ซุปเปอร์เมียยุค 70

    10 สุดยอดแม่ไก่

            ยามบ่ายแก่นางหลิงซื่อก็กลับมาถึงบ้านด้วยความเร่งรีบ นางรู้สึกเป็นห่วงและเป็นกังวลที่ต้องทิ้งให้ลูกสะใภ้และลูกสาวดูแลเด็กทารกแรกคลอดทั้งสองคนเอง เพราะทั้งลูกสะใภ้และลูกสาวของนางต่างก็ไม่มีประสบการณ์เลี้ยงเด็กอ่อนมาก่อน หากนางไม่จำเป็นต้องไปซื้อของด้วยตนเองก็คงจะไม่ปล่อยให้ทั้งสองสาวอยู่บ้านกันเองแบบนี้ 


            เมื่อเปิดประตูเข้าไปในบ้าน นางหลิงซื่อก็ได้ยินเสียงเด็กทารกร้องไห้ดังออกมาจากห้องนอนของลูกชาย หัวใจของคนเป็นย่าอย่างนางก็แทบจะขาดรอน ๆ ด้วยความกังวลและกลัวว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับหลานตัวเล็กจิ๋วของตนเอง จึงรีบวางกระบุงที่ยังแบกอยู่บนหลังของตนเองกองไว้ที่พื้นบ้านอย่างไม่ใส่ใจ แล้วรีบเดินตรงไปที่ห้องของมู่เสี่ยวหลันทันที 


            “ หลานแม่เป็นอะไรหรือเปล่า ทำไมร้องไห้เสียงดังกันแบบนี้ละจ๊ะ ” 


            มู่เสี่ยวหลันที่กำลังให้นมลูกเงยหน้าขึ้นก็เห็นแม่สามียืนอยู่หน้าห้อง ก็ทักทายแม่สามีที่มีท่าทีตื่นตระหนกเล็กน้อย ไม่ต้องเดาก็รู้ว่าคงเป็นเพราะแม่สามีได้ยินเสียงร้องไห้ของเด็กน้อยต้าเป่าที่ต้องรอคิวกินนมต่อจากเสี่ยวเป่าที่กำลังดื่มด่ำจากการดื่มนมจากเต้าอยู่ในขณะนี้


            “ แม่กลับมาเหนื่อย ๆ ไปนั่งพักดื่มน้ำก่อนสิคะ ต้าเป่าร้องไห้เพราะหิวน่ะค่ะ แม่ไม่ต้องกังวลไปหรอกค่ะ เจ้าเด็กตะกละแค่โมโหหิวเท่านั้นเองฉันจัดการได้ค่ะ ” 


            “ เธอแน่ใจนะว่าดูลูกคนเดียวได้ แม่อยากเข้าไปช่วย แต่ว่าตอนนี้ตัวแม่ก็มีแต่เหงื่อกับฝุ่นเต็มไปหมด ถ้าอย่างนั้นแม่ขอไปอาบน้ำทำความสะอาดก่อนแล้วกัน แล้วนี่ชิงชิงไปไหนทำไมไม่อยู่ช่วยเธอดูแลเด็ก ๆ อยู๋ในห้อง ”


            “หนูรู้สึกดีขึ้นมากแล้ว ก็เลยให้ชิงชิงออกไปช่วยทำงานบ้านอื่น ๆ ไว้รอ เพราะคิดว่าแม่กลับมาถึงบ้านคงเหนื่อยจากการเดินทาง วันนี้ชิงชิงช่วยหนูได้มากเลย ตอนนี้หนูก็เริ่มดูแลลูกเองได้คล่องมือแล้ว แม่เดินไปกลับตั้งไกลคงเหนื่อยมาก แม่ไปพักก่อนเถอะนะคะ ไม่ต้องห่วงทางนี้หนูดูแลเด็ก ๆ ได้จริง ๆ ค่ะ”


            “ ถ้าเสี่ยวหลันมั่นใจจะเอาอย่างนั้นก็ได้ แต่ถ้าต้องการให้แม่ช่วยก็ร้องเรียกแม่หรือไม่ก็ชิงชิงให้มาช่วยก็แล้วกันนะจ๊ะ อย่ามัวแต่เกรงใจล่ะ แม่จะไปนั่งพักสักหน่อยแล้วค่อยไปทำขาหมูตุ๋นถั่วลิสงให้เธอกินเย็นนี้ ” 


            หลิงซื่อยอมตามใจมู่เสี่ยวหลันเพราะเห็นท่าทางเธอดูมั่นใจว่าสามารถดูแลเด็กทั้งสองคนได้ด้วยตัวคนเดียว อีกทั้งนางก็รู้สึกเหนื่อยล้าจากการที่ต้องเดินและแบกของเป็นระยะทางไกลพอสมควร


            “ ค่ะแม่ รับรองว่าหนูจะรีบบอกทันทีเลยถ้าต้องการคนช่วย แม่ไปพักผ่อนให้หายเหนื่อยเถอะนะคะ ไม่ต้องห่วงทางนี้ หนูจัดการทุกอย่างได้จริง ๆ ค่ะ ” มู่เสี่ยวหลันยิ้มให้แม่เว่ยด้วยความซาบซึ้งในน้ำใจของท่าน 


            หลังจากที่แม่สามีเดินออกไปด้านนอกแล้ว เมื่อมู่เสี่ยวหลันเห็นว่าลูกชายคนเล็กกินนมแม่จนอิ่มแล้ว เธอก็จับอุ้มลูบหลังให้เรอ จากนั้นก็รีบอุ้มเจ้าลูกชายคนโตที่ยังร้องไห้ประท้วงที่แม่ชักช้าจนดวงตาเปียกชุ่ม


            “ เหมียวน้อยของแม่ ถึงลูกแหกปากร้องเสียงดังแค่ไหน ก็ต้องรอเหมือนเดิมนะรู้ไหม เพราะถึงแม่จะมีสองเต้าแต่อุ้มได้ทีละคนนะคะคุณลูก ถ้าลูกไม่อยากรอครั้งหน้า ลูกก็คงต้องร้องไห้หิวนมก่อนน้องนะรู้เปล่า ฮิฮิ ” มู่เสี่ยวหลันใช้นิ้วชี้เขี่ยคางน้อย ๆ ของลูกชายคนโตที่ดูท่าทางแล้วจะเจ้าอารมณ์เอาแต่ใจมากกว่าคนน้องที่ดูเป็นเด็กเงียบๆ เลี้ยงง่ายไม่ร้องงอแง แต่จะร้องไห้เฉพาะแค่ตอนหิวกับตอนผ้าอ้อมเลอะเทอะจนรู้สึกไม่สบายตัวเท่านั้นเอง


            แม้จะเพิ่งมีลูกเป็นครั้งแรก แต่นอกจากการให้นมลูกจากเต้าแล้วมู่เสี่ยวหลันสามารถทำได้เป็นอย่างดี เพราะเธอมีประสบการณ์จากในชีวิตที่แล้ว ตอนที่เธอยังอยู่ที่สถานเลี้ยงเด็กกำพร้า เด็ก ๆ ที่อยู่ในนั้นพอโตขึ้นมาหน่อยพวกเธอก็ต้องช่วยกันดูแลน้อง ๆ ที่ยังไม่สามารถดูแลตัวเองได้ ซึ่งบางคนก็ยังเป็นทารกอยู่เพราะเจ้าหน้าที่มีจำนวนไม่เพียงพอนั่นเอง

     

            ……….

     

            ช่วงเย็นหลังจากที่แตรสัญญาณเลิกงานดังขึ้น สมาชิกของบ้านเว่ยที่ทำงานอยู่ในท้องนาทั้งเด็กและผู้ใหญ่ก็รีบเก็บของตรงกลับบ้านในทันที วันนี้ช่วงบ่ายขณะที่ทุกคนกำลังสาละวนเกี่ยวข้าวสาลีอยู่นั้น ไม่นึกว่าจะมีกระต่ายโง่ตัวอ้วนพีที่ชะตากำลังจะถึงฆาตเพราะวิ่งผ่านมาใกล้บริเวณที่เว่ยอี้หานกำลังทำงานอยู่

     

            เห็นสัตว์ตัวอ้วนกำลังวิ่งผ่านไปด้วยความเร็ว เว่ยอี้หานก็ไม่ทำให้ตัวเองเสียชื่อว่าเป็นอดีตทหารฝีมือดี ทันทีที่สายตาของเขามองเห็นกระต่ายกำลังวิ่งหน้าตั้งมาใกล้ตัวเองเขาก็เขวี้ยงเคียวเกี่ยวข้าวที่อยู่ในมือไปที่กระต่ายโชคร้ายแบบไม่พลาดเป้า เป็นที่อิจฉาตาร้อนของผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์


            เพราะพวกเขาก็มองเห็นกระต่ายตัวนี้เช่นกัน แต่ชาวบ้านธรรมดาแบบพวกเขาจะจับกระต่ายที่วิ่งเร็วแบบนี้ได้อย่างไรถ้าไม่วางกับดักเอาในป่า วันนี้ครอบครัวเว่ยจึงได้กินอาหารที่ทำจากเนื้อสัตว์ ส่วนพวกเขาก็ต้องทนกินผักและธัญพืชหยาบๆ กันต่อไป


            “ โอ้ วันนี้บ้านเว่ยมีลาภปากอีกแล้ว ” เฉียนต้าโม่เอ่ยเย้าหยอกเว่ยชิงเทียนที่เกี่ยวข้าวอยู่ใกล้ ๆ กันเมื่อลูกชายของเพื่อนจัดการเจ้ากระต่ายตัวอ้วนได้อย่างรวดเร็วและง่ายดาย จนชาวบ้านมองกันตาร้อนผ่าวหรือแม้แต่ตนเองก็ยังอดอิจฉาเพื่อนไม่ได้ที่อีกฝ่ายมีลูกชายที่มากความสามารถและกตัญญูอย่างเว่ยอี้หาน


            ส่วนเจ้าลูกชายทั้งสองคนที่บ้านเฉียนต้าโม่หวังที่จะส่งร่ำเรียนให้สูง ๆ กลับหัวทึบจบแค่ประถมก็ออกมาช่วยที่บ้านทำนาแลกแต้มเสียแล้วทำเอาคนเป็นพ่ออย่างตนเสียดายและผิดหวังอยู่นาน


            “ อืม พอดีเลยลูกสะใภ้เพิ่งคลอดหลานชายฝาแฝดจะได้เอาไปตุ๋นบำรุง ” เว่ยชิงเทียนไม่ได้มีเจตนาที่จะอวดว่าตนเองได้หลานชายฝาแฝดเพราะไม่ว่าจะเป็นหลานชายหรือหลานสาวเขาก็รักทั้งนั้น 


            แต่การที่ได้หลานชายทีเดียวถึงสองคนเขาก็เลยรู้สึกมีความสุขมากเป็นธรรมดาและพูดออกมาตามประสาคนที่เพิ่งจะได้เป็นปู่ครั้งแรกจึงรู้สึกเห่อหลานเพียงเท่านั้นแต่กลับทำให้คนที่มีเพียงหลานสาวสองคนอิจฉาตาแทบไหม้ เพราะลูกชายสองคนของเฉียนต้าโม่ล้วนแต่แต่งงานก่อนหน้าเว่ยอี้หานแต่กลับยังไม่มีใครมีหลานชายให้ตนเองได้อุ้มสักคน

     

            ……….

     

            “ กลับมากันแล้วเหรอ ” แม่เว่ยทักทายสี่คนพ่อลูกที่กำลังทยอยเดินอ้อมตามกันมาที่บริเวณหลังบ้าน เมื่อเห็นลูกชายคนโตหิ้วกระต่ายตัวอ้วนกลับมาด้วยก็เลิกคิ้วด้วยความแปลกใจ ที่มากกว่าก็คือความดีใจที่ครอบครัวจะได้ทานเนื้อกระต่ายกันในอาหารเย็นมื้อนี้


            “ แม่ แม่ดูสิวันนี้พี่ใหญ่จับกระต่ายได้ด้วยล่ะ พี่ใหญ่สุดยอดมาก ๆ เลย มีแต่คนอิจฉาความสามารถของพี่ใหญ่ของผม แม้แต่กระต่ายที่วิ่งเร็วมาก ๆ ก็ยังไม่พ้นเงื้อมมือของพี่ใหญ่ เขวี้ยงเคียวใส่ทีเดียวก็ตายคาที่ ผมอยากเก่งแบบพี่ใหญ่บ้างจัง บ้านเราจะได้มีเนื้อกินบ่อย ๆ ” เว่ยอี้หยางเล่าถึงเหตุการณ์ตอนที่พี่ชายคนโตจับกระต่ายได้ให้แม่ฟังด้วยความตื่นเต้น เพราะเขาเองก็กำลังเดินมาหอบมัดข้าวสาลีที่บริเวณใกล้ ๆ พี่ชายพอดี จึงเห็นตอนที่พี่ชายคว้างเคียวออกไปยังกระต่ายโชคร้ายด้วยความแม่นยำราวกับจับวางซึ่งสร้างความประทับใจให้แก่เด็กชายเป็นอย่างมาก


            “ เจ้าเด็กตะกละนายคิดว่ากระต่ายมันจะมาวิ่งเล่นผ่านหน้านายทุกวันหรือไง ” เว่ยอิงอิงล้อน้องชาย


            “ ก็ไม่เห็นจะยากเลย ไม่มาพวกเราก็ขึ้นไปล่ากระต่ายที่ภูเขาด้านหลังหมู่บ้านสิ นะพี่ใหญ่นะ ว่าง ๆ เราไปล่าสัตว์กัน พี่สอนผมล่าสัตว์หน่อยสิ บ้านเราจะได้มีเนื้อกินเยอะ ๆ ไง ”


            “ ก็ได้ แต่ต้องรอให้เก็บเกี่ยวข้าวเสร็จอาทิตย์หน้าก่อนนะค่อยไปล่าสัตว์กัน เดี๋ยวพี่จะสอนนายทำกับดักสัตว์เอง ”


            “ ขอบคุณพี่ใหญ่ แล้วฉันจะรอไปล่าสัตว์กับพี่นะ พ่อไปด้วยกันไหม ”


            “ ไม่ล่ะ ตอนนี้ฉันแก่แล้ว ถึงตาพวกแกต้องตอบแทนพ่อกับแม่ ไม่อย่างนั้นจะมีลูกชายไปทำไมตั้งสองคนฮึ ” พ่อเว่ยพูดเสร็จก็แจกมะเหงกให้ลูกชายคนเล็กพร้อมกับหัวเราะด้วยความพอใจที่ได้แกล้งลูกชาย


            “ เอาล่ะ เอาล่ะ เรื่องล่าสัตว์เอาไว้ก่อน นี่น้ำดื่มแม่เตรียมเอาไว้ให้ กลับมาเหนื่อย ๆ ดื่มน้ำแล้วไปนั่งพักก่อนแล้วค่อยไปอาบน้ำก่อนเข้าไปในบ้านนะ ถ้าไม่อาบน้ำห้ามเจอลูกเจอหลาน เพราะหลานน้อยของฉันจะเป็นผื่นคันได้ เดี๋ยวแม่จะไปชำแหละกระต่ายตัวนี้ก่อนจะได้เอาไปตุ๋นเป็นอาหารเย็นวันนี้ ”


            ด้วยประกาศิตแม่เว่ยทุก ๆ คนจึงทำตามไม่มีอิดออด เพราะกลัวโดนห้ามเข้าใกล้เด็กแฝดทั้งสองคนที่พวกเขาคิดถึงใจจะขาดมาทั้งวันแล้ว

    พ่อเว่ยเป็นคนแรกที่ดื่มน้ำที่แม่เว่ยเตรียมไว้ให้กับทุกคน


            “ อืม น้ำบ้านเรามันกินแล้วสดชื่นรสชาติดีกว่าทุกวันหรือพ่อรู้สึกไปเอง ” เว่ยชิงเทียนเอ่ยขึ้นมาโดยไม่ได้เจาะจงว่าถามใคร


            หากมู่เสี่ยวหลันมาได้ยินก็คงจะไม่รู้สึกแปลกใจอะไร เพราะเธอเทน้ำจากสระในมิติของเธอลงไปผสมกับน้ำธรรมดาในโอ่งน้ำดื่มมากกว่าครึ่ง

    “ ไหน หนูขอลองดื่มดูบ้างสิ มันก็น้ำต้มจากบ่อหลังบ้านเหมือนทุกวันไม่ใช่เหรอคะ ”


            “ เออ ผมก็รู้สึกเหมือนที่พ่อว่ามาเลย รู้สึกค่อย ๆ หายเหนื่อยด้วยล่ะ แปลกดีจังทุกวันไม่เห็นกินแล้วจะรู้สึกดีแบบนี้เลย ” 


            “ อืม ” เสียงตอบรับสั้น ๆ ตามนิสัยเคร่งขรึมจากเว่ยอี้หาน แม้จะรู้สึกแปลกใจแต่เขาก็ไม่ได้สนใจอะไรมากเพราะเขาก็ดื่มน้ำจากบ่อน้ำนี้มาตั้งแต่เด็ก จึงไม่ได้คิดว่าน้ำที่ดื่มมันจะมีอะไรเป็นพิเศษ 


            จากนั้นเว่ยอี้หานก็ลุกขึ้นเดินไปตรวจดูความเรียบร้อยบริเวณสวนผัก หากว่าแม่ยังไม่ได้รดน้ำผักเขาจะได้ทำให้เสร็จเรียบร้อยก่อนที่จะไปอาบน้ำทั้งที่ใจจริงแล้วตอนนี้เขาก็อยากเข้าบ้านไปหาลูกเมียใจจะขาดแล้ว แต่ด้วยความที่เป็นลูกชายคนโตจึงต้องทำหน้าที่ดูแลบริเวณบ้านและเสียสละให้พ่อและน้อง ๆ ได้อาบน้ำให้เสร็จก่อน


            เพราะเมื่อเช้านี้เว่ยอี้หยางเป็นคนดูแลแปลงผักที่เพิ่งจะโตประมาณสองชุ่น (1ชุ่น=3.33 ซม.) เว่ยอี้หานจึงไม่เห็นถึงความต่างที่ภายในระยะเวลาไม่ถึงหนึ่งวัน ผักทุกแปลงโตขึ้นมากกว่าเดิมเกือบเท่าตัว

     

            แม้แต่ต้นผิงกั๋วและลูกท้อก็เริ่มผลิดอกออกผลเช่นกัน แต่ภายในสายตาของเว่ยอี้หานเขาเห็นเพียงแต่ว่าผักในแปลงนั้นดูสดและอวบมากเท่านั้นเอง 


            ส่วนสาเหตุที่ผักที่ปลูกรอบนี้ดูสมบูรณ์กว่าปกติขนาดนี้ก็คงจะเป็นเพราะแม่หรือไม่ก็น้อง ๆ คนไหนสักคน เป็นคนไปตักเอาปุ๋ยมูลไก่มาใส่เพิ่มในแปลงผักก่อนหน้านี้นั่นเอง


            สำรวจดูผักไม่ใช่แค่ผักที่งามแม้แต่ต้นหญ้าก็งามไม่แพ้กัน เขาจึงลงมือถอนหญ้าในแปลงผักออกมาแล้วจะนำไปโยนให้แม่ไก่ในเล้ากิน แล้วก็ต้องแปลกใจเป็นอย่างมากเมื่อเจอไข่สามฟองอยู่ในตะกร้าที่ทำเอาไว้สำหรับให้แม่ไก่วางไข่ภายในเล้า


            “ หืม ”  ‘ เมื่อเช้าเขาก็เก็บไข่สี่ฟองไปแล้วนี่นา แล้วนี่แม่ไก่ออกไข่เพิ่มอีกเหรอเนี่ย ’ เว่ยอี้หานคิดอยู่ในใจ


            “ กะต๊าก กะต๊าก กะต๊าก ” (แปลเป็นภาษาไก่= พวกเราสุดยอดเลยใช่ไหมเจ้านาย )


            นาทีนี้แม่ไก่ทั้งสามตัวคงต้องขอบคุณมู่เสี่ยวหลันที่ทำให้พวกมันมีชีวิตรอดแบบไม่ได้ตั้งใจ แต่ก็ต้องภาวนาขอให้เธอออกไปให้น้ำพวกมันบ่อย ๆ แล้วล่ะนะต่อจากนี้ไป ไม่อย่างนั้นก็พวกมันคงต้องรอเรียงคิวโดนเชือดเหมือนเดิม หึหึ


            เว่ยอี้หานคิดด้วยความงงงวยที่เห็นไข่ไก่อีกสามฟองอยู่ในเล้า แต่ก็ยังไม่คิดเอะใจหรือสงสัยอะไรอีกเช่นเคย เขาเพียงแค่เดินเข้าไปเก็บไข่ไก่ทั้งสามฟองที่อยู่ในเล้าแล้วนำไปให้แม่เก็บไว้ทำอาหารในห้องครัวเท่านั้น


            “ อาหานไปเอาไข่มาจากไหนเหรอลูก ” แม่เว่ยถามเมื่อเห็นลูกชายคนโตเดินถือไข่เข้ามาให้นางในห้องครัว


            “ เก็บมาจากเล้าไก่ครับมีอยู่สามฟอง แต่เมื่อเช้าผมก็เก็บไปสี่ฟองรอบนึงแล้วนะครับ ไม่รู้ทำไมวันนี้แม่ไก่บ้านเราถึงออกไข่สองรอบ ผมว่ามันออกจะผิดปกตินะครับที่แม่ไก่บ้านเราจะออกไข่วันละสองฟอง แต่มันอาจจะแค่วันนี้ก็ได้ เอาไว้รอดูพรุ่งนี้อีกทีแล้วกันครับ ”


            “ จึจึจึ สงสัยว่าแม่ไก่พวกนั้นกลัวว่าจะโดนลูกจับมาเชือดเหมือนตัวเมื่อเช้า ก็เลยรีบขยันออกไข่ให้บ้านเรากินละมั้งแม่ว่า ฮ่าฮ่าฮ่า ” 


            “ ฮ่าฮ่าฮ่า โธ่แม่ก็ พวกมันจะไปรู้เรื่องได้ยังไงกันละครับ "


            " มันก็ไม่แน่นะ แต่ถ้าพรุ่งนี้ถ้าพวกมันยังขยันออกไข่วันละสองฟองแบบนี้อีก แม่ว่าเราไปขอซื้อแม่ไก่แก่กับชาวบ้านมาทำซุปบำรุงให้เสี่ยวหลันแทนดีกว่านะ แล้วเราก็เลี้ยงพวกมันเอาไว้เก็บไข่กินต่อไป เดี๋ยวพรุ่งนี้แม่ลองไปถามซื้อกับเพื่อนบ้านแถว ๆ นี้ดูให้ก็แล้วกันนะ ” 


            “ ครับ ต้องลำบากแม่ดูแลทุก ๆ คนแล้วล่ะครับช่วงนี้ ผมไม่มีเวลาว่างเลย ”


            “จ้า บอกกี่ครั้งแล้วลูกคนนี้นี่ว่าแม่เต็มใจ แค่นี้เองแม่ทำไหวอยู่แล้ว สบายกว่าทำงานในนาตั้งเยอะลูกก็รู้ ลูกไปอาบน้ำเถอะไปทุกคนเขาอาบเสร็จหมดแล้ว จะได้เข้าไปหาลูกกับเมียข้างในบ้าน ทำงานในนามาทั้งวันสกปรกจะแย่อยู่แล้ว เด็ก ๆ ก็รอพ่อกลับมากันทั้งวันแล้ว ยังไม่รีบไปอีก รีบไปอาบน้ำเร็วเข้า ไปลูกไป ” 


            โดนแม่ไล่แล้วไล่อีกเว่ยอี้หานก็รีบปลีกตัวออกไปอาบน้ำทันที แต่ถึงแม้ว่าแม่จะไม่บอกเขาก็ตั้งใจจะรีบไปอาบน้ำหลังจากที่เอาไข่ไก่ไปเก็บไว้ที่ครัวอยู่แล้ว 


            หลังจากอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จเว่ยอี้หานก็รีบเข้าไปหาลูก ๆ ในห้องนอนด้วยความคิดถึงแต่ไม่นึกว่าทุกคนจะมารวมตัวกันอยู่ภายในห้องของเขา ยกเว้นคุณปู่ที่แวะเข้ามาดูเพียงชั่วครู่ด้วยความคิดถึงหลาน ๆ แต่ก็เกรงใจผู้เป็นลูกสะใภ้จึงกลับไปพักผ่อนในห้องของตนเองระหว่างรอเวลาทานอาหารเย็น


            “ ทำไมมากองกันอยู่ในห้องของพี่ทุกคนแบบนี้ล่ะ อากาศก็ร้อน ทำไมไม่ออกไปนั่งเล่นข้างนอกกัน ”


            “ แหมก็พวกเราอยากอยู่เล่นกับหลาน ๆ นี่ค่ะ แต่ตอนนี้ยอมออกไปก่อนก็ได้ ให้พ่อแม่ลูกเขาได้อยู่ด้วยกัน ป๊ะ พวกเรารีบออกไปข้างนอกกันเถอะพี่ชิงชิง อาหยาง ” 


            “ อะไรกันพี่อิงอิง ผมเพิ่งจะได้เล่นกับหลานเองนะ ขออยู่ต่ออีกนิดสิ ” เว่ยอี้หยางคุณอาตัวน้อยอิดออดยังไม่อยากออกไปจากห้องของพี่ชาย เพราะเขารอมาทั้งวันที่จะได้มาเล่นกับเด็กน้อยทั้งสองคน แต่ได้เจอไม่ทันไรก็ต้องโดนพ่อเหมียวน้อยไล่เสียแล้ว 


            “ อย่ามาทำตัวเหมือนเด็กตอนนี้นะ นายไม่เห็นเหรอว่าพี่ใหญ่ทำงานมาเหนื่อย ๆ ก็ต้องการพักผ่อนเหมือนกัน พวกเราก็ไม่ควรอยู่รบกวนพี่ใหญ่กับพี่สะใภ้ ไปกันได้แล้ว ” เว่ยชิงชิงดุสั่งสอนน้องชายคนเล็ก


            “ ก็ได้ อาไปก่อนนะซาลาเปาทั้งสองแล้วเราค่อยมาเล่นด้วยกันใหม่นะ ” เว่ยอี้หยางบอกลาหลานชายทั้งสองคนด้วยความอาลัยอาวรอย่างกับกำลังจะจากไปไหนไกล ๆ ซะอย่างนั้นทั้งที่เพียงแค่เดินออกไปข้างนอกห้องและยังอยู่ภายในบ้านเช่นเดิม


            มู่เสี่ยวหลันได้แต่ยิ้มให้กับความเห่อหลานของคุณอาทั้งสามคน


            “ ทั้งสามคนคงไม่มากวนจนทำให้คุณรำคาญใจนะ เดี๋ยวผมจะเตือนพวกเขาไม่ให้มารบกวนคุณในห้องบ่อย ๆ ” เว่ยอี้หานถามภรรยาเพราะเขารู้ดีว่าภรรยาของเขาไม่ชอบสุงสิงกับคนในครอบครัวเว่ย


            “ ไม่นี่คะ เด็กทั้งสามคนไม่ได้สร้างความรำคาญอะไรให้ฉัน พวกเขาแค่อยากเล่นกับลูกทั้งสองคนแค่นั้นเอง แล้ววันนี้ทั้งวันชิงชิงก็ช่วยฉันดูแลเด็ก ๆ เป็นอย่างดีด้วย ” ขณะที่มู่เสี่ยวหลันตอบเธอก็ยิ้มพร้อมกับจ้องตา เว่ยอี้หานเพื่อยืนยันว่าเธอหมายความอย่างที่พูดจริง ๆ 


            เธอเข้าใจดีว่าทำไมเว่ยอี้หานถึงกลัวว่าเธอจะรำคาญเด็กทั้งสามคนแต่มู่เสี่ยวหลันคนนี้นั้นไม่ใช่มู่เสี่ยวหลันคนเดิมและเธอไม่สามารถบอกความจริงกับเขาได้อีกทั้งไม่คิดที่จะใช้ชีวิตเหินห่างกับพวกเขาเหมือนแต่ก่อน จึงได้แต่พยายามให้ทุกคนในบ้านเว่ยค่อย ๆ เคยชินกับความเปลี่ยนแปลงของเธอ


            เด็กกำพร้าที่ไม่เคยมีครอบครัวอย่างมู่หลันเมื่อมีโอกาสได้มาเกิดใหม่และมีครอบครัวที่ดีแบบนี้ แม้ว่าจะเป็นเพียงแค่ครอบครัวของสามีและมีฐานะยากจน แต่หากทุก ๆ คนนั้นรักและจริงใจต่อเธอ เธอก็ตั้งใจที่จะปฏิบัติและตอบแทนกลับไปในสิ่งเดียวกัน 


            ส่วนเงินทองฐานะนั้นอดีตเด็กกำพร้าที่สู้ชีวิตจากศูนย์จนมีบ้านและกิจการเป็นของตนเองได้อย่างเธอมีหรือจะต้องกังวล ยิ่งตอนนี้เธอมีทั้งครอบครัวอีกทั้งยังมีมิติวิเศษ หนทางในวันข้างหน้าย่อมสว่างสดใสเป็นที่แน่นอน

     

     



    คล้ายกับเรื่องซุปเปอร์เมียยุค 70 ที่คุณอ่าน