ตอนที่ 54 : ผลึกอสูรรูปร่างประหลาด
รันฟงเทียนที่วิ่งหน้าตั้งหนีออกมาอย่างร้อนรนจึงหลันหยุดลง พร้อมบ่นพึมพำอย่างโล่งอกว่า “โชคดีเสียจริงๆ ที่มีพวกนางอยู่ใกล้ๆ ไม่เช่นนั้นข้าก็คงทำอะไรไม่ถูกเช่นกัน”
“มันจะดีเช่นนั้นจริงๆ อย่างนั้นหรอ ไม่ใช่ว่าท่านพี่ฟงเทียนก็แอบหวังว่าจะได้เป็นผู้ช่วยนางอยู่ลึกๆ ใช่หรือไม่” เชี่ยอิงอิงที่ตามมาทันได้กล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“นั่นสินะ... เฮ้ย!!! ไม่ใช่อย่างนั้นอย่างแน่นอน เจ้าเด็กคนนี้นี่!!!” รันฟงเทียนแสดงน้ำเสียงดุดันเพื่อกลบเกลื่อนเรื่องราวที่เกิดขึ้น พร้อมทั้งยกมือขึ้น
โป๊ก!!!
“โอ๊ย!!! ท่านตีข้าทำไมกันเนี่ย ข้าแค่หยอกล้อท่านเท่านั้นเองนะ” เชี่ยอิงอิงกล่าวด้วยน้ำเสียงแง่งอน
เพื่อให้เรื่องนี้ไม่บานปลายมากเกินไป รันฟงเทียนจึงกล่าวด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลง “เอาล่ะ... เอาล่ะ... ตกลงนี่เจ้าจะไปกับข้าหรือเปล่า เรายังคงพอมีเวลาอยู่นะ ไปหาอะไรทานกันก่อนก็แล้วกัน เจ้าเลือกเลยว่าอยากทานอะไร”
“เย้! เย้! เย้! พี่ชายฟงเทียนน่ารักที่สุด” เชี่ยอิงอิงกระโดดโลดเต้นอย่างดีใจและเดินนำออกไป
รันฟงเทียน เมื่อเห็นท่าทางของน้องสาวผู้นี้แล้ว ได้แต่เพียงอมยิ้ม และแอบสาบานขึ้นภายในจิตใจว่า นี่สิน่ะ ที่เรียกว่าบ้าน ไม่ว่าข้าจะเป็นใคร ข้าจะดูแลเจ้าให้ดีที่สุดน้องอิงอิง
หลังจากที่ทั้งสองทานอาหารกันจนเสร็จแล้วนั้น ใบหน้าของเชี่ยอิงอิงก็เปี่ยมไปด้วยความพริ้มใจเป็นอย่างมาก ท่าทางของนางดูอารมณ์ดีจนถึงที่สุด ไม่ใช่เพราะอาหารมื้อนี้นั้นอร่อยจนถูกอกถูกใจนางหรอก เพียงแต่แท้จริงแล้วในวันนี้ที่โลกของนางดูเป็นสีชมพู สาเหตุมันก็เนื่องมาจากรันฟงเทียนได้กลับมาอยู่เคียงข้างนางก็เท่านั้นเอง
ระหว่างที่ทั้งสองกำลังเดินพูดคุยกันอย่างมีความสุขอยู่นั้น สายตาของรันฟงเทียนก็พลันไปสะดุดเข้ากับวัตถุบางอย่าง ซึ่งวางขายอยู่บนร้านค้าแผงลอยข้างทาง เขาจ้องมองดูตะลึงงันสิ่งของชิ้นนั้นอยู่ครู่หนึ่ง
ดูเหมือนว่าวัตถุชิ้นนี้จะเป็นแก่นผลึกของอสูรระดับสอง (เทียบเท่ากับจอมยุทธ์ขอบเขต ก่อเกิดวิญญาณ) ซึ่งลักษณะเฉพาะของมันจะเป็นผลึกสีแดงเพลิง เขาจึงเดินตรงรี่เข้าไปตรวจสอบดูด้วยตนเอง
“นายน้อยท่านนี้ สนใจของสิ่งใดเป็นพิเศษหรือไม่ ร้านของข้าขายแต่ของแท้ไม่มีของปลอมอย่างแน่นอน นายน้อยโปรดมั่นใจได้เลย” เจ้าของร้านเห็นว่าลูกค้าผู้นี้แต่งตัวดูภูมิฐานจะต้องมีเงินติดตัวเป็นจำนวนมาก ทั้งยังมีสาวสวยติดตามมาด้วยอย่างใกล้ชิด เขาจะต้องเป็นคุณชายตระกูลใหญ่โตอย่างแน่แท้ จึงรีบกล่าวเพื่อดึงดูดความสนใจของลูกค้าทั้งสอง
ทว่าสิ่งของที่วางขายในร้านนี้ส่วนใหญ่กลับเป็นของที่สามารถหาซื้อได้เกลื่อนกลาดดาษดื่น แถมยังมีราคาที่สูงลิบลิ่วยิ่งกว่าร้านอื่นๆ อีกต่างหาก สิ่งของเหล่านี้ภายในสายตาของรันฟงเทียนก็เป็นเพียงขยะไร้ค่า แต่ทว่าผลึกแก่นอสูรสีแดงเพลิงก้อนนั้นมันกลับดึงดูดสายตาของเขาให้จับจดจับจ้องอย่างไม่วางตา
เจ้าของร้านเมื่อเห็นดังนั้น จึงรีบโฆษณาอย่างรวดเร็วว่า “นายน้อยท่านนี้ สนใจผลึกอสูรระดับสองอันนี้ใช่หรือไม่ขอรับ”
รันฟงเทียนไม่ได้กล่าวอันใดออกมา แม้แต่เชี่ยอิงอิงก็ยังคงสงสัยอยู่เช่นกัน ว่าเหตุใดพี่ชายของนางถึงได้เอาแต่มองแก่นผลึกอสูรหน้าตาพิลึกพิลั่นนั่นไม่วางตาเลย โดยปกติไม่ว่าจะเกิดเหตุการณ์ใดๆ เขาจะเป็นคนที่มีความสงบนิ่ง เยือกเย็น สุขุม รอบคอบกับสิ่งต่างๆอย่างเสมอนั้น แต่ทว่าทำไม... เมื่อเขาเห็นแก่นผลึกอสูรก้อนนี้ ถึงกับมีอาการเหม่อลอยแสดงออกมาอย่างเห็นได้ชัด
ผ่านไปครู่ใหญ่... เชี่ยอิงอิงนางเริ่มที่จะทนไม่ไหวกับอาการเหม่อลอยนี้ นางจึงดึงแขนของเขาสองครั้งจนทำให้เขาได้สติกลับคืนมา
รันฟงเทียนหันหน้าไปมองเชี่ยอิงอิงและถามว่า “มีอะไรหรือน้องอิงอิง”
“พี่ฟงเทียน ท่านไม่ได้ยินที่เจ้าของร้านพูดกับท่านหรือ เขาเอ่ยถามท่านสองถึงสามครั้งแล้วนะ แต่พี่ชายก็ยังคงนิ่งเงียบอยู่ พี่ชายเป็นอะไรไปหรือเปล่า” เชี่ยอิงอิงกล่าวถามออกมาอย่างห่วงใย
“อ๋อ... ขอโทษที พี่เห็นว่าแก่นผลึกก้อนนี้มันมีรูปลักษณ์ที่น่าสนใจดีน่ะ ก็เลยยืนคิดอะไรไปเรื่อยเปื่อย จึงไม่ได้ฟังที่เขาพูด” จากนั้นรันฟงเทียนจึงหันไปถามเจ้าของร้านต่อว่า
“แก่นผลึกอสูรสีแดงเพลิงก้อนนี้ ราคาเท่าไหร่”
“อ๋อ แก่นผลึกอสูรระดับสองก้อนนี้ คือ แก่นผลึกจากอสูรสิงโตเพลิง ซึ่งเป็นสัตว์อสูรที่ค่อนข้างหายากมาก กว่าจะได้รับแก่นผลึกอสูรนี้มา พวกเราต้องสูญเสียสมาชิกในทีมไปถึง 3 คนเลยทีเดียว...” ในระหว่างที่เจ้าของร้านนี้กำลังจะอธิบายสรรพคุณเพิ่มเติมและโฆษณาชวนเชื่อเพื่อเพิ่มราคาให้สูงขึ้นอยู่นั้นก็ได้มีเสียงหนึ่งกล่าวขัดขึ้นมาเสียก่อน
“สรุปมาเลยดีกว่า ว่ามันราคาเท่าไหร่” รันฟงเทียนนั้นทราบดีอยู่แล้วว่าผลึกก้อนนี้มันเป็นของสัตว์อสูรชนิดไหน ทั้งยังรู้ลึกถึงรายละเอียดยิบย่อยของผลึกก้อนนี้อย่างลึกซึ้ง เขาจึงขี้เกียจเสียเวลาไปโดยเปล่าประโยชน์
เมื่อเจ้าของร้านได้ยินดังนั้นก็พลันปรากฏรอยยิ้มที่มุมปากขึ้นทันที พร้อมกล่าวออกมาอย่างหนักแน่นว่า “แก่นผลึกอสูรระดับสองก้อนนี้ ราคาอยู่ที่ หนึ่งแสนเหรียญทอง” แท้จริงแล้วเจ้าของร้านทำเป็นพูดสาธยายน้ำไหลไฟดับอย่างนี้ ก็เพื่อจะทำให้ชายหนุ่มที่ดูเหมือนว่าจะร่ำรวยผู้นี้เกิดความรำคาญ และกล่าวขัดในสิ่งที่เขากล่าว
เนื่องจากชายหนุ่มผู้นี้ ดูท่าทางจะสนอกสนใจผลึกอสูรระดับสองสีแดงเพลิงเป็นอย่างมาก เจ้าของร้านจึงใช้กลยุทธ์การขาย เพื่อหวังที่จะเพิ่มราคาของสินค้าให้สูงขึ้นอีกหลายเท่าตัว หากว่ามันไม่ประสบความสำเร็จจริงๆ ก็ยังไม่สายเกินไปที่เขาจะลดราคาของแก่นผลึกก้อนนี้ลง
ในกรณีที่เลวร้ายที่สุดก็เพียงแค่ขายไม่ออกก็เท่านั้น ไม่มีอะไรเสียหายต่อตัวเขาอยู่แล้ว เพราะสถานที่ตั้งแผงลอยตรงนี้ก็ไม่ต้องเสียค่าเช่าแต่อย่างใด ทั้งจากประสบการณ์ในการเป็นพ่อค้าของเขา แค่เพียงสังเกตดูก็ทราบได้ว่า ชายหนุ่มคนนี้สนใจผลึกก้อนนี้เป็นอย่างมาก จึงเหมาะที่จะหลอกล่อเพื่อเอาเงินเพียงเพิ่มสักนิดสักหน่อยจะเป็นอย่างไรไปเล่า
“อะไรนะ!!! แค่ผลึกอสูรระดับสองรูปลักษณ์พิลึกพิลั่นก้อนนี้ มีราคาตั้งหนึ่งแสนเหรียญทอง ทำไมไม่ดักปล้นกันไปให้รู้แล้วรู้รอดไปเลยล่ะ เจ้าคิดว่าพวกข้าสองคนโง่มากนักหรืออย่างไร” เชี่ยอิงอิงตะโกนออกมาเสียงดังลั่น
“ข้าว่าแล้ว!!! เจ้าพ่อค้าชั่วคนนั้น มันหลอกลวงลูกค้าอีกแล้ว”
“นั่นน่ะสิ... แก่นผลึกอสูรแค่ระดับสองราคาตั้งหนึ่งแสนเหรียญทอง ใครมันจะบ้าซื้อกันวะ”
“พวกเจ้ายังไม่ชินกับพฤติกรรมของเจ้าพ่อค้าชั่วคนนี้อีกหรือ”
พ่อค้าที่ตั้งแผงลอยขายของอยู่บริเวณแถวนั้น ต่างพากันกล่าววาจาประชดประชันออกมาเสียงดัง เพื่อเตือนสติของรันฟงเทียนและเชี่ยอิงอิง
แต่ทว่าสีหน้าของรันฟงเทียนก็ยังคงไม่ได้เปลี่ยนแปลงแต่อย่างใด เขาก็ยังคงพิจารณาดูแก่นผลึกระดับสองก้อนนี้อยู่อย่างตั้งใจ ในที่สุดดวงตาของเขาก็เปล่งประกายวาววับ ทั้งยังรีบหยิบบัตรเก็บเงินสีม่วงออกมา แล้วเอาเหรียญทองหนึ่งแสนเหรียญวางกองไว้บนแผงลอยทันที จากนั้นเขาก็หยิบแก่นผลึกอสูรระดับสองสีแดงเพลิงเก็บเข้าไปในกระเป๋า และกำลังจะเดินจากไป
เจ้าของแผงลอยที่เห็นเหรียญทองกองอยู่เป็นจำนวนมากต่อหน้าต่อตานั้น ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความมึนงงอย่างสุดขีด นิ่งอึ้งไปครู่หนึ่ง แต่เมื่อเห็นว่าลูกค้าผู้ร่ำรวยแต่โง่เง่านั้น ไม่มีทีท่าว่าจะต่อรองราคากับเขาเลย ทั้งยังโยนเหรียญทองจำนวนมากมายราวกับขยะ กำลังจะเดินจากไป เขาจึงรีบตะโกนเรียกอย่างสุดกำลัง
“เดี๋ยวก่อนนายน้อย ข้านั้นยังมีแก่นผลึกอสูรระดับสองอีกจำนวนหนึ่ง หากนายน้อยสนใจล่ะก็... ข้าขายให้ท่านในราคาเดิมก้อนละหนึ่งแสนเหรียญทอง...” จากนั้นเจ้าของแผงลอยก็หยิบแก่นผลึกอสูรระดับสองออกมาเป็นจำนวนมาก มีหลากหลายชนิดด้วยกัน
รันฟงเทียนเมื่อได้ยินดังนั้น ก็พลันหยุดก้าวเดินแล้วหันกลับมา เขามองไปยังกองแก่นผลึกอสูรเหล่านั้นอยู่ชั่วครู่ พร้อมกับส่ายศีรษะ จากนั้นก็หันหลังกลับและเดินจากไปทันที
“เฮ้ย!!! ลูกค้าคนนั้นร่ำรวยจริงๆ โยนเหรียญทองออกมาเป็นจำนวนมากได้อย่างหน้าตาเฉย เพื่อแลกกับแก่นผลึกอสูรระดับสองโง่ๆ ก้อนเดียวเนี่ยนะ เขาต้องบ้าไปแล้วแน่ๆ”
“เวรเอ๊ย!!! ไอ้พ่อค้าชั่วมันทำบุญด้วยอะไรวะ ข้าขายของอยู่ที่นี่มาสามปีแล้ว รายได้รวมกันทั้งหมดยังไม่เท่าที่มันขายแก่นผลึกอสูรแค่ก้อนเดียวเลยเนี่ย”
“เหอะ!!! ชายหนุ่มผู้นั้นมีเงินอย่างเดียวยังไม่พอ มันต้องโคตรโง่ด้วย ถึงได้จ่ายเงินไปมากมายเพื่อซื้อของไร้ประโยชน์ได้”
“เฮ้ย!!! ข้าว่ามันอาจจะเป็นรสนิยมส่วนบุคคลก็ได้ ที่ชื่นชอบสิ่งของรูปร่างแปลกประหลาด”
บนท้องถนน สองข้างทางที่เต็มไปด้วยแผงลอยนั้น จากที่เคยเงียบสงบก็กลับมาคึกคักครึกครื้นอีกครั้ง พ่อค้าต่างได้รับแรงบันดาลใจ จึงพากันร้องตะโกนส่งเสียงดังขึ้นเพื่อดึงดูดลูกค้ามากกว่าเดิม รวมทั้งประกาศรับซื้อแก่นผลึกอสูรระดับต่างๆ เป็นจำนวนมาก เผื่อว่าจะได้ดวงดีเหมือนพ่อค้าจอมต้มตุ๋นผู้นั้นบ้าง
แท้จริงแล้วแก่นผนึกอสูรระดับสองส่วนใหญ่ราคาจะอยู่ที่ประมาณ... ห้าถึงหนึ่งร้อยเหรียญทองเท่านั้นเอง
รันฟงเทียนผู้ที่สร้างความปั่นป่วนไปทั่วทั้งเมือง ไม่ทราบเลยว่า ในขณะนี้ได้ถูกผู้คนส่วนใหญ่ในตลาดการค้าของเมืองฝู่หลงตั้งฉายาให้เขาว่า นายน้อยเพลิงผลึก
หลังจากเดินเล่นอยู่สักพัก เชี่ยอิงอิงก็อดทนต่อความอยากรู้อยากเห็นไม่ไหวอีกต่อไป จึงคว้าจับแขนของรันฟงเทียนพร้อมกับเอ่ยด้วยน้ำเสียงตำหนิและท่าทีที่ไม่พอใจว่า
“ท่านพี่ฟงเทียน ท่านยังคงสติดีอยู่ใช่หรือไม่ ที่ซื้อแก่นผลึกอสูรระดับสองมาในราคาตั้งหนึ่งแสนเหรียญทอง ข้ารู้ว่าท่านพี่มีเหรียญทองเป็นจำนวนมาก แต่ไม่เห็นต้องใช้เงินโดยเปล่าประโยชน์เช่นนี้ก็ได้จริงหรือไม่”
รันฟงเทียนพอได้ยินคำตำหนิของเชี่ยอิงอิงนั้น ก็ได้แต่ส่ายศีรษะ และตอบนางไปว่า
“เจ้าคิดจริงๆหรือว่าพี่ชายคนนี้ จะซื้อของไม่มีประโยชน์มาอย่างนั้นหรือ??? ”
เชี่ยอิงอิงที่ได้ยินดังนั้น แววตาก็ท่อประกายขึ้น สีหน้าและท่าทางเปลี่ยนเป็นกระตือรือร้นในฉับพลัน
“จริงหรอ พี่ฟงเทียนแล้วแก่นผลึกนั่นมันมีประโยชน์อันใดเล่า ข้าสัมผัสได้ว่ามันไม่มีความพิเศษแต่อย่างใด จะมีก็เพียงรูปร่างประหลาดพิลึกพิลั่นเท่านั้นเอง”
“อืม... เพราะรูปร่างที่เป็นเอกลักษณ์เช่นนี้แหละ มันถึงได้มีความพิเศษเป็นอย่างมาก เนื่องจากในตอนแรกที่ข้าได้เห็นมันนั้นก็ไม่มีมั่นใจเช่นกันว่า แก่นผลึกอสูรนี้เป็นของแท้หรือของปลอม เพราะการจะเสาะหาแก่นผลึกอสูรในลักษณะนี้ยากยิ่งกว่างมเข็มในมหาสมุทรเสียอีก”
“น้องอิงอิง เจ้าอาจเห็นว่ารูปทรงมันน่าเกลียด แต่ทว่าสรรพคุณของมันนั้นเรียกได้ว่าเป็นตำนานอย่างแท้จริง”
เชี่ยอิงอิงเมื่อรับรู้ว่าแก่นผลึกอสูรนี้มีความพิเศษอย่างไร ก็อดสงสัยไม่ได้ จึงรีบถามอย่างเร่งเร้าต่อทันที
“พี่ฟงเทียนแล้วมันมีความพิเศษอย่างไรล่ะ”
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า เจ้านี่ใจร้อนเสียจริง ไม่สมกับเป็นผู้ที่มีจิตวิญญาณเหมันห์เลยนะเนี่ย” รันฟงเทียนกล่าวหยอกล้อนางอย่างสนุกสนาน
ก่อนที่เชี่ยอิงอิงกำลังจะโต้เถียงอันใดต่อรันฟงเทียน เขาก็กล่าวด้วยสีหน้าจริงจังว่า
“เอาล่ะ เอาล่ะ ข้าบอกเจ้าก็ได้ แต่เจ้าต้องห้ามนำเรื่องนี้ไปกล่าวต่อผู้ใดอีก หากมีใครเอ่ยถามถึงเหตุผลว่าทำไมข้าได้ซื้อแก่นผลึกอสูรก้อนนี้มาในราคาสูง ก็ให้บอกออกไปว่าพลังธาตุภายในแก่นผลึกอสูรระดับสองก้อนนี้ มันมีประโยชน์โดยตรงกับข้าก็พอ เข้าใจหรือไม่”