต่ต่างกันที่ชื่อแคว้นและชื่อของฮ่องเต้ที่ไม่เคยได้ยินมาก่อน
ยังดีที่ยุคนี้มีความเชื่องมงายเกี่ยวกับเทพเซียนอยู่บ้าง การนำเื่ราวเทพเซียนมารวมกับการฟื้นคืนชีพจากความตาย จึงทำให้เื่ที่เล่ามีความน่าเชื่อถือมากยิ่งขึ้น
นางเป็แพทย์ทหารที่มาอยู่ในร่างเด็กสาวบ้านนาวัยแค่สิบสองปี
หากจะกล่าวให้ถูกต้องก็คือเด็กคนนี้ไม่ฉลาดเฉลียว หัวอ่อน ไม่รู้อักษร นิสัยในตอนนี้ก็เปลี่ยนไปจากเดิมลิบลับ เมิ่งหว่านจึงต้องคิดหาวิธีทำให้คนในครอบครัวไม่เกิดความสงสัย โดยเฉพาะเื่วิชาการแพทย์ของนางนับได้ว่าไม่ใช่เื่ที่สามารถเรียนรู้ได้ในระยะเวลาอันสั้น
“เด็กโง่ ลูกอายุแค่สิบสองปี แค่แรงเชือดไก่ก็ยังไม่มี จะไปช่วยคนในใต้หล้าได้อย่างไรกัน”
แม้ปากจะเอ่ยเช่นนั้น แต่ดวงตาเจือความอ่อนล้ากลับแฝงความรู้สึกชมเชยหลายส่วน
“ท่านแม่อย่าได้ดูถูกความสามารถของเด็กเชียวนะเ้าคะ”
เมิ่งหว่านยิ้มละมุน กุมมือเย็นเฉียบของมารดา
ความทรงจำของร่างนี้ทำให้เมิ่งหว่านรับรู้ได้ถึงชีวิตอันรันทดของเฉิงเหม่ยเหนียงได้เป็อย่างดี
ขึ้นชื่อว่าเป็ ‘หญิงหม้าย’ ในยุคสมัยโบราณคร่ำครึ ที่มีคำกล่าวที่ว่า ‘สามีเปรียบเสมือนผืนฟ้า ภรรยาต้องเชื่อฟังคำของสามี สามีกล่าวสิ่งใด ภรรยามีหน้าที่กระทำตามคำสั่งก็เพียงพอ’ การที่สตรีสักคนจะอยู่รอดได้โดยไร้บุรุษเป็เสาหลัก นับว่าไม่ง่ายเลย
“ท่านแม่กินแป้งย่างและดื่มน้ำตามเยอะๆ นอนพักผ่อนให้เพียงพอ ข้าไปไม่นานก็กลับมาแล้วเ้าค่ะ”
วันนี้ต่อให้เฉิงเหม่ยเหนียงห้ามปรามเช่นไร เมิ่งหว่านก็ยังคงต้องขึ้นเขาอยู่ดี
แม้จะไม่มีหมั่นโถวให้นึ่งแต่ก็ต้องฮึดสู้ต่อไป [10] นางต้องหาทางเปลี่ยนแปลงโชคชะตาให้ได้!
“เอาเถิด แม่รู้ว่าห้ามลูกไม่ได้ แม่ขอเพียงอย่างเดียวว่าอย่าเข้าไปในเขตป่าลึกมากนัก ในป่ามีสัตว์ดุร้ายมากมายเพียงใดก็ไม่มีใครล่วงรู้ ลูกมีแค่ชีวิตเดียวต้องรักษาเอาไว้ให้ดี”
มือเย็นเฉียบลูบแก้มบุตรสาวอย่างเบามือ
“เข้าใจแล้วเ้าค่ะ ข้าไปนะเ้าคะ”
เมิ่งหว่านลุกขึ้นยืน ย้ำเฉิงเหม่ยเหนียงให้ดื่มน้ำอุ่นให้หมดก่อนออกไป
น้ำที่อยู่ในโอ่งดินของบ้าน เด็กสาวได้แบ่งเอาแร่พลังหยางหนึ่งเม็ดแช่ไว้ในโอ่งด้วย แม้ประสิทธิภาพของมันจะค่อนข้างมีประสิทธิภาพต่ำกว่าในโลกที่จากมา แต่อย่างไรก็มีค่ามากกว่าสมุนไพรล้ำค่าในโลกใหม่นี้อย่างชัดเจน
ยังดีที่ตอนมาอยู่ในร่างนี้ เหอเปา [11] ของนางก็มีแร่พลังหยินอยางอย่างละสิบเม็ด รูปทรงของมันเป็วงกลมแวววาวคล้ายไข่มุกเม็ดเล็ก หยินสีดำ หยางสีขาว เช่นนี้จึงทำให้เด็กสาวอุ่นใจได้มาก
“ท่านแม่เป็เช่นไรบ้าง อาการดีขึ้นบ้างไหม”
ด้วยเพราะสองวันมานี้ไม่มีเงินมากพอไปซื้อยามาต้มให้เฉิงเหม่ยเหนียงดื่ม
เด็กบ้านเมิ่งจึงทำได้เพียงแค่ใช้กากเดิมต้มจนน้ำใสเห็นก้นชาม เด็กชายกังวลว่ามารดาจะอาการทรุดหนัก ในใจจึงได้ภาวนาให้พี่สามกับพี่สี่รีบกลับมาถึงบ้านให้เร็วกว่านี้พร้อมกับยาชุดใหม่
เหตุการณ์ที่บิดากับพี่ใหญ่เสียชีวิตโดยที่ไม่ได้แม้แต่จะเอ่ยคำร่ำลา
เหตุการณ์ที่มารดาตกเืแทบจะเอาชีวิตไม่รอด
เหตุการณ์ที่พี่สาวไข้ขึ้นสูงแล้วหมดลมหายใจ
เื่เหล่านี้ล้วนเป็ความทรงจำอันแสนเลวร้าย ที่เมิ่งเฉินหนวนไม่อยากจะพบเจอมันอีกแล้ว...
“นับว่าไม่แย่ลง”
เมิ่งหว่านตอบได้เพียงเท่านี้
อาการป่วยของเฉิงเหม่ยเหนียงเกิดจากเส้นลมปราณถูกปิดกั้น พลังหยางพร่องอ่อนแอ
หากยังละเลยไม่ดูแลเอาใจใส่สุขภาพให้ดี กินอาหารที่ไม่เหมาะสมต่อไปเรื่อยๆ ล้วนก่อให้เกิดความไม่สมดุลของชี่ [12] และเื ร่างกายนานวันจะยิ่งทรุดตัวลง ปรากฎให้เห็นเด่นชัดคืออาการอ่อนเพลีย หน้าซีด ถึงขั้นไร้เรี่ยวแรงที่จะทำสิ่งต่างๆ แม้กระทั่งการหายใจก็ยากลำบาก
ส่วน ซี่ ในที่นี้มีความสำคัญมาก กล่าวว่า ‘ชี่คือรากเหง้าของคน ลำต้นและใบจะเหี่ยวแห้งหากรากถูกตัด’ ฉะนั้นรากจึงเป็สิ่งสำคัญ ซี่ก็เช่นกัน
เมื่อชี่แข็งแรง...คนก็แข็งแรง เมื่อชี่เหี่ยวแห้ง...ผู้คนก็เฉื่อยชา
ฉะนั้นร่างกายของเฉิงเหม่ยเหนียงในตอนนี้ไม่ใช่ต้องบำรุงหยางเป็อันดับแรก แต่ต้องทะลวงปราณบำรุงซี่ก่อน ซึ่งส่วนผสมสำคัญในการบำรุงซี่ที่ขาดไม่ได้ก็คือ โสม
คนยากจนที่กินไม่อิ่มนอนไม่อุ่น จะมีปัญญาซื้อโสมล้ำค่ามาบำรุงร่างกายได้เช่นไร?
ว่ากันว่าโสมอายุแค่ห้าปี ราคาขั้นต่ำก็พุ่งสูงไปถึงสิบตำลึงเข้าไปแล้ว
เงินสิบตำลึงนี้...ในครอบครัวชนบทแร้นแค้น สามารถใช้กินอยู่ได้แบบสบายถึงสองปีเลยนะ
นี่จึงนับเป็เื่เพ้อฝันที่ไม่มีวันเป็จริงได้!
ถึงแม้เมิ่งหว่านจะมีแร่พลังหยางก็จริง...แต่แร่พวกนี้แค่ช่วยฟื้นฟูพละกำลังปรับสมดุลร่างกายได้แค่ส่วนหนึ่งเท่านั้น ไม่ได้มีส่วนรักษาโรคภัยโดยตรง เพราะมันไม่ใช่ยาวิเศษที่รักษาได้ทุกโรคแต่อย่างใด
หากจะให้กล่าวให้ถูกต้องก็คือ แร่พลังหยางจะทำปฏิกิริยากับตัวยา เป็ตัวที่ช่วยดึงประสิทธิภาพของตัวยาให้มีผลมากกว่าปกติสองเท่านั่นเอง
“ข้าได้ยินซานเป่าบอกว่าบนเขาอันตรายมาก มีทั้งหมีแล้วก็เสือ พวกมันตัวใหญ่โตแล้วยังชะ...ชอบกินเนื้อเด็ก...” ในดวงตาของเด็กชายมีความหวาดหวั่น
“เช่นนั้นเ้าก็อยู่เฝ้าบ้าน พี่จะไปคนเดียว”
เมิ่งหว่านหยิบตะกร้าจากแผ่นหลังน้องชายมาสะพายหลังไว้เสียเอง มือหย่อนกระบอกใส่น้ำรวมถึงจอบขุดสมุนไพรลงไป
“ไม่ได้ ท่านพ่อบอกว่าเกิดเป็ยอดบุรุษต้องปกป้องสตรี!” เมิ่งเฉินหนวนทำหน้าขึงขังเกินวัย รีบแย่งตะกร้าจากมือพี่สาวมาสะพายหลังยืดอกขึ้นเล็กน้อย ราวกับจะบอกว่าตนจะปกป้องพี่สาวจากอันตรายเอง
“พี่ห้าพึ่งพาข้าได้ ข้าปกป้องพี่ได้นะ!” พูดด้วยน้ำเสียงขึงขังเต็มเปี่ยม
เด็กสาวเห็นท่าทางเช่นนั้นก็อมยิ้มเจือความขบขันเล็กๆ
“เ้าเด็กคนนี้ คิดฝันอยากปกป้องหญิงงามแล้วหรือ”
อดไม่ได้ที่จะจิ้มแก้มของน้องชายด้วยความเอ็นดู
หากแต่ไม่รับรู้ถึงความนุ่มนิ่มของเนื้อหนัง กลับกันนั้นรู้สึกราวกับกระดูกกำลังบาดมือเสียมากกว่า...
“ง่า...พี่ห้า ข้าปกป้องพี่ได้นะ! เมื่อหลายวันก่อนข้ายัง...”
พูดไม่จบก็ยกมือปิดปากตัวเอง สะดุ้งตัวเล็กน้อยและยืนนิ่งไม่ขยับไปไหนครู่หนึ่ง
“หลายวันก่อนทำไม?” พี่สาวหรี่ตา
“ไม่...ไม่มีอะไร” เมิ่งเฉินหนวนส่ายหน้าระรัว หากแต่ดวงตาล่อกแล่กไปมา
ดู...ไม่มีพิรุธเลยสักนิด!
“เมื่อหลายวันก่อนพี่เหมือนจะจำได้ว่าเ้าปากแตก คงไม่ใช่ไปต่อยตีกับใครมาหรอกใช่ไหม”
เด็กชายตัวน้อยสะดุ้งโหยงอีกครั้ง ร่ำร้องในใจว่า
‘พี่ห้ารู้ได้เช่นไร!’
วันนั้นเขากลับบ้านค่ำมากแล้ว มาถึงก็รีบวิ่งเข้าห้องไปเลย พยายามหลบหน้าหลบตาคนในครอบครัวสุดชีวิต
พี่ห้า...ไม่น่าจะสังเกตเห็นเขาไม่ใช่หรือ...
“ตอบพี่มา ไปต่อยตีกับใคร” เมิ่งหว่านหยุดฝีเท้า เื่นี้นางต้องถามให้ชัดเจน “หรือจะให้พี่บอกท่านแม่?”
เมิ่งเฉินหนวนหน้าซีด คิดในใจว่าหากบอกมารดา ไม่ใช่ว่านางจะอาการทรุดหนักกว่าเดิมหรอกหรือ
เช่นนั้นเด็กชายจึงรีบกล่าวขึ้นมาอย่างรวดเร็ว
“ข้า...ข้าไม่ได้ทำร้ายใครก่อนเสียหน่อย เ้าอ้วนลู่ต่างหากที่พาเด็กในหมู่บ้านมารังแกพวกข้า แย่งเอารังหยางล่าจื่อ [13] ที่ซานเป่ากับข้าหามาได้ไปจนหมด” เด็กชายเม้มปาก น้ำตาคลอหน่วย
เ้าอ้วนลู่หรือลู่เอ้อร์ผิงเป็เด็กชายอายุสิบสองปี รูปร่างอ้วนฉุ ร่างกายทุกส่วนถูกเติมเต็มไปด้วยเนื้อแน่นๆ เกิดมาพร้อมกับความสุขสบาย บิดาเป็นายพรานใหญ่ผู้เลื่องชื่อจึงมีเนื้อให้กินบ่อยครั้ง
รังหยางล่าจื่อในสายตาเด็กทั่วไปก็แค่ของเล่นดาษดื่น มีเอาไว้เพื่อโอ้อวดลวดลายบนเปลือกก็เท่านั้น แต่สำหรับบ้านเมิ่งแล้วพวกเขาไม่มีอันจะกิน ในฤดูใบไม้ร่วงเช่นนี้จะพากันออกไปล่ารังหยางล่าจื่อ เพื่อนำตัวอ่อนด้านในมาย่างกินเพื่อประทังความหิวโหย
คราที่ลู่เอ้อร์ผิงแย่งรังหยางล่าจื่อไปก็ไม่ใช่เพราะอยากกิน แต่แย่งไปด้วยความสะใจ เอาไปเตะเล่นหัวเราะร่า ย่ำเหยียบต่อหน้าต่อตาเมิ่งเฉินหนวน เด็กชายแค้นใจเหลือจะกล่าว!
เมิ่งหว่านพอจะนึกใบหน้าจองหองของลู่เอ้อร์ผิงออก “เอาล่ะ ไม่ต้องร้องไห้แล้ว ถ้าเ้ารังแกคนอื่นก่อนพี่คงจะไม่เห็นด้วย แต่หากถูกคนรังแกแล้วสู้กลับ พี่ก็ไม่ดุเ้าแล้ว”
คนอย่างลู่เอ้อร์ผิงไม่ควรค่าแกการประนีประนอม กำปั้นเท่านั้นคือคำตอบของเด็กที่เอาแต่ใจทั้งยังชอบรังแกผู้อื่นโดยไม่สนใจผิดชอบชั่วดี
ปัญหาส่วนใหญ่เกิดจากการที่คิดว่ามีพละกำลังและตัวใหญ่โตมากกว่าเด็กคนอื่น จึงได้ตั้งตัวเป็ใหญ่ ้าให้คนอื่นพะเน้าพะนอเอาอกเอาใจเยี่ยงคุณชายน้อย
เมื่อเมิ่งเฉินหนวนไม่ยินยอมทำตามที่ลู่เอ้อร์ผิง้า เด็กนั่นย่อมเห็นเมิ่งเฉินหนวนเป็ศัตรูไปโดยปริยาย
“แต่ว่า...ข้าสู้ได้เพียงครู่เดียว จากนั้น...”
เมื่อคิดถึงสภาพน่าอนาถของตนกับโค่วซานเป่าในวันนั้น ไหล่ก็งอหุ้ม สีหน้าหม่นหมอง
เฮ้อ...เมื่อไหร่เขาจะโตขึ้นก็ไม่รู้ แขนขาสั้นเหลือเกิน หน้าก็หวานเหลือเกิน!
“สู้ได้ก็แปลกคนแล้ว เ้านั่นเคยลงมือเองเสียที่ใดกัน” เมิ่งหว่านส่ายหน้าระอา
รอบตัวลู่เอ้อร์ผิงมีลูกสมุนประมาณสี่คนที่คอยระรานเด็กๆ ในหมู่บ้าน สั่งให้ไปซ้าย เด็กพวกนั้นย่อมไม่กล้าไปขวา
ฉะนั้นเมิ่งเฉินหนวนจะสู้เด็กที่ทั้งตัวสูงใหญ่และมีจำนวนคนมากกว่าไม่ได้ย่อมไม่น่าแปลกใจสักเท่าไหร่
“ไว้วันหลังพี่จะสอนวิธีรับมือเด็กไม่ดีให้เ้าเอง”
“พี่...พี่ห้าน่ะหรือ...” ดวงตาของเมิ่งเฉินหนวนแฝงความอึ้งงันอยู่ไม่น้อย
หากให้พูดตามตรงแล้วล่ะก็นะ...
พี่สาวผู้นี้มีนิสัยอ่อนแอ รังแกได้ง่ายเหมือนกับมารดาที่ไม่กล้ามีปากเสียงเวลาโดนท่านย่าก่นด่าใช้แรงงาน เพียงถูกด่าทอสักเล็กน้อย น้ำตาของนางก็ไหลเป็สายน้ำแทบจะเอาโอ่งมารับดื่มได้เลย
เพียงแต่หลังจากที่เมิ่งหว่านฟื้นขึ้นมาจากความตาย นิสัยเหมือนจะ...เปลี่ยนไป?
เมิ่งเฉินหนวนเกาหัว สีหน้างุนงง
ตกลงแล้วพี่สาวเขาเป็คนเช่นไรกันแน่...
“โย๊ะ! นึกว่าใคร ที่แท้ก็เสี่ยวหว่านกับเสี่ยวหนวนนี่เอง แล้วนั่นจะไปที่ใด จะขึ้นเขางั้นรึ?”
เสียงยียวนเอ่ยขึ้นมาทักทาย เสียงนั้นไม่ใช่ใครอื่นไกลแต่เป็เฉียวชุนฮวา มารดาปากจัดของลู่เอ้อร์ผิง
ด้านหลังยังมีเ้าเด็กอ้วนกลมราวกับหมั่นโถวก้อนโต ก้มหน้าก้มตากัดกินน่องไก่ในมืออย่างตะกละตะกลาม หันซ้ายทีขวาที สีหน้าสุขสบายใจจนน่าอิจฉา
“เ้าค่ะ” เมิ่งหว่านขานรับอย่างไม่ใส่ใจนัก
เจอหน้าสองแม่ลูกบ้านลู่ทีไร ไม่เคยมีเื่ดีเลยสักครั้ง
นางคิดในใจแล้วว่าวันนี้หากพวกเขาไม่หาเื่ก่อน นางก็จะปล่อยผ่านไป...
“โอ๊ย~ เด็กโง่พวกนี้! ขึ้นเขาไปตอนนี้ก็ไม่มีอะไรให้เหลือเก็บกินหรอก! ไม่สู้เ้าไปตักบ่อขี้กับพี่ชายทั้งสองไม่ดีกว่าหรอกรึ! อย่างน้อยๆ หากหิวก็ยังมีขี้ให้กิน!” เสียงแหลมแผดหัวเราะลั่น ราวกับเื่ที่พูดนั้นเป็เื่ขบขันเสียเต็มประดา
“อี๋!! ท่านแม่ เหม็นขี้จะตายอยู่แล้ว! อย่าไปเข้าใกล้ไอ้พวกเนื้อตัวเปื้อนขี้เลย!”
ในตอนที่เมิ่งหว่านกำลังหันหลังเตรียมเดินผ่านบ้านลู่ หูก็ได้ยินเสียงถางถากของสองแม่ลูกบ้านลู่ลอยมาจนนางอดปากไม่ไหว คิดหันกลับไปโต้คารมสักหน่อย
“อ๊ะ!”
ทว่าในระหว่างนั้น...กลับได้ยินเสียงเมิ่งเฉินหนวนร้องออกมาในเวลาเดียวกัน...
“ฮ่าๆ เ้าโง่นี่ โง่เหมือนแม่มันเลย ฮ่าๆ”
ดวงตาแข็งกร้าวตวัดมองอย่างเคืองขุ่น พบเห็นกระดูกน่องไก่ตกอยู่ตรงปลายเท้าของเมิ่งเฉินหนวน ซึ่งก่อนหน้านี้น่าจะกระแทกมาใส่หัวของเด็กน้อย เขาจึงได้ยกมือขึ้นมากุมกระจุกผมน้อยๆ ของตนเอง
“เหม็นขี้ ไอ้เด็กตัวเปื้อนขี้ ไอ้ยาจกกินขี้!” ลู่เอ้อร์ผิงหัวเราะร่าไม่หยุด หยิบน่องไก่ขึ้นมารูดกินจนหมดในคำเดียว จากนั้นหรี่ดวงตาแล้วง้างมือขึ้นสูง
“รับไปกินซะ เ้าหมาหน้าโง่ เอากระดูกไปกินแทนขี้ก็แล้วกัน กินแล้วเห่าโฮ่งๆ โฮ่...”
กระดูกชิ้นนั้นลอยละลิ่วไปทางหัวของเมิ่งเฉินหนวนอย่างรวดเร็ว
ปัก!
“โอ๊ย!!”
...ก่อนจะมีเสียงแผดร้องดังลั่นขึ้น

สวัสดีค่าาาา เื่นี้มีคนอ่านอาจจะคุ้นๆ เอ๊ะๆ
เพราะเคยลงมาแล้ว แต่ว่าปรับปรุงเนื้อหาใหม่เยอะเลย
เลยตัดสินใจลบลงใหม่นะคะ
ใครชอบนางเอกสายสู้คน ฝีปากคมด่าเก่ง มีแทรกการแพทย์เรื่อยๆ
กดติดตาม กดหัวใจให้กันด้วยนะคะ ^___^