ทะลุมิติไปเป็นพระชายาแพทย์ผู้มากพรสวรรค์ [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 7 ตอนที่ 195 หุบปาก เป็นเช่นนี้หลายครั้งแล้วนะ

            เรื่องที่ไม่คาดคิด? เหตุบังเอิญเช่นนี้จะเกิดขึ้นได้อย่างไร?

            หากพูดให้น่าฟังก็คือมันเป็นเรื่องที่ไม่คาดคิดมาก่อนหากพูดแบบไม่น่าฟังก็คือ เห็นได้ชัดเจนว่ามีคนจงใจทำมัน!

            ยามที่ได้ยินข่าวนี้ มู่จื่อหลิงอดไม่ได้ที่จะคิดว่ามันตลก

            นางสงสัยและกังวลเกี่ยวกับเรื่องนี้อยู่นานแต่มันกลับกลายเป็นเช่นนี้ไปเสียแล้ว

            นางเพิ่งกล่าวไปว่าเกิดเรื่องใหญ่ขึ้นเช่นนี้ ไทเฮาเฒ่าจะสงบลงได้อย่างไร

            ปรากฏว่าในด้านของไทเฮาไม่ใช่ว่าไม่มีการเคลื่อนไหวแต่การเคลื่อนไหวของไทเฮาทั้งหมดล้วนถูกขัดขวางไว้ด้วย ‘อุบัติเหตุ’ ที่อยู่เหนือความคาดหมายบางอย่างระหว่างการดำเนินการ

            ไม่รู้ว่าหัวใจดวงเดิมที่ค่อนข้างชราของไทเฮาเฒ่าจะทนต่อสถานการณ์ที่ถูกขัดขวางหลายครั้งโดยไม่ได้ตั้งใจเช่นนี้ได้หรือไม่? มู่จื่อหลิงคิดอย่างมีความสุข

            มู่จื่อหลิงเดินไปที่ศาลาเล็กๆนอกสวนสมุนไพร นั่งสบายๆ บนเก้าอี้หิน รินชาหอมให้กับตัวเองแล้วจิบอย่างสบายอารมณ์

            นางวางถ้วยชาลงเหลือบมองดูกุ่ยเม่ยที่ติดตามมาด้วย แล้วแตะคางของตนอย่างครุ่นคิด

            หลังจากนั้นครึ่งชั่วยามมู่จื่อหลิงจึงลดเสียงลงและถามอย่างลึกลับ “กุ่ยเม่ยอุบัติเหตุเหล่านั้นเกิดจากนายของเจ้าหรือเปล่า?”

            “ข้าน้อยไม่ทราบ”กุ่ยเม่ยตอบออกมาสี่คำด้วยท่าทางเฉยเมย

            ยังบอกว่าไม่ทราบอีกหรือ? มู่จื่อหลิงกลอกตาอย่างรุนแรงในใจของตน

            นอกจากหลงเซี่ยวอวี่แล้วจะยังมีใครอื่นได้อีก ชายผู้นั้นต้องเป็นผู้ลงมือเป็นแน่

            แต่...มู่จื่อหลิงทำเพียงเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยและถามด้วยรอยยิ้มที่ไม่ใช่รอยยิ้มว่า “พูดความจริงมา อุบัติเหตุเหล่านั้นเจ้าเป็นผู้สร้างมันขึ้นมาทั้งหมดไม่ใช่หรือ?”

            นางอยู่ในจวนฉีอ๋องมานานถึงเพียงนี้แล้วนางย่อมมีความเข้าใจไม่มากก็น้อย แม้ว่ากุ่ยเม่ยกับกุ่ยหยิ่งทั้งสองจะมีนิสัยใจคอเหมือนกันเป็นไม้เนื้อแข็งสองท่อนที่ไม่อาจขยับได้เพียงการทุบตี [1]

            แต่ถ้าเป็นเรื่องของสมองสมองของกุ่ยเม่ยผู้นี้น่ากลัวกว่าด้วยเขาค่อนข้างมีความคิดที่พลิกแพลงไปมาได้มากจึงมีความคิดที่คาดไม่ถึงมากมาย สามารถทำให้เกิดเหตุที่น่าประหลาดใจได้ไม่รู้จบจึงคิดได้เพียงว่าเรื่องเหล่านี้กุ่ยเม่ยคงเป็นผู้ลงมือ

            กล่าวได้ว่ามู่จื่อหลิงพูดได้ตรงประเด็นมาก

            บัดนี้สีหน้าของกุ่ยเม่ยยังคงแข็งเป็นไม้ไม่เปลี่ยนแปลงทั้งดูเคร่งขรึมและน่าเกรงขาม แต่หากมองดีๆ มุมปากของเขากระตุกน้อยๆจนแทบมองไม่เห็น

            กล่าวตามตรงมันเป็นเช่นนั้นจริงๆ กุ่ยเม่ยตอบเงียบๆ ในใจของตน

            สิ่งเหล่านี้คือความตั้งใจของนายของพวกเขาอย่างแท้จริงและอุบัติเหตุเหล่านั้นเกิดขึ้นจากเขาจริงๆมีวัตถุประสงค์เพื่อป้องกันไม่ให้รับสั่งของไทเฮาเดินทางมาถึงจวนฉีอ๋อง

            กุ่ยเม่ยนึกไม่ถึงจริงๆว่านายหญิงผู้นี้ไม่ใช่ตะเกียงประหยัดน้ำมัน! แต่เช่นนี้ก็ดีเหมือนกัน

            แต่ถึงแม้มู่จื่อหลิงจะคาดเดาได้กุ่ยเม่ยก็ไม่กล้าพูดตรงๆ ในยามนี้!

            คราวนี้ไม่ว่านางจะว่าอย่างไรปากกุ่ยเม่ยก็ยังปิดแน่น เขาไม่กล้าพูดออกมาอีก

            สำหรับคำสั่งของหลงเซี่ยวอวี่ในฐานะผู้ใต้บังคับบัญชา พวกเขาคุ้นเคยกับการเชื่อฟังมานานแล้ว

            สิ่งที่หลงเซี่ยวอวี่สั่งไว้พวกเขาไม่เคยพูดมันออกมาแม้เพียงครึ่งคำแม้ในยามนี้จะกำลังเผชิญหน้ากับมู่จื่อหลิงอยู่ก็ตาม

            แต่...ดูเหมือนว่ามู่จื่อหลิงจะไม่ยอมปล่อยเขาไป

            เห็นเพียงนางที่เหลือบมองมาทางกุ่ยเม่ยอย่างสบายๆก่อนจะพูดเน้นทีละคำ “กุ่ยเม่ย การแสดงออกเช่นนี้ของเจ้า นับเป็นการขายตนเองแล้วเจ้ากำลังหลอกลวงเปิ่นหวางเฟย”

            เมื่อได้ยินคำพูดนั้นกุ่ยเม่ยผู้ที่สามารถสำรวมกิริยาและไร้รอยยิ้มอยู่เสมอ เกือบจะเก็บอาการไว้ไม่อยู่ดังนั้นเขาจึงรีบก้มหน้าลง “ข้าน้อยไม่กล้า”

            กุ่ยเม่ยแอบคร่ำครวญอยู่ในใจว่านายหญิงผู้นี้มองผู้คนด้วยสายตาเช่นเดียวกันกับนายท่านของพวกเขาซึ่งมันช่วยไม่ได้ที่ทำให้เขารู้สึกเกรงขามจากก้นบึ้งของหัวใจ

            นอกจากคำว่าไม่รู้และไม่กล้าแล้วไม่มีอะไรจะพูดแล้วหรือ? มู่จื่อหลิงเกือบจะตำหนิออกไปแล้ว

            เมื่อเห็นว่าปากของกุ่ยเม่ยยังคงเม้มอยู่อย่างนั้นมู่จื่อหลิงก็รู้ว่านางเดาได้ถูกต้องกว่าแปดถึงเก้าในสิบส่วน [2] ว่ากุ่ยเม่ยเป็นคนทำจริงๆ

            กล่าวได้ว่า เรื่องนี้...เป็นผลงานที่ยอดเยี่ยมมาก!

            เนื่องจากเจ้าท่อนไม้ผู้นี้ไม่พูดอะไรนางจึงไม่ถามต่อ อย่างไรมู่จื่อหลิงก็เข้าใจเรื่องนี้แล้ว

            ผู้ใต้บังคับบัญชาที่กล้าหาญและภักดีเช่นกุ่ยหยิ่งกับกุ่ยเม่ยแม้ว่าพวกเขาจะถูกแงะปากออก พวกเขาก็จะไม่พูดอะไรมากไปกว่านี้ใช่หรือไม่?

            กล่าวได้ว่าในยามนั้นกุ่ยเม่ยไม่เข้าใจว่าเหตุใดหลงเซี่ยวอวี่ถึงส่งคนไปสร้างอุบัติเหตุบางอย่างโดยไม่มีเหตุผลเพื่อสกัดกั้นรับสั่งของไทเฮาให้หยุดอยู่เพียงครึ่งทาง

            จนกระทั่งมู่จื่อหลิงขอให้เขาไปเยือนวังหลวงเพื่อตรวจสอบสถานการณ์กุ่ยเม่ยถึงได้เข้าใจว่านายของพวกเขาทำเช่นนี้เพื่อช่วยแก้ปัญหาให้กับนายหญิง

            สำหรับอุบัติเหตุต่างๆที่เกิดขึ้นกับผู้ที่รับคำสั่งมานั้นแม้ว่ายามนี้ไทเฮาจะเข้าใจแล้วว่าผู้ใดเป็นคนทำแต่นางก็ทำได้เพียงจ้องมองด้วยความโกรธโดยไม่อาจกล่าวสิ่งใดได้

            ต้องรู้ว่าฉีอ๋องไม่ใช่คนธรรมดา ไม่อาจทำเพียงแค่กล่าวหาตามใจชอบและไม่อาจเรียกไปรับโทษโดยไม่มีหลักฐานได้

            หากไทเฮาต้องการกล่าวโทษฉีอ๋องพระนางจะต้องกราบทูลฮ่องเต้ก่อน ทั้งยังต้องค้นหาหลักฐานที่แท้จริงแต่สิ่งที่น่ารำคาญที่สุดสำหรับไทเฮาก็คือไม่พบหลักฐานแม้แต่น้อย

            เนื่องจากอุบัติเหตุเหล่านั้นดูเหมือนเป็นอุบัติเหตุอย่างแท้จริงไม่มีใครสามารถหาข้อบกพร่องใดๆ ได้

            แน่นอนว่าจุดประสงค์หลักคือการสกัดกั้นรับสั่งเรียกตัวของไทเฮาแต่จุดประสงค์ไม่ใช่เพียงแค่นั้น เนื่องจากพระนางเป็นไทเฮาในยามปกติย่อมเป็นธรรมดาที่ไทเฮาจะต้องเสียสละเพื่อประโยชน์ของส่วนรวมอย่างไม่เห็นแก่ตัว

            ดังนั้นสิ่งที่ไร้สาระที่สุดคือ...

            ไทเฮาผู้ซึ่งเป็นหญิงในวังที่ทรงกริ้วง่ายมากด้วยเหตุนี้ จึงต้องเคยส่งคนจำนวนมากเข้าไป ‘ช่วย’ งานราชสำนักในการปราบปรามผู้กระทำผิดอยู่บ่อยครั้งแต่ส่วนมากล้วนเป็นการส่งคนเข้ามาปราบปรามในรังโจรไม่ใช่กลุ่มโจรที่ออกปล้นสะดมชาวบ้าน

            รังโจรถูกไทเฮาปราบปรามไปมากมายแต่ท้ายที่สุดแล้ว สิ่งที่เกิดขึ้นกับองค์หญิงอันหย่าก็เกิดขึ้นจริงไทเฮาจะหยุดอยู่แค่นั้นได้อย่างไร?

            เนื่องจากไทเฮาไม่สามารถจัดการกับฉีอ๋องพระนางจึงคิดที่จะจัดการกับฉีหวางเฟยผู้ซึ่งไม่มีแรงแม้แต่จะมัดไก่ [3]

            ทุกคนรู้ดีว่าในอดีตฉีอ๋องเคยขัดคำสั่งของไทเฮาไม่ใช่ครั้งสองครั้ง แต่มันก็เป็นเพียงเรื่องของคำพูดด้วยเหตุด้วยผลที่มีการวางรากฐานมาอย่างดี ไทเฮาทรงกระอักจนไม่อาจทำสิ่งใดได้อีก

            แต่ยามนี้มันไม่ใช่เรื่องที่จะใช้เพียงคำพูดเพียงอย่างเดียวได้อีกนั่นเป็นเหตุผลที่ครั้งนี้ต้องใช้การกระทำที่ทำให้ลำบากขึ้นสักหน่อย

            ลืมเกี่ยวกับปัญหาไปได้เลยคราวนี้คำสั่งของไทเฮาถูกย้ำออกมาใหม่ซ้ำแล้วซ้ำเล่าทั้งยังไร้ความปรานีมากขึ้นเรื่อยๆ ทุกครั้งที่ไทเฮาทรงออกรับสั่งใหม่พระนางจะส่งคนมาคุ้มกันมากกว่าเดิมในทุกครั้ง

            แต่ไม่ว่าไทเฮาจะส่งคนไปกี่คนทุกอย่างจบลงอย่างน่าเศร้าในท้ายที่สุด

            ถึงแม้จะไม่มีการดักปล้นเมื่อมาถึงครึ่งทางก็ยังมี ‘ภัยธรรมชาติ’ อีกมาก!

            ภัยธรรมชาติคืออะไร? อย่างที่ชื่อบอกไว้มันเป็นภัยธรรมชาติที่เข้าหาผู้คนโดยไม่ทันตั้งตัว

            แน่นอนว่า ‘ภัยธรรมชาติ’ ที่มนุษย์สร้างขึ้นนั้นเลวร้ายยิ่งกว่า ด้วยไม่อาจหยุดยั้งมันได้ทั้งยังไม่อาจป้องกัน

            ดังนั้นไทเฮาผู้น่าขบขันรู้แต่เพียงว่าการจัดการกับฉีอ๋องนั้นเป็นเรื่องยากสำหรับพระนางแต่นางไม่รู้ว่ามันยากยิ่งกว่าที่นางคิดไว้!

            ไม่เพียงเท่านั้นหลงเซี่ยวอวี่ยังพิจารณาทุกอย่างจนจบเสมอดังนั้นเขาจึงสั่งให้กุ่ยเม่ยไปที่สวนจิ้งซินโดยเฉพาะ

            ไม่จำเป็นต้องพูด เพราะนั่นคือการให้ความมั่นใจแก่มู่เจิ้นกั๋วก่อนเพื่อระวังหญิงบ้าอย่างมู่อี๋เสวี่ยที่อาจจะพูดสิ่งใดที่ไม่เป็นความจริงและก่อให้เกิดปัญหาให้กับมู่จื่อหลิง

            แม้จะไม่รู้ว่าการที่มู่อี๋เสวี่ยถูกเขาทำให้ได้รับบาดเจ็บสาหัสมู่เจิ้นกั๋วจะสนใจมันหรือไม่แต่มันคงจะเป็นเรื่องโกหกที่จะพูดว่ามู่เจิ้นกั๋วไม่สนใจแม้แต่น้อย

            แต่แม้ว่ามู่เจิ้นกั๋วจะสนใจเรื่องนี้จนในที่สุด เขาก็มาตำหนิมู่จื่อหลิง มันก็จะเป็นเพียงเรื่องเล็กน้อยสำหรับมู่จื่อหลิงแต่สิ่งนี้เป็นสิ่งที่นางสามารถจัดการได้ด้วยคำพูดเพียงไม่กี่คำแต่หลงเซี่ยวอวี่ก็ยังคงทำเช่นนี้

            ในยามที่กุ่ยเม่ยได้เรียนรู้ว่า...ฉีอ๋องผู้เย็นชาไร้ความปรานีราวกับน้ำแข็งแท้ที่จริงแล้วยังมีวันที่ต้องเกรงใจและรักษาน้ำใจของผู้หญิงคนหนึ่ง

            นี่ช่างเป็นการค้นพบที่น่าตกใจยิ่งนัก! ใจของกุ่ยเม่ยมีความตกตะลึง

            แต่กลับไม่มีผู้ใดรู้ว่าเรื่องนี้เป็นไปตามความต้องการของฉีอ๋อง กล่าวคือเขาทนไม่ได้ที่จะปล่อยให้ผู้หญิงของเขาถูกคนอื่นใส่ร้ายและดูถูก

            ดังนั้นคนที่ทำเช่นนั้นจึงต้องจ่ายราคาแสนสาหัสด้วยความเจ็บปวดมู่อี๋เสวี่ยเป็นตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจน

            แม้ว่ามู่จื่อหลิงจะรู้อยู่แล้วว่าการขัดขวางกระแสรับสั่งของไทเฮานั้นเป็นการได้รับคำสั่งจากหลงเซี่ยวอวี่แต่ในขณะเดียวกัน มู่จื่อหลิงก็ยังไม่เข้าใจ

            แผนการของหลงเซี่ยวอวี่ทั้งเปิดเผยและอยู่เหนือความคาดหมายแม้ว่าจะเป็นการวางแผนมา แต่ก็ยังไม่เหลือช่องว่างใดๆ ให้ไทเฮาสามารถเลือกเด็ดหนามได้แต่หากไทเฮาทรงเสด็จไปเข้าเฝ้าฮ่องเต้เหวินอิ้น...

            หากฮ่องเต้เหวินอิ้นทรงออกพระราชโองการด้วยตนเองภายใต้พระราชโองการนี้ผลกระทบที่ทรงพลังของมันย่อมไม่อาจหาที่เปรียบได้อย่างแน่นอนหลงเซี่ยวอวี่ไม่กลัวว่าฮ่องเต้จะทรงลงโทษในความผิดฐานไม่เชื่อฟังเลยหรือ?

            จะว่าไปก็ใช่ฉีอ๋องจะทรงกลัวได้อย่างไร? เขาเคยกลัวผู้ใดด้วยหรือ? สำหรับหลงเซี่ยวอวี่ ยามนี้มู่จื่อหลิงเองก็เข้าใจแล้ว

            อย่างไรก็ตามนางก็ยังไม่เห็นฮ่องเต้เหวินอิ้นจะออกมา ‘ผดุงความยุติธรรม’ มานานแล้วเป็นไปได้ไหมว่าไทเฮาจะยังคงดิ้นรนด้วยพระองค์เอง ไม่คิดจะไปเข้าเฝ้าฮ่องเต้เลยหรือ?

            หากฮ่องเต้เหวินอิ้นทรงเข้ามาจัดการกับเรื่องนี้จริงๆเรื่องก็จะยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้น มู่จื่อหลิงอดไม่ได้ที่จะคิดอย่างรอบคอบ

            แต่มู่จื่อหลิงไม่รู้ว่าความรอบคอบของนางในยามนี้เป็นสิ่งที่ไม่จำเป็นอย่างยิ่ง

            เพราะในวันที่องค์หญิงอันหย่าล้มป่วยไทเฮาทรงออกคำสั่งมาถึงสองฉบับติดต่อกัน ทั้งยังดำเนินการไม่สำเร็จนางจึงโกรธเกินกว่าจะอยู่เฉยได้ทั้งยังรีบร้อนเสด็จไปเข้าเฝ้าฮ่องเต้เหวินอิ้นในทันที

            แต่...ก่อนที่ไทเฮาจะได้พบฮ่องเต้ดูเหมือนว่าฮ่องเต้เหวินอิ้นจะรู้ว่าไทเฮากำลังเสด็จมาหาพระองค์ทั้งยังรู้ว่านางต้องการทำอะไร

            ดังนั้นฮ่องเต้เหวินอิ้นจึงออกคำสั่งล่วงหน้าอย่างหนักแน่นว่าพระองค์ทรงวุ่นวายกับราชกิจและต้องการอยู่ตามลำพัง ใช้สิ่งนี้เป็นข้ออ้างเพื่อไม่ให้ผู้ใดสามารถขอเข้าเฝ้าได้

            ไทเฮาทรงไม่พอพระทัยหลังจากกลับไปได้ไม่นานพระนางก็เสด็จกลับมาอีกครั้งแต่พระนางก็ยังต้องทานน้ำแกงที่ด้านหลังประตูปิดตาย [4] เช่นเดิม

            อย่างไรก็ตามไทเฮาจะพอพระทัยที่ถูกกระทำเช่นนี้ได้อย่างไร

            ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมาไทเฮายังคงส่งคนไปจวนฉีอ๋อง และยังไปขอเข้าเฝ้าอยู่เช่นเดิม แต่ทุกครั้งนางก็ยังไม่ประสบความสำเร็จและถูกปฏิเสธกลับมา

            การถูกปฏิเสธเพียงครั้งหรือสองครั้งถือเป็นเรื่องปกติซึ่งมันเป็นการบ่งชี้ว่าฮ่องเต้เหวินอิ้นอาจจะกำลังยุ่งมากกับกิจการบ้านเมืองจริงๆ

            แต่สามหรือสี่ครั้ง...สิ่งนี้จะไม่ทำให้ไทเฮาผู้หยิ่งผยองรู้สึกอับอายได้อย่างไร? การทำเช่นนี้ ไทเฮาผู้สง่างามถูกวางฐานะไว้ที่ใดกันแน่?

            แม้ว่าจะมีการกล่าวกันว่าฮ่องเต้เหวินอิ้นทรงอยู่ในฐานะเจ้าแห่งแผ่นดินพระองค์ย่อมต้องสืบหาความจริงจากข้อเท็จจริงของสิ่งที่เกิดขึ้นนับประสาอะไรกับไทเฮา

            แต่ไทเฮาไม่เคยคาดคิดว่าในครั้งนี้ฮ่องเต้เหวินอิ้นจะทำตรงกันข้ามทั้งยังหลีกเลี่ยงนางหลายครั้งหลายครา

            สวรรค์รู้ดีว่าทุกครั้งที่ไทเฮาเสด็จไปเข้าเฝ้าฮ่องเต้เหวินอิ้นนางก็มักจะไปด้วยการเดินเชิดตรงและต้องกลับมาในสภาพนอนราบครั้งแล้วครั้งเล่า!

            การเดินเชิดตรงย่อมหมายความว่านางเดินได้เองส่วนสภาพนอนราบนั้นเป็นเพราะนางโกรธมากจนเป็นลมและถูกอุ้มกลับมา แต่ฮ่องเต้เหวินอิ้นยังคงทำเป็นหูหนวกไม่ได้ยินสิ่งใด

            ใครจะไปรู้ว่าฮ่องเต้ผู้ได้รับการกล่าวขานว่าเป็นบุตรกตัญญูกำลังคิดหรือทำสิ่งใดในขณะนั้นพระองค์จะเมินพระมารดาที่เป็นลมได้อย่างไร?

            ไม่ว่าจะกล่าวอย่างไรทั้งตัวตนและสถานะของไทเฮาก็อยู่เหนือฮ่องเต้แต่พระนางกลับถูกฮ่องเต้เมินเฉยอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

            จากสิ่งนี้จะเห็นได้ว่าไฟในพระหฤทัยของไทเฮารวมทั้งความโกรธในดวงใจของพระนางนั้นไม่อาจจินตนาการได้แล้ว

            สิ่งนี้เป็นเรื่องที่ไม่อาจทนรับได้!แต่ทนไม่ได้แล้วจะทำอะไรได้?

            เพราะมีบางอย่างเกิดขึ้นหลังจากนั้นซึ่งมันทำให้ฮ่องเต้เหวินอิ้นทรงวิตกกังวลเช่นนี้พระองค์จะทรงมีเวลาจัดการกับเรื่องของไทเฮาได้อย่างไร

            สิ่งที่เกิดขึ้นในยามนี้เป็นเหตุการณ์สำคัญซึ่งน่าเป็นห่วงสำหรับบ้านเมืองและประชาชนอย่างแท้จริง

            ดังนั้น...

            ---------------------------------------

            เชิงอรรถ

            [1] ไม้เนื้อแข็งที่ไม่อาจขยับได้เพียงการทุบตี (打不动的木头) เป็นคำอุปมามีความหมายว่า สงบเยือกเย็นมากจนไม่หวั่นไหวกับสิ่งใดอย่างง่ายดายหรือระงับอารมณ์และคำพูดได้เป็นอย่างดี

            [2] แปดถึงเก้าในสิบส่วน (十有八九) เป็นสำนวน มีความหมายว่า น่าจะหรือเป็นไปได้ใช้แสดงถึงการคาดเดาหรือการวิเคราะห์ที่มีความเป็นไปได้สูง จาก 10 ส่วนเป็นไปได้ 8-9ส่วน

            [3] ไม่มีแรงแม้แต่จะมัดไก่ (手无缚鸡之力) เป็นคำเปรียบเปรย มีความหมายว่า ไม่มีอำนาจหรืออ่อนแอ

            [4] ทานน้ำแกงที่ด้านหลังประตูปิดตาย (吃了闭门羹) เป็นวลี มีความหมายว่า ถูกปฏิเสธหรือไม่อาจเข้าพบได้ ทั้งยังถูกปิดประตูใส่ จนต้องกลับไปอย่างผิดหวัง

    คล้ายกับเรื่องทะลุมิติไปเป็นพระชายาแพทย์ผู้มากพรสวรรค์ [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน

    การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง [แปลจบแล้ว]

    การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง [แปลจบแล้ว]

    นิยาย รัก
    289K 908
    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663
    เกิดใหม่เป็นคุณหนูจิ้งจอกของท่านอ๋อง (แปลจบแล้ว)

    เกิดใหม่เป็นคุณหนูจิ้งจอกของท่านอ๋อง (แปลจบแล้ว)

    นิยาย รัก
    149K 452
    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    579K 730
    เกิดใหม่มาเป็นองค์หญิงตัวน้อยของตระกูลซู

    เกิดใหม่มาเป็นองค์หญิงตัวน้อยของตระกูลซู

    นิยาย รัก
    310K 841
    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    386K 808
    พลิกฟ้าคืนชีวาชายาอนุ [แปลจบแล้ว]

    พลิกฟ้าคืนชีวาชายาอนุ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    295K 786
    ข้ามมิติมาเป็นสะใภ้บ้านนา รวยล้นฟ้ามั่งมีศรีสุข [จบ]

    ข้ามมิติมาเป็นสะใภ้บ้านนา รวยล้นฟ้ามั่งมีศรีสุข [จบ]

    นิยาย รัก
    1.05M 604
    [อ่านฟรีทุกวัน]ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชาวสวนผู้มั่งคั่ง

    [อ่านฟรีทุกวัน]ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชาวสวนผู้มั่งคั่ง

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    231K 405
    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    931K 592