จอมราชันสุวรรณภูมิ ตอน กำเนิดพระเจ้าอู่ทอง (จบแล้ว)

    ตอนที่ 34 ลอบสังหาร รองแม่ทัพ

    “ นายสิบคม ได้คนเพิ่มแล้วหรือ” ทหารแผนกเสบียง คนหนึ่งเอ่ยถาม

    “ ใช่มันเป็นหลานชายข้าอง มันยังเด็กนัก แต่ทำยังไงได้ หากไม่เอาคนมาเพิ่มนายร้อยทิน ยุบหน่วยของข้าแน่” อาคมตอบกลับอย่างคนคุ้นเคยกัน

    “ นายสิบคมต้องระวัง นายสิบเมฆ ด้วยนะ ข้าได้ข่าวว่าเขาป่าวประกาศว่า จะยุบหน่วยท่าน พวกท่านไปมีเรื่องกับนายสิบเมฆได้อย่างไร พวกเขามีนายร้อยทินหนุนหลังอยู่ “ ทหารแผนกเสบียงคนนี้คงสนิทกัน ถึงได้เล่าเรื่องแบบนี้ให้นายสิบคมได้ฟัง

    “ เฮ้อ ข้าไม่ได้อยากมีเรื่องกับมันอยู่แล้ว พวกมันต่างหากที่เป็นฝ่ายมาหาเรื่องกับข้า” หัวหน้าคมกล่าวด้วยความหวั่นใจ จากนั้นก็พาอาอู่มาที่พักทหาร ซึ่งที่พักของหัวหน้าคมอยู่ห่างไกลกว่าคนอื่นพอสมควร

    “ อู่น้อย เจ้าไปไหนมาไหนในค่ายทหารเจ้าต้องระวัง อย่าไปมีเรื่องกับใครโดยเฉพาะเจ้านายสิบเมฆ เจอหน้ามันต้องหนีไปในทันที ไอ้นี่มันบ้า”นายสิบคมเอ่ยเตือน อาอู่พยักหน้า แล้วอาอู่ก็รู้ว่าอีกสามวันจะต้องออกเดินทางไปเมืองหลวงเพื่อร่วมมือกันโจมตี

    “ พี่คม พวกเราไปโจมตีเมืองหลวงของพวกเราเองทำไมหรือ” บุญสมหนึ่งในหน่วยถามหัวหน้าคม ด้วยความสงสัย

    “ เห็นเขาว่า รัชทายาทที่หายไป พอกลับมาก็เข่นฆ่าผู้คนในเมืองหลวงไปหลายร้อยคน รวมทั้งตัดหัวของลูกชายแม่ทัพใหญ่ต่อหน้า ราชาเมืองศรีวิชัย ซึ่งเวลานี้ได้ถูกอาคมของรัชทายาทเอาไว้ ท่านแม่ทัพใหญ่เลยรวบรวมไพร่พล จะไปปราบรัชทายาทเพื่อช่วย ราชา” อาอู่ได้ฟังหัวหน้าคมถึงกับสะดุ้งเลย ไม่คิดเลยว่าแม่ทัพใหญ่จะใส่ร้ายตนถึงขนาดนี้

    “ แล้วทำไมต้องให้ข้าศึกศัตรู เข้ามาในเมืองของเราด้วย” บุญสมยังสงสัยอีก

    “ พวกนั้นแค่จะมาช่วย หากให้รัชทายาทครองบัลลังก์ดินแดนแถบนี้ต้องลุกเป็นไฟแน่ ดังนั้นจึงมารวมตัวกัน เพื่อกำจัดปีศาจรัชทายาทคนนี้” พี่คมพูดออกมาอย่างเชื่อสนิทใจ ทำเอาอาอู่กลืนน้ำลายไม่ลงเลยทีเดียว ตอนนี้ข้ากลายเป็นปีศาจรัชทายาทไปแล้ว คืนนี้ข้าจะเป็นยิ่งกว่าปีศาจเสียอีกคอยดูแล้วกัน เย็นนี้กลุ่มของอาอู่ไม่ได้เข้าไปกินร่วมกันทหารกลุ่มอื่นที่เข้าคิวรอตักอาหารกัน

    เพราะว่าวันนี้พวกเขาได้หมูป่ามาหลายตัวหลังส่งให้ฝ่ายเสบียงแล้วที่เหลือพวกเขาทั้ง 8 คนก็มานั่งย่างหมูป่ากินกัน กลิ่นหอมยวนใจลอยไปทั่วทั้งค่าย จนกระทั่งมีกลุ่มคนเดินมาหานับได้เกือบ ยี่สิบคน

    “ นายสิบคม พวกเจ้าได้เสบียงมาแล้วแอบเอามาทำกินกันเอง โดยไม่ส่งให้กับเจ้าหน้าที่เสบียง รู้ไหมว่าเป็นความผิดของกองทัพ ต้องได้รับโทษโบยคนละ 20 ที” นายสิบเมฆประกาศความผิดของหัวหน้าคมเฉยเลย

    “ นายสิบเมฆ ท่านไปตรวจสอบกับที่กองเสบียงได้เลย นี่มันเป็นส่วนเกินที่พวกเราได้ไม่เกียวกัน ท่านอย่ามาให้ร้ายพวกข้า” หัวหน้าคมเอ่ยแย้งไปทันที

    “ เรื่องนี้มันเป็นเรื่องที่ข้าต้องตรวจสอบอยู่แล้ว ตอนนี้พวกเรายึดหลักฐานทั้งหมดไป แล้วค่อยไปตรวจสอบ หากผิดจริงพวกเจ้าไม่รอดแน่” จากนั้นหัวหน้าเมฆก็ให้คนมาแบกหมูป่าที่ย่างกำลังจะได้กินอยู่แล้ว เอาไปจนหมด ทำให้ทั้ง 8 คนได้แต่นั่งมองตากันทำอะไรไม่ถูก อาอู่ลุกขึ้นทันที แต่โดนหัวหน้าคมดึงแขนเอาไว้

    “ ปล่อยมันไปเถอะ เดี๋ยวพวกเราไปเข้าแถว กินข้าวที่ฝ่ายเสบียงจัดไว้ก็ได้ พวกมันมีเยอะกว่าอย่าไปเสี่ยงเลย” แต่อาอู่ไม่สนใจเข้าหยิบธนูแล้วหักหัวลูกศรทิ้งไปเกือบ 20 ดอก แล้วเริ่มยิงเข้าใส่คนของหัวหน้าเมฆที่กำลังแบกหมูย่างกลับไป

    ฟิ้ว ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ อาอู่ยิ่งธนูออกไปครั้งละ 3 ดอกโดนหน้าอก และลำตัวรวมทั้ง หัวหน้าเมฆ ต่างก็จุกจนลุกไม่ขึ้น แล้วอาอู่ก็เดินไปแบกหมูกลับมาโดยไม่พูดอะไร แล้วนำมาย่างไฟใหม่อีกครั้ง สร้างความตกใจให้กับหัวหน้าคมเป็นอย่างยิ่งที่มองเห็นคนทั้งยี่สิบถูกธนูลงไปนอนครวญคราง กับพื้น

    “ มากินอาหารกันต่อเถอะ พวกมันถึงลุกขึ้นได้คงต้องช้ำในนอกพักอีกหลายวันกว่าจะหาย พวกท่านไม่ต้องกลัวพวกมันอีกแล้ว” อาอู่กล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยโดยไม่ได้สนใจคนรอบข้างที่เข้ามามองที่อาอู่แต่เพียงผู้เดียว

    “ นี่ถ้าหากว่ามันไปฟ้องนายร้อยทิน เจ้าเดือดร้อนแน่อาอู่ “ สมบุญกล่าวด้วยความห่วงใย ถึงจะห่วงแต่ก็หิวทุกคนเลยจัดการเจ้าหมูป่าตัวนี้จนเกือบหมดตัว

    จากนั้นไม่นานก็มีทหารมาที่นี่นับร้อยคนจริงอย่างที่สมบุญว่าไว้จริงๆ โดยมีนายร้อยทินเดินนำหน้ามา

    “ คนไหนที่บังอาจทำร้ายคนในค่ายทหารด้วยกัน ออกมา” เสียงหัวหน้าทินเสียงดังก้องไปทั่วค่าย

    อาอู่ค่อยเดินออกมา มีทหารเข้ามาจับแขนของอู่ทั้งสองข้าง นายร้อยทินเดินเข้ามาไม่พูดอะไร ใช้หมัดเข้าชกที่ท้องของอาอู่ดังตุบ อาอู่อาเจียนเอาหมูย่างที่กินไปพุ่งพรวดไปที่หน้าของนายร้อยทิน จนเลอะเทอะไปจนหมด ส่วนอาอู่ที่ยังเป็นเด็กแค่ 14 ปี ก็ค่อยๆร่วงลงไปสลบไปที่พื้น

    “ ไอ้บ้าเอ้ย ดันมาอ๊วกใส่ข้า เลอะเทอะไปหมด ลากมันไปขัง พรุ่งนี้ค่อยลงโทษมันต่อ” นายร้อยทินสั่งไปเสร็จก็รีบไปอาบน้ำทันที ส่วนอาอู่ก็ถูกลากตัวไปทั้งที่สลบแล้วนำไปไว้ในคุกทหาร ที่สร้างเป็นกรงไม้ชั่วคราว โดยทั้งกรงขังมีแค่อาอู่เพียงคนเดียว โดยมีคนเฝ้าเพียง 2 คน กลางดึกคืนนั้นอาอู่ลืมตาขึ้นมา แล้วเป่ามนต์สะเดาะกุญแจห้องขัง แล้วเป่ามนต์หลับไหลใส่ทหารเฝ้ากรงขังทั้งสองคน

    จากนั้นอาอู่ก็พุ่งตัวไปในความมืด มุ่งหน้าเข้าสู่ค่ายใหญ่ของเมืองศรีวิชัย มองหาที่พักของรองแม่ทัพพาที แล้วใช้ความเร็วพุ่งเข้าไปตัดหัวแม่ทัพพาทีขาดออกจากกัน แล้วนำหัวออกไป แล้วก็พุ่งตัวเข้าไปที่ค่ายใหญ่ของเมืองราชบุรีที่อยู่ฝั่งตรงข้ามกัน แล้วก็เสกมนต์คุ้มกายล่องหนเข้าไปหาห้องรองแม่ทัพที่ 1 ของราชบุรี พอพบ ก็ตัดหัวรองแม่ทัพอย่างเงียบเชียบ จากนั้นก็นำหัวไปเช่นกัน

    จากนั้นก็กลับไปอยู่ในห้องขังเช่นเดิม แล้วก็คลายมนต์ให้ทหารยามทั้งสองให้ตื่นขึ้นมา รุ่งเช้าเสียงม้า เสียงกลองดังกันอึกทึก มีนายทหารวิ่งไปวิ่งมากันวุ่นไปทั้งกองทัพ ต่างเรียกค้นทหารทุกคนที่อยู่ในค่าย ตรวจตราทุกคน

    “ ท่านนายพัน ในค่ายของข้าไม่มีใครน่าสงสัยหรอกขอรับ” นายร้อยทินรายงานต่อนายพันที่เดินตรวจสอบทหารทั้งของนายร้อยทินทั้งหมด

    “ มีเท่านี้หรือ” นายพันหันไปถามนายร้อยทิน

    “ ขอรับ ข้าสั่งให้พวกมัน มารายงานกับครบหมดแล้ว อ้อ มีอีกคนหนึ่ง มันถูกข้าซ้อมจนสลบ แล้วยังถูกคุมขังเอาไว้ ไม่น่าจะใช่คนที่ท่านตามหาหรอก”

    “ นำตัวมันมา” จากนั้นอาอู่ก็ถูกล่ามโซ่แล้วลากตัวมาให้นายพันผู้นี้ได้เห็น พอเห็นแล้วว่ายังเด็กนัก แถมยังถูกล่ามโซ่ไว้อย่างแน่นหนา นายพันก็โบกมือแล้วให้ออกไปซะ

    “ พุ่งนี้จะเดินทัพแล้ว ท่านรองแม่ทัพพาที ดันมาถูกลอบสังหารอีก” นายพันบ่นด้วยความไม่สบายใจ จากนั้นก็มีเสียงเอะอะโวยวานมาจากกองทัยของเมืองราชบุรีได้ความว่ารองแม่ทัพของราชบุรีล้วนถูกสังหารเช่นกัน คราวนี้แม่ทัพทั้งสองต่างก็ประชุมกันเครียด ส่วนอาอู่ได้ถูกปล่อยตัวเพราะขณะนี้ต้องการกำลังคนเลยถูกปล่อยตัวเพราะแค่ข้อหาทะเลาะกันเล็กน้อย เลยไม่ไดถูกลงโทษอะไร เพราะตอนนี้เรื่องใหญ่คือ ตามหามือสังหาร ตั้งแต่นายร้อยขึ้นไปล้วนถูกเรียกประชุมทุกคน

    “ ท่านอาจารย์ขาวเราจะทำอย่างไร ถึงจะหาคนร้ายคนนี้ได้ นี่มันฆ่ากำลังสำคัญของเราไป ในค่ายของเรา พรุ่งนี้ต้องเดินทัพแล้วยังไงต้องหาเจอให้ได้

    ไม่เช่นนั้นทหารของเราเสียขวัญจนหมดแน่ แล้วตอนนี้ทัพของรองแม่ทัพทั้งสองน่าจะเข้าใกล้เมืองหลวงแล้ว ถ้าพวกเราไปช้าจะเสียการณ์ใหญ่ได้” แม่ทัพใหญ่ห่วงสถานการณ์ใหญ่

    “ ถ้าเช่นนั้นเป้าหมายของมันต่อไปจะเป็นใคร ถ้าไม่ใช้ข้า กับ ท่านลุง” องค์ชายสันติรีบเอ่ยขึ้นทันที

    “ ท่านทั้งสองคนไม่ต้องกลัวไป ยันต์ที่ข้าให้ไว้ หากมีเรื่องอะไร ท่านก็ใช้ยันต์ที่ให้ไปช่วยเหลือ ไม่มีใครทำอะไรพวกท่านง่ายๆ หรอก คืนนี้ข้าจะปล่อยผีโหงพรายออกมา 10 ตัว ให้มันคอยเฝ้าระวังให้ พวกท่านสบายใจได้” อาจารย์ขาวเอ่ยด้วยความมั่นใจ

    “ อู่น้อย เจ้าเป็นไงบ้าง ข้าไม่น่าชวนเจ้ามาเลย คนพวกนี้ช่างใจร้ายนักไม่ทันได้สอบถามความก็จับเจ้าไปแล้ว” หัวหน้าคมเอ่ยด้วยความคับแค้น

    “ หัวหน้าคง ข้ารู้มาว่า กองทัพนี้เคลื่อนกำลังโดยไม่มีป้ายคำสั่งทหารของราชาไชยแสน และยังสมคบกับเมืองศัตรูปล่อยให้เข้ามาในดินแดนของเมืองศรีวิชัยทั้งราชาไชยแสนกับรัชทายาท ไม่ได้เป็นอย่างที่พวกเขากล่าวหา เท่ากับว่ากองทัพนี้ล้วนเป็นขบถ ถ้าหากพวกท่านเดินหน้าต่อไป อาจกลายเป็นขบถเหมือนพวกเขา ข้าแนะนำให้พวกท่านออกไปจากกองทัพนี้ จะดีกว่า” อาอู่กล่าวเตือน

    “ เจ้าเอาอะไรมาพูด กองทัพแม่ทัพใหญ่จะเป็นขบถได้อย่างไร” สมบุญยังไม่อยากเชื่อ ทุกคนก็พยักหน้าเช่นกัน

    “ นั่นซิอู่น้อย หากว่าเราหนีทัพ พวกเราก็ต้องถูกอาญาทัพตัดหัวอยู่ดี ไม่ว่าจะขบถหรือไม่ พวกเราไปก็ตาย หนีก็ตาย” หัวหน้าคมเอ่ยอย่างอึดอัดใจ

    “ พรุ่งนี้เดินทางไปที่เมืองหลวง พอสมทบกับอีกสองทัพ ท่านแจ้งชื่อของข้าไปพวกเขาจะต้อนรับพวกท่านเข้าร่วมกองทัพเอง” อาอู่บอกตามจริง

    “ บอกชื่อเจ้าไปนี่นะ แล้วเจ้าเป็นใครทำไมทั้งสองทัพถึงได้เชื่อฟังเจ้า” บุญสมเอ่ยด้วยความสงสัย

    “ ข้าคือรัชทายาทแห่งเมืองศรีวิชัย พอจะทำให้พวกท่านมั่นใจบ้างไหม”จากนั้นก็เอาป้ายคำสั่งราชาออกมาให้พวกเขาดู ทั้งหมดไม่เคยเห็นป้ายตราคำสั่ง แต่ว่าพออาอู่บอกว่าเป็นใครทั้งหมด ถึงกับอึ้ง ไม่กล้าเอ่ยอะไรออกมาทั้งสิ้น

    “ รองแม่ทัพทั้งสาม คาวี พนา และพาที ล้วนถูกข้าสังหารจนหมดแล้ว ดังนั้นอีกสองกองทัพที่รออยู่ที่เมืองหลวงนั้น เป็นกับดัก รอแค่ทัพของแม่ทัพใหญ่เข้าไปหาเท่านั้น หลังจากนั้นก็จะถูกล้อมกรอบ เหมือนแมงเม่าบินเข้ากองไฟ ถึงตอนนี้พวกท่านพอจะมั่นใจบ้างหรือยัง” อาอู่หันมามองด้วยความสงสัยทำไมพวกเขาถึงยังไม่เชื่อกันอีก

    “ เจ้า เนี่ยนะ เป็นรัชทายาทแห่งศรีวิชัย “ บุญสมเอ่ยขึ้นแบบไม่อยากเชื่อ

    “ เจ้าแค่เอาป้ายอะไรมาให้เราดูกันแล้วบอกว่าเป็นรัชทายาทเนี่ยนะ” หัวหน้าคมไม่อยากเชื่อเช่นกัน เฮ้อ อาอู่ได้แต่ถอนหายใจ แล้วหยิบหัวรองแม่ทัพทั้งสามออกมาให้พวกเขาได้ดูกัน ตึง บุญสม ถึงกับสลบไปเลยคนแรก ส่วนที่เหลือก็คุกเข่าสั่น ทำอะไรไม่ถูก

    “ ท่าน ท่านคือ รัชทายาทจริงๆ หรือนี่ “ หัวหน้าคมยังพอมีสติอยู่บ้างค่อยเอ่ยคำถามอีกครั้ง

    “ ข้าจะโกหกพวกเจ้าไปทำไม ข้าเห็นว่าพวกเจ้าดีต่อข้า แล้วไม่ได้รู้เรื่องอะไรกับแม่ทัพใหญ่ ก็เลยแค่คิดจะช่วยเจ้าเท่านั้น เพราะว่าคืนนี้ข้าจะไปแล้ว แล้วอีกสองวันกองทัพนี้ก็คงไปถึงวังหลวง ข้าบอกพวกเจ้าไว้เลย หากมันไม่ยอมจำนนข้าคงต้องกวาดล้างกองทัพนี้ทั้งหมด ทำตามที่ข้าบอกหนีไป หรือ ไปเข้ากับอีกสองกองทัพ นี่คือทางเลือกของพวกเจ้า” อาอู่ให้ทางเลือก

    “ แล้วถ้าหากว่าข้าขอนำญาต ที่อยู่อีกกองร้อยหนึ่ง ไปเข้าร่วมกับท่านจะได้หรือไม่”หัวหน้าคมมีญาตอยู่ก็ไม่อยากให้พวกเขาต้องมาตายเช่นกัน

    “ ก็ได้แต่ห้ามเคลื่อนไหวตอนนี้ ต้องรอให้ไปรวมเป็นค่ายเดียวกันก่อน แล้วพวกเจ้าก็ไปหารองแม่ทัพอ้างชื่ออู่น้อยนี่แหละ พวกเขาจะรับพวกเจ้าไว้ในสังกัดทันที” อาอู่บอกพวกเขาแล้วก็เตรียมตัวจากไปทันที

     

    คล้ายกับเรื่องจอมราชันสุวรรณภูมิ ตอน กำเนิดพระเจ้าอู่ทอง (จบแล้ว) ที่คุณอ่าน