Age of war

    ตอนที่ 76 การต่อสู้ของเปอร์ไซด์และอาวุธใหม่ของมนุษย์

    การล่าสังหารนั้นไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะกับส่วนห้องโถงคริสตัลเพียงอย่างเดียว แต่เหตุการสังหารหมู่เช่นนี้กำลังเกิดขึ้นไปทั่วเมืองหลวงของเผ่าปักษาอยู่

    ผู้ที่รอดชีวิตและติดตามเปอร์ไซด์ไปนั้นมีราวหนึ่งแสนคน และนั่นแปลว่าจะมีคนที่โชคร้ายไม่ได้รับการคุ้มครองจากผู้กล้าของพวกเขา

    ชีวิตที่เหลืออีกเก้าแสนคนได้กลายเป็นเหยื่ออาวุธชิ้นใหม่ของมนุษย์ไปโดยปริยาย

    นอกจากเครื่องบินไร้คนขับแล้ว มนุษย์ยังได้พัฒนารถถังไร้คนขับขึ้นมาอีกด้วย

    รถถังตีนตะขาบที่พัฒนามาจากรถถังโมเดล VT-4 ของจีน กำลังเดินหน้าเหยียบย่ำพวกชาวปักษาที่กำลังตื่นตระหนกเพราะถูกไล่ล่าสังหารอย่างไร้ซึ่งคำเตือนล่วงหน้า

    น้ำหนักที่ถูกทำให้เบาลงจนเหลือแค่ 45 ตัน จาก 52 ตัน ยาว 10.1 เมตร กว้าง 3.4 เมตร สูง 2.3 เมตร

    ปืนหลักคือปืนใหญ่เรลกัน มีอาวุธรองเป็นปืนพลังงานโพตอนหนึ่งกระบอกกับปืนกลขนาด 7.62 มิลลิเมตรอีกหนึ่งกระบอก

    สามารถวิ่งได้ถึง 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงจากเดิมที่ 70 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

    พวกเขาถูกตีล้อมและสังหารด้วยอาวุธอันร้ายกาจที่ว่านี้

    และอาวุธที่สังหารได้อย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุดในการกวาดล้างครั้งนี้ก็คือ [ปืนพลังงานโพตอน]

    [ปืนพลังงานโพตอน] ที่มนุษย์เคยได้พยายามสร้างขึ้นมาในโลกเดิมนั้น ได้พบกับปัญหามากมายทั้งขนาดและประสิทธิภาพในการใช้งานจริง เลยทำให้ไม่ถูกนำมาใช้อย่างจริงจังในสงครามของมนุษย์

    แต่ปัญหาทั้งหมดได้ถูกแก้ด้วยวัตถุดิบจากต่างโลกแห่งนี้ไปแล้ว

    พลังงานราคาถูกจากพืชที่สร้างกระแสไฟฟ้าได้เอง

    โลหะสังเคราะห์จากพืชที่แข็งแกร่งทนทาน

    อีกทั้งยังมีแร่ธาตุแปลกประหลาดที่มนุษย์ไม่รู้จัก นำมาทำเป็นตัวเร่งอนุภาคพลังงานที่ยิงออกไป

    ด้วยการประกอบคุณสมบัติราวความฝันจากหลายสิ่งหลายอย่างเข้าด้วยกัน จึงได้มาซึ่งปืนโพตอนสังหารที่มีประสิทธิภาพสูง

    ลำแสงที่รวดเร็วดุจเทพเจ้า ความร้อนที่สูงกว่าห้าพันองศาพร้อมสังหารได้ทุกสิ่ง สิ่งเหล่านั้นกำลังได้วิ่งว่อนไปทั่วเมืองหลวงของเผ่าปักษา

    รอยไหม้สีแดงฉานได้วิ่งยาวเป็นเส้นทางมรณะไปสู่ฟากฟ้า

    ไม่มีชาวปักษาคนใดรอดชีวิตจากอาวุธเหล่านี้ได้เลย

    ไม่มีเลยแม้แต่คนเดียว…



    ***ผู้กล้าสีแดงขาว [เปอร์ไซด์]

    “หลบไปทางขวาเร็ว! ”

    “เหวอ!? ”

    เพราะเสียงร้องเตือนจากคุณวิญญาณ เลยทำให้หนูสามารถหลบการโจมตีถึงตายมาได้ทันอย่างหวุดหวิด

    เส้นแสงสีม่วงอมส้มวิ่งตัดอากาศมาจากด้านหลัง เฉี่ยวผ่านด้านข้างไปสู่ด้านหน้าในระยะเผาขน

    ฝูงบินไร้หัวใจจำนวนหนึ่งพันลำที่บินไล่ตามมานั้น กำลังส่งเสียงดังน่ากลัวพร้อมกับสาดอาวุธทุกอย่างที่มีเข้าใส่เพื่อนคนสำคัญของหนูที่บินนำอยู่ด้านหน้า

    มีตั้งแต่ยิงกระสุนโลหะเล็ก ๆ เส้นแสงที่ร้อนแรง ไปจนถึงวัตถุทรงกระบอกที่สามารถแตกตัวเป็นควันพิษกระจายไปทั่ว

    หนูพยายามสุดความสามารถเพื่อใช้ขาถีบวัตถุทรงกระบอกเหล่านั้นให้ไปพ้นทาง และพยายามบินหลบเส้นแสงสังหารเหล่านั้น

    พยายามใช้ตัวเองเป็นเหยื่อล่อเพื่อให้ทุกคนให้หนีไป

    ก็อยากจะคิดว่าตัวเองไหวอยู่หรอกนะคะ...

    “... งือ~ น่ากลัวงะ”

    แต่เพราะว่าเคยตายมารอบหนึ่งในวันแรก เลยรู้ดีว่าควายตายมันไม่ใช่เรื่องสนุก

    พูดตามตรงว่ากลัวตายค่ะ! แต่ในตอนนี้ดูเหมือนว่าคนที่แกร่งที่สุดในเผ่าจะเป็นตัวหนูเอง เลยทำให้ไม่มีใครสามารถช่วยต่อสู้ปิดท้ายฝูงบินได้เหมือนอย่างที่หนูกำลังทำ

    บ่นไปก็เท่านั้น คงมีแต่ต้องพยายามให้มากขึ้นเท่านั้นนั่นละ

    หนูจะต่อสู้เพื่อปกป้องเพื่อนค่ะ!

    “ยาก! ”

    หนูบินสวนเข้าใส่ฝูงบินโลหะพร้อมกับกางกรงเล็บออกกว้าง

    เอี้ยวตัวหลบลำแสงให้น้อยที่สุดเพื่อไม่ให้เสียจังหวะในการบิน แล้ววาดกรงเล็บอันทรงพลังฉีกปีกของศัตรูตรงหน้าจนขาดออกเป็นสองส่วน

    ในเวลาเดียวกัน ยานอีกลำของศัตรูก็หักบินตีวงออกกว้างแล้วกระหนำยิงใส่เป็นห่าฝนมาจากทางซ้ายและขวา

    สัญชาตญาณภายในร่างได้กรีดร้องพร้อมกับเตือนถึงทิศทางของแสงสังหารเหล่านั้น

    “เปอร์ไซด์! ”

    “อือ~”

    ด้วยการที่มีคุณวิญญาณเซลล์เดียวสิงอยู่ในร่าง เลยทำให้สมองของหนูสามารถรับภาระข้อมูลจำนวนมากที่หลั่งไหลเข้ามาได้

    หนูสามารถรู้สึกและเห็นได้อย่างชัดเจนถึงพื้นที่ว่างรอบตัวเอง

    รู้ว่ายานลำไหนอยู่ตรงมุมไหน รู้ว่าคลื่นความร้อนกำลังสะสมยิงออกมาจากทิศใด และสามารถคาดการได้ถึงตำแหน่งที่จะโจมตีเข้ามาในอนาคตได้

    ปีกที่แผ่กว้างได้หุบลงในทันที ก่อนจะทิ้งตัวดิ่งพสุธาด้วยความเร็ว

    เส้นแสงสังหารจำนวนมากวิ่งตัดผ่านร้อยเรียงไล่ตามหลังจนเกิดเป็นหอคอยแสงสว่างที่ยิงลงสู่พื้นดิน

    “อ๊าย!? ”

    แต่ถึงจะมีความสามารถเหนือชาวปักษามากแค่ไหน แต่หนึ่งต่อพันมันก็เกินมือไปจริง ๆ นั่นละคะ

    ลำแสงเส้นหนึ่งได้ยิงมาถูกปีกจนเกิดเป็นแผลขนาดใหญ่ พร้อมกับความเจ็บปวดที่แผ่ซ่านไปทั่วร่าง

    “หน่อย! ”

    หนูกัดฟันทนความเจ็บปวด ก่อนจะกางปีกออกกว้างเพื่อเปลี่ยนทิศทางการบิน

    เร่งพลังแผ่พุ่งจากปีกให้ถึงขีดสุด แล้วสร้างพายุโหมกระหน่ำดันร่างตัวเองลอยสวนกลับขึ้นไป

    ร่างของหนูได้บินผ่ากลางวงของฝูงบินโลหะพร้อมกับก่อเกิดกระลมแรงที่เฉือนได้แม้แต่โลหะขึ้นมา

    กระลมอันรุนแรงที่มีร่างกายของหนูเป็นจุดศูนย์กลางนั้น ทำให้ฝูงบินโดนรอบถูกพัดปลิวกระจาย

    บางตัวสามารถกลับมาตั้งหลักได้ แต่บางตัวก็ร่วงหล่นลงไปกระแทกพื้นดินจนตายซากไป

    “เหวอ!? ”

    แต่ศัตรูของหนูมีการประสานงานที่ดีเยี่ยมมาก

    ในช่วงเวลาที่หนูหมุนตัวกลับเพื่อเตรียมโจมตีรอบถัดไป พวกมันอีกกลุ่มก็ยิงวัตถุแก๊สพิษเข้าใส่ราวกับคาดการได้ว่าหนูจะพุ่งสวนขึ้นมา

    ควันพิษสีม่วงที่เคยทำให้อ้วกเป็นเลือดได้ถูกสูดเข้าไปจนเต็มปอดอีกครั้ง

    “อั๊ก! ”

    “ทนหน่อยเปอร์ไซด์ พวกเราจะช่วยรักษาพิษให้เอง! ”

    พวกคุณวิญญาณต่างส่งเสียกรีดร้องพร้อมกับเริ่มทำอะไรบางอย่างกับร่างกายของหนูอีกครั้ง

    หนูรู้สึกได้ว่ามีอะไรบางอย่างกำลังช่วยต่อสู้กับพิษร้ายภายในร่างอยู่

    ขอบคุณนะคะคุณวิญญาณ~

    “ก็บอกว่าไม่ใช่วิญญาณ! แล้วก็ไปตั้งสมาธิกับการต่อสู้ไปเซ่! ”

    “ค่ะ~”

    หนูตั้งสติพร้อมกับสภาพที่ร่างกายเริ่มท่วมไปด้วยเลือดของตัวเอง

    บาดแผลกว้างที่ปีกขวาและยังมีเลือดไหลออกมาจากทั้งดวงตาและปาก

    ทรมาน… แต่ข้างหลังหนูยังมีเพื่อนที่ต้องปกป้องอยู่

    ดังนั้นหนูจะไม่หันหลังถอยเด็ดขาด!

    หนูกัดฟันและบินทะยานปะทะกับฝูงบินอีกครั้ง

    คราวนี้พวกศัตรูมันบินกระจายตัวออกราวกับรับรู้ได้ว่าหนูสามารถสร้างลมพายุบ้าหมูได้

    แถมการเคลื่อนไหวยังพยายามบินดุงระยะเอาไว้ พร้อมกับใช้จำนวนที่มากกว่ายิงกดดันมาจากทุกทิศทาง

    ท้องฟ้าที่ควรสดใสได้เต็มไปด้วยเสียงวิ่งตัดผ่านของลำแสงความร้อนและระเบิดควันพิษสีม่วง

    เมฆสีขาวถูกย้อมจนกลายเป็นเมฆสีม่วงที่น่ากลัว

    และนั่นทำให้พื้นที่หลบหลีกเริ่มหมดลง

    “ย๊าก! ”

    หนูเร่งพลังปีกให้ถึงขีดสุดจนร่างกายตัวเองบินด้วยความเร็วเหนือเสียง

    กำแพงอากาศได้ถูกทะลวงระเบิดออกพร้อมเสียงอันดัง

    แล้วในวินาทีต่อมาศัตรูตัวหนึ่งก็ถูกกรงเล็บของหนูยึดเอาไว้จนแน่น

    หนูใช้พลังเหนือชาวปักษาที่ได้รับมา จับมันเหวี่ยงเข้าใส่อีกตัวจนร่วงหล่นสู่พื้นดินไปพร้อมกัน

    พึ่งฆ่าไปได้แค่ประมาณยี่สิบตัวเองหรือค่ะเนี่ย?

    หนูเหลี่ยวหันกลับไปมองด้านหลัง

    ยังสามารถมองเห็นทุกคนได้อยู่จากจุดนี้ ถ้าหากหนูเลือกที่จะหนีไปตอนนี้ พวกมันคงจะกลับไปไล่ตามพวกเขาแน่นอน

    แล้วเพื่อนของหนูก็จะถูกสังหารทิ้งทั้งหมด...

    ยัง… หนูยังต้องถ่วงเวลาอีกนิด

    “เปอร์ไซด์ มีสมาธิหน่อย! ”

    “อ๊ะ!? กรี๊ดดด! ”

    เพราะว่าดันหันกลับไปมองดูเพื่อน เลยทำให้ถูกโจมตีใส่อย่างไม่ทันตั้งตัว

    ลำแสงสังหารจำนวนนับไม่ถ้วนได้ยิงทะลุร่างของหนูไปเป็นจำนวนมาก

    หน้าอก ปีกซ้าย ขาขวา และส่วนแถวหัวไหลทั้งสองข้าง

    เลือดสีแดงไหลทะลักออกมาดุจน้ำพุที่น่ากลัว

    หนูรู้สึกได้ถึงความตายของตัวเอง

    ต่อให้มีพลังเหนือสามัญสำนึกมากแค่ไหน แต่หนูไม่ใช่นักล่า หนูต่อสู้ไม่เป็น ดังนั้นผลลัพธ์จะเป็นเช่นนี้ก็ไม่แปลกนัก

    คุณวิญญาณค่ะ ทำไมถึงมอบพลังให้กับหนูละคะ?

    ทำไมถึงไม่ไปมอบพลังให้กับนักล่าคนอื่นอย่างโซเดียมหรือไฮเจนละคะ?

    “...”

    คุณวิญญาณไม่ตอบหนู

    หนูรู้สึกได้ว่าตัวเองไม่สามารถขยับปีกได้อีก แล้วเริ่มร่วงหล่นลงไปตามแรงโน้มถ่วงของโลก

    ภาพเบื้องหน้าในวาระสุดท้ายของหนูคือประกายแสงสว่างจำนวนมากที่กำลังเตรียมยิงเข้าใส่

    คงไม่รอด---

    *บรึ๊ม! *

    ในตอนนั้นเองที่มีแสงไฟทำลายล้างลึกลับพุ่งขึ้นมาจากพื้นดิน

    มันแผ่พุ่งออกมาจนเต็มไปทั่วท้องฟ้า ราวกับเป็นค้อนแห่งสวรรค์ที่ถูกทุบลงมาหยั่งผืนแผ่นดินโลก

    แสงเหล่านั้นได้ทำลายฝูงบินสังหารของศัตรูไปจนสิ้นไม่มีเหลือ

    “โกร๊วววว! ”

    เสียงคำรามอันกึกก้องดังสะท้านไปทั่วป่าและขุนเขาในหลังจากนั้น

    “...ตรงนั้น ใคร? ”

    ร่างของหนูที่กำลังร่วงหล่นลงสู่ผิวโลก ได้มีบุคคลหนึ่งเข้ามารับตัวเอาไว้

    รู้สึกได้ว่ามีตัวอะไรบางอย่างกำลังโบยบินและรับร่างของหนูเอาไว้

    รู้สึกได้ถึงความอ่อนโยนและความนุ่มนวลที่พยายามรับร่างของหนูเอาไว้โดยไม่ให้ได้รับบาดเจ็บ

    ใครกัน...?

    หนูเปิดเปลือกตาที่หนักอึ้งออกมาเพื่อมองดูว่าคนผู้นั้นเป็นใคร---

    “...ลุงบานา? ”

    ---และคนที่เข้ามาช่วยหนูเอาไว้ก็คือลุงบานา เพื่อนต่างเผ่าของหนูนั่นเอง



    ***โอตาคุวิจัย [ยะมะโตะ]

    รายงานผลการรบของหุ่นสังหารทั้งหมดได้ถูกส่งกลับไปให้กับบิดาผู้สร้างพวกมัน หรือก็ผม [ยะมะโตะ] หัวหน้าฝ่ายพัฒนาและวิจัยเทคโนโลยีผู้นี้

    “ฮะ ฮะ ฮะ ยอดเยี่ยม! แบบนี้พวกเราไม่แพ้ใครแน่นอน! ”

    ชายสวมแว่นตาหนา ผมสีดำหยักศก และดูผอมขี้โรคเพราะเอาแต่เก็บตัวกำลังหัวเราชอบใจอย่างมีความสุข

    พูดเองก็รู้สึกเหมือนด่าตัวเอง แต่ผมชอบภาพลักษณ์ที่ดูหมกมุ่นแบบนี้ที่สุดเลยละ

    จากข้อมูลที่ส่งกลับมานั้น พวกลูก ๆ ของผมได้สร้างผลงานให้เป็นที่น่าพอใจอย่างมาก

    หุ่นสังหารจำนวนสองพันตัวที่แบ่งเป็นกองยานบินและกองรถถัง

    อาวุธในฝันที่สร้างจากวัสดุต่างโลกนั้น ได้แสดงให้เห็นแล้วว่ามันใช้งานได้อย่างไร้ที่ติ

    “ฮะ ฮะ ฮะ เครื่องบินไอพ่นเองก็ถูกสร้างแล้ว กองยานไร้คนขับเองก็กำลังเดินหน้าผลิตอย่างต่อเนื่อง อาวุธลับรับมือพวกมนุษย์มดกับภูติเองก็เตรียมเอาไว้แล้ว พวกเราไม่มีทางแพ้หรอก! ”

    ผมหัวเราะชอบใจให้กับความอัจฉริยะของตัวเอง

    ถ้าถามว่าทำไมถึงมั่นใจได้ขนาดนี้ ก็ดูผลงานที่พวกมันทำลงไปสิ!

    เพียงแค่สองพันยูนิต แต่สามารถกวาดล้างทั้งเผ่าที่มีจำนวนถึงล้านได้เลยเชียวนะ!

    แต่จะมีปัญหาที่คาใจอยู่อย่างหนึ่ง...

    “เจ้าบ้านั่นคือตัวอะไรฟะ? ”

    ในบรรดาข้อมูลภาพบันทึกการสังหารเผ่ามนุษย์นกที่ส่งกลับมานั้น มีภาพการต่อสู้ของมนุษย์นกคนหนึ่งที่เก่งกาจเกินสามัญสำนึกอยู่

    บินได้เร็วราวจรวด กระสุนธรรมดาไม่อาจระคายผิว และยังสามารถฟื้นตัวเองจากควันพิษได้

    ถึงสุดท้ายจะได้รับการยืนยันจากภาพว่าถูกรุมยิงจนร่วงลงไปแล้ว แต่ก็ยังวางใจไม่ได้ว่ามันตายแล้วหรือยัง หรือจะมีตัวบ้าแบบนี้ปรากฏขึ้นมาอีก

    “แถมยังมีการโจมตีลึกลับนั้นอีก…”

    ในช่วงสุดท้ายที่ฝูงยานบินจะเข้าไปสังหารซ้ำเพื่อให้ตายสนิท กลับมีเสาลำแสงจำนวนมากพุ่งขึ้นมาจากพื้นดิน

    เสาลำแสงนั้นทำให้ผมนึกถึงรายงานการต่อสู้ที่เมืองเผ่ายักษ์ ที่ว่ามีมังกรซึ่งสามารถพ่นไปเป็นเสาลำแสงได้ขึ้นมา

    แต่ว่าเผ่ายักษ์มันตายไปหมดด้วยนิวเคลียร์แล้วไม่ใช่หรือ?

    “...หรือว่าจะมีพวกที่รอดชีวิตอยู่อีก? ”

    ด้วยการประมวลผลทั้งหมดจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น จึงช่วยไม่ได้ที่ผมจะตั้งสมมติฐานบ้าบอนี้ขึ้นมา

    เพราะถ้าไม่ใช่เหตุผลนี้ มันคงตอบไม่ได้ถึงตัวตนของลำแสงลึกลับที่มาทำลายลูก ๆ อันน่ารักของผมในตอนท้ายของการสู้รบนั้นได้

    “คงต้องติดต่อไปที่ศูนย์เรด้าระวังภัยบนยอดเขาแล้วสินะ”



    ***ผู้กล้าทมิฬ [สเลบ]

    ผ่านมาได้สามวันหลังจากใช้แผนบุกสายฟ้าแลบในคืนนั้น

    “ส่งมาเป็นเป้าฝึกยิงอีกลำแล้วแฮะ... ยิงร่วงให้ได้ละพวกเจ้า”

    “ครับท่านผู้กล้าสเลบ! ”

    “ช่วยกรุณาเรียกแบบเดิมทีเถอะ…”

    ฟังลูกน้องตัวเองเรียกแบบนี้แล้วเหนื่อยใจยังไงก็ไม่รู้

    สถานการณ์ปัจจุบันของเผ่าอาร์โธร์โพดาของพวกเราคือกำลังศึกษาอาวุธของเผ่าจอมมารอยู่

    พวกเราทำการสังหารเผ่าจอมมารจนไม่เหลือและยึดอาวุธที่พวกมันมีมาใช้งาน

    แต่มีอาวุธหลายตัวที่ใช้ยาก เลยทำให้เสียเวลาศึกษากันก่อนที่จะเริ่มบุกต่อ

    ความจริงอาวุธไฮเทคแบบนี้คงมีแต่ราชินีฟรีด้าที่เข้าใจการใช้งาน แต่ด้วยระบบเครือข่ายรูปแบบใหม่ จึงทำให้พวกเราสามารถสื่อสารถึงราชินีที่อยู่ห่างไกลได้ชนิดเสมือนเธอมายืนอยู่ในฐานทัพแห่งนี้

    ทั้งหมดนี้ต้องขอบคุณราชินีของผม [ราชินีเฟต] ที่มีไอเดียสุดล้ำนั้นออกมา

    รัศมีการส่งคลื่นสมองของพวกเรานั้นส่วนใหญ่จะเฉลี่ยที่สองร้อยเมตร

    หากคนเก่ง ๆ ก็อยู่ที่สี่ร้อย

    แล้วถ้าหากพวกเรามีวัตถุบางอย่างที่สามารถขยายสัญญาณนั้นได้ละ? มันก็แปลว่าพวกเราจะสามารถส่งคำสั่งคลื่นสัญญาณสมองไปได้ไกลขึ้นหรือเปล่า?

    ด้วยความสงสัยที่อยากเพิ่มความเป็นไปได้ของกลยุทธ์ทำสงครามที่ผมปรึกษากับท่านราชินีเฟต จึงได้มาเสาขยายสัญยาณคลื่นสมองของพวกเราในท้ายที่สุด

    พวกเราได้สร้างเสารับ-ส่งสัญญาณ เดินสายส่งคลื่นลากยาวไปในพื้นดิน และนั่นช่วยให้พวกเราสามารถส่งข้อมูลที่แนวหน้ากลับไปที่เมืองหลวงหาองค์ราชินีได้แบบวินาทีต่อวินาที

    ด้วยข้อมูลที่เชื่อมต่อถึงกัน จึงทำให้พวกเราไม่จำเป็นต้องเสียเวลาส่งอาวุธไปกลับอีกต่อไป และรวมไปถึงสามารถขยายความเป็นไปได้ในการทำงานหลาย ๆ อย่างอีกด้วย

    “ยิง! ”

    ผมดึงสติกลับมาสู่ปัจจุบันแล้วสังการโจมตีออกไป

    ที่น่านฟ้านั้น มียานบินสอดแนวของพวกจอมมารกำลังบินอยู่

    กระสุนต่อต้านอากาศได้ถูกลั่นขึ้นฟ้า และสอยเจ้ามารร้ายตัวนั้นจนร่วงลงมากองที่พื้น

    สวยงามมาก

    นี่เป็นตัวที่ยี่สิบแล้วที่พวกมันส่งมาสอดแนมพวกเรา แต่ทางผมเองก็ยินดีที่จะให้มันมาสอดแนม เพราะถือว่าเป็นการฝึกใช้อาวุธของทางนี้ในเวลาเดียวกันไปเลย

    ยังไงพวกมันก็คงรู้แล้วว่าพวกเราใช้อาวุธของพวกมันได้ มันไม่มีความจำเป็นต้องปกปิดต่อไปอีกแล้ว

    “เฝ้าระวังต่อไป พวกมันอาจจะมาอีก”

    ผมออกคำสั่งด้วยน้ำเสียงที่เด็ดขาด ก่อนจะเดินลงจากซากกำแพงเมือง

    พื้นที่ส่วนใหญ่ของเมืองจอมมารได้ถูกเปลี่ยนเป็นฐานที่มั่นของพวกเราไปแล้ว

    กองกำลังเก้าแสนนายที่พร้อมจะทำศึกชี้ชะตาได้มารวมพลกันอยู่ที่นี่

    ไม่จำเป็นต้องห่วงเมืองหลวง เพราะว่าไม่มีใครทราบว่ามันซ่อนตัวอยู่ที่ใต้ดิน

    แถมพวกเรายังมีคริสตัลปลอมที่ทุ่มทุนสร้าง เอาออกมาวางโชว์เด่นอยู่ที่ฐานแห่งนี้อีกด้วย

    “ทาสีชุดเสร็จหรือยัง? ”

    “พรุ่งนี้ก็เสร็จแล้วครับ”

    ผมส่งคลื่นสมองไปถามหน่วยทหารช่างที่กำลังทาสีชุดเกราะรุ่นล่าสุด

    ถึงชุดเกราะทุกตัวจะสร้างมาเป็นสีขาว แต่สุดท้ายทุกคนก็เรียกร้องให้ทาสีชุดแบ่งตามหน่วยสังกัดตามราชินีเหมือนเดิมนั่นละ

    ผมเองก็อยากจะสวมเกราะสีดำที่สื่อถึงองค์ราชินีเฟตเหมือนกัน

    “อาวุธจากเรือรบขนลงมากันแล้วสินะ”

    “ครับท่านผู้กล้าสเลบ! ”

    ที่ตรงสุดปลายตาของฐานทัพ ตรงริมชายทะเลที่เห็นกำแพงสีดำอันเป็นจุดจบของโลกคลืบคลานเข้ามาตรงหน้านั้น มีมดทาสจำนวนมากกำลังขนอาวุธขนาดยักษ์ลงมาจากเรือกันอยู่

    มันคืออาวุธที่มีท่อโลหะขนาดใหญ่ยาว มีอำนาจการยิงและพลังสังหารที่รุนแรง

    เนื่องจากพวกมันเป็นอาวุธบนเรือที่ดูแล้วไม่น่าจะได้ใช้งานอีก พวกเราจึงตัดสินใจถอดมันลงจากบนเรือแล้วขนมันมาบนบกเพื่อติดตั้งลงบนรถรางแทน

    “จงถูกอาวุธของตัวเองทำลายล้างเสียเถอะพวกจอมมาร”

    ผมพึมพำเบา ๆ ออกมาเช่นนั้น

    พวกเผ่าจอมมารมันใช้ระบบรางคู่ในการขนส่งเหมือนกับอารยธรรมของพวกเรา

    ที่แตกต่างคือของเผ่าจอมมารสร้างได้เนียบกว่ามาก

    ผมทอดสายตาไปทางเหนือของเมืองที่พวกเรายึดมาได้

    รางคู่ที่ทอดยาวไกลออกไปจากเมืองนี้ คงมีปลายทางเป็นเมืองหลวงของพวกเผ่าจอมมารอยู่แล้ว

    “อีกไม่กี่วันคงได้เริ่มสงครามอีกครั้ง”

    ความมืดที่เป็นจุดสิ้นสุดของโลกกำลังคืบคลานเข้าสู่ทวีป และเริ่มเข้าประชิดแผ่นดินจนสามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่าแล้ว

    เวลาเหลืออีกไม่มาก พวกเราต้องรีบทำลายคริสตัลแห่งชีวิตเพื่อยุติเกมส์สงครามอันบ้าบอนี้ให้ได้

    “อืม… แต่ว่าจะใช้แผนไหนบุกดีนะ? ”

    ผมไม่คิดว่าแผนโจมตีฉับพลันจากใต้ดินจะใช้ได้อีกครั้ง และไม่คิดว่าพวกจอมมารจะจัดการได้ง่ายเหมือนที่พวกเราทำลายเมืองนี้ทิ้งไป

    ที่เมืองหลวงของพวกมันต้องมีสิ่งเลวร้ายกว่ารอคอยอยู่แน่นอน

    แต่คราวนี้ผมจะไม่แพ้

    พวกเรามีเทคโนโลยีเดียวกับมัน มีอารยธรรมที่เท่าเทียมในจุดเดียวกับเผ่าจอมมารแล้ว

    คราวนี้จะเป็นชัยชนะของพวกเราอย่างแน่นอน!

    ผมสาบานเช่นนั้นกับตัวเอง พร้อมกับทอดสายตาออกไปในทิศเหนือที่เป็นเป้าหมายต่อไปของพวกเรา

    คล้ายกับเรื่องAge of war ที่คุณอ่าน