ตลอดทางคนของตระกูลหนานรวมไปถึงบ่าวรับใช้ต่างก็กล่าทักทายหนานหมิงด้วยความเคารพ
“ ท่านพ่อและท่านแม่ของข้าตอนนี้อยู่ไหน? ” หนานหมิงถามกับบ่าวรับใช้ผู้หนึ่ง
“ เรียนนายน้อยสามตอนนี้ท่านผู้นำตระกูลไปยังหอการค้าหมื่นสมุทรเพื่อพูดคุยการซื้อขายกับท่านผู้ดูแลหยางผิง ส่วนท่านแม่ของท่านไปยังตระกูลฝู่เจ้าคะ ส่วนคุณชายใหญ่ไปที่ค่ายทหารพยัคฆ์ทมิฬ ” บ่าวรับใช้กล่าว
หนานหมิงที่ได้ยินก็ส่ายหน้าเบาๆและเดินเข้าไปที่ห้องของตัวเอง
แน่นอนว่าการที่พ่อของเขาไปยังหอการค้าหมื่นสมุทรก็เพราะเขาได้ให้หยางผิงค่อยสนับสนุนตระกูลหนานอย่างเปิดเผยและลับๆ ทำให้พ่อของเขามักจะไปที่หอการค้าหมื่นสมุทรเป็นประจำ
การทำแบบนี้ก็เป็นการยืนยันความปลอดภัยให้กับตระกูลหนานว่ามีหอการค้าหมื่นสมุทรหนุนหลังอยู่ และอย่างที่ทุกๆคนรู้กันดีก็คือหนานหมิงถูกหยางผิงรับเป็นบุตรบุญธรรม ทำให้การที่หนานเฟยหยุนไปยังหอการค้าหมื่นสมุทรประจำก็ไม่ได้รู้สึกแปลกแต่อย่างใด
ด้วยเหตุนี้แม้ว่าตระกูลหนานจะเพิ่งตั้งรากฐานที่เมืองหลวงต้าฉินหรือคิดที่จะสร้างหมู่บ้านของตัวเองขึ้นมาที่นอกเมืองต้าฉิน เหล่าตระกูลน้อยใหญ่รวมไปถึงกองกำลังทั้งหมดในเมืองหลวงต้าฉินต่างก็ให้ความสำคัญกับตระกูลหนานเป็นอย่างมาก และยกระดับความสำคัญเป็นอันดับต้นๆที่พวกเขาต้องสร้างความสัมพันธ์ด้วย
แม้ว่าจะไม่มีการสนับสนุนของหอการค้าหมื่นสมุทรทุกๆคนในเมืองหลวงต้าฉินก็รู้ดีว่าตระกูลหนานก็สามารถอยู่ที่เมืองหลวงต้าฉินได้อย่างสบายใจ เพราะพวกเขามียอดฝีมือระดับราชันยุทธ์อยู่
นอกจากนี้หนานหมิงและหนานหลินที่เป็นบุตรชายและบุตรสาวของผู้นำตระกูลหนานก็มีชื่อเสียงอย่างมาก ว่ากันว่าในอนาคตเขาอาจจะไปถึงระดับราชันยุทธ์หรือแม้กระทั้งจักรพรรดิยุทธ์อีกด้วย เพียงแค่ข้อนี้ก็ทำให้ทุกกองกำลังในเมืองหลวงต้าฉินอยากที่จะสร้างความสัมพันธ์อันดีแล้ว
ส่วนตระกูลฝู่ที่แม่ของหนานหมิงไปก็คือตระกูลขนาดกลางที่ค่อนข้างไปทางใหญ่และจวนของตระกูลฝู่ก็อยู่ติดกับจวนของตระกูลหนาน
ซวีลั่วและฝู่หยินจู ซึ่งเป็นภรรยาของผู้นำตระกูลฝู่มักจะไปมาหาสู่กันทำให้ทั้งสองสนิทกันมาก ถ้าหากมีเวลาว่างไม่แม่ของเขาหรือฝู่หยินจูก็มักจะเดินทางไปมาหากันบ่อยๆ เพราะฉะนั้นหนานหมิงจึงไม่ได้แปลกใจมากนักที่แม่ของเขาไปที่ตระกูลฝู่
แน่นอนว่าเขาได้สั่งให้ศาลาชุนหมิงตรวจสอบตระกูลฝู่และฝู่หยินจูว่ามีจุดประสงค์อะไรในการเข้าหาแม่ของเขา สำหรับการตรวจสอบก็พบว่าฝู่หยินจูนั้นไม่ได้มีเจตนาเข้าหาแม่ของเขา เพียงแต่ทั้งสองพบเจอกันโดยบังเอิญและสุดท้ายก็สนิทกันเท่านั้น
ส่วนพี่ชายของเขาหลังจากที่มาถึงเมืองต้าฉิน เขาก็รู้สึกเบื่อการอยู่บ้านเฉยๆ เขาจึงตัดสินใจเข้าร่วมกับทหารพยัคฆ์ทมิฬ ซึ่งมันก็ทำให้ตระกูลหนานมีชื่อเสียงมากขึ้นอีกด้วย โดยที่เขาได้เปิดเผยความแข็งแกร่งระดับปราชญ์ยุทธ์ขั้นกลางออกมา
ด้วยอายุที่น้อยและเป็นถึงยอดฝีมือระดับปราชญ์ยุทธ์ ท่านอ๋องเหยียนฉินถึงกับออกคำสั่งให้หนานอวี้มารับตำแหน่งองครักษ์ระดับสูงของตัวเองทันที และบางครั้งก็ยังสอนทักษะให้กับหนานอวี้อีกด้วย
แม้ว่าหนานอวี้จะไม่จำเป็นต้องเรียนรู้ทักษะของอ๋องเหยียนฉิน แต่ทว่าเขาก็คิดว่าอย่างน้อยการได้เรียนรู้ทักษะใหม่ๆก็อาจจะมีประโยชน์ในอนาคตก็ได้
เพราะแบบนี้ทำให้บุตรของผู้นำตระกูลหนานทั้งสามคนต่างก็มีชื่อเสียงอย่างมากในเมืองต้าฉิน
หนานอวี้พี่ชายคนโต อายุเพียงแค่ยี่สิบสองปี ความแข็งแกร่งระดับปราชญ์ยุทธ์ ปัจจุบันดำรงตำแหน่งองครักษ์ส่วนตัวของท่านอ๋องเหยียนฉิน
หนานหลินบุตรสาวคนรอง อายุยี่สิบปี ความแข็งแกร่งบรรพจารย์ยุทธ์ขั้นสมบูรณ์ ปัจจุบันกำลังจะกลายเป็นผู้ตรวจการระดับม่วงที่อายุน้อยที่สุดของสำนักผู้ตรวจการ และยังเป็นศิษย์หลานของเผิงซวีไช่หนึ่งในราชันยุทธ์ผู้ดูแลสำนักผู้ตรวจการ
สำหรับบุตรชายคนสุดท้าย หนานหมิง อายุสิบแปดปี ความแข็งแกร่งบรรพจารย์ยุทธ์ขั้นสูง ปัจจุบันเป็นศิษย์หลักของสถาบันฉินเยี่ยและยังเป็นศิษย์ของโหรวอวี้อาจารย์ระดับทองที่ว่ากันว่าเป็นราชันยุทธ์ที่แข็งแกร่งมากผู้หนึ่ง
สำหรับจ้าวเซียน นางได้กลายเป็นคู่หมั้นของหนานอวี้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ทำให้นางติดตามหนานอวี้มายังเมืองต้าฉินอีกด้วย
เนื่องจากจ้าวเซียนถือว่าเป็นคู่หมั้นของหนานอวี้ ถือได้ว่าเป็นคนของตระกูลหนานส่วนหนึ่ง หนานเฟยหยุนจึงได้มอบทรัพยากรในการบ่มเพาะให้กับนางโดยเฉพาะ ทำให้ตอนนี้จ้าวเซียนมีความแข็งแกร่งระดับปราชญ์ยุทธ์ขั้นต้น
สำหรับบิดาของจ้าวเซียน จ้าวสิงหงที่เป็นรองผู้ดูแลสถาบันฮวงเทียนแห่งเมืองฮุ่ย เขาก็ได้ลาออกจากสถาบันและได้พาครอบครัวของตัวเองเข้าร่วมกับตระกูลหนานมานานกว่าสามปีแล้ว
จ้าวสิงหงรับตำแหน่งผู้อาวุโสนอกจากตระกูลหนานและปัจจุบันเขาก็ได้รับทรัพยากรจากตระกูลหนานจำนวนมาก ทำให้ปัจจุบันเขามีความแข็งแกร่งระดับปราชญ์ยุทธ์ขั้นปลาย ทำให้ตอนนี้จ้าวสิงหงกลายเป็นคนของตระกูลหนานเต็มตัว
แม้ว่าตำแหน่งผู้อาวุโสนอกตระกูลจะไม่ได้มีอำนาจมากนัก แต่ทว่าจ้าวสิงหงเป็นถึงบิดาของจ้าวเซียนซึ่งเป็นคู่หมั้นของนายน้อยคนโตของผู้นำตระกูลหนาน ทำให้เขามีฐานะอย่างมากในตระกูลหนาน
ไม่นานนักหนานเฟยหยุนก็กลับมาและถัดไปไม่นานซวี่ลั่วก็กลับมาเช่นกัน เมื่อทั้งสองได้ยินว่าลูกชายของพวกเขาได้เป็นตัวแทนของสถาบันฉินเยี่ยไปแข่งขันการประลองศึกร้อยสถาบันก็ไม่ได้ทำให้พวกเขาประหลาดใจมากนัก สำหรับพวกเขาแล้วหนานหมิงจะเป็นตัวแทนหรือไม่ก็ไม่ได้สำคัญมากนัก
แต่ทว่าทั้งสองก็รู้ว่าการที่หนานหมิงเป็นตัวแทนก็เพราะจะได้ไปเฝ้าหนานหลินที่เมืองหลวงต้าเยียน
ค่ำคืนนั้น
หนานหมิงใช้เวลากับหนานเฟยหยุนและซวี่ลั่วอย่างมีความสุข
ในทุกๆวันหนานหมิงก็มักจะอยู่แต่ในห้องของตัวเองโดยที่เขามักจะอ่านข้อมูลต่างๆที่ศาลาชุนหมิงส่งมาให้
“ ดูเหมือนว่าทั่วทั้งทวีปฮุยต้วนกำลังจับตาศาลาชุนหมิงอยู่สินะ ” หนานหมิงหรี่ตาลงเล็กน้อยเพราะเขาได้รับรายงานว่ากองกำลังระดับสูงทั้งหมดของทวีปฮุยต้วนได้ส่งสายลับมาที่อาณาจักรต้าเหยียนและอาณาจักรต้าเฉียนเพื่อสืบหาข้อมูลของศาลาชุนหมิง
อย่างที่ทุกๆคนภายนอกรู้ว่าศาลาชุนหมิงนั้นมียอดฝีมือระดับเหนือยุทธ์อยู่ ทำให้ศาลาชุนหมิงกลายเป็นหนึ่งในกองกำลังที่แข็งแกร่งที่สุดในทวีปฮุยต้วนในทันที การที่จู่ๆมีกองกำลังลึกลับที่แข็งแกร่งแบบนี้ซ่อนตัวอยู่ก็กลายเป็นจุดสนใจของกองกำลังทั้งหมดในทวีปฮุยต้วน จึงไม่แปลกที่จะมีสายลับจำนวนมากเข้ามาสืบข้อมูลของศาลาชุนหมิง
“ บอกให้ทุกๆคนไม่ต้องสนใจ ถ้าหากพวกมันอยากสืบก็ให้พวกมันสืบไป แต่ถ้าหากพวกมันกล้าล้ำเส้นแล้วล่ะก็ สังหารพวกมันทิ้งได้เลย แล้วก็เดี๋ยวเจ้าไปที่หุบเขาต้องห้ามพร้อมกับเฉียนเทียน ส่วนหน้าที่ดูแลข้าก็ให้อวี้เซียงดูแลไปก่อน ” หนานหมิงกล่าวขึ้น แม้ว่าจะเหมือนกับพูดอยู่คนเดียว แต่แท้จริงแล้วเขาพูดให้กับมู่สือจินฟัง
ไม่นานนักก็มีเสียงของมู่สือจินดังขึ้นในอากาศ
“ รับคำสั่งนายท่าน ”
หนานหมิงพยักหน้ารับเบาๆก่อนที่จะหยิบเอาที่ชงชาออกมาและฝึกชงชาต่อ เนื่องจากการชงชาเป็นการฝึกสมาธิให้กับตัวเขาเองด้วย
ไม่กี่วันต่อมา
ในขณะที่หนานหมิงกำลังเก็บตัวอยู่ในบ้าน
ณ เทือกเขามรณะ
เวลานี้เฉียนเทียนหรือหมาป่าจันทราสวรรค์ได้ยึดครองเทือกเขามรณะเป็นของตัวเองเสร็จเรียบร้อยแล้ว สมบัติต่างๆไม่ว่าจะเป็นสมุนไพรหรือแร่ชนิดต่างๆก็ถูกรวบรวมมาให้กับเฉียนเทียนแล้ว และเขาก็ส่งมันให้กับศาลาชุนหมิงเพื่อให้เป็นทรัพยากรในการฝึกฝน
เวลานี้เฉียนเทียนยืนอยู่บนยอดเขาสูงชัน สายตาของเขามองไปยังเทือกเขามรณะด้านล่างด้วยแววตาเรียบเฉย
ทันใดนั้นมู่สือจินก็ปรากตัวขึ้นด้านข้างของเฉียนเทียน
“ นายท่านมีคำสั่งให้เจ้าไปยังหุบเขาต้องห้ามกับข้าเพื่อรวบรวมทรัพยากรในนั้นกลับมา ” มู่สือจินกล่าว
เฉียนเทียนพยักหน้ารับและกล่าวขึ้นว่า “ แล้วพวกเราจะเดินทางวันไหน? ”
มู่สือจินเงียบไปครู่หนึ่งก่อนที่จะกล่าวขึ้นว่า “ อีกสองวันแล้วค่อยออกเดินทางแล้วกัน ครั้งนี้จะมีคนของศาลาชุนหมิงไปกับพวกเราด้วยอีกสองคน ”
“ เข้าใจแล้ว ” เฉียนเทียนพยักหน้ารับเล็กน้อย
หุบเขาต้องห้ามคือหนึ่งในสองสถานที่อันตรายที่สุดในทวีปฮุยต้วน ภายในหุบเขาต้องห้ามนี้แม้กระทั้งระดับเหนือยุทธ์เข้าไปก็อาจจะตกตายภายในนั้นได้
นอกจากหุบเขาต้องห้ามแล้วยังมีป่ากระดูกขาวที่อันตรายไม่แพ้กัน
สาเหตุที่หนานหมิงให้มู่สือจินไปยังหุบเขาต้องห้ามก็เพราะหุบเขาต้องห้ามนั้นอยู่ใกล้กับอาณาจักรต้าเหยียนมากที่สุดเท่านั้น
พริบตาเดียวก็ผ่านไปอีกสิบวัน
เวลานี้คนของสถาบันฉินเยี่ยต่างๆมายืนรวมตัวกันที่ลานกว้างของสถาบันเพื่อส่งตัวแทนไปยังเมืองหลวง
หนานหมิงและศิษย์หลักคนอื่นๆก็ยืนอยู่เพื่อรอการมาถึงของผู้อำนวยการไท่อี้เจินซูและเหล่าอาจารย์คนอื่นๆ
ไม่นานนักผู้อำนวยการไท่อี้เจินซูและเหล่าอาจารย์ก็มาถึง
เมื่อผู้อำนวยการไท่อี้เจินซูกวาดสายตามองดูก็เห็นว่าศิษย์หลักทั้งห้าคนที่จะไปแข่งขันก็มากันครบแล้ว เขาจึงกล่าวขึ้นว่า “ ถ้าหากมากันครบแล้วก็เตรียมตัวออกเดินทางกันเถอะ สำหรับอาจารย์ที่จะไปดูแลพวกเจ้าที่เมืองหลวงก็คือรองผู้อำนวยการ อาจารย์ตงอู๋ อาจารย์เปียวหยุนและอาจารย์โหรวอวี้ ”
รองผู้อำนวยการมีชื่อว่าเหวินจือเฉียน เขาเป็นยอดฝีมือระดับราชันยุทธ์ขั้นปลาย เขาสามารถรับมือกับราชันยุทธ์ขั้นสูงได้อย่างสบายๆ
ส่วนอาจารย์ตงอู๋ อาจารย์เปียวหยุนก็คืออาจารย์ระดับทองของสถาบันฉินเยี่ย ความแข็งแกร่งของพวกเขาก็อยู่ในระดับราชันยุทธ์ขั้นกลาง
ไม่นานนักผู้อำนวยการไท่อี้เจินซูก็พาทุกๆคนไปยังพื้นที่ด้านหลังของสถาบัน
เมื่อพวกเขามาถึงก็เห็นเรือบินขนาดใหญ่ตั้งอยู่ ซึ่งเรือบินลำนี้คือเรือบินที่เอาไว้ขนส่งไปยังสถานที่สำคัญต่างๆ
“ ไปกันเถอะ ” รองผู้อำนวยการเหวินจือเฉียนกล่าวขึ้นเขาก็กระโดดขึ้นบนเรือบินลำนั้น
หนานหมิงและคนอื่นๆเองก็กระโดดขึ้นเรือบินด้วยเช่นกัน
ความเร็วของเรือบินลำนี้ถือว่าเร็วมาก ซึ่งความเร็วสูงสุดของมันเทียบเท่ากับระดับปราชญ์ยุทธ์ขั้นสมบูรณ์เลยด้วยซ้ำ
ไม่นานนักรองผู้อำนวยการเหวินจือเฉียนก็กล่าวขึ้นว่า “ พวกเจ้าทุกคนคงรู้แล้วว่าการประลองศึกร้อยสถาบันนั้นดุเดือดมากแค่ไหน ในทุกๆปีจะมีอัจฉริยะมากมายที่ได้รับบาดเจ็บสาหัสจนกระทบกับการฝึกฝน เพราะฉะนั้นแล้วพวกเจ้าทุกคนจะต้องระมัดระวังตัวให้ดี ถ้าหากพวกเจ้าไม่ไหวจริงๆก็สามารถขอยอมแพ้ได้ ”
“ ท่านรองผู้อำนวยการท่านไม่ต้องเป็นห่วง ข้าเชื่อว่าพวกเราสามารถติดหนึ่งในห้าของการแข่งขันครั้งนี้ได้อย่างแน่นอน ” น่าหลันหวงเมิ่งกล่าวขึ้นด้วยความมั่นใจและจริงจัง
คนอื่นๆก็เห็นด้วย แม้ว่าการแข่งขันจะดุเดือดแต่พวกเขาก็มั่นใจในฝีมือของตัวเอง จะมีแค่ไม่กี่คนเท่านั้นที่พวกเขาต้องระมัดระวังเป็นการส่วนตัว
คนที่พวกเขาต้องระวังมีอยู่สามคนได้แก่ โอวหยางจิงหานแห่งสถาบันหลวงต้าเหยียน ลู่จือชิงแห่งสถาบันหยางเว่ย จีชิงแห่งสถาบันมู่เทียน
โอวหยางจิงหานคืออัจฉริยะอันดับหนึ่งของเมืองหลวงต้าเหยียน เขาได้รับการสถาปนาว่าเป็นรุ่นเยาว์ที่แข็งแกร่งที่สุดในเมืองหลวงอีกด้วย แม้กระทั้งเหล่าองค์ชายหรือองค์หญิงก็ไม่สามารถเทียบได้กับโอวหยางจิงหาน เนื่องจากสามารถทะลวงเข้าสู่ระดับบรรพจารย์ยุทธ์ได้ตั้งแต่อายุสิบเจ็ดปี ปัจจุบันเขาอายุยี่สิบสองปีแล้วและมีข่าวลือว่าเขาได้ทะลวงเข้าสู่ระดับปราชญ์ยุทธ์ตั้งแต่สามปีก่อนแล้วด้วย ปัจจุบันเป็นปราชญ์ยุทธ์ขั้นกลางหรืออาจจะปลายแล้วก็ได้
ตอนที่เขาเป็นอัจฉริยะก็เพราะตอนที่เขาเกิดมานั้นมีปรากฏการณ์บางอย่างขึ้นที่เมืองหลวง และเขาก็มีร่างกายแห่งดาบที่สามารถฝึกฝนดาบได้อย่างรวดเร็วและเข้าใจในวิถีดาบมากกว่าคนอื่นๆมาก ทำให้เขาถูกเรียกว่าเซียนดาบรุ่นเยาว์เลยทีเดียว
นอกจากนี้ภูมิหลังของเขาก็ไม่ธรรมดาเพราะเขาคือบุตรชายของผู้นำตระกูลโอวหยาง หนึ่งในห้าตระกูลใหญ่ของเมืองหลวง
ว่ากันว่าโอวหยางจิงหานตอนนี้ได้กลายเป็นคู่หมั้นขององค์หญิงเหยียนฉางอวิ๋น ซึ่งเป็นองค์หญิงที่งดงามและเป็นบุตรสาวสุดที่รักขององค์จักรพรรดิอีกด้วย ทำให้โอวหยางจิงหานมีชื่อเสียงอย่างมากตั้งแต่หลายปีก่อนแล้ว
ลู่จือชิงแห่งสถาบันหยางเว่ย เขาคือบุตรชายของผู้นำตระกูลลู่แห่งเมืองหลวงต้าหยาง เขาเกิดมาพร้อมกับร่างกายพิเศษที่มีพละกำลังที่ยอดเยี่ยม พละกำลังของเขานั้นเหนือกว่าคนในระดับเดียวกับนับร้อยเท่า ในตอนที่เขาอยู่ในระดับอาจารย์ยุทธ์ขั้นต้นเขาใช้เพียงหมัดเดียวก็สามารถเอาชนะปรมาจารย์ยุทธ์ขั้นกลางได้แล้ว ทำให้ทุกๆคนเรียกเขาว่าอัจฉริยะอันดับหนึ่งแห่งแคว้นต้าหยาง
ปัจจุบันลู่จือชิงอายุยี่สิบเอ็ดปี ความแข็งแกร่งระดับปราชญ์ยุทธ์ขั้นต้น ถือได้ว่าเป็นปราชญ์ยุทธ์ที่อายุน้อยที่สุดของแคว้นหยางโจวเลยทีเดียว
สุดท้ายคือจีชิงแห่งสถาบันมู่เทียน
จีชิงเป็นบุตรสาวของผู้นำตระกูลจีแห่งเมืองต้ามู่ นางเป็นอัจฉริยะอันดับหนึ่งแห่งแคว้นต้ามู่ นางมีพรสวรรค์อย่างมากในด้านการใช้มีดสั้นและการพรางตัว ทำให้นางมีความสามารถในการรอบเล้นที่ยอดเยี่ยมและอาจจะกลายเป็นมือสังหารที่แข็งแกร่งในอนาคตได้
ว่ากันว่าในอดีตนางเคยลอบสังหารสัตว์อสูรระดับหกมาแล้ว ซึ่งตอนนั้นนางมีความแข็งแกร่งเพียงแค่บรรพจารย์ยุทธ์ขั้นกลางเท่านั้น
ปัจจุบันนางอายุยี่สิบปี ความแข็งแกร่งระดับปราชญ์ยุทธ์ขั้นต้น และเมื่อไม่กี่เดือนก่อนนางก็เพิ่งจะเอาหัวของวานรหกแขนซึ่งเป็นสัตว์อสูรระดับหกขั้นสูงมาแลกเปลื่ยนคะแนนที่สถาบันมู่เทียน
ซึ่งรุ่นเยาว์ทั้งสามคนนี้ถูกยกให้เป็นตัวเต็งที่คาดว่าจะเป็นผู้ชนะในการแข่งขันศึกประลองร้อยสำนัก ส่วนทางด้านของน่าหลันหวงเมิ่งแม้ว่าเขาก็จะเป็นอัจฉริยะเหมือนกันแต่เมื่อเทียบกับทั้งสามคนนั้นแล้วยังมีความต่างกันอยู่อย่างน้อยหนึ่งระดับ