ตัวอักษรวิจิตรบรรจงตัวแล้วตัวเล่าถูกเรียงร้อยต่อถ้อยจนกลายเป็สัญญาสองแผ่นที่เหมือนกันทุกประการ ตัวอักษรแซ่มู่ที่ดูหนักแน่นกำกับอยู่ด้านท้ายของสัญญาทั้งสองแผ่น เถ้าแก่เวิ่นพิจารณาข้อความบนกระดาษหลายต่อหลายรอบก็ยังมิอาจปักใจเชื่อว่านี่คือสัญญาซื้อขายระหว่างเขากับนาง หญิงสาวที่ดูคล้ายจะยังมิเลยวัยปักปิ่นผู้นั้น ข้อความอันกระชับรัดกุม อีกทั้งยังมิเห็นช่องโหว่ให้สามารถท้วงติงใดใดเหล่านี้ถูกร่างขึ้นโดยสตรีตัวเล็กๆ นางหนึ่ง ช่างน่าสนใจยิ่ง ช่างน่าสนใจยิ่ง!
หลังจากทำความเข้าใจกับสัญญาอันไร้ที่ติ เถ้าแก่เวิ่นจึงเดินนำไปที่โต๊ะด้านหลังร้าน ก่อนจะหยิบพู่กันตวัดอักษรลงบนสัญญาทั้งสองแผ่นพร้อมแนบตราประทับของร้านพู่กันเซียน เป็อันรับรองว่าสัญญาสองฉบับนี้สมบูรณ์ เถ้าแก่เวิ่นรอให้หมึกบนกระดาษแห้ง จากนั้นจึงพับใส่ลงซองกระดาษแผ่นหนึ่ง ส่วนอีกแผ่นเขานำไปเก็บไว้ในหีบไม้ร่วมกับสัญญาซื้อขายฉบับอื่นๆ ในร้าน นับจากวันนี้เขาจะเริ่มทำการค้ากับหญิงสาวผู้นี้แล้วจริงๆ
“เ้านำสิ่งนี้กลับไปมอบให้นาง แล้วฝากบอกว่าอีกสองสามวันข้าจะแวะไปหาที่บ้านเพื่อตรวจดูสินค้ารอบแรก” พูดจบเถ้าแก่เวิ่นจึงยื่นส่งซองกระดาษให้เฟิงฉินถึงมือ
“ทราบแล้วขอรับเถ้าแก่” เฟิงเฉินตอบรับก่อนจะค้อมตัวหันหลังออกจากร้านไป
.
.
กว่าเฟิงเฉินจะกลับมาถึงบ้านก็ล่วงเข้ายามโหย่วเสียแล้ว ภาพที่เห็นคือหนึ่งเด็กหนึ่งหญิงสาวกำลังง่วนกับการเก็บข้าวของ เขามองภาพที่ดูมีชีวิตชีวาของทั้งคู่อย่างมีความสุข ด้วยเดิมทีก่อนนี้เขาแทบหมดกำลังใจที่จะดิ้นรนให้ลืมตาอ้าปาก เพียงหวังใช้แรงงานเข้าแลกเพื่อหล่อเลี้ยงตัวเองและน้องไม่ให้ต้องอดตายไปวันวันเท่านั้น แต่ภาพที่อยู่ตรงหน้ายามนี้เป็ราวกับประกายแห่งความหวังที่เขาไม่เคยแม้แต่จะกล้าฝันถึง เฟิงเฉินเดินไปยังกองกระดาษที่เพิ่งทำเสร็จพลางยกมือขึ้นลูบเบาๆ
"พี่ใหญ่กลับมาแล้ว" เสียงเด็กน้อยแว่วมาตามสายลม ก่อนเ้าตัวจะก้าวเข้ามาประชิดพร้อมกับรอยยิ้มเต็มใบหน้า
"เหนื่อยหรือไม่เ้าคะ พี่มู่ตานต้มน้ำเซียงหลันไว้ด้านใน พี่ใหญ่เข้าไปพักสักหน่อยพอเสร็จงานทางนี้แล้วพวกเราจะรีบตามเข้าไปเ้าคะ"
“เหนื่อยอะไรที่ไหนกัน เ้าสิที่น่าจะเหนื่อย ไหนให้พี่ดูเ้าชัดๆ สักหน่อย” เฟิงเฉินจับไหล่ให้ร่างเล็กหันมาตรงหน้า จากนั้นจึงยกแขนเสื้อขึ้นซับเหงื่อที่ผุดซึมรอบๆ วงหน้าของน้องสาวตน ในใจพลันนึกเสียใจไม่น้อย หากเขามีความสามารถคงมิต้องให้นางเหนื่อยยากถึงเพียงนี้
.
.
.
เวลาผ่านไปในแต่ละวันอย่างรวดเร็ว ยามนี้นกตัวน้อยต่างพากันสยายปีกออกบินกลับรวงรังนานแล้ว ชาวบ้านใกล้เรือนเคียงก็หลบลี้เข้าบ้านตนเพื่อพักผ่อนเอาแรงสำหรับเริ่มต้นใหม่ในวันพรุ่ง แต่ยังมีเสียงพูดคุยสลับกับเสียงหัวเราะใสกังวานดังมาจากบ้านหลังคามุงฟางหลังน้อยหลังหนึ่ง ที่ยามนี้บนใบหน้าของทุกคนเต็มตื้นไปด้วยรอยยิ้มเปี่ยมสุข
“สัญญาซื้อขายหรือเ้าคะ”
“ถูกต้อง เดิมทีมิใช่ว่าพวกเราไม่เชื่อใจเถ้าแก่เวิ่น หากแต่ถ้าสามารถทำทุกอย่างให้ถูกต้องชัดเจนได้แต่ต้น นั่นย่อมนับว่าเป็เื่ดี” มู่ตานค่อยๆ อธิบายเจตนาแฝงเร้นในการกระทำอย่างค่อยเป็ค่อยไป โดยที่เฟิงเออร์ยังคงมองกระดาษที่มีตราประทับของร้านพู่กันเซียนในมือ
“เถ้าแก่เวิ่นจะโกรธหรือไม่เ้าคะพี่ใหญ่ ที่พวกเราให้เถ้าแก่ลงนามในสัญญาเช่นนี้” น้องสาวถามอย่างนึกสงสัย
“เื่การลงนามสัญญาถือเป็เื่ปกติของคนค้าขาย เถ้าแก่เวิ่นใจกว้างรวมทั้งอยู่ในวงการค้ามานานปีย่อมเข้าใจวัตถุประสงค์เราแน่ เช่นนั้นจึงไม่อาจโกรธได้” เฟิงเฉินอธิบายให้น้องน้อยของตนเข้าใจ
“งั้นก็ดีนักเ้าค่ะ พี่มู่ตานช่างฉลาดหลักแหลม หากเรามีสัญญาฉบับนี้ก็ไม่ต้องเกรงว่าจะถูกโกงอย่างตอนที่ขายผักให้โรงเตี้ยมฮุ่ยชุนใช่หรือไม่" เฟิงเออร์รู้สึกดีใจอย่างบอกไม่ถูก หากแต่สำหรับเฟิงเฉินเมื่อได้ยินน้องสาวพูดถึงเื่ขายผักให้โรงเตี้ยมฮุ่ยชุน นั่นแสดงว่ามู่ตานย่อมต้องรู้ว่าเกิดเื่ราวใดขึ้นบ้างเป็แน่ เขาไม่ได้อายที่เคยโดนทุบตี หากแต่ละอายที่ไม่สามารถดูแลน้องสาวให้อยู่ดีกินดีได้ หรือแม้แต่ยามนั้นที่มู่ตานเดือดร้อนต้องขออาศัยพวกเขาพี่น้อง เขากลับยังคิดระแวงในตัวนาง
แต่ยามนี้ไม่เหมือนกัน อีกทั้งยังตรงกันข้าม ด้วยเพราะเขากลับมีแต่ความเลื่อมใสในตัวของหญิงสาวตรงหน้ามากขึ้นทุกวัน ผู้ที่ยื่นมือเข้าช่วยเหลือเขาและน้องสาวให้ได้ลืมตาอ้าปาก หากในภายภาคหน้าเขาและน้องสาวสามารถช่วยเหลือนางให้กิจการค้าขายนี้รุ่งเรืองมากขึ้นได้คงจะดีไม่น้อย คิดได้ดังนั้นเฟิงเฉินจึงรีบพับกระดาษสัญญาใส่ลงซองกระดาษดังเดิม ก่อนจะยื่นส่งให้เ้าของที่แท้จริง
“สัญญานี่เ้าเก็บไว้เถิด หากมีสิ่งใดที่จะให้ข้ากับเฟิงเออร์ช่วยทำก็แค่เอ่ยปาก รับรองหากไม่เป็เื่ที่เหลือบ่ากว่าแรง ข้าและน้องย่อมต้องส่งเสริมเ้าแน่” เขามองมู่ตานด้วยสายตามุ่งมั่นอย่างสำนึกรู้บุญคุณ
“พี่เฟิงเฉินกล่าวหนักเกินไปแล้ว น้ำใจพวกท่านข้าซาบซึ้งใจยิ่ง ผู้หญิงที่ไม่รู้จักหัวนอนปลายเท้าเช่นข้า พวกท่านพี่น้องไม่เพียงไม่รังเกียจยังให้ที่หลับนอน และให้เกียรติข้าเยี่ยงคนในครอบครัวผู้หนึ่ง เกรงว่าเป็ข้าที่ต้องสำนึกในบุญคุณของพวกท่านพี่น้องแล้ว”
“บุญคุณที่ใดเล่าเ้าคะ หากเห็นน้ำใจกันเช่นนี้ พวกเราสามคนมาสาบานเป็พี่น้องกันดีหรือไม่ หากข้ามีพี่สาวทั้งงดงามและฉลาดปราดเปรื่องเช่นท่านเพิ่มอีกคน ข้าคงมีความสุขยิ่งนักเ้าค่ะ” เฟิงเออร์ยิ้มน้อยๆ อย่างแฝงไปด้วยความนัย เฟิงเฉินที่ยามนี้รู้สึกใกับการกระทำบ้าบิ่นเกินวัยของน้องสาวตน หากแต่ก็ไม่รู้จะกล่าวสิ่งใดออกมาเช่นกัน
“หากพี่เฟิงเฉินและเฟิงเออร์เด็กดีไม่รังเกียจ อีกทั้งยังให้เกียรติข้าได้นับพวกท่านเป็พี่น้อง นั้นย่อมเป็บุญของข้ายิ่งแล้ว” มู่ตานรินน้ำเซียงหลันลงถ้วยจากนั้นเลื่อนส่งไปยังสองพี่น้องทีละใบ
“ข้ามู่ตาน เป็เพียงเด็กสาวกำพร้าไร้ซึ่งบิดามารดา ชั่วชีวิตไม่เคยมีพี่น้อง ยามนี้กลับได้รับความรักจากครอบครัวตระกูลเฟิงนับว่าเป็เกียรติยิ่ง ในบ้านไร้ซึ่งสุราข้าขอใช้น้ำเซียงหลันดื่มให้พวกท่านแทน” นางยกถ้วยขึ้นซดจนหมด เฟิงเออร์ที่เห็นหญิงสาวที่ตนนับถือนักทำเยี่ยงนั้น ก็รีบยกถ้วยของตนขึ้นซดบ้างโดยไม่รีรอ เฟิงเฉินที่แม้จะรู้สึกว่าทุกอย่างดูรวดเร็วง่ายดายเกินไปอย่างบอกไม่ถูก หากแต่ก็ไม่รู้ว่าจะปฏิเสธด้วยเหตุผลใด จึงยกถ้วยชาขึ้นซดจนหมดถ้วยเช่นกัน
“ต่อไปเ้าก็เรียกข้าว่าพี่ใหญ่เหมือนเฟิงเออร์เถอะ” เฟิงเฉินเอ่ยปากบอกแก่น้องสาวคนใหม่ด้วยท่าทีเก้อเขินเล็กน้อย
“ขอบคุณพี่ใหญ่ที่เมตตาเ้าค่ะ” นางเอ่ยตอบอย่างนอบน้อม บนใบหน้าประดับรอยยิ้มบางเบาเช่นเคย
ชั่วชีวิตของมู่ตานไร้ซึ่งครอบครัวแต่ไม่นึกว่ายามนี้นางกลับโชคดีได้มีพี่น้อง ไม่ว่าต่อไปภายหน้าจะเกิดเื่ใด ทั้งเื่ดีแลเื่ร้ายนางสัญญาจะรักษาครอบครัวเล็กๆ นี้ของนางให้ดีที่สุด
.
.
.
ท่ามกลางบรรยากาศของความชื่นมื่นปนความเก้อเขินเล็กน้อยของเหล่าพี่น้องร่วมสาบาน ใครเล่าจะทันสังเกตสายตาเ้าเล่ห์ของเด็กน้อยนางหนึ่งที่ทอประกายอย่างมีความสุขยิ่ง หากพี่ใหญ่คือบุรุษที่แสนอบอุ่น จิตใจดี พี่มู่ตานคือหญิงสาวที่เก่งกาจรอบด้าน นางก็จะขอเป็จอมมารน้อยนักวางแผนบ้างดีหรือไม่ เพราะตอนนี้เพียงแค่ประโยคตามน้ำประโยคเดียว นางกลับได้พี่สาวที่ชาญฉลาดมาเพิ่มอีกหนึ่งคน!