ตอนที่ 160
ตลาดในเมืองนาวาพิสุทธิ์คราคร่ำไปด้วยผู้คน แผงสินค้าวางเรียงรายละลานตา กวนเสี่ยวหรงเดินลัดเลาะไปตามทางเดินแคบๆ ดวงตากลมโตของเธอสอดส่ายไปมาอย่างตื่นเต้น ซินเมิ่งหยูที่มาด้วยกันกิริยาของเธอดูงดงามสง่าผ่าเผย ราวกับดอกไม้งามที่เบ่งบานท่ามกลางฝูงชน
บริเวณใกล้ท่าเรือ มีผู้คนมุงดูอะไรบางอย่างด้วยความสนใจ เมื่อพวกเขาเข้าไปใกล้ ก็พบว่ามันคือซากของสัตว์อสูรปลายักษ์ขนาดมหึมา เกล็ดของมันสะท้อนแสงอาทิตย์เป็นประกาย
“นั่นมันสัตว์อสูรขอบเขตเซียนขั้นกลาง พวกมันเอามาขายได้ด้วยเหรอเนี่ย" กวนเสี่ยวหรงถามด้วยความสงสัย
"ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกเกล็ดของมันสามารถนำไปทำเป็นเกราะชั้นเลิศได้ กระดูกใช้สร้างเครื่องราง เลือดใช้บ่มเพาะพลัง ส่วนเครื่องในก็มีสรรพคุณทางยามากมาย" กู่ไท่หยางอยู่ในป่ามาตั้งแต่เด็ก จึงมีความรู้มากมายเกี่ยวกับสัตว์อสูร
กวนเสี่ยวหรงจูงแขนซินเมิ่งหยูเข้าไปในร้านค้าแห่งหนึ่ง ดวงตาของเธอเป็นประกายเมื่อเหลือบไปเห็นกระบี่สีเงินเล่มหนึ่งที่สลักลวดลายเกล็ดหิมะ กลิ่นอายความเย็นที่กระบี่เล่มนี้แผ่ออกมาทรงพลังอย่างไม่น่าเชื่อ ราวกับมันสามารถแช่แข็งทุกสิ่งได้
"ศิษย์พี่ซิน ดูกระบี่เล่มนั้นสิ!"
"เป็นกระบี่ที่งดงามมาก" ซินเมิ่งหยูมองกระบี่เล่มนั้นด้วยความสนใจ
ในแดนเซียนแห่งนี้ อาวุธถูกแบ่งออกเป็นห้าระดับตามความแข็งแกร่ง คือ ระดับเซียน ระดับพิภพ ระดับชั้นฟ้า ระดับสวรรค์ และระดับเทวะ แต่ละขั้นยังถูกแบ่งย่อยออกเป็นขั้นต่ำ ขั้นกลาง และขั้นสูง
กระบี่ที่กวนเสี่ยวหรงสนใจนั้นอยู่ในระดับเซียนขั้นกลาง ทำให้มันถือเป็นสมบัติล้ำค่าสำหรับผู้บ่มเพาะทั่วไป
"กระบี่เล่มนี้ราคาเท่าไหร่หรือเถ้าแก่?" กวนเสี่ยวหรงถามชายชราที่กำลังใช้ผ้าเช็ดดาบจนเงาวับ
เจ้าของร้านหยิบแว่นขึ้นมาสวม แล้วมองหญิงสาวทั้งสองอย่างพินิจพิเคราะห์ ราวกับกำลังชั่งน้ำหนักว่าพวกเธอมีเงินมากพอที่จะซื้ออาวุธระดับนี้หรือไม่
“ห้าล้านศิลาปราณ”ชายชราเอ่ยราคาออกมา
กวนเสี่ยวหรงถึงกับพูดไม่ออก ในฐานะหัวทะลิลำกับที่สิบแปดเธอได้รับทรัพยากรบ่มเพาะต่อปีแค่ห้าแสนศิลาปราณเท่านั้น จึงไม่สามารถใช้จ่ายฟุ่มเฟือยไปกับกระบี่เพียงเล่มเดียวได้
“ไม่แพงไปหน่อยเหรอ แบบนี้มันขูดเลือดกันชัดๆ” คิ้วเยี่ยกวานจงขมวดเข้าหากัน ต่อให้เป็นอาวุธเซียนระดับกลาง แต่เขาก็คิดว่าราคานี้ค่อนข้างเอาเปรียบกันเกินไป
เจ้าของร้านมองเยี่ยกวานจงอย่างดูถูก
“อาวุธระดับเซียนขั้นกลางก็ราคานี้ทั้งนั้น ถ้าไม่มีเงินก็ไสหัวไปซะ”
เยี่ยกวานจงโมโหจนควันออกหู แม้แต่บุตรชายเจ้าเมืองฟ้าหอมอย่างเขาก็ไม่ได้มีศิลาปราณมากมายขนาดนั้น
“ข้าจะเป็นคนซื้อให้นางเอง” ซินเมิ่งหยูกล่าวเสียงเรียบ คำพูดและกริยาของเธอดูงดงามราวกับมาจากตระกูลผู้สูงศักดิ์
หลังจากสิ้นเสียงหญิงสาวเจ้าของร้านที่เพิ่งแสดงท่าทีดูถูกก็ต้องถึงกับชะงัก
ซินเมิ่งหยูหยิบส่งถุงผ้าไหมสีเงินออกมาจสกแหวนมิติ ก่อนจะส่งให้เจ้าของร้าน
ชายชรารีบรับไปตรวจดูด้วยสีหน้าจริงจัง และเมื่อพบว่าจำนวนครบถ้วน ดวงตาของเขาก็เปล่งประกายโลภขึ้นมาแวบหนึ่ง แต่เพียงพริบตาเดียวก็แสร้งยิ้มกว้าง
“คุณหนูผู้นี้ช่างใจกว้างยิ่งนัก กระบี่เล่มนี้สมบูรณ์ไร้ตำหนิ ข้ายังมีเครื่องรางระดับเซียนอยู่อีกหนึ่งชิ้น ไม่ทราบว่าคุณหนูสนใจหรือไม่”
“เก็บเครื่องรางของเจ้าไว้ขายให้คนอื่นเถอะ” ซินเมิ่งหยูตอบทันที ก่อนจะรับกระบี่ใส่ฝัก แล้วส่งต่อให้กวนเสี่ยวหรง
“รับไว้สิ เสี่ยวหรง”
หญิงสาวรับกระบี่มาอย่างลังเล ดวงตาสั่นไหว
“แต่ว่า…”
“เจ้าช่วยข้าไว้หลายครั้ง นี่เป็นแค่ของตอบแทนเพียงเล็กน้อยเท่านั้น” ซินเมิ่งหยูกล่าวเรียบๆ แต่น้ำเสียงแฝงด้วยความอ่อนโยนที่หาได้ยากยิ่งจากเธอ
กวนเสี่ยวหรงเม้มปากแน่น พลางกอดกระบี่ไว้แนบอก
เยี่ยกวานจงยกมือเกาหัวพลางพึมพำ “แหะๆ ศิษย์พี่ซินนี่ไม่ธรรมดาจริงๆ…”
“ข้าก็แค่ไม่ชอบท่าทางของตาแก่นั่นก็เท่านั้น” ซินเมิ่งหยูไม่ชอบให้ใครมาดูถูกเพื่อนของเธอ จึงตั้งใจตอกหน้าชายชราก็เท่านั้น อีกทั้งด้วยฐานะที่เป็นบุตรสาวตระกูลใหญ่ ศิลาปราณจำนวนห้าล้านก้อนสำหรับเธอจึงไม่ได้มีค่ามากมายอะไรนัก
หลังจากออกมาจากร้าน ชายที่ดูมีพิรุธคนหนึ่งก็เดินตามพวกเขาไปอย่างเงียบๆ เขาพยายามแฝงตัวไปกับฝูงชน แต่สายตากลับจับจ้องอยู่ที่กลุ่มของซินเมิ่งหยูอย่างไม่วางตา
พวกเขาเดินลัดเลาะไปตามตรอกซอกซอยต่างๆ เพื่อชมวิวทิวทัศน์ภายในเมือง จนกระทั่งมาถึงถนนเส้้นหนึ่งที่ดูเปลี่ยวร้าง ในตอนนั้นเอง ชายลึกลับสองคนก็ปรากฏตัวออกมาจากหัวมุมถนน
เยี่ยกวานจงรู้สึกถึงความไม่ชอบมาพากลบางอย่าง เขาพยายามบอกให้สหายย้อนกลับไปทางเดิม แต่ก็ถูกชายที่สะกดรอยตามมาขวางทางเอาไว้
“พวกเจ้าต้องการอะไร” กู่ไท่หยางตะโกนถามด้วยน้ำเสียงเย็นชา
ชายที่อยู่ด้านหลังเผยยิ้มออกมาอย่างชั่วร้าย
"เจ้าหนู ถ้ายังไม่อยากตายก็ส่งของมีค่ามาเสียดีๆ"
ตอนนี้ซินเมิ่งหยูรู้ตัวแล้วว่าพวกเขาถูกจับตามองตั้งแต่เดินเข้าไปในร้าน ไม่คิดเลยว่าในเมืองใหญ่เช่นนี้ พวกเขาจะถูกดักปล้นกลางวันแสกๆ
เมื่อสำรวจพลังของอีกฝ่าย สีหน้าที่เฉยชาของซินเมิ่งหยูก็เปลี่ยนเป็นความกังวล เพราะชายสองคนที่อยู่ด้านหน้าพวกเขาอยู่ในขอบเขตเซียนขั้นกลางระดับหนึ่ง ในขณะที่ชายอีกคนซึ่งอยู่ด้านหลังอยู่ในขอบเขตเซียนขั้นกลางระดับสาม
ซินเมิ่งหยูและพรรคพวกเตรียมตัวที่จะหนี หากไม่มีชิงเทียนอยู่ด้วย พวกเธอก็ไม่มีทางชนะอีกฝ่ายได้
“คิดจะหนีรึ”
ชายที่อยู่ด้านหลังสร้างรูปแบบม่านพลังปิดทางหนีเอาไว้
ในขณะที่ความสิ้นหวังกำลังมาเยือน เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นมาจากเงามืด
"ปล้นคนอื่นแบบนี้ไม่กลัวถูกปล้นคืนบ้างรึ?"
เงาร่างหนึ่งปรากฏอยู่ด้านหลังชายที่เป็นผู้ใช้รูปแบบที่กำลังแสยะยิ้ม
เท้าของชิงเทียนบรรจงถีบเข้าที่กลางหลังของชายคนนั้น จนหน้าของชายคนนั้นไถลไปกับพื้น
ก่อนที่ชายอีกสองคนจะได้ตั้งตัว ชิงเทียนก็พุ่งเข้าไปหาพวกเขาอย่างรวดเร็วราวกับสายฟ้า เขาชกไปที่ท้องของชายคนที่หนึ่ง ก่อนจะหมุนตัวเตะไปที่หน้าอกของชายอีกคน จนร่างของพวกเขากระเด็นไปกระแทกกับกำแพง
ชายที่เป็นผู้ใช้รูปแบบพยายามดันตัวขึ้น ความเจ็บปวดแล่นไปทั่วกระดูกสันหลัง เขาไม่อยากจะเชื่อเลยว่าตนเองจะถูกเซียนขั้นต้นระดับแปดเล่นงาน
ชิงเทียนก้มมองชายสองคนที่นอนหมดสภาพอยู่บนพื้นอย่างไม่ใส่ใจนัก เขาครุ่นคิดถึงพลังที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของตนเอง หลังจากที่เขาเลื่อนระดับพลังขึ้นมา ความแข็งแกร่งของเขาก็เพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด การที่ผู้ฝึกตนขอบเขตเซียนขั้นต้นอย่างเขา สามารถจัดการกับผู้ฝึกตนขอบเขตเซียนขั้นกลางภายในหมัดเดียวเช่นนี้ ถือเป็นเรื่องที่ท้าทายกฎเกณฑ์ของสวรรค์โดยแท้จริง
"เจ้า... เจ้าเข้ามาในรูปแบบของข้าได้อย่างไร?" ชายที่เป็นผู้ใช้รูปแบบพยายามยันกายลุกขึ้นอย่างยากลำบาก ความเจ็บปวดแสนสาหัสแล่นพล่านไปทั่วกระดูกสันหลัง เขามั่นใจว่ารูปแบบพลังที่เขาใช้ในการปิดล้อมพื้นที่นั้น ถูกสร้างขึ้นมาอย่างสมบูรณ์แบบ ไม่มีจุดบกพร่องใดที่จะสามารถเจาะทะลวงได้ แต่ถึงอย่างนั้น ชายหนุ่มตรงหน้ากลับสามารถผ่านรูปแบบของเขาเข้ามาได้
"อะไรนะ... เจ้าเรียกขยะนี่ว่ารูปแบบอย่างนั้นรึ?" ชิงเทียนหัวเราะออกมา ดวงตาของเขาเต็มไปด้วยความเย่อหยิ่งและดูถูก ก่อนจะเดินตรงไปยังม่านพลังที่ยังคงครอบคลุมพื้นที่เอาไว้
ทันทีที่ฝ่ามือของชิงเทียนสัมผัสไปที่ม่านพลังนั้น มือของเขาก็ทะลุผ่านม่านพลังนั้นไปได้อย่างง่ายดาย ราวกับว่าม่านพลังนั้นไม่มีตัวตนอยู่จริง
ความตกตะลึงบนใบหน้าของชายผู้ใช้รูปแบบยิ่งเพิ่มขึ้นไปอีก ราวกับว่าเขาได้เห็นสิ่งที่เหนือธรรมชาติ ก่อนที่เขาจะทันได้ตั้งตัว ชิงเทียนก็พุ้งเข้ามาประเคนหมัดขวาเข้าที่ใบหน้าของเขาอย่างจัง
"ปัง!"
เสียงกระดูกแตกดังสนั่น ชายผู้ใช้รูปแบบกรีดร้องออกมาด้วยความเจ็บปวด ก่อนที่สติของเขาจะดับวูบลงในทันที
ชิงเทียนก้มลงเก็บแหวนมิติของทั้งสามคนเข้ากระเป๋าของเขาด้วยท่าทางสบายใจ
"ไม่คิดเลยว่าพวกนั้นจะเป็นตัวเรียกสมบัติชั้นดีขนาดนี้" ชิงเทียนพึมพำออกมา
"ได้เบาะแสอะไรเกี่ยวกับศพที่หายไปบ้างไหม?" ซินเมิ่งหยูกล่าวถาม
"แน่นอน ระดับข้าไม่มีพลาดอยู่แล้ว"
ชิงเทียนพาทุกคนไปยังทิศทางที่ควันสีดำจางๆ นำทางไป พวกเขาเดินลัดเลาะไปตามถนน ก่อนจะมาหยุดอยู่ที่กระท่อมนอกเมืองหลังหนึ่ง
สภาพของกระท่อมดูทรุดโทรมเกินกว่าจะมีคนอาศัยอยู่ได้ หน้าต่างถูกปิดตายด้วยไม้กระดานเก่าๆ ราวกับถูกทิ้งร้างมานานแล้ว
"ที่นี่เหรอ?" เยี่ยกวานจงพยายามใช้เนตรปราณมองเข้าไปข้างในแต่ก็ถูกพลังงานลึกกลับขัดขวางเอาไว้
“เปล่าประโยชน์ กระท่อมหลังนี้มีรูปแบบลวงตาอยู่เต็มไปหมด แม้แต่เนตรปราณของเจ้าก็ไม่สามารถมองเข้าไปในนั้นได้”
ชิงเทียนพิจารณารูปแบบที่อยู่บนประตู ความซับซ้อนถูกวางไว้อย่างพิถีพิถัน ราวกับเป็นกับดักที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อป้องกันผู้บุกรุก รูปแบบเหล่านั้นสลักด้วยเส้นสายที่คดเคี้ยว แต่ละชั้นของรูปแบบซ้อนทับกันอย่างลงตัว
ในขณะที่ทุกคนกำลังจ้องมองรูปแบบพลังบนประตูอย่างระมัดระวัง ชิงเทียนก็ใช้เวลาเพียงครู่หนึ่งในการวิเคราะห์และทำความเข้าใจรูปแบบเหล่านั้น ดวงตาของเขากวาดไปตามเส้นสายและอักขระต่างๆ ราวกับกำลังอ่านหนังสือเล่มหนึ่ง จากนั้น ในเวลาไม่กี่อึดใจต่อมา ชิงเทียนก็วาดมือของเขาเบาๆ กลางอากาศ เพียงชั่วพริบตา รูปแบบพลังทั้งหมดบนประตูก็ถูกทำลายลงอย่างง่ายดาย
ซินเมิ่งหยูซึ่งเป็นผู้ใช้รูปแบบเช่นเดียวกัน มองไปยังรูปแบบของชิงเทียนด้วยความประหลาดใจ ในตอนแรกเธอประเมินว่าชิงเทียนอาจจะเป็นผู้ใช้รูปแบบในระดับเซียน แต่หลังจากที่ได้เห็นรูปแบบที่ซับซ้อนและทรงพลังเหล่านี้ เธอเริ่มคิดว่าเขาอาจจะอยู่ในระดับที่เหนือกว่านั้น ซึ่งมันแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย เพราะชิงเทียนน่าจะอายุประมาณสามสิบต้นๆ เท่านั้น
การที่จะเป็นผู้ใช้รูปแบบในระดับที่สูงกว่าเซียนได้ในวัยเพียงเท่านี้ มันเป็นเรื่องที่เหลือเชื่อเกินกว่าจะจินตนาการได้ อย่างไรก็ตามนั่นเป็นสิ่งที่ซินเมิ่งหยูคาดเดาเอง เธอไม่รู้เลยว่าความจริงแล้วนั่นไม่ใช่ใบหน้าที่แท้จริงของชายหนุ่ม